นิโรธสูตร

http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/tpd13-2.htm

http://www.tripitaka91.com/91book/book20/351_400.htm

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=22&A=4466&Z=4543

พระอทายี แย้งพระสารีบุตร เรื่อง สัญญาเวทยิตนิโรธ

Advertisements

สัมมาสมาธิ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 101

๑๓.  ภวปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องภพ

[๕๐๙]   ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า  ภพ ๆ ดังนี้  ภพเป็น

ไฉนหนอ.

สา.    ดูก่อนผู้มีอายุ   ภพ ๓ เหล่านี้   คือ  กามภพ  รูปภพ  อรูปภพ

ภพ ๓ เหล่านี้แล.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้ภพเหล่านั้น.

สา.   มีอยู่  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคาเป็นไฉน   ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้ภพเหล่านั้น.

สา.  ดูก่อนผู้มีอายุ    อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  คือ    ความ

เห็นชอบ ฯลฯ    จงใจชอบ   นี้แลเป็นบรรดา   เป็นปฏิปทา    เพื่อกำหนด

รู้ภพเหล่านั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้ภพเหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  ภวปัญหาสูตรที่  ๑๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 102

๑๔.  ทุกขปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องทุกข์

[๕๑๐]  ดูก่อนท่านสารีบุตร    ที่เรียกว่า   ทุกข์   ดังนี้    ทุกข์

เป็นไฉนหนอ.

สา.  ดูก่อนผู้มีอายุ   สภาพทุกข์ ๓ ประการนี้  คือ   สภาพทุกข์คือ

ทุกข์  สภาพทุกข์คือสังขาร   สภาพทุกข์คือความแปรปรวน   สภาพทุกข์ ๓

ประการนี้แล.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์  ๘   คือความเห็น

ชอบ ฯลฯ   ตั้งใจชอบ  นี้แลเป็นมรรคา  เป็นปฏิปทา  เพื่อกำหนดรู้สภาพ

ทุกข์เหล่านั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้สภาพทุกข์เหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท  นะท่านสารีบุตร.

จบ ทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔

อรรถกถาทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔

บทว่า ทุกฺขตา   คือสภาพแห่งทุกข์ในบทเป็นอาทิว่า ทุกฺขทุกฺขตา

ได้แก่  สภาพแห่งทุกข์กล่าวคือทุกข์ ชื่อว่า ทุกฺขตา.   แม้ในสองบทที่เหลือ

ก็นัยนี้เหมือนกัน.

จบ  อรรถกถาทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 103

๑๕. สักกายปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสักกายทิฏฐิ

[๕๑๑]   ดูก่อนท่านสารีบุตร     ที่เรียกว่า     สักกายะ ๆ   ดังนี้

สักกายะเป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ    อุปาทานขันธ์   ๕  ประการนี้  คือ อุปาทาน-

ขันธ์คือรูป   เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ  อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้แล

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าสักกายะ.

.   ก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้สักกายะนั้น.

สา.  มีอยู่  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้สักกายะนั้น.

สา.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความ

เห็นชอบ ฯลฯ    ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา   เป็นปฏิปทา   เพื่อกำหนด

รู้สักกายะนั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้สักกายะนั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ สักกายปัญหาสูตรที่  ๑๕

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 104

๑๖.  ทุกกรปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสิ่งที่ทำได้ยาก

[ ๕๑๒ ]  ดูก่อนท่านสารีบุตร  อะไรหนอ  เป็นการยากที่จะกระทำ

ได้ในธรรมวินัยนี้.

สา.   บรรพชา   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็สิ่งอะไรอันบุคคลผู้บวชแล้ว   กระทำได้

โดยยาก.

สา.   ความยินดียิ่ง   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็สิ่งอะไร  อันภิกษุผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.   การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ     ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว

จะพึงเป็นพระอรหันต์ได้นานเพียงไร.

สา.  ไม่นานนัก  ผู้มีอายุ.

จบ  ทุกกรปัญหาสูตรที่  ๑๖

จบ  ชัมพุขาทกสังยุต

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 105

อรรถกถาทุกรปัญหาสูตรที่ ๑๖

บทว่า  อภิรติ  คือความไม่กระสันในการบรรพชา.  บทว่า   น  จิร

อาวุโส ท่านแสดงว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ  ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

เมื่อพากเพียรพยายามอยู่  จะพึงเป็นพระอรหันต์  คือพึงตั้งอยู่ในพระอรหัต

ได้ไม่นานนักคือเร็วนั่นเอง.   เพราะท่านกล่าวว่า   ภิกษุผู้อันท่านตักเตือน

แล้วในเวลาเช้า  จักบรรลุคุณวิเศษในเวลาเย็น  ภิกษุผู้อันท่านตักเตือนแล้ว

ในเวลาเย็น   จักบรรลุคุณวิเศษในเวลาเช้า    คำที่เหลือใน  บททั้งปวงมีเนื้อ

ความง่ายทั้งนั้น.

จบ  อรรถกถาทุกรปัญหาสูตรที่  ๑๖

จบ  อรรถกถาชัมพุขาทกสังยุต.

รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้  คือ

๑.  นิพพานปัญหาสูตร   ๒.  อรหัตตปัญหาสูตร   ๓.   ธรรมวาที

ปัญหาสูตร   ๔.   กิมัตถิยสูตร   ๕.   อัสสาสัปปัตตวสูตร   ๖.   ปรมัสสาสัป-

ปัตตสูตร    ๗.   เวทนาปัญหาสูตร    ๘.   อาสวปัญหาสูตร     ๙.   อวิชชา

ปัญหาสูตร  ๑๐.  ตัณหาปัญหาสูตร   ๑๑.  โอฆปัญหาสูตร   ๑๒.  อุปาทาน

ปัญหาสูตร   ๑๓.  ภวปัญหาสูตร    ๑๔.   ทุกขปัญหาสูตร   ๑๕.  สักกาย

ปัญหาสูตร   ๑๖.  ทุกกรปัญหาสูตร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 106

๕.  สามัณฑกสังยุต

๑.  สามัณฑกสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องนิพพาน

[๕๑๓]  สมัยหนึ่ง   ท่านพระสารีบุตรอยู่   ณ ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้

อุกกเจลนคร  แคว้นวัชชี  ครั้งนั้น  ปริพาชกชื่อ      สามัณฑกะ  เข้าไปหา

ท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่  ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร   ครั้นผ่านการ

ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว  จึงนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า    ดูก่อนท่านสารีบุตร   ที่เรียกว่า    นิพพาน ๆ

ดังนี้   นิพพานเป็นไฉนหนอ.    ท่านพระสารีบุตรตอบว่า   ดูก่อนผู้มีอายุ

ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่า  นิพพาน.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ     ปฏิปทามีอยู่หรือเพื่อ

กระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    ก็มรรคาเป็นไฉน   ปฏิปทาเป็นไฉนเพื่อ

กระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์   ๘  คือความเห็น

ชอบ  ฯลฯ.   ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา  เป็นปฏิปทาเพื่อกระทำนิพพาน

นั้นให้แจ้ง.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกระทำ

นิพพานนั้นให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯลฯ

( เหมือนกับในชัมพุขาทกสังยุต )

จบ  สามัณฑกสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 107

๑๖. ทุกรปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสิ่งที่ทำได้ยาก

[๕๑๔]  ดูก่อนท่านสารีบุตร   อะไรหนอเป็นการยากที่จะกระทำ

ได้ในธรรมวินัยนี้.

สา.  บรรพชา  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนภิกษุผู้มีอายุ     ก็สิ่งอะไรอันบุคคลผู้บวชแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.  ความยินดียิ่ง   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็สิ่งอะไรอันภิกษุผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.   การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   ผู้มีอายุ.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว

จะพึงเป็นพระอรหันต์ได้นานเพียงไร.

สา.  ไม่นานนัก  ผู้มีอายุ.

จบ  ทุกกรปัญหาสูตรที่ ๑๖

อรรถกถาสัมัณฑกสังยุต

แม้ในสามัณฑกสังยุต   พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แล.

จบ  อรรถกถาสามัณฑกสัยุต

รวมพระสูตรในสังยุตนี้  เช่นเดียวกับในสังยุตก่อน (คือชัมพุขาทกสังยุต)

จบ สามัณฑกสังยุต

๑.  สูตรที่ ๒-๑๕  เหมือนในชัมพุขาทกสังยุต

๒. โดยนัยเดียวกับ อรรถกถาแห่งสูตรทั้งหลายในชัมพุขาทกสังยุต

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 108

๖.  โมคคัลลานสังยุต

๑.  สวิตักกปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่  ๑

[๕๑๕]  สมัยหนึ่ง  ท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่  ณ  พระวิหาร

เชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี  ณ ที่นั้นแล  ท่าน

พระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหา-

โมคคัลลานะแล้ว   ท่านพระมหาโมคัลลานะ  ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ขอโอกาส  เมื่อเราหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ  ความปริวิตก

แห่งใจได้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  ที่เรียกว่า  ปฐมฌาน ๆ  ดังนี้   ปฐมฌาน  เป็น

ไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้    สงัดจาก

กาม   สงัดจากอกุศลธรรม   เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร   มีปีติและสุขเกิด

แต่วิเวกอยู่  นี้เรียกว่า  ปฐมฌาน  เราก็สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม

เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร    มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่    เมื่อเราอยู่ด้วย

วิหารธรรมนี้  สัญญามนสิการอันประกอบด้วยกามย่อมฟุ้งซ่าน   ครั้งนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์     แล้วได้ตรัสว่า   โมค-

คัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาทปฐมฌาน    จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน    จง

กระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน    จงดำรงจิตไว้ให้มั่นในปฐม-

ฌาน   สมัยต่อมา   เราสงัดจากกาม   สงัดจากอกุศลธรรม   เข้าปฐมฌาน

อันมีวิตกวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคล

เมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า   สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว

ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่า   สาวก

อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ สวิตักกปัญหาสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 109

อรรถกถาโมคคัลลานสังยุต

อรรถกถาสวิตักกปัญหาสูตรที่  ๑

พึงทราบวินิจฉัยในโมคคัลลานสังยุต  ดังต่อไปนี้

บทว่า   กามสหคตา  คือประกอบนิวรณ์  ๕   ก็เมื่อภิกษุนั้นออก

จากปฐมฌานแล้ว  นิวรณ์   ๕   ปรากฏแล้ว  โดยความสงบมีอยู่  ด้วยเหตุนั้น

ปฐมฌานนั้น    ของภิกษุนั้น    ย่อมชื่อว่ามีส่วนแห่งความเสื่อมพระศาสดา

ทรงทรามความประมาทนั้นแล้ว  จึงได้ประทานพระโอวาทว่า  อย่าประมาท

จบ  อรรถกถาสวิตักกปัญหาสูตรที่ ๑

๒.  อวิตักกปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่  ๒

[๕๑๖]   ที่เรียกว่า  ทุติยฌาน ๆ  ดังนี้   ทุติยฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าทุติยฌานอันมีความ

ผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ไม่มีวิตกวิจาร   เพราะวิตก

วิจารสงบไป   มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    นี้เรียกว่าทุติยฌาน    เราก็เข้า

ทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน     เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มี

วิตกวิจาร   เพราะวิตกวิจารสงบไป    มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    เมื่อเรา

อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้      สัญญามนสิการอันประกอบด้วยวิตกย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล       พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์แล้วได้

ตรัสว่า     โมคคัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาททุติยฌาน    จงดำรงจิตไว้ใน

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 110

ทุติยฌาน   จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน   จงตั้งจิตไว้ใน

มั่นในทุติยฌาน   สมัยต่อมา   เราเข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตใน

ภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มีวิตกวิจาร   เพราะวิตกวิจารสงบไป   มี

ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก

พึงพูดคำใดว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้

ยิ่งใหญ่  บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำนั้นกะเราว่า  สาวกอันพระศาสดา

ทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

จบ  อวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

อรรถกถาอวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

แม้ในทุติยฌานเป็นต้น   ก็พึงทราบความโดยนัยนี้แล.   ก็ในข้อ

ฌานอันประกอบด้วยอารมณ์เท่านั้น  ท่านกล่าวว่า  สหคต  ดังนี้.

จบ  อรรถกถาอวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

๓.  สุขปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่ ๓

[ ๕๑๗ ]  ที่เรียกว่า   ตติยฌาน ๆ ดังนี้    ตติยฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่าภิกษุในพระธรรมวินัยนี้     มีอุเบกขา    มีสติ    มี

สัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วยนามกาย   เพราะปีติสิ้นไป  เข้าตติยฌานที่พระ-

อริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า   ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติอยู่เป็นสุข

นี้เรียกว่าตติยฌาน   เราก็มีอุเบกขา   มีสติ  มีสัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วย

๑.  สูตรที่  ๓ – ๘ ไม้มีอรรถกถาแก้.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 111

นามกาย  เพราะปีติสิ้นไป  เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า

ผู้ได้ฌานนี้   เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติอยู่เป็นสุข  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้

สัญญามนสิการอันประกอบด้วยปีติย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าเสด็จไปหาเราด้วยพระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า   โมคคัลลานะ ๆ   เธอ

อย่าประมาทตติยฌาน จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในตติยฌาน     จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในตติยฌาน     สมัยต่อมาเรามี

อุเบกขา  มีสติ  มีสัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วยนามกาย  เพราะปิติสิ้นไป  เข้า

ตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า     ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา

มีสติอยู่เป็นสุข  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำใด

ว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว  ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่  บุคคล

เมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์

แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  สุขปัญหาสูตรที่  ๓

๔.  อุเปกขาปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องฌานที่  ๔

[ ๕๑๘ ]   ที่เรียกว่า  จตุตถฌาน ๆ ดังนี้   จตุตถฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้   เข้าจตุตถฌานนัยนี้ไม่มี

ทุกข์  ไม่มีสุข   เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้   มี

อุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ อยู่  นี้เรียกว่าจตุตถฌาน  เราก็เข้าจตุตถฌาน

อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 112

มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่    เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้    สัญญา-

มนสิการอันประกอบด้วยสุขย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์     แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ   เธออย่า

ประมาทจตุตถฌาน  จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน  จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน   จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน  สมัยต่อมาเราเข้า

จตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัส

ก่อน ๆ ได้   มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่     ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย

ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำใดว่า  สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์

แล้วถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำนั้นกะเราว่า

สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ อุเบกขาปัญหาสูตรที่ ๔

๕.  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๑

[ ๕๑๙ ]  ที่เรียกว่า  อากาสานัญจายตนฌาน ๆ ดังนี้   อากาสานัญ-

จายตนฌานเป็นไฉนหนอ.   เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้   เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า อากาศหาที่สุดมิได้  เพราะ

ล่วงรูปสัญญาเสียได้  เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจ

ซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง       นี้เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌาน

เราก็เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า    อากาศหาที่สุดมิได้   เพราะ

ล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 113

ซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   สัญญา

มนสิการอันประกอบด้วยรูปสัญญาย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า  โมคคัลลานะ ๆ เธอ

อย่าประมาทอากาสานัญจายตนฌาน    จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตน.

ฌาน   จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอากาสานัญจายตนฌาน    จง

ตั้งจิตไว้ให้มั่นในอากาสานัญจายตนฌาน   สมัยต่อมา   เราเข้าอากาสานัญ-

จายตนฌานด้วยคำนึงว่าอากาศหาที่สุดมิได้      เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้

เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดย

ประการทั้งปวง   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูด

คำใดว่า      สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก     พึงพูดคำนั้นกะเราว่า     สาวกอันพระศาสดาทรง

อนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตรที่ ๕

๖.  วิญญาณัญจายตนปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๒

[๕๒๐]  ที่เรียกว่า  วิญญาณัญจายตนฌานๆ  ดังนี้   วิญญาณัญ-

จายตนฌานเป็นไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้     เข้าวิญญานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า     วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง       นี้เรียกว่า

วิญญาณัญจายตนฌาน      เราก็เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า

วิญญาณที่สุดมิได้     เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 114

ทั้งปวง     เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้     สัญญามนสิการอันประกอบด้วย

อากาสานัญจายตนะย่อมฟุ้งซ่าน   ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้า

ไปหาเราด้วยพระฤทธิ์      แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ  เธออย่าประมาท

วิญญาณัญจายตนฌาน   จะดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน   จงกระทำ

จิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในวิญญาณัญจายตนฌาน     จงตั้งไว้ให้มั่นใน

วิญญาณัญจายตนฌาน  สมัยต่อมา   เราเข้าวิญญณัญจายตนฌานด้วยคำนึง

ว่า    วิญญาณหาที่สุดมิได้     เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดย

ประการทั้งปวง   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูด

คำใดว่า      สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์      ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก    พึงพูดคำนั้นกะเรา     สาวกอันพระศาสดาทรง

อนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  วิญญาณัญจายตนฌานปัญหาสูตรที่  ๖

๗.  อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๓

[๕๒๑]   ที่เรียกว่า  อากิญจัญญายตนฌาน ๆ  ดังนี้   อากิญจัญญา-

ยตนฌานเป็นไฉนหนอ.    เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า    ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้    เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า    สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง      นี้เรียกว่า

อากิญจัญญายาตนฌาน  เราก็เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า  สิ่งอะไร

หน่อยหนึ่งไม่มีเพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   สัญญามนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจา-

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 115

ยตนะย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วย

พระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาทอากิญจัญญา

ยตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในอากิญจัญญายตนฌาน   จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอากิญจัญญายตน-

ฌาน   สมัยต่อมาเรา เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า   สิ่งอะไรหน่อย

หนึ่งไม่มี     เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า    สาวกอัน

พระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูด

ให้ถูก      พึงพูดคำนั้นกะเราว่า     สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว

ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร

๘.  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๔

[๕๒๒]    ที่เรียกว่า   เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ๆ ดังนี้   เนว-

สัญญานาสัญญายตนฌานเป็นไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุ

ในพระธรรมวินัยนี้   เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   เพราะล่วงอากิญ-

จัญญาตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง     นี้เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญา-

ยตนฌาน   เราก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  เพราะล่วงอากิญจัญญา-

ยตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง    เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  สัญญามน

สิการอันประกอบด้วยอากิญจัญญายตนะย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล พระผู้มี

พระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระพุทธ    แล้วได้ตรัสว่า  โมคคัลลานะ ๆ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 116

เธออย่าประมาทเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญา-

นาสัญญายตนฌาน  จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ในเนวสัญญา-

สัญญายตนฌาน  จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   สมัย

ต่อมาเราเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌาน

เสียได้โดยประการทั้งปวง.  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก

พึงพูดคำใดว่า.    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้

ยิ่งใหญ่  บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำนั้นกะเราว่า  สาวกอันพระศาสดา

ทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตรที่ ๘

๙.  อนิมิตตปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอนิมิตตเจโตสมาธิ

[๕๒๓]    ที่เรียกว่า   อนิมิตตเจโตสมาธิ  ๆ    ดังนี้    อนิมิตตเจโต

สมาธิเป็นไฉนหนอ.   เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่   เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง   นี้เรียก

ว่าอนิมิตตเจโตสมาธิ    เราก็เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่    เพราะไม่กระทำไว้

ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   วิญญาณอันซ่านไปตาม

ซึ่งอนิมิตย่อมมี     ครั้งนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วย

พระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า   โมคคัลลานะ ๆ   เธออย่าประมาทอนิมิตตเจโต

สมาธิ    จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ    จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอก

ผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ  จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิสมัยต่อ

มา   เราเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่    เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 117

ดูก่อนผู้มีอายุฟุ้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า    สาวกอัน

พระศาสดาทั้งอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่    บุคคลเมื่อจะพูด

ให้ถูก    พึงพูดคำนั้นกะเราว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วถึง

ความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

[๕๒๔]    ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหาโมคคัลลานะหายจากพระวิหาร

เชตวันไปปรากฏในดาวดึงสเทวโลก     เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดแขนที่

คู้  หรือพึงดู้แขนที่เหยียด   ฉะนั้น    ครั้งนั้นแล     ท้าวสักกะจอมเทพกับ

เทวดา  ๕๐๐  องค์   เข้าไปหาท่านพระโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระ.

มหาโมคคัลลานะแล้ว  ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า     ดูก่อนจอมเทพ

การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็น

สรณะ    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลก

สวรรค์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก   การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก

เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่

พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสมณะดีนัก   เพราะเหตุ

แห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ     สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกาย

ตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .

การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

จบ  อนิมิตตปัญหาสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 118

อรรถกถาอนิมิตตปัญหาสูตรที่ ๙

บทว่า  อนิมิตฺต เจโตสมาธิ  นั้น พระเถระกล่าวหมายถึงวิปัสสนา-

สมาธิทูลนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้นได้แล้วเป็นไป.    บทว่า    อนิมิตฺตานุสาริ-

วิญฺาณ  โหติ ความว่า เมื่อเราอยู่ด้วยวิปัสสนาสมาธิวิหารธรรมนี้อย่างนี้

วิปัสสนาญาณก็แก่กล้า ละเอียดนำไปอยู่เหมือนเมื่อบุรุษเอาขวานที่คม

ตัดต้นไม้อยู่    มองดูอยู่ซึ่งคมขวานในทุกขณะด้วยคิดว่า    ขวานของเรา

จริงหนอดังนี้    กิจในการตัด   ก็ย่อมไม่สำเร็จฉันใด  แม้พระเถระ  ปรารภ

วิปัสสนาด้วยคิดว่าญาณของเราแก่กล้าจริงหนอดังนี้  ความใคร่  ก็ย่อมเกิด

ขึ้น  เมื่อเป็นเช่นนั้น   พระเถระนั้น   ก็ไม่สามารถให้วิปัสสนากิจสำเร็จได้

ฉันนั้น.  พระเถระหมายถึงข้อนั้น   จึงกล่าวว่า   อนิมิตฺตานุสาริวิญฺาณ

โหติ.  บทว่า สพฺพนิมิต ตาน   อมนสิการา   อนิมิตฺต     เจโตสมาธิ

อุปสมฺปชฺช  วิหาสึ   ความว่า  เราเข้าเจโตสมาธิที่สัมปยุตด้วยวุฏฐานคามิ-

นีวิปัสสนา   และสมาธิในมรรคและผลเบื้องสูง    ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์

อันไม่มีนิมิต      เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตว่าเที่ยงเป็นสุขเป็นตน

ทั้งปวงอยู่แล้ว

จบ  อรรถกถาอนิมิตตปัญหาสูตรที่  ๙

๑๐. สักกสูตร

ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ

[๕๒๕]    ครั้งนั้น   ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๖๐๐  องค์ ฯลฯ

๗๐๐  องค์  ฯลฯ  ๘๐๐  องค์  ฯลฯ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 119

[๕๒๖]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ไปประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า    ดูก่อนจอมเทพ   การถึงพระ-

พุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก      เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้      เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก. . .การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ     สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกาย

ตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า  ข้าแต่ท่าน

พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์    การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .

การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

[๕๒๗]   ครั้งนั้นแล     ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา   ๕๐๐   องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่    ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ   ถึงพร้อม

ด้วยวิชชาและจรณะ    เสด็จไปดีแล้ว   ทรงรู้แจ้งโลก   เป็นสารถีฝึกบุรุษที่

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 120

ควรฝึก  ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า   เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย   เป็น

ผู้เบิกบานแล้ว  เป็นผู้จำแนกธรรมดังนี้  ดีนัก  เพราะเหตุแห่งการประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า     สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ดูก่อนจอมเทพ    การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว   อันผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง  ไม่ประกอบด้วย

กาล  ควรเรียกให้มาดู   ควรน้อมเข้ามา  อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน  ดังนี้

ดีนัก       เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน

พระธรรม   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว

ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว

ปฏิบัติตรง  ปฏิบัติเป็นธรรม  ปฏิบัติชอบ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔   บุรุษบุคคล ๘

นี้    พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  เป็นผู้ควรของคำนับ   ควรของ

ต้อนรับ  ควรของทำบุญ  ควรทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลก  ไม่มีนาบุญ

อื่นยิ่งกว่า   ดังนี้    ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน

ไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อม

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว   อันไม่ขาด   ไม่ทะลุ   ไม่ด่าง ๆ   ไม่พร้อม   เป็นไทย   วิญญูชน

สรรเสริญ  อันตัณหาและทิฏฐิลูบคลำไม่ได้เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก เพราะ

เหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว    สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 121

ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่

หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า  แม้เพราะเหตุนี้ ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์

นั้น…  ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่น

ไหวในพระพุทธเจ้า    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อม

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอันพระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว  . . .  ดีนัก  เพราะเหตุการณ์ประกอบด้วยความเลื่อมใส

อันไม่หวั่นไหวในพระธรรม   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวก

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์      สัตว์บางพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ข้าแต่ท่านพระ-

โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด…

เป็นไปเพื่อสมาธิ   ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว    สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์.

[๕๒๘]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา   ๖๐๐    องค์

ฯลฯ   ๗๐๐  องค์  ฯลฯ  ๘๐๐  องค์  ฯลฯ.

[๕๒๙]     ครั้งนั้น     ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๘๔,๐๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 122

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว  ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า     แม้เพราะเหตุนี้ ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น…. ดีนักเพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า   สัตว์บางพวกในโลก  เมื่อ

แตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ดูก่อนจอมเทพ    การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอันพระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .  ดีนัก      เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า    เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . .  ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์  สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบด้วย

ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด . . . ดีนักเพราะเหตุแห่งการประกอบ

ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์     ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า     ข้าแต่ท่านพระ-

โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน

พระพุทธเจ้าว่า    แม้เพราะเหตุนี้  ๆ    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . . .

ดีนัก  เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ-

พุทธเจ้า    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติ-

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 123

โลกสวรรค์   การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า

พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว. . . ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วย  ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม     สัตว์บางพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า     เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว. . . ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้วอันไม่ขาด. . .ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระ-

อริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

สุคติโลกสวรรค์.

[๕๓๐]   ครั้งนั้น    ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๕๐๐ องค์  เข้า

ไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว

ได้ประทับยืนอยู่ ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง      ครั้นแล้ว     ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า      ดูก่อนจอมเทพ     การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขา

เหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ   ด้วยอายุ

วรรณะ  สุข   ยศ   ความเป็นใหญ่  รูป  เสียง   กลิ่น  รส   โผฏฐัพพะ

อันเป็นพิทย์   ดูก่อนจอมเทพ   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระธรรมเป็นสรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกาย

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 124

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่น

ด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ   ด้วยอายุ  วรรณะ   สุข  ยศ  ความเป็นใหญ่

รูป  เสียง   กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ   อันเป็นทิพย์.   การถึงพระสงฆ์เป็น

สรณะ ดีนัก.     เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ    สัตว์บ้างพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขาเหล่านั้นย่อม

ครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ   คือ   ด้วย   อายุ    วรรณะ

สุข  ยศ  ความเป็นใหญ่  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์

ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์    การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ประการ   คือ  สัตว์

อายุ. . .อันเป็นทิพย์  การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . . การถึงพระสงฆ์

เป็นสรณะดีนัก   เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์บางพวก

ในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไปแล้ว    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขาเหล่า

นั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือด้วยอายุ  วรรณะ

สุข ยศ ความเป็นใหญ่  รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๑]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๖๐๐ องค์ ฯลฯ

๗๐๐ องค์ ฯลฯ  ๘๐๐ องค์ ฯลฯ.

[๕๓๒]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐ องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่    ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 125

โมคคัลลานะได้    พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า     ดูก่อนจอมเทพ    การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้      เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ  คือ    ด้วย

อายุ . . .      อันเป็นทิพย์.     การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .      การถึง

พระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก   เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์

บางพวกในโลกนี้  เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่า

นั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ   คือ    ด้วยอายุ

อันเป็นทิพย์.    ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้

นิรทุกข์  การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก. . .การถึงพระธรรมเป็นสรณะ

ดีนัก . . .การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนักเพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็น

สรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลก

สวรรค์     เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐  ประการ

คือ  ด้วยอายุ . . .  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๓]     ครั้งนั้นแล      ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๕๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว  ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า      แม้เพราะเหตุนี้  ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์  . . .    เป็นผู้เบิกบานแล้ว

เป็นผู้จำแนกธรรม    ดังนี้     ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 126

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่านั้น  ย่อมครอบงำเทวดาพวก

อื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ. . .อันเป็นทิพย์ ดูก่อนจอมเทพ

การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า      ธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบด้วยศีล

พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . . เป็นไปเพื่อสมาธิ  ดีนัก   เพราะเหตุ

แห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้  เมื่อ

แตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์      เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำ

เทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ   คือ   ด้วยอายุ. . . อันเป็นทิพย์

ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า     ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า   แม้เพราะเหตุ

นี้ ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. . .ในพระธรรมว่า   พระธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว  . . .  ในพระสงฆ์ว่า      พระสงฆ์สาวกของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . การประกอบด้วยศีลที่พระ-

อริยเจ้าใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . . เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก  เพราะเหตุแห่ง

การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้  เมื่อแตก

กายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดา

พวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ . . .โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๔]   ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๖๐๐ องค์ ฯลฯ

๗๐๐ องค์ ฯลฯ   ๘๐๐ องค์ ฯลฯ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 127

[๕๓๕]   ครั้งนั้นแล   ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๐,๐๐๐ องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่     ไหว้ท่านพระมหาโมคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า      แม้เพราะเหตุนี้ ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . . .  ในพระธรรมว่า  พระธรรมอันพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . . ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี

พระภาคเจ้า    เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . .  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . .  เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่น

ด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ  ด้วยอายุ   วรรณะ   สุข   ยศ   ความเป็นใหญ่

รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ   อันเป็นทิพย์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า

ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่

หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า  แม้เพราะเหตุนี้  ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์

นั้น . . . ในพระธรรมว่า  พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .

ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ผู้ปฏิบัติดีแล้ว. . .

การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด. . . เป็นไปเพื่อสมาธิ

ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บาง

พวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้น

ย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐  ประการ    คือ    ด้วยอายุ . . .

โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

จบ  สักกสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 128

อรรถกถาสักกสูตรที่  ๑๐

บทว่า   อเวจฺจปฺปสาเทน ได้แก่  ด้วยความเลื่อมใสที่ไม่หวั่นไหว.

บทว่า ทสหิ  าเนหิ  คือด้วยเหตุ ๑๐.  บทว่า   อธิคณฺหนฺติ  คือ  ย่อม

ครอบงำ   คือล่วงเกิน.  คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น   ด้วยประการฉะนี้.

จบ  อรรถกถาสักกสูตรที่ ๑๐

จบ  อรรถกถาโมคคัลลานสังยุต.

๑๑.  จันทนสูตร

ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระแสดงธรรมแก่จันทนเทพบุตร

[๕๓๖]   ครั้งนั้นแล    จันทนเทพบุตร ฯลฯ    ครั้งนั้นแล   สุยาม

เทพบุตร ฯลฯ  ครั้งนั้นแล   สันตุสิจาเทพบุตร ฯลฯ   ครั้งนั้นแล   สุนิมมิต

เทพบุตร ฯลฯ  ครั้งนั้นแล   วสวัตตีเทพบุตร ฯลฯ  ( เปยยาล ๕ ประการนี้

พึงให้พิสดารเหมือนกับในสักกสูตร )

จบ  จันทนสูตรที่  ๑๑

จบ โมคคัลลานสังยุต

รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้  คือ

๑.  สวิตักกปัญหาสูตร   ๒.  อวิตักกปัญหาสูตร   ๓  สุขปัญหาสูตร

๔.  อุเปกขาปัญหาสูตร  ๕.  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตร  ๖. วิญญา-

ณัญจายตนฌานปัญหาสูตร  ๗. อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร ๘. เนว-

สัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตร  ๙. อนิมิตตปัญหาสูตร  ๑๐. สักกสูตร

๑๑.  จันทนสูตร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 129

จิตตคหปติปุจฉาสังยุต

๑.  สังโยชนสูตร

ว่าด้วยสังโยชน์มีอรรถต่างกันเป็นต้น

[๕๓๗]    สมัยหนึ่ง  ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้

ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ก็สมัยนั้นแล  ภิกษุเถระมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาต

ภายหลังภัตนั่งประชุมสนทนากันที่โรงกลมได้สนทนากันว่า  ดูก่อนท่านผู้มี

อายุทั้งหลาย  กรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี  มีอรรถ

ต่างกัน  มีพยัญชนะต่างกัน   หรือว่ามีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้น

ต่างกัน.  บรรดาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ธรรมเหล่านี้ คือสังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน   บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า   ดูก่อน

ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถเหมือนกัน   พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.

[๕๓๘]    ก็สมัยนั้นแล  จิตตคฤหบดีได้ไปยังบ้านส่วยชื่อมิคปถกะ

ด้วยกรณียกิจบางอย่าง     ได้สดับข่าวว่า    ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันกลับจาก

บิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว     นั่งประชุมกันที่โรงกลม     ได้สนทนากันว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ธรรมเหล่านี้ คือสังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถต่างกัน   มีพยัญชนะต่างกัน    หรือมีอรรถเหมือนกัน    พยัญชนะ

เท่านั้นต่างกัน   บรรดาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น   ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์

อย่างนี้ว่า    ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    ธรรมเหล่านี้     คือ   สังโยชน์ก็ดี

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 130

สังโยชนียธรรมก็ดี     มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน     บางพวก

พยากรณ์อย่างนี้ว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้  คือ สังโยชน์

ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี  มีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.

[๕๓๙]  ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระ ทั้งหลาย

ถึงที่อยู่ไหว้แล้วนั่ง      ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ถามภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายว่า   ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ   กระผมได้สดับข่าวว่า  ภิกษุผู้เถระ

มากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว     นั่งประชุมกันที่โรงกรม

ได้สนทนา  กันว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้  คือ สังโยชน์ก็ดี

สังโยชนียธรรมก็ดี   มีอรรถต่างกัน   มีพยัญชนะต่างกัน    หรือว่ามีอรรถ

เหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้   คือ   สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนีย-

ธรรมก็ดี มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    ธรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนีย-

ธรรมก็ดี  มีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน   ดังนี้หรือ  ภิกษุ

เหล่านั้นตอบว่า อย่างนั้นคฤหบดี จิตตคฤหบดีได้กล่าวว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้    คือ   สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี   มีอรรถ

ต่างกัน  และมีพยัญชนะต่างกัน   ถ้ากระนั้นกระผมจักอุปมาให้ฟัง  เพราะ

วิญญูชนบางพวกในโลกนี้    ย่อมเข้าใจเนื้อความแห่งภาษิตแม้ด้วยข้ออุปมา.

[๕๔๐]   ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย    เปรียบเหมือนโคดำตัวหนึ่ง

โคขาวตัวหนึ่ง     เขาผูกด้วยทามหรือเชือกเส้นเดียวกัน     ผู้ใดแลพึงกล่าว

อย่างนี้ว่า   โคดำติดกับโคขาว  โคขาวติดกับโคดำ  ดังนี้   ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูก

ละหรือ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 131

ภิ.  ไม่ถูก  คฤหบดี  เพราะโคดำไม่ติดกับโคขาว  แม้โคขาวก็ไม่ติด

กับโคดำ   ทามหรือเชือกที่ผูกโคทั้งสองนั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องผูก.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล จักษุไม่ติด

กับรูป  รูปไม่ติดกับจักษุ  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้ง ๒

นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   หูไม่ติดกับเสียง   เสียงไม่ติดกับหู   ฉันทราคะที่

เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียงทั้ง ๒  นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   จมูกไม่ติด

กับกลิ่น  กลิ่นไม่ติดกับจมูก   ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น

ทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด ลิ้นไม่ติดกับรส รสไม่ติดกับลิ้น  ฉันทราคะ

ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรสทั้ง ๒ นั้น  ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   กายไม่ติด

กับโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่ติดกับกาย  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกาย

และโผฏฐัพพะทั้ง  ๒  นั้น    ชื่อว่าเป็นเครื่องติด    ใจไม่ติดกับธรรมารมณ์

ธรรมารมณ์ไม่ติดกับใจ  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์

ทั้ง ๒ นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด.

ภิ.  ดูก่อนคฤหบดี   การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระ

พุทธพจน์ลึกซึ้ง   ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน   ท่านได้ดีแล้ว.

จบ  สังโยชนสูตรที่ ๑

อรรถกถาจิตตคหปติปุจฉาสังยุต

อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่  ๑   แห่งจิตตคหปติปุจฉาสังยุต

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 132

บทว่า    มจฺฉิภาสญฺเฑ    คือในราวป่าอันมีชื่ออย่างนี้.     บทว่า

อยมนฺตรากถา    อุทปาทิ   ความว่า   พระเถระเก่าย่อมไม่สนทนากันถึง

เดียรัจฉานกถา เมื่อตั้งปัญหาขึ้นในที่นั่งแล้ว  พวกไม่รู้ ก็ย่อมถาม พวกที่รู้

ก็ย่อมตอบด้วยเหตุนั้น การสนทนานี้  จึงเกิดขึ้นแล้วแก่พระเถระเหล่านั้น.

บทว่า   มิคปถก     คือบ้านส่วยของตนอันมีชื่ออย่างนี้   ได้ยินว่า

บ้านส่วยนั้น    อยู่หลังอัมพาฏการาม.    บทว่า    เตนุปสงฺกมิ   ความว่า

จิตตคฤหบดีคิดว่า     เราแก้ปัญหาของพระเถระทั้งหลายแล้ว     จักทำความ

อยู่ผาสุกให้ดังนี้     จึงเข้าไปหา    คมฺภีเร    พุทฺธวจเน    ความว่า    ใน

พระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้งด้วยอรรถและลึกซึ่งด้วยธรรม.  บทว่า  ปญฺาจกฺขุ

กมติ  ความว่าจักขุคือญาณย่อมหยั่งทราบ  คือ  ย่อมเป็นไป.

จบ  อรรถกถาสังโยชนสูตร

๒.  ปฐมิสิทัตตสูตร

ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา

[๕๔๑]   สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้

ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์     ครั้งนั้นแล     จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุเถระ

เหล่านั้นไหว้แล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้ว    ได้อาราธนาว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย    ขอพระเถระทั้งหลาย    โปรดรับภัตตาหารของ

กระผมในวันพรุ่งนี้     ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ

ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุเถระทั้งหลายแล้ว

ลุกจากที่นั่ง   กราบไหว้  กระทำประทักษิณแล้วจากไป.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 133

[๕๔๒]   ครั้งนั้นแล    พอล่วงราตรีนั้นไป   เป็นเวลาเช้า   ภิกษุ

ผู้เถระทั้งหลายนุ่งแล้วถือบาตรและจีวร     พากันเข้าไปยังนิเวสน์ของจิตต-

คฤหบดี    แล้วนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ถวาย    ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดี

เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว

ได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ   คำที่กล่าวกันว่า

ความต่างแห่งธาตุ ๆ ดังนี้    ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล.

[๕๔๓]  เมื่อจิตตคฤหบดีถามอย่างนี้แล้ว  พระเถระผู้เป็นประธาน

ได้นิ่งอยู่  แม้ครั้งที่  ๒  จิตตคฤหบดีได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า ข้าแต่

พระเถระผู้เจริญ   คำที่กล่าวกันว่า    ความต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่าง

แห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล    แม้ครั้งที่  ๒

พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่     แม้ครั้งที่  ๓     จิตตคฤหบดีก็ได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  คำที่กล่าวกันว่า  ความ

ต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วย

เหตุเท่าไรหนอแล   แม้ครั้งที่  ๓   พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่.

[๕๔๔]   ก็โดยสมัยนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปใน

ภิกษุสงฆ์หมู่นั้น   ครั้งนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระผู้เป็น

ประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ   กระผมขอพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นของ

จิตตคฤหบดี.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 134

พระเถระกล่าวว่า   ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ   เชิญท่านพยากรณ์ปัญหา

ข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี ก็ท่านกล่าวถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ

คำที่กล่าวกันว่า   ความต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล   ดังนี้หรือ.

จิตต.   อย่างนั้น    ท่านผู้เจริญ.

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี   ความต่างแห่งธาตุ   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

ดังนี้    คือ   จักขุธาตุ   รูปธาตุ   จักขุวิญญาณธาตุ   โสตธาตุ  สัททธาตุ

โสตวิญญาณธาตุ   ฆานธาตุ    คันธธาตุ    ฆานวิญญาณธาตุ    ชิวหาธาตุ

รสธาตุ   ชิวหาวิญญาณธาตุ   กายธาตุ   โผฏฐัพพธาตุ  กายวิญญาณธาตุ

มโนธาตุ   ธัมมธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ   ดูก่อนคฤหบดี  ความต่างแห่งธาตุ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่านี้แล.

[๕๔๕]   ครั้งนั้นแล     จิตตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ

ท่านอิสิทัตตะ   แล้วได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ให้อิ่มหนำเพียงพอ  ด้วย

ขาทนียโภชนียะอันประณีต     ด้วยมือของตน    ครั้งนั้นแล    ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว      ลดมือจากบาตรแล้ว     ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป.

ครั้งนั้นแล     พระเถระผู้เป็นประธานได้กล่าวกะท่านอิสิทัตตะว่า     ดีแล้ว

ท่านอิสิทัตตะ   ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งกะท่าน   มิได้แจ่มแจ้งกะเรา   ดูก่อน

ท่านอิสิทัตตะ   ต่อไป    ถ้าปัญหาเช่นนี้ พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด

ท่านนั่นแหละพึงกล่าวตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น.

จบ ปฐมอิสิทัตตสูตรที่  ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 135

อรรถกถาปฐมอิสิทัตตสูตรที่  ๒

พึงทราบ  วินิจฉัยในปฐมอิสิทัตตสูตรที่ ๒  ดังต่อไปนี้.

บทว่า  อายสฺมนฺต  เถร  คือ  ซึ่งมหาเถระผู้เป็นใหญ่  ในบรรดา

พระเถระเหล่านั้น.   บทว่า  ตุณฺหี  อโหสิ   ความว่า   พระเถระถึงจะรู้อยู่

ก็ไม่พยากรณ์อะไร ๆ เพราะไม่กล้า.   บทว่า  พฺยากโรมห ภนฺเต  ความว่า

พระอิสิทัตตะคิดว่า   พระเถระนี้    ย่อมไม่พยากรณ์ด้วยตน.   พระเถระนี้

ย่อมไม่เชื้อเชิญ  ฝ่ายอุบาสกย่อมเบียดเบียนภิกษุสงฆ์.  เราพยากรณ์ปัญหา

นั้นแล้ว   จักทำความอยู่ผาสุกให้ดังนี้     ลุกจากอาสนะไปยังสำนักของพระ-

เถระ  ได้ทำโอกาสอย่างนี้แล้ว  ฝ่ายพระเถระผู้มีโอกาสอันตนทำแล้วนั่งบน

อาสนะของตน   พยากรณ์.

บทว่า  สหตฺถา  คือด้วยมือของตน.  บทว่า  สนฺตปฺเปสิ  ความว่า

ให้อิ่มหนำด้วยดีตามปรารถนา.

บทว่า   สมฺปวาเรสิ  ความว่า  ให้พระเถระทั้งหลาย  ห้ามด้วยหัตถ

สัญญาหรือด้วยวาจาว่า  พอ ๆ ดังนี้   บทว่า  โอนีตปตฺตปาณิโน  ความว่า

นำมือออกจากบาตร        ล้างบาตรแล้วจึงเอาใส่ไว้ในถุงคล้องไว้ที่บ่าดังนี้.

จบ  อรรถกถาปฐมอิสิทัตตสูตร  ที่  ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 136

๓.  ทุติยอิสิทัตตสูตร

ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา

[๕๔๖]   สมัยหนึ่ง      ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน

ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายถึงที่อยู่  ไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้วได้อาราธนา

ว่า   ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ  ขอพระเถระทั้งหลายโปรดรับภัตตาหารของ

กระผมในวันพรุ่งนี้    ภิกษุผู้เถระทั้งหลายรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ    ครั้ง

นั้นแล      จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว

ลุกจากอาสนะ  ไหว้กระทำประทักษิณแล้วจากไป.

[๕๔๗]   ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไปเป็นเวลาเช้า ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลาย     นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรพากันเข้าไปยังนิเวศน์ของจิตตคฤหบดี

แล้วนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ถวาย   ครั้งนั้นแล   จิตดคฤหบดีเข้าไปหาภิกษุ

ผู้เถระทั้งหลาย   ไหว้แล้วจึงนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า  ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิด

ขึ้นในโลกดังนี้ว่า   โลกเที่ยงบ้าง  โลกไม่เที่ยงบ้าง  โลกมีที่สุดบ้าง  โลกไม่มี

ที่สุดบ้าง  ชีพอันนั้น  สรีระก็อันนั้นบ้าง  ชีพเป็นอื่น   สรีระก็เป็นอื่นบ้าง

สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง  สัตว์ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง  สัตว์ตายแล้ว

ย่อมเป็นอีกก็มี    ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง    สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้

ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง      ( ก็ทิฏฐิ  ๖๒  อย่างเหล่านี้    ได้กล่าวไว้ใน

พรหมชาลสูตร )  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เมื่ออะไรมี  ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี  เมื่ออะไร

ไม่มี  ทิฏฐิเหล่านี้ จึงไม่มี.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 137

[๕๔๘]   เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้แล้ว      พระเถระผู้เป็น

ประธานได้นิ่งอยู่    แม้ครั้งที่   ๒   ฯลฯ     แม้ครั้งที่ ๓   จิตตคฤหบดีได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า    ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ    ทิฏฐิหลายอย่างย่อม

เกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า    โลกเที่ยงบ้าง     โลกไม่เที่ยงบ้าง     โลกมีที่สุดบ้าง

โลกไม่มีที่สุดบ้าง   ชีพอันนั้น   สรีระก็อันนั้นบ้าง   ชีพเป็นอื่น   สรีระก็

เป็นอื่นบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง

สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี   ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมเป็น

อีกก็หามิได้     ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง     แม้ครั้ง ที่  ๓  พระเถระผู้เป็น

ประธานก็ได้นิ่งอยู่.

[๕๔๙]  ก็สมัยนั้นแล  ท่านพระอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปใน

ภิกษุสงฆ์หมู่นั้น.   ครั้งนั้นแลท่านพระอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระ

เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  กระผมขอพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น

ของจิตตคฤหบดี  พระเถระกล่าวว่า  ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ  ท่านจงพยากรณ์

ปัญหาข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด   ท่านอิสิทัตตะได้ถามว่า   ดูก่อนคฤหบดี

ท่านถามอย่างนี้ว่า    ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ     ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิดขึ้น

ในโลกดังนี้ว่า   โลกเที่ยงบ้าง   โลกไม่เที่ยงบ้าง   โลกมีที่สุดบ้าง   โลกไม่มี

ที่สุดบ้าง  ฯลฯ   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เมื่ออะไรมี   ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี  เมื่ออะไร

ไม่มี    ทิฏฐิเหล่านี้จึงไม่มี    ดังนี้หรือ.    จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    อย่างนั้น

ท่านผู้เจริญ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 138

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี  ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า  โลก

เที่ยงบ้าง   โลกไม่เที่ยงบ้าง . . .  สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้  ยอมไม่

เป็นอีกก็หามิได้บ้าง ( ทิฏฐิ ๖๒ เหล่านี้  ได้กล่าวไว้แล้วในพรหมชาลสูตร)

ดูก่อนคฤหบดี   เมื่อสักกายทิฏฐิมี   ทิฎฐิเหล่านี้ ก็มี   เมื่อสักกายทิฏฐไม่มี

ทิฏฐิเหล่านี้ก็ไม่มี.

[๕๕๐]   จิตต.    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ก็สักกายทิฏฐิย่อมเกิดมีได้

อย่างไร.

อิ.     ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้า

ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ  ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรม

ของสัตบุรุษ    ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน  ๑   เห็นตนมีรูป ๑   เห็นรูป

ในตน ๑    เห็นตนในรูป ๑    เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑    เห็นตนมี

เวทนา ๑  เห็นเวทนาในตน ๑  เห็นตนในเวทนา  ๑  เห็นสัญญาโดยความ

เป็นตน ๑  เห็นตนมีสัญญา  ๑  เห็นสัญญาในตน ๑  เห็นตนในสัญญา ๑

เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑    เห็นตนมีสังขาร ๑    เห็นสังขารในตน ๑

เห็นตนในสังขาร ๑   เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑  เห็นตนมีวิญญาณ  ๑

เห็นวิญญาณในตน ๑  เห็นตนในวิญญาณ ๑  ดูก่อนคฤหบดี  สักกายทิฏฐิ

ย่อมเกิดมีได้อย่างนี้แล.

[๕๕๑]   จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ก็สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิดมีได้

อย่างไร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 139

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี   อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้   ผู้ได้สดับแล้ว

ได้เห็นพระอริยเจ้า  ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า  ได้รับแนะนำในธรรม

ของพระอริยเจ้า  ได้เห็นสัตบุรุษ  ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ  ได้รับแนะนำ

ในธรรมของสัตบุรุษ  ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็นตนมีรูป ๑

ไม่เห็นรูปในตน ๑  ไม่เห็นตนในรูป ๑  ไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นต้น ๑

ไม่เห็นตนมี เวทนา ๑     ไม่เห็นเวทนาในตน ๑   ไม่เห็นตนในเวทนา ๑

ไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑    ไม่เห็นตนมีสัญญา ๑    ไม่เห็นสัญญา

ในตน ๑ ไม่เห็นตนในสัญญา ๑ ไม่เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็น

ตนมีสังขาร ๑   ไม่เห็นสังขารในตน ๑   ไม่เห็นตนในสังขาร ๑   ไม่เห็น

วิญญาณโดยความเป็นตน ๑    ไม่เห็นตนมีวิญญาณ  ๑    ไม่เห็นวิญญาณ

ในตน ๑ ไม่เห็นตนในวิญญาณ ๑  ดูก่อนคฤหบดี  สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิด

มีได้อย่างนี้แล.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   พระคุณเจ้าอิสิทัตตะมาจากไหน.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี  อาตมภาพมาจากอวันตีชนบท.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  กุลบุตรมีนามว่าอิสิทัตตะในอวันตีชนบท

เป็นสหายที่ไม่เคยเห็นกันของข้าพเจ้า   ได้ออกบรรพชามีอยู่   พระคุณเจ้า

ได้เห็นท่านหรือไม่.

อิ.  ได้เห็น  คฤหบดี.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ท่านผู้มีอายุรูปนั้นอยู่ที่ไหนหนอ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 140

[๕๕๒]  เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้  ท่านอิสิทัตตะได้นิ่งอยู่.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ท่านอิสิทัตตะของข้าพเจ้า  คือพระคุณเจ้า

หรือ.

อิ.  ใช่ละ  คฤหบดี.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ขอให้พระคุณเจ้าอิสิทัตตะจงชอบใจ

อัมพาฏกวันอันเป็นที่รื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด  ข้าพเจ้าจัก

บำรุงด้วยจีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และคิลานเภสัชบริขาร.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี  ท่านกล่าวดีแล้ว.

[๕๕๓]  ครั้งนั้นแล  จิตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของท่าน

พระอิสิทัตตะแล้ว  ได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ  ด้วย

ขาทนียโภชนียะอันประณีต  ด้วยมือของตน  ครั้งนั้นแล  ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว  ลดมือจากบาตร  ลุกขึ้นจากอาสนะกลับไป  ลำดับ

นั้นแล  พระเถระผู้เป็นประธานได้ให้โอกาสท่านพระอิสิทัตตะว่า  ดีแล้ว

ท่านอิสิทัตตะ  ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งกะท่าน  มิได้แจ้งแจ้งกะผม  ต่อไป

ถ้าปัญหาเช่นนี้พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด  ท่านนั้นแหละพึงกล่าว

ตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น  ครั้งนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะได้เก็บเสนาสนะ

ถือเอาบาตรและจีวร  เดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์ไม่ได้กลับมา

อีก  เหมือนกับภิกษุรูปอื่นที่ได้ออกเดินทางจากไป.

จบ  ทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 141

อรรถกถาทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓  ตังต่อไปนี้

บทว่า   อวนฺติยา   คือในอวันตีชนบท.   บทว่า  กลฺยาณ  วุจฺจติ

ความว่า     ท่านอิสิทัตตะย่อมกล่าวด้วยประสงค์ว่า     ข้าแต่อุบาสกอุบาสิกา

ทั้งหลาย   คำอันหมดโทษ  ไม่มีโทษ   อันท่านกล่าวว่าข้าพเจ้าจักบำรุงด้วย

ปัจจัยทั้งหลาย ๔.

จบ  อรรถกถาทุติอิสิทัตตะสูตรที่ ๓

๔.  มหกสูตร

ว่าด้วยอิทธาภิสังขาร

[๕๕๔]   สมัยหนึ่ง  ภิกษุผู้เถระมากรูปอยู่ที่อัมพาฏกวัน   ใกล้ราว

ป่ามัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลาย

ไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วได้อาราธนาว่า    ข้าแต่ท่าน

ทั้งหลายผู้เจริญ     ขอพระเถระทั้งหลายจงรับภัตตาหารที่โรงโคของข้าพเจ้า

ในวันพรุ่งนี้  ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ  ครั้งนั้นแล

จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว     ลุกจากที่

นั่งไหว้ทำประทักษิณแล้วจากไป.

[๕๕๕]     ครั้งนั้นแล   พอล่วงราตรีนั้นไป   เป็นเวลาเช้า   ภิกษุผู้

เถระทั้งหลายนุ่งแล้ว  ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังโรงโคของจิตตคฤหบดี  ได้

นั่ง  ณ อาสนะที่ได้ตกแต่งไว้   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดี  ได้อังคาสภิกษุผู้

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 142

เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญเพียงพอ       ด้วยข้าวปายาสเจือด้วยเนยใส

อย่างประณีต  ด้วยมือของตนเอง  ครั้งนั้นแล  ภิกษุผู้เถระทั้งหลายฉันเสร็จ

แล้ว  ลดมืดจากบาตร  ลุกจากอาสนะแล้วจากไป  แม้จิตตคฤหบดีได้สั่งทาส

กรรมกรว่า  พวกท่านจงทิ้งส่วนที่เหลือเสีย  แล้วจึงได้ตามไปส่งภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายข้างหลัง ๆ ก็โดยสมัยนั้นแล  ได้เกิดร้อนจัด    ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย

ได้เดินไปด้วยกายที่คล้ายกับจะหดเข้าฉะนั้น    ( จะเปื่อย )     ทั้งที่ได้ฉัน

โภชนะอิ่มแล้ว.

[๕๕๖]   ก็โดยสมัยนั้นแล    ท่านพระมหกะเป็นผู้อ่อนกว่าทุกรูป

ในภิกษุสงฆ์หมู่นั้น   ครั้งนั้นแล    ท่านพระมหกะได้พูดกะพระเถระผู้เป็น

ประธานว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   เป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา   และ

พึงมีแดดอ่อน ทั้งฝนพึงโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ พระเถระกล่าวว่า ท่านมหกะ

เป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา    และพึงมีแดดอ่อน    ทั้งฝนพึงโปรย

ลงมาทีละเม็ดๆ   ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหกะได้บันดาลอิทธาภิสังขารให้มี

ลมเย็นพัดมา   และมีแดดอ่อน   ทั้งให้มีฝนโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ.

[๕๕๗]     ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีได้คิดว่า  ภิกษุผู้อ่อนกว่าทุกรูป

ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้    เป็นผู้มีฤทธานุภาพเห็นปานนี้ทีเดียว  ครั้งนั้นแล  ท่าน

พระมหกะไปถึงอารามแล้ว   ได้ถามพระเถระผู้เป็นประฐานว่า    ข้าแต่ท่าน

ผู้เจริญ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็นการเพียงพอหรือ.    พระเถระ

ผู้เป็นประธานได้กล่าวว่า   ท่านมหกะ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็น

การเพียงพอ   ท่านมหกะ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเพียงเท่านี้ เป็นอันเรา

ทำแล้ว   เป็นอันเราบูชาแล้ว.   ครั้งนั้นแล    ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้ไปตาม

ที่อยู่  แม้ท่านมหกะก็ได้ไปยังที่อยู่ของตน  ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีเข้าไป

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 143

หาท่านพระมหกะถึงที่อยู่  ไหว้แล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว

ได้ขอร้องว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ขอพระคุณเจ้ามหกะจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์

ที่เป็นอุตตริมนุสสธรรมแก่ข้าพเจ้าเถิด.  ท่านพระมหกะพูดว่า ดูก่อนคฤหบดี

ถ้าเช่นนั้น   ท่านจงปูผ้าห่มที่ระเบียง    แล้วจงเอาฟ่อนหญ้ามาโปรยลงที่ผ้า

นั้น.  จิตตคฤหบดีได้รับคำท่านพระมหกะแล้วจึงปูผ้าห่มที่ระเบียง  แล้วเอา

ฟ่อนหญ้ามาโปรยลงที่ผ้านั้น.

ครั้งนั้นแล    ท่านพระมหกะได้เข้าไปสู่วิหารใส่ลูกดานแล้วบันดาล

อิทธาภิสังขารให้เปลวไฟแลบออกมาโดยช่องลูกดานและระหว่างลูกดาน

ไหม้หญ้า  ไม่ไหม้ผ้าห่ม.  ครั้งนั้น  จิตตคฤหบดีได้สลัดผ้าห่มแล้ว  สลดใจ

(ตกใจ )   ชนลุกชัน   ได้ยินอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.    ลำดับนั้นแล

ท่านพระมหกะได้ออกจากวิหาร     ได้ถามจิตตคฤหบดีว่า     ดูก่อนคฤหบดี

การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้     เป็นการเพียงพอหรือ.    จิตตคฤหบดีได้

กล่าวว่า ท่านมหกะผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็นการเพียงพอ

ท่านมหกะผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเพียงเท่านี้  เป็นอันท่านกระทำ

แล้ว  เป็นอันท่านบูชาแล้ว ขอพระคุณเจ้ามหกะจงชอบใจอัมพาฏกวนาราม

ที่น่ารื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด ข้าพเจ้าจักบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต

เสนาสนะ.   และคิลานเภสัชบริขาร.     ท่านพระมหกะได้กล่าวว่า   ดูก่อน

คฤหบดี  นั้นท่านกล่าวดีแล้ว  ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหกะได้เก็บเสนาสนะ

ถือบาตรและจีวรเดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์    ไม่ได้กลับมาอีก

เหมือนกับภิกษุรูปอื่น ๆ  ที่เดินทางจากไป  ฉะนั้น.

จบ  มหกสูตรที่  ๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 144

อรรถกถามหกสูตรที่  ๔

พึงทราบวินิจฉัยในมหกสูตรที่ ๔  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   เสสก   วิสฺสชฺเชถ    ความว่า   ได้ยินว่าพวกอุบาสกและ

อุบาสิกากับด้วยพระเถระทั้งหลายนั้นแล เช็ดถาดสัมฤทธิ์แล้วคดข้าวปายาส

ให้แก่จิตตคฤหบดีนั้น   จิตตคฤหบดีนั้นบริโภคข้าวปายาสเสร็จแล้ว     ใคร่

จะไปกับด้วยพระเถระทั้งหลายนั้นแล    จึงคิดว่า        อุบาสิกาจัดส่วนที่-

เหลืออยู่ในเรือนก่อน    ส่วนทาสและกรรมกรในเรือนนี้    ไม่ถูกเราว่าแล้ว

จักในช่วยจัด   ข้าวปายาสอันประณีตนี้    จักเสียไปด้วยอาการอย่างนี้   ดังนี้

เมื่ออนุญาต    จึงกล่าวอย่างนี้     แก่พระเถระเหล่านั้น.    บทว่า     กุฏฺิต

คือ    แห้ง    อธิบายว่า     ข้างล่างร้อนจัดด้วยทรายร้อนและข้างบนร้อนจัด

ด้วยแดด   ก็บทนี้เป็นบทไม่เจือปนในพระพุทธพจน์   คือ   พระไตรปิฎก.

บทว่า ปเวลิยมาเนน คือความหดหู่.  บทว่า สาธุ ขฺวสฺส ภนฺเต  ความว่า

พระมหกะคิดว่า    เราจักทำความอยู่ผาสุกแก่พระเถระเหล่านั้น   จึงกล่าว

อย่างนี้.

บทว่า   อิทฺธาภิสงฺขาร  อภิสงฺขริ  ได้แก่  ได้บันดาลฤทธิ์ด้วยการ

อธิษฐาน.  ในการบันดาลฤทธิ์นี้    ย่อมมีบริกรรมต่าง ๆ  อย่างนี้ว่า   ขอลม

เย็นอ่อน ๆ   จงพัดมา    ขอฝนตั้งเค้าแล้ว    จงโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ  ดังนี้

การอธิษฐานรวมกันอย่างนี้ว่า     ขอฝนพร้อมด้วยลม     จงตกเถิดดังนี้ก็มี

การอธิษฐานต่าง ๆ ว่า  บริกรรมรวมกันว่า  ขอฝนพร้อมด้วยลม  จงตกเถิด

ขอลมเย็นอ่อน ๆ    จงพัดมา    ขอฝนตั้งเค้าแล้ว    จงโปรยลงมาทีละเม็ดๆ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 145

ดังนี้ก็มี    การบริกรรมต่าง ๆ    การอธิษฐานต่าง ๆ     การบริกรรมรวมกัน

การอธิษฐานรวมกันก็มี โดยนัยอันกล่าวแล้วแล. ก็เมื่อบุคคลกระทำอย่างใด

อย่างหนึ่ง ออกจากฌานอันเป็นบาททำบริกรรมแล้ว การอธิษฐานนั้น ย่อม

สำเร็จด้วยจิตอธิษฐานอันเป็นมหัคคตะเท่านั้นโดยระหว่างแห่งบริกรรม.

บทว่า   โอกาเสสิ   คือ   กระจายออกแล้ว.

จบ  อรรถกถามหกสูตรที่ ๔

๕.  ปฐมกามภูสูตร

ว่าด้วยรถคือร่างกาย

[๕๕๘]  สมัยหนึ่ง   ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน  ใกล้ราวป่า

มัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่

ไหว้แล้วนั่ง    ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง     ครั้นแล้วท่านพระกามภูได้กล่าวกะ

จิตตคฤหบดีว่า   ดูก่อนคฤหบดี   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประพันธ์คาถา

ไว้ดังนี้ว่า

เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลา

เดียว  ไม่มีทุกข์  แล่นไปถึงที่หมาย  ตัดกระแส

ตัณหาขาด  ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน.

[ ๕๕๙ ]   ดูก่อนคฤหบดี ท่านพึงเห็นเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นี้

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อโดยพิสดารอย่างไรหนอ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 146

จิ.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   คาถาประพันธ์นี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

หรือ

กา.  อย่างนั้น  คฤหบดี.

จิ.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ถ้าเช่นนั้น  ขอท่านโปรดรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง

จนกว่ากระผมจักเพ่งเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นั้นได้.

ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดีนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง     จึงได้ตอบท่านกามภูว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ.     คำว่า   ไม่มีโทษนั้น   เป็นชื่อของศีล   คำว่า   มีหลังคา

ขาวนั้น   เป็นชื่อของวิมุตติ   คำว่า  มีเพลาเดียวนั้น  เป็นชื่อของสติ   คำว่า

ย่อมแล่นไปนั้น   เป็นชื่อของการก้าวไปและการถอยกลับ    คำว่า   รถนั้น

เป็นชื่อของร่างกายนี้  ซึ่งประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔  มีมารดาบิดาเป็นแดน

เกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด  มีความไม่เที่ยง  ต้องลูบไล้ นวดเฟ้น

มีการแตกทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ราคะ

โทสะ  โมหะ  ชื่อว่าทุกข์  ทุกข์เหล่านั้นอันภิกษุผู้ขีณาสพละได้แล้ว   ตัด

มูลรากขาดแล้ว   ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน   ทำไม่ให้มี  ไม่ให้เกิดขึ้น

อีกต่อไปเป็นธรรมดา   เพราะเหตุนั้น   ภิกษุผู้ขีณาสพพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่า ไม่มีทุกข์.  คำว่า แล่นไปถึงที่หมาย  นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์.

คำว่า  กระแสนั้น   เป็นชื่อของตัณหา   ตัณหานั้น   อันภิกษุผู้ขีณาสพละ

ได้แล้ว    ตัดมูลรากขาดแล้ว    ทำได้เป็นเหมือนดาลยอดด้วน    ทำไม่ให้มี

ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา.       เพราะเหตุนั้น       ภิกษุผู้ขีณาสพละ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   ตัณหากระแสตัณหาขาด   ราคะ   โทสะ   โมหะ

ชื่อว่ากิเลส.   เครื่องผูกพัน  กิเลสเครื่องผูกพันเหล่านั้น   อันภิกษุผู้ขีณาสพ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 147

ละได้แล้ว   ตัดมูลรากขาดแล้ว   ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน   ทำไม่ให้มี

ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา.      เพราะเหตุนั้น       ภิกษุผู้ขีณาสพละ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

คาถาประพันธ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว  มีเพลา

เดียว  ไม่มีทุกข์  แล่นไปถึงที่หมาย  ตัดกระแส

ตัณหาขาด  ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน  ดังนี้.

กระผมย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นี้     ที่พระผู้มีพระ-

พระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อได้โดยพิสดารอย่างนี้.

กา.  ดูก่อนคฤหบดี   การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระ-

พุทธพจน์ที่ลึกซึ้งนี้   ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน  ท่านได้ดีแล้ว.

จบ  ปฐมกามภูสูตรที่  ๕

อรรถกถาปฐมกามภูสูตรที่  ๕

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมกามภูสูตรที่ ๕  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   เนลงฺโค   คือไม่มีโทษ.    บทว่า   เสตปจฺฉาโท   คือมี

หลังคาข่าว.  บทว่า  อนีฆ  คือไม่มีทุกข์.  บทว่า  มุหุตฺต  ตุณฺหี   หุตฺวา

ความว่า จิตตคฤหบดี เมื่อยังพระไตรปิฎกให้หวั่นไหวเพื่อเพ่งเนื้อความแห่ง

บทว่า เนลงฺโค นั้น เหมือนให้เขย่าต่างหูที่หู จึงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อพิจารณา

ว่า   นี้เป็นเนื้อความแห่งบทนี้.    บทว่า   วิมุตฺติยา   คือ อรหัตตผลวิมุตติ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 148

ก็อุบาสก    เมื่อกล่าวปัญหานี้   ได้ทำสิ่งที่ทำได้ยาก.    ส่วนพระสัมมาสัม-

พุทธเจ้า       ตรัสด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นแล้วว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายไม่เห็นภิกษุนั้น  ขาว   บอบบาง   จมูกโด่ง   มาหรือ   แต่จิตต-

คฤหบดีนี้    กล่าวแล้วว่า   นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์  โดยให้ถือเอานัย.

จบ  อรรถกถาปฐมกามภูสูตร

๖.  ทุติยกามภูสูตร

ว่าด้วยสังขาร  ๓

[๕๖๐]   สมัยหนึ่ง   ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน  ใกล้ราวป่า

มัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่

ไหว้แล้วนั่ง   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง      ครั้นแล้วได้ถามท่านพระกามภูว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   สังขารมีเท่าไรหนอแล   ท่านพระกามภูตอบว่า    ดูก่อน

คฤหบดี   สังขารมี ๓ คือ   กายสังขาร   วจีสังขาร   จิตตสังขาร.

[๕๖๑]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ชื่นชม

อนุโมทนาภาษิตของท่านพระกามภู แล้วได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า  ข้าแต่

ท่านผู้เจริญ ก็กายสังขารเป็นไฉน วจีสังขารเป็นไฉน จิตตสังขารเป็นไฉน.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี      ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกแลชื่อว่า

กายสังขาร   วิตกวิจารชื่อว่า วจีสังขาร   สัญญาและเวทนาชื่อว่า   จิตตสังขาร.

[๕๖๒]    จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ    ท่านผู้เจริญ    ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็เพราะเหตุไร ลมหายใจเข้า

และลมหายใจออกจึงชื่อว่ากายสังขาร   วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร   สัญญา

และเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 149

กา.   ดูก่อนคฤหบดี    ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นของเกิด

ที่กาย   ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยกาย  ฉะนั้น  ลมหายใจเช้าและลมหายใจออก

จงชื่อว่ากายสังขาร.    บุคคลย่อมตรึกตรองก่อนแล้ว   จึงเปล่งวาจาภายหลัง

ฉะนั้น    วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร.    สัญญาและเวทนาเป็นของเกิดที่จิต

ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยจิต.   ฉะนั้น   สัญญาและเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร.

[๕๖๓]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ได้ถาม

ปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ก็สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ  เกิด

มีได้อย่างไร.

กา.  ดูก่อนคฤหบดี    ภิกษุเมื่อจะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า    เราจักเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง   เรากำลังเข้าสัญญา

เวทยิตนิโรธบ้าง    เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วบ้าง   โดยที่ถูก   ก่อนแต่

จะเข้า   ท่านได้อบรมจิตที่จะน้อมไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น.

[๕๖๔]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า     ดีละ    ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิต-

นิโรธอยู่    ธรรมเหล่าไหนดับก่อน   คือ   กายสังขาร   วจีสังขาร   หรือ

จิตตสังขารดับก่อน.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี  เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่  วจีสังขาร

ดับก่อน   ต่อจากนั้นกายสังขารดับ   ต่อจากนั้นจิตตสังขารจึงดับ.

[๕๖๕]     จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ     ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  คนที่ตายแล้ว  ทำกาละแล้ว

กับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ    ทั้งสองนี้มีความต่างกันอย่างไร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 150

กา.   ดูก่อนคฤหบดี   คนที่ตายแล้ว    ทำกาละแล้ว    มีกายสังขาร

ดับสงบ  มีวจีสังขารดับสงบ  มีจิตตสังขารดับสงบ  มีอายุสิ้นไปไออุ่นสงบ

อินทรีย์แตกกระจาย ส่วนภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโร   กายสังขารดับสงบ

วจีสังขารดับสงบ  จิตตสังขารดับสงบ ( แต่ ) ยังไม่สิ้นอายุ  ไออุ่น   ยังไม่สงบ

อินทรีย์ผ่องใส   ดูก่อนคฤหบดี   คนตายแล้ว   ทำกาลแล้ว   กับภิกษุผู้เข้า

สัญญาเวทยิตนิโรธมีความต่างกันอย่างนี้.

ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

[๕๖๖]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า   ดีละ    ท่านผู้เจริญ   ดังนี้แล้วได้

ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ก็การออกจากสัญญาเวทยิต-

นิโรธสมาบัติ   ย่อมมีอย่างไร.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุเมื่อจะออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า  เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติบ้าง  เรากำลัง

ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติบ้าง      เราออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ

สมาบัติแล้วบ้าง   โดยที่แท้   ก่อนแต่จะออก   ท่านได้อบรมจิตที่น้อมเข้าไป

เพื่อความเป็นอย่างนั้น.

[๕๖๗]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ    ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญา

เวทยิตนิโรธสมาบัติ    ธรรมเหล่าไหนเกิดก่อน   คือกายสังขาร   วจีสังขาร

หรือจิตตสังขารเกิดก่อน.

http://www.tripitaka91.com/91book/book29/101_150.htm

หน้าที่ 51-100 หน้าที่ 151-200

จูฬเวทัลลสูตร

๔. จูฬเวทัลลสูตร
การสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติ

[๕๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต
เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น วิสาขอุบาสกเข้าไปหาธรรมทินนาภิกษุณีถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
เรื่องสักกายทิฏฐิ
[๕๐๖] วิสาขอุบาสกครั้นนั่งแล้ว ได้ถามธรรมทินนาภิกษุณีว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระ-
*ผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ สักกายะ ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ?
ธรรมทินนาภิกษุณีตอบว่า ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์ ๕ คือรูปูปาทานขันธ์ ๑
เวทนูปาทานขันธ์ ๑ สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๑ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑ อุปาทาน
ขันธ์ ๕ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ.
วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณีว่า ถูกละพระแม่เจ้า ดังนี้
แล้ว ได้ถามปัญหาต่อไปว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายสมุทัย สักกาย-
*สมุทัย ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสักกายสมุทัย?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัดยินดี
เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหานี้แล พระผู้มีพระ-
*ภาคตรัสว่า สักกายสมุทัย.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ สักกายนิโรธดังนี้ ธรรมอะไร
ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความดับด้วยความคลายกำหนัดไม่มีเหลือ ความสละ ความสละ
คืน ความปล่อย ความไม่พัวพัน ด้วยตัณหานั้น นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา สักกายนิ-
*โรธคามินีปฏิปทา ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑
วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความ
ตั้งจิตไว้ชอบ ๑ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอันเดียวกัน หรืออุปาทาน
เป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ หาใช่อันเดียวกันไม่
อุปาทานเป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ก็หาใช่ไม่ ความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕
เป็นอุปาทาน ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นั้น.
[๕๐๗] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สักกายทิฏฐิมีได้อย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะไม่ฉลาด
ในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรม
ของสัปบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น
ตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมตามเห็นเวทนา … ย่อมตามเห็น
สัญญา … ย่อมตามเห็นสังขารทั้งหลาย … ย่อมตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น
ตนว่ามีวิญญาณบ้าง ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แล
สักกายทิฏฐิจึงมีได้.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อย่างไรสักกายทิฏฐิจึงจะไม่มีฯ
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นพระอริยะ
ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรม
ของสัปบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็น
ตนว่ามีรูปบ้าง ไม่ตามเห็นรูปในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา …
ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา … ย่อมไม่ตามเห็นสังขารทั้งหลาย … ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความ
เป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนใน
วิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงจะไม่มี.
เรื่องมรรค ๘ กับขันธ์ ๓
[๕๐๘] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ ไฉน?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑
วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑
ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะหรือเป็นอสังขตะ?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะ.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ขันธ์ ๓ (กองศีล กองสมาธิ กองปัญญา) พระผู้มีพระภาค
ทรงสงเคราะห์ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคทรงสงเคราะห์ด้วย
ขันธ์ ๓.
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ขันธ์ ๓ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงสงเคราะห์ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
ส่วนอริยมรรคมีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคทรงสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ คือ วาจาชอบ ๑ ทำการงาน
ชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ทรงสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑
ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑ ทรงสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑
ทรงสงเคราะห์ด้วยปัญญาขันธ์.
เรื่องสมาธิและสังขาร
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ธรรมอย่างไร เป็นสมาธิ ธรรมเหล่าใด เป็นนิมิตของสมาธิ
ธรรมเหล่าใด เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิ การทำให้สมาธิเจริญ เป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอย่างเดียว เป็นสมาธิ สติปัฏฐาน ๔
เป็นนิมิตของสมาธิ สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิ ความเสพคุ้น ความเจริญ ความ
ทำให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้นแหละ เป็นการทำให้สมาธิเจริญ.
[๕๐๙] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สังขาร มีเท่าไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สังขารเหล่านี้ มี ๓ ประการคือ กายสังขาร วจีสังขาร
จิตตสังขาร.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็กายสังขาร เป็นอย่างไร วจีสังขารเป็นอย่างไร จิตตสังขารเป็น
อย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เป็นกายสังขาร วิตกและวิจาร
เป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา เป็นจิตตสังขาร.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เหตุไร ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร
วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเหล่านี้ เป็นธรรมมีในกาย
เนื่องด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร บุคคลย่อมตรึก
ย่อมตรองก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจา ฉะนั้น วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา
เป็นธรรมมีในจิต เนื่องด้วยจิต ฉะนั้นสัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร.
เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ
[๕๑๐] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจัก
เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าเรากำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ว่าเราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว
ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วตั้งแต่แรก.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ธรรม คือ กายสังขาร วจี
สังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน ย่อมดับไปก่อน?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อน ต่อจากนั้น
กายสังขารก็ดับ จิตตสังขารดับทีหลัง.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิได้มีความคิดอย่าง-
*นี้ว่า เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ว่าเรากำลังออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติว่าเรา
ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อัน
ท่านให้เกิดแล้วแต่แรก.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ธรรมคือกายสัง-
*ขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน เกิดขึ้นก่อน.
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตสังขารเกิด
ขึ้นก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็เกิดขึ้น วจีสังขารเกิดขึ้นทีหลัง.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ผัสสะเท่าไร ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ผัสสะ ๓ ประการ คือ ผัสสะชื่อสุญญตะ (รู้สึกว่าว่าง)
ผัสสะชื่ออนิมิตตะ (รู้สึกว่าไม่มีนิมิต) และผัสสะชื่ออัปปณิหิตะ (รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง) ย่อม
ถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. มีจิตน้อมไปใน
ธรรมอะไร โอนไปในธรรมอะไร เอนไปในธรรมอะไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มีจิตน้อมไปใน
วิเวก โอนไปในวิเวก เอนไปในวิเวก.
เรื่องเวทนา
[๕๑๑] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า เวทนามีเท่าไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เวทนานี้มี ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑
อทุกขมสุขเวทนา ๑.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนาเป็นอย่างไร ทุกขเวทนาเป็นอย่างไร อทุกขมสุขเวทนา
เป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขสำราญ อันเป็นไปทางกาย หรือ
เป็นไปทางจิต นี่เป็นสุขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ไม่สำราญ อันเป็นไปทางกาย
หรือเป็นไปทางจิต นี่เป็นทุกขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่มิใช่ความสำราญ และมิใช่ความไม่
สำราญ (เป็นส่วนกลางมิใช่สุขมิใช่ทุกข์) อันเป็นไปทางกาย หรือเป็นไปทางจิต นี่เป็น
อทุกขมสุขเวทนา.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนา เป็นสุขเพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะอะไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สุขเวทนา เป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะแปรไป
ทุกขเวทนา เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่ เป็นสุขเพราะแปรไป อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้ชอบ
เป็นทุกข์เพราะรู้ผิด.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในสุขเวทนา อนุสัยอะไร ตามนอน
อยู่ในทุกขเวทนา อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัย ตามนอนอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัย ตามนอน
อยู่ในทุกขเวทนา อวิชชานุสัยตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยตามนอนอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัยตามนอน
อยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หรือหนอแล?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัย ตามนอนอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้
ปฏิฆานุสัย ตามนอนอยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมด หามิได้ อวิชชานุสัย ตามนอนอยู่ใน
อทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ธรรมอะไรจะพึงละได้ในสุขเวทนา ธรรมอะไร จะพึงละได้ใน
ทุกขเวทนา ธรรมอะไรจะพึงละได้ในอทุกขมสุขเวทนา?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัยจะพึงละได้ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัย จะพึงละได้ใน
ทุกขเวทนา อวิชชานุสัยจะพึงละได้ในอทุกขมสุขเวทนา.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยจะพึงละเสียได้ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัยจะพึง
ละเสียได้ในทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยจะพึงละเสียได้ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หรือ
หนอแล?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัยจะพึงละเสียได้ในสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้
ปฏิฆานุสัยจะพึงละเสียได้ในทุกขเวทนาทั้งหมด หามิได้ อวิชชานุสัยจะพึงละเสียได้ในอทุกขม-
*สุขเวทนาทั้งหมด หามิได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ย่อม
ละราคะด้วยปฐมฌานนั้น ราคานุสัย มิได้ตามนอนอยู่ในปฐมฌานนั้น อนึ่ง ภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นอยู่ว่า เมื่อไร เราจะได้บรรลุอายตนะที่พระอริยะทั้งหลายบรรลุแล้วอยู่
ในบัดนี้ ดังนี้ เมื่อภิกษุนั้นเข้าไปตั้งความปรารถนาในวิโมกข์ทั้งหลายอันเป็นอนุตตรธรรมอย่างนี้
โทมนัสย่อมเกิดขึ้น เพราะความปรารถนาเป็นปัจจัย ท่านละปฏิฆะได้ด้วยความโทมนัสนั้น
ปฏิฆานุสัยมิได้ตามนอนอยู่ในความโทมนัสนั้น อนึ่ง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน
อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็น
เหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ย่อมละอวิชชาได้ด้วยจตุตถฌานนั้น อวิชชานุสัยมิได้ตามนอนอยู่ในจตุต
ฌานนั้น.
[๕๑๒] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคะเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งทุกขเวทนา?
ธ. ปฏิฆะเป็นส่วนแห่งเปรียบแห่งทุกขเวทนา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา?
ธ. อวิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา?
ธ. วิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา?
ธ. วิมุติเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ?
ธ. นิพพานเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งนิพพาน?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ท่านล่วงเลยปัญหาเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาส่วนสุดแห่งปัญหา
ได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เพราะพรหมจรรย์หยั่งลงในพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นที่ถึงใน
เบื้องหน้า มีพระนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่านจำนงอยู่ ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามเนื้อ
ความนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำพระพยากรณ์นั้นไว้
อย่างนั้นเถิด.
วิสาขอุบาสกสรรเสริญธรรมทินนาภิกษุณี
[๕๑๓] ลำดับนั้น วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณี
แล้ว ลุกจากอาสนะ อภิวาทธรรมทินนาภิกษุณี ทำประทักษิณแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบ
ทูลเรื่องที่ตนสนทนาธรรมกถากับธรรมทินนาภิกษุณีให้ทรงทราบทุกประการ.
เมื่อวิสาขอุบาสกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ดูกรวิสาขะ ธรรม
ทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หาก ท่านพึงสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็พึง
พยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณี พยากรณ์แล้ว เนื้อความแห่งพยากรณ์นั้น
เป็นดังนั้นนั่นแล ท่านพึงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว วิสาขอุบาสก ชื่นชม ยินดี พระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนั้นแล.
จบ จูฬเวทัลลสูตร ที่ ๔

http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=12&A=9420&Z=9601

เนวสัญญานาสัญญายตน

อุปาลีสูตร
[๙๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาเพื่อซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่า
และราวป่าอันสงัด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี เสนาสนะ คือ ป่าและ
ราวป่าอันสงัด อยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว
ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าว
อย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิจักซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด
ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนมี
ห้วงน้ำใหญ่อยู่ มีช้างใหญ่สูง ๗ ศอก หรือ ๗ ศอกกึ่ง มาถึงเข้า ช้างตัวนั้นพึง
คิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วพึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่น
บ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมากลับไปตามต้องการ ช้างนั้นลงสู่ห้วงน้ำนั้นแล้ว
พึงขัดถูหูเล่นบ้าง ขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้วจึงอาบ ดื่มขึ้นมาแล้วกลับไปตาม
ต้องการ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าช้างนั้นเป็นสัตว์มีร่างกายใหญ่ ย่อมได้การ
ลงในน้ำลึก ครั้นกระต่ายหรือเสือปลามาถึง (ห้วงน้ำนั้น) เข้า กระต่ายหรือเสือ
ปลาพึงคิดอย่างนี้ว่า เราเป็นอะไรและช้างใหญ่เป็นอะไร ไฉนหนอ เราพึงลงสู่
ห้วงน้ำนี้แล้วจึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมา
แล้วกลับไปตามต้องการ กระต่ายหรือเสือปลานั้นก็ลงสู่ห้วงน้ำนั้นโดยพลัน ไม่ทัน
ได้พิจารณา กระต่ายหรือเสือปลานั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักลอยขึ้น
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่ากระต่ายหรือเสือปลานั้นเป็นสัตว์มีร่างกายเล็ก ย่อม
ไม่ได้การลงในห้วงน้ำลึก แม้ฉันใด ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อ
ไม่ได้สมาธิ จักซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด ผู้นั้นจำต้องหวัง
ข้อนี้ คือ จักจมลงหรือฟุ้งซ่าน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย ย่อมเล่นมูตรและคูถของ
ตน ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้เป็นการเล่นของ
เด็กอ่อนอย่างเต็มที่สิ้นเชิงมิใช่หรือ ท่านพระอุบาลีกราบทูลว่า เป็นอย่างนั้น
พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สมัยต่อมา เด็กนั้นแล อาศัยความเจริญ อาศัยความ
แก่กล้าแห่งอินทรีย์ ย่อมเล่นเครื่องเล่นทั้งหลายที่เป็นของเล่นของพวกเด็กๆ คือ
เล่นไถน้อยๆ เล่นตีไม้หึ่ง เล่นกังหันไม้ เล่นกังหันใบไม้ เล่นตวงทราย เล่น
รถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การ
เล่นนี้ เป็นการเล่นดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการเล่นที่มีในครั้งก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สมัยต่อมา เด็กนั้นแล อาศัยความเจริญ อาศัยความ
แก่กล้าแห่งอินทรีย์ เป็นผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำเรออยู่ด้วยรูปทั้งหลาย
อันบุคคลพึงรู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน
ชวนให้กำหนัด ด้วยเสียงทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยหู … ด้วยกลิ่นทั้งหลายอัน
บุคคลพึงรู้ด้วยจมูก … ด้วยรสทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยลิ้น … ด้วยโผฏฐัพพะ
ทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน
ชวนให้กำหนัด ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้ เป็น
การเล่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการเล่นที่มีในครั้งก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า
พ. ดูกรอุบาลี ก็พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของ
พระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้
ตาม ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศ
พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตร
แห่งคฤหบดี หรือผู้เกิดมาในภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น
แล้วได้ศรัทธาในตถาคต ประกอบด้วยการได้ศรัทธาแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้
อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัด
แล้วไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะออกบวช
เป็นบรรพชิตเถิด สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่
แล้วปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว เป็น
ผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและอาชีพเสมอด้วยภิกษุทั้งหลาย ละปาณาติบาต เว้นขาดจาก
ปาณาติบาต วางทัณฑะ วางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา
หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน
รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้
สะอาดอยู่ ละอพรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นจาก
เมถุนธรรมอันเป็นกิจของชาวบ้าน ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท พูดแต่คำ
จริง ดำรงคำสัตย์ พูดเป็นหลักฐาน ควรเชื่อถือได้ ไม่พูดลวงโลก ละวาจาส่อเสียด
เว้นขาดจากวาจาส่อเสียด ฟังข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตก
ร้าวกัน หรือฟังข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน
สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้
พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน
กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน ละวาจาหยาบ เว้นขาดจากวาจาหยาบ
กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วน
มากรักใคร่ พอใจ ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำ
ที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง
มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร ภิกษุนั้นเว้นขาดจากการ
พรากพืชคามและภูตคาม ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดการฉันในเวลา
วิกาล เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้องการประโคมดนตรีและการดูการเล่นอันเป็น
ข้าศึกแก่กุศล เว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของ
หอมและเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว เว้นขาดจากการนั่งการ
นอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เว้นขาดจากการรับทองและเงิน เว้นขาดจากการ
รับธัญญาหารดิบ เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ เว้นขาดจากการ
รับไก่และสุกร เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน เว้นขาดจากการประกอบทูต
กรรมและการรับใช้ เว้นขาดจากการซื้อการขาย เว้นขาดจากการฉ้อโกงด้วยตาชั่ง
การฉ้อโกงด้วยของปลอม และการฉ้อโกงด้วยเครื่องตวงวัด เว้นขาดจากการรับ
สินบน การล่อลวง และการตลบแตลง เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ
การตีชิง การปล้น และกรรโชก ภิกษุนั้นเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหาร
กาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง ซึ่งตนจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไป
ได้เอง นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆ ก็มีปีกของตัวเป็นภาระบินไป ฉันใด
ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหาร
ท้อง ซึ่งตนจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุนั้น
เป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นอริยะนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่มีโทษเฉพาะตน ฯ
ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อม
ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอัน
ลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่าย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่า
ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู … ดมกลิ่นด้วยจมูก … ลิ้มรส
ด้วยลิ้น … ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย … รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือ
นิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว
จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่า
ย่อมรักษามนินทรีย์ ชื่อว่าย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบ
ด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสเฉพาะตน ฯ
ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ ย่อมทำความ
รู้สึกตัวในการแล ในการเหลียว ย่อมทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า ในการเหยียด
ออก ย่อมทำความรู้สึกตัวในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ย่อมทำความรู้สึก
ตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ย่อมทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น
การพูด การนิ่ง ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นอริยะนี้ ประกอบด้วยอินทรีย์
สังวรอันเป็นอริยะนี้ และประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะนี้ ย่อมซ่อง
เสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ
ที่แจ้ง ลอมฟาง ภิกษุนั้นอยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่างเปล่า ย่อมนั่งคู้
บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ภิกษุนั้นละความโลภในโลกแล้ว มีจิต
ปราศจากความโลภอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความโลภ ละความประทุษร้าย
คือ พยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลสัตว์ทั้งปวงอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย คือ พยาบาท ละถีนมิทธะแล้ว เป็น
ผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา
แล้ว เป็นผู้ข้ามพ้นวิจิกิจฉา ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระ
จิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา ฯ
ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทำปัญญาให้ทุรพล ๕
ประการนี้ได้แล้ว สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก
วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต
ในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป
มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อน
มิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุข
ด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อ
นั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อน
มิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ
บริสุทธิ์อยู่ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการ
อยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะดับ
ปฏิฆสัญญาเสียได้ เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึง
บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยคำนึงว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้ ดูกรอุบาลี
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีต
กว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยคำนึงว่า วิญญาณไม่มี
ที่สุด ดังนี้ … เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึง
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงว่า หน่อยหนึ่งไม่มี ดังนี้ … เพราะก้าวล่วง
อากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน-
*ฌาน โดยคำนึงว่า ธรรมชาตินี้สงัด ธรรมชาตินี้ประณีต ดังนี้ ดูกรอุบาลี เธอจะ
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการ
อยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
โดยประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติอยู่ และอาสวะของ
ภิกษุนั้นเป็นกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอุบาลี เธอจะ
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่า
การอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ดูกรอุบาลี เธอจงอยู่ในสงฆ์
เถิด เมื่อเธออยู่ในสงฆ์ ความสำราญจักมี ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=24&A=4610&Z=4792

ทิฏฐธรรมนิพพาน

ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗
[๒๓๖] ปัญจาลจัณฑเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ภาษิตคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

บุคคลผู้มีปัญญามาก ได้ประสบโอกาส ในที่คับแคบหนอ
ผู้ใดได้รู้ฌาน เป็นผู้ตื่น ผู้นั้นเป็นผู้หลีกออกได้อย่างองอาจ เป็นมุนี ฯ

[๒๓๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ชนเหล่าใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่ได้เฉพาะแล้วซึ่งสติ
เพื่อการบรรลุธรรม คือพระนิพพาน ชนเหล่านั้น ตั้งมั่นดีแล้ว โดยชอบ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=1495&Z=1504

ปัญจาลวรรคที่ ๕

ปัญจาลสูตร
[๒๔๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนคร
โกสัมพี ครั้งนั้นแล ท่านพระอุทายีเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้สนทนา
ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอาวุโส เทพบุตร
ชื่อปัญจาลจัณฑะได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า
พระพุทธองค์ใดหลีกออกเร้น ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ
ได้ตรัสรู้ฌานแล้ว พระพุทธองค์นั้นเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง
ได้ทรงรู้แล้วซึ่งโอกาสอันไปแล้วในที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสที่แคบเป็นไฉน ตรัสการบรรลุโอกาส
ในที่แคบเป็นไฉน ฯ
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ
๕ ประการนี้ว่าเป็นที่แคบ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่
จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น
ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็น
ที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ ๕
ประการนี้แล ว่าเป็นที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ฯลฯ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุ
โอกาสในที่แคบ แม้เมื่อปฐมฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
ปฐมฌานนั้น วิตกวิจารยังไม่ดับไปในปฐมฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้
เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อทุติยฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในทุติยฌานนั้น ปีติยังไม่ดับไปในทุติยฌานนี้
นี้ชื่อว่าที่แคบในทุติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ ฯลฯ บรรลุตติยฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อตติยฌาน
นั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนั้น อุเบกขาและสุขยังไม่
ดับไปในตติยฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อจตุตถฌาน
นั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนั้น รูปสัญญายังไม่ดับ
ไปในจตุตถฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ เมื่อ
อากาสานัญจายตนฌานนั้นมีอยู่ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากาสา-
*นัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญายังไม่ดับไปในอากาสานัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้
เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญ-
*จายตนฌานนั้น วิญญาณัญจายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในวิญญาณัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ
แม้เมื่ออากิญจัญญายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
อากิญจัญญายตนฌานนั้น อากิญจัญญายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในอากิญจัญญายตน-
*ฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้
เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญายังไม่ดับไปใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ ฯ
จบสูตรที่ ๑ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9544&Z=9603

กามเหสสูตรที่ ๑
[๒๔๗] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กายสักขีๆ ดังนี้
โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกายสักขี ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้น
ด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน … ตติยฌาน … จตุตถฌาน …
และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วย
อาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัส
กายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนะ … และอายตนะนั้น
มีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกร
อาวุโสโดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้อง
อายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
จบสูตรที่ ๒

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9604&Z=9623

กามเหสสูตรที่ ๒
[๒๔๘] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นด้วย
ปัญญาๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัส
บุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
และเธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา และเธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
จบสูตรที่ ๓

[๒๔๙] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นโดย
ส่วนสองๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกาย
ด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียง
เท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะ
เห็นด้วยปัญญา อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้น
ด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯ
จบสูตรที่ ๔

สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑
[๒๕๐] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมอันผู้บรรลุจะพึง
เห็นเองๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุ
จะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มี-
*พระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
จบสูตรที่ ๕
สันทิฏฐิกสูตรที่ ๒
[๒๕๑] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นิพพานอันผู้บรรลุ
จะพึงเห็นเองๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพาน
อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
จบสูตรที่ ๖
นิพพานสูตร
[๒๕๒] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นิพพานๆ ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๗
ปรินิพพานสูตร
[๒๕๓] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปรินิพพานๆ ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๘
ตทังคสูตร
[๒๕๔] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตทังคนิพพานๆ
ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๙
ทิฏฐธัมมิกสูตร
[๒๕๕] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่าทิฏฐธรรมนิพพานๆ
ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสทิฏฐธรรม
นิพพาน ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสทิฏฐธรรม
นิพพาน ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสทิฏฐธรรมนิพพาน ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบปัญจาลวรรคที่ ๕
—————————————————–
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปัญจาลสูตร ๒. กามเหสสูตรที่ ๑ ๓. กามเหสสูตรที่ ๒
๔. กามเหสสูตรที่ ๓ ๕. สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑ ๖. สันทิฏฐิกสูตรที่ ๒
๗. นิพพานสูตร ๘. ปรินิพพานสูตร ๙. ตทังคสูตร ๑๐. ทิฏฐธัมมิกสูตร ฯ
—————————————————–

http://84000.org/tipitaka/read/?23/250-255

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9662&Z=9673


	

อาเนญชสัปปายสูตร

  • ๖. อาเนญชสัปปายสูตร (๑๐๖)
    [๘๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมชื่อกัมมาสธรรม ของชาวกุรุ
    ในแคว้นกุรุ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
    ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ
    [๘๑] พระมีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามไม่เที่ยง เป็น
    ของว่างเปล่า เลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามดังนี้ ได้ทำความล่อลวง
    เป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา
    ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่ง
    มาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้
    เกิดที่ใจคือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อม
    เกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ฯ
    [๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นในเรื่องกามนั้น
    ดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้ง
    ที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อ
    แห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจ
    คืออภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อ
    เป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ไฉนหนอ เราพึงมี
    จิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ เพราะเมื่อเรามีจิตเป็น
    มหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ อกุศลลามกเกิดที่ใจ ได้แก่
    อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง นั้นจักไม่มี เพราะละอกุศลเหล่านั้นได้
    จิตของเราที่ไม่เล็กน้อยนั่นแหละ จักกลายเป็นจิตหาประมาณมิได้ อันเราอบรม
    ดีแล้ว เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อม
    ผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจ
    ไปในปัญญาได้ ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ
    พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุ
    ทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ
    [๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกพิจารณาเห็น
    ดังนี้ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่
    มีในภพหน้า ซึ่งรูปบางชนิดและรูปทั้งหมด คือ มหาภูต ๔ และรูปอาศัยมหาภูต
    ทั้ง ๔ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ด้วยประการนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทา
    นั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ
    หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไป
    ในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่
    มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อ
    ที่ ๒ ฯ
    [๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้าและกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นไม่ควร
    ยินดี ไม่ควรบ่นถึง ไม่ควรติดใจ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้
    มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึง
    อาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่
    วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหว
    มิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติ
    เป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ
    [๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด
    ที่นั้นคืออากิญจัญญายตนะ อันดี ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้
    มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึง
    อากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่
    วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่น
    เป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตน-
    *สมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ
    [๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกอยู่ในป่าก็ดี
    อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า สิ่งนี้ว่างเปล่าจากตน
    หรือจากความเป็นของตน เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วย
    ปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญ-
    *จัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณ
    อันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็น
    ฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติ
    เป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ
    [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีในเรานั้นไม่ และ
    สิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ ในใครๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย
    เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใส
    ในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจ
    ไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ
    พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ
    [๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา ทั้งที่มีใน
    ภพนี้ ทั้งที่มีในภพนี้ รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญา
    ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา
    สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด ที่นั่นคือเนวสัญญานาสัญญายตนะอันดี
    ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อม
    ผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือ
    จะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปใน
    ภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพเนวสัญญานาสัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็น
    ที่สบาย ฯ
    [๘๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูล
    พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ
    แล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และ
    จักไม่มีแก่เรา เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย ข้าแต่พระองค์
    ผู้เจริญ ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน ฯ
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพ
    นี้ก็มี บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ภิกษุ
    บางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
    [๙๐] พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
    ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
    เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขา
    นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัย
    อุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพาน
    ไม่ได้ ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา จะเข้าถือเอาที่ไหน ฯ
    พ. ดูกรอานนท์ ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทราบว่า ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา
    ชื่อว่าย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ ฯ
    พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐ
    สุดที่ควรเข้าถือเอาได้ ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้ คือ เนวสัญญา-
    *นาสัญญายตนะ ฯ
    [๙๑] ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อม
    ได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
    เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจ
    อุเบกขานั้นอยู่ เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณก็
    ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มี
    ความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ
    อา. น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า ไม่น่าเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า
    อาศัยเหตุนี้ เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่
    พวกข้าพระองค์แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน ฯ
    [๙๒] พ. ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้
    ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มี
    ในภพหน้า ซึ่งรูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า ซึ่งอาเนญชสัญญา ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา ซึ่งเนวสัญญา-
    *นาสัญญายตนสัญญา ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้ ซึ่งอมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิต
    เพราะไม่ถือมั่น ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล เราแสดงปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติ
    เป็นที่สบายแล้ว เราแสดงปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว เรา
    แสดงปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว อาศัยเหตุนี้ เป็น
    อันเราแสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว ดูกรอานนท์
    กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์
    พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้
    นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนใน
    ภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ชื่นชมยินดี
    พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=1440&Z=1570

เนวสัญญานาสัญญายตนะ

สัญเจตนิยวรรคที่ ๓

[๑๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อกายมีอยู่ สุขทุกข์ภายในย่อมเกิดขึ้น
เพราะกายสัญเจตนา (๑) เป็นเหตุ

หรือเมื่อวาจามีอยู่ สุขทุกข์ในภายในย่อมเกิดขึ้น
เพราะวจีสัญเจตนา (๒)เป็นเหตุ

หรือเมื่อใจมีอยู่ สุขทุกข์ภายในย่อมเกิดขึ้น เพราะ
มโนสัญเจตนา (๓) เป็นเหตุ

อีกอย่างหนึ่ง เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
บุคคลย่อมปรุงแต่งกายสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง
หรือบุคคลอื่นย่อมปรุงแต่งกายสังขารของบุคคลนั้น อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภาย
ในเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น

หรือบุคคลรู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นบ้าง

หรือบุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นบ้าง

บุคคลย่อมปรุงแต่งวจีสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง

หรือบุคคลอื่น ย่อมปรุงแต่งวจีสังขารของบุคคลนั้น อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นบ้าง

หรือบุคคลรู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งวจีสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นบ้าง

หรือบุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งวจีสังขาร อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นบ้าง
บุคคลย่อมปรุงแต่งมโนสังขารอันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง
หรือบุคคลอื่นย่อมปรุงแต่งมโนสังขารของบุคคลนั้น อันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภาย
ในเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นบ้าง หรือบุคคลรู้สึกตัวย่อมปรุงแต่งมโนสังขารอันเป็นปัจจัย
ให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นบ้าง หรือบุคคลไม่รู้สึกตัวย่อมปรุงแต่งมโนสังขารอันเป็น
ปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นบ้าง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อวิชชาติดตามไปแล้วในธรรมเหล่านี้ แต่เพราะอวิชชานั่นแลดับโดยสำรอกไม่เหลือ

กายอันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น ย่อมไม่มี วาจา … ใจ … เขต … วัตถุ
… อายตนะ … อธิกรณะอันเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์ภายในเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น
ย่อมไม่มี

@๑. ความจงใจทางกาย ๒. ความจงใจทางวาจา ๓. ความจงใจทางใจ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความได้อัตภาพ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ ความได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนเป็นไป ไม่ใช่สัญเจตนาของผู้อื่นเป็นไป ก็มี
ความได้อัตภาพที่สัญเจตนาของผู้อื่นเป็นไป ไม่ใช่สัญเจตนาของตนเป็นไป ก็มี
ความได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนด้วย สัญเจตนาของผู้อื่นด้วยเป็นไปก็มี
ความได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนก็มิใช่สัญเจตนาของผู้อื่นก็มิใช่เป็นไปก็มี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความได้อัตภาพ ๔ ประการนี้แล ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้ ข้าพระองค์ทราบชัด
เนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้ว่า

บรรดาความได้อัตภาพ ๔ ประการนั้น ความได้ อัตภาพที่สัญเจตนาของตนเป็นไป มิใช่สัญเจตนาของผู้อื่นเป็นไปนี้ คือ การจุติจากกายนั้นของสัตว์เหล่านั้น ย่อมมีเพราะสัญเจตนาของตนเป็นเหตุ

ความได้อัตภาพที่สัญเจตนาของผู้อื่นเป็นไป มิใช่สัญเจตนาของตนเป็นไปนี้ คือ การจุติจากกายนั้นของสัตว์เหล่านั้น ย่อมมีเพราะสัญเจตนาของผู้อื่นเป็นเหตุ

ความได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนด้วย สัญเจตนาของผู้อื่นด้วยเป็นไปนี้ คือ การจุติจากกายนั้นของสัตว์เหล่านั้น ย่อมมีเพราะสัญเจตนาของตนและสัญเจตนาผู้อื่นเป็นเหตุ

ความได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนเป็นไปก็มิใช่ สัญเจตนาของผู้อื่นเป็นไปก็มิใช่นี้ จะพึงเห็นเทวดาทั้งหลายด้วยอัตภาพนั้นเป็นไฉน พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรสารีบุตร พึงเห็นเทวดาทั้งหลายผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ด้วยอัตภาพนั้น ฯ

สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ สัตว์บางจำพวกในโลกนี้ จุติจากกายนั้นแล้วเป็นอาคามีกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้

อนึ่ง อะไรเป็นปัจจัยเครื่องให้สัตว์บางจำพวกในโลกนี้ จุติจากกายนั้น
แล้วเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์
ไม่ได้ แต่เขาบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะในปัจจุบัน

บุคคลนั้นชอบใจ ยินดีและถึงความปลื้มใจด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ยับยั้งอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น น้อมใจไป อยู่จนคุ้นในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ไม่เสื่อม

เมื่อทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เขาจุติจากชั้นนั้นแล้วย่อมเป็นอาคามี กลับมาสู่ความเป็นอย่าง
นี้

ดูกรสารีบุตร อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้แล้ว
เขาบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ ในปัจจุบัน

บุคคลนั้นชอบใจ ยินดี และถึงความปลื้มใจ ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ยับยั้งในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น น้อมใจไป อยู่จนคุ้นในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ไม่เสื่อม

เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เขาจุติจากชั้นนั้นแล้ว ย่อมเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความ
เป็นอย่างนี้

ดูกรสารีบุตร นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สัตว์บางจำพวกในโลก
นี้ จุติจากกายนั้นแล้วเป็นอาคามี กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้

อนึ่ง นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สัตว์บางจำพวกในโลกนี้ จุติจากกายนั้นแล้วเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=21&A=4300&Z=4361&pagebreak=0

สภาวะหุ่นยนต์

ยังมีอยู่นะ ในบางครั้ง ที่หวนกลับไปคิดทบทวน สภาวะต่างๆ ที่ผ่านมา

บางครั้ง ความรู้สึก ไม่พอใจ กับผู้ที่สร้างเหตุร่วมกับเรามา เกี่ยวกับ กำลังสมาธิที่เรานั้น เคยมีอยู่ในอดีต

พอคิดทบทวนกับผลกระทบกลับมา ของสภาวะกำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เพราะเหตุจาก กำลังสมาธิที่มีอยู่ หายไปหมดสิ้น ถูกผู้ที่สามารถ ยักย้ายถ่ายเทสมาธิได้ ถูกถ่ายเทออกไปหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือสักกะแอะ นิดเดียวก็ไม่มีเลย

ช่วงนั้น ทุกข์มากๆ รู้สึกทุกข์ใจกับสภาวะของตัวเองมากๆๆๆ ทำสมาธิไม่ได้เลย ฟุ้งซ่านตลอด นั่งแค่ ๕ นาที เหมือนจะขาดใจตาย

ต้องเดิน สลับกับยืน ๔ ชม. อย่างต่ำ ถึงจะนั่งได้ สมาธิเกิดแค่ แว๊บเดียว สุดแสนจะดีใจ

กำลังสมาธิมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ ไม่แนบบแน่น เหมือนกำลังสมาธิในอดีต เหมือนถูกบังคับ ให้เกิดการปรับอินทรีย์ โดยสภาวะ

บางครั้ง รู้สึกขอบคุณกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุเพราะ ถ้าสภาวะกำลังสมาธิที่มากเกินไปขนาดนั้น กำลังสมาธิที่มีอยู่ บดบัง สภาวะกิเลส ทำให้ไม่รู้ชัด ในสภาวะกิเลส ที่ยังมีอยู่ตามความเป็นจริง

เวลาฟังหลวงพ่อเยื้อน ท่านพูดเรื่องราวสภาวะของตัวท่านเอง สภาวะที่ท่านยังเป็นอยู่ และมีอยู่ ฟังแล้ว รู้ชัดในสภาวะที่ท่านพูดมาทั้งหมด ก็ผ่านมาแล้วนี่ ทำไมจะไม่รู้ว่า สภาวะของท่านตอนนี้ อยู่ตรงไหน เรียกว่า อะไร

ถ้าเราไม่ถูกถ่ายเทกำลังสมาธิที่มีอยู่ จนหมดสิ้น สภาวะของเรา ก็เหมือนสภาวะหลวงพ่อเยื้อน ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ที่ท่านพูดมาทั้งหมด ใช่เลยนะ

โกรธยังมี กิเลสยังมี แต่จะไปเอาอะไรกับมัน เพราะข้างในมันยิบๆยับๆตลอดเวลา ก็เลยเหมือนไม่มี เพราะ ไม่รู้ว่า จะเอาอะไรมามี

พูดง่ายๆ ให้เห็นสภาวะชัดขึ้น คือ อะไรกระทบมา รู้นะ แต่มันกระเด้งออกหมด ตัวเรา เหมือนไม่ใช่ตัวเรา สักแต่ว่าตัวเรา

แม้กระทั่งเวลาพูด เหมือนไม่ใช่ตัวเองพูด มันเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย สักแต่ว่า เป็นกิริยาของคำพูด

วลัยพร จึงเรียกสภาวะที่เกิดขึ้นในตอนนั้นว่า สภาวะหุ่นยนต์ คือ เหมือนหุ่นยนต์จริงๆ เหมือนไม่มีชีวิต แต่ยังมีชีวิตอยู่ มีการเคลื่อนไหวอยู่ เหมือนสักแต่ว่า เคลื่อนไหว จะรู้ชัดอยู่ในกายตลอด สมาธิเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่เกิดเนืองๆ

มารู้ภายหลังว่า สภาวะหุ่นยนต์นี้ ก็มีคำเรียก เป็นสภาวะเนวสัญญานาสัญญายตนะ

มีเหตุ ย่อมมีผล

หากสมาธิที่วลัยพรเคยมีอยู่ ไม่ถูกถ่ายเทไปหมดสิ้น คงไม่มีการต่อยอดต่อ สภาวะคงไม่แตกต่างจากหลวงพ่อเยื้อนในปัจจุบัน คือ จบอยู่แค่นั้น อะไรกระทบมา กระเด้งออกหมด แล้วจะไปเอาอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นล่ะ ก็สักแต่ว่าเท่านั้นเอง

ถึงสมาธิหายไปหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือหรอ แต่สภาวะที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ หรือ วิปัสสนาญาณ หรือ สุญญตา ไม่มีถอยหลัง คือ ไม่เสื่อมลงไป ตามกำลังสมาธิที่หายหมดเกลี้ยง

เวลาทำสมาธิ ไม่มีการใช้คำบริกรรมแบบก่อนๆ คือ รู้รูปนาม เช่น จิ รู้ลมหายใจเข้า-ออก รู้ท้องพอง-ยุบ รู้ไปตามอาการของกาย ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง จิตเป็นสมาธิเอง

ไม่ต้องไปพยายามใช้คำบริกรรม เช่น พองหนอ ยุบหนอ แบบที่เคยใช้ เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ แบบที่เคยทำมาก่อน

เมื่อทำความเพียรต่อเนื่อง กำลังสมาธิยังคงไม่แน่นอน แนบแน่นบ้าง เล็กๆน้อยๆแค่แว๊บๆบ้าง เกิดนานบ้าง แค่นิดๆหน่อยๆบ้าง เกิดขึ้นเนืองๆ แต่ยังไม่ตลอดทุกขณะแบบก่อนๆ

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ทำทุกวัน ไม่เคยขาดสักวันเดียว ทำมากหรือน้อย ไม่เอามาเป็นอารมณ์ คือ ขอให้ได้ทำ เพราะรู้ดีว่า มีเส้นทางนี้ ทางเดียวเท่านั้น ที่กระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

วันเวลาผ่านไป อินทรีย์ ถูกปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย เมื่อจิตเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นทุกครั้ง เป็นเหตุให้ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เมื่อมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นภายใน ทั้งที่กาย และจิต ได้ชัดเจน

ต่อมา สภาวะที่เคยเรียกว่า จิตคิดพิจรณา เริ่มมีสิ่งแปลกๆเกิดขึ้น มีคำเรียกต่างๆเกิดขึ้น ก็ลองไปหาในกูเกิ้ล ที่มีผู้คนนำความรู้เกี่ยวกับทั้งพระไตรปิฎก และ นำมาจากอรรถกถาจารย์ มาแบ่งปันความรู้กันในกูเกิ้ล

เมื่อหาเจอ จากสภาวะที่ผ่านๆมา สภาวะมาสอนตลอด ไม่ให้เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ให้แค่รู้ ถึงจะรู้คำอธิบาย ในคำเรียกเหล่านั้น ก็ไม่นำเอามาเป็นอารมณ์ คือ ไม่ยึดติด แค่รู้ไปเรื่อยๆ

ผลของเหตุ ที่แค่รู้มาเรื่อยๆ เริ่มแยกแยะสภาวะ สัญญา กับ ปัญญา ออกจากกันได้ เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสภาวะ ที่จะกระทำเพื่อ ดับเหตุแห่งทุกข์ หรือ ดับเหตุของการเกิดได้

แรกรู้ จะรู้แค่ว่า กระทำเพื่อ ดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร เพราะ รู้แค่ว่า นิพพาน คือ ความดับภพ

รู้ว่าภพนี้ หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ภพภูมิ รือ ในวัฏฏสงสาร เกินจากนั้น ยังไม่รู้

ต่อมา เหมือนการต่อจิ๊กซอของ ทั้งคำเรียก และ สภาวะการกระทำ เริม่รู้ชัดในความหมายของนิพพาน ที่ว่า หมายถึง ความดับภพมากขึ้น

ไปหาในกูเกิ้ล เจอที่พระสารีบุตรพูดไว้กับพระอานนท์ว่า มีสัญญาเกิดขึ้นกับท่านอย่างหนึ่งว่า นิพพาน คือ ความดับภพ แต่ไม่มีรายละเอียดเพิ่ม

เจอเพิ่มอีก เป็นท่านอื่น ท่านก็พูดทำนองเดียวกับพระสารีบุตร พร้อมทั้งบอกกับพระอานนท์ว่า สัญญาเกิดขึ้นกับผมแบบนี้ ผมยังไม่ใช่พระอรหันต์

มาถึงสภาวะตรงนี้ ยังไม่รู้ว่า นี่คือ สภาวะสัญญา ยังแยกแยะไม่ได้ เพราะ ไม่รู้ว่า สภาวะปัญญา มีสภาวะที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร จึงคิดแค่ว่า คงเป็นปัญญาขั้นต้นๆ เพราะ เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุของ การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร

ยังคงทำความเพียรสม่ำเสมอ ทำมาตลอด ทำทุกวัน ส่วนจะทำในอิริยาบทไหน แล้วแต่เหตุปัจจัย

ต่อมา เริ่มมีตัวรู้เกิดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการต่อจิ๊กซอ ของข้อความที่มีอยู่ ยังไม่สมบูรณ์ รู้ทีละนิดๆๆๆๆ

เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท รู้ทีละนิดๆๆๆๆๆๆๆ เหมือนเดิม

เริ่มแยกแยะสภาวะนิพพาน ได้มากขึ้น ที่แรกๆ รู้แค่ว่า นิพพาน คือ ความดับภพ หมายถึง การดับเหตุของ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร

เริม่รู้ต่ออีกนิดว่า นอกจาก หมายถึง การดับเหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ยังหมายถึง การดับเหตุ ของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน รู้จาก วงจรของปฏิจจสมุปบาท

หลังจากรู้รายละเอียดของสภาวะปฏิจจสมุบาท ทีละนิดๆๆๆๆๆๆๆๆ เริ่มรู้ชัดถึงวิธีการกระทำ เพื่อดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และการดับเหตุของ การเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร นั่นคือ รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

หาในกูเกิ้ลอีก คำเรียกนี้ มีไหม แล้วคำแปล ความหมาย ตรงกับสภาวะที่รู้ไหม หาจนทั่ว หลากหลายความรู้ จากการนำแบ่งปันในกูเกิ้ล

ขอบคุณผู้รู้บาลี

สุดท้าย ต้องอาศัย รากคำศัพท์ ที่เป็นภาษาบาลี ที่มาของ โยนิโสมนสิการ ก็นำสภาวะใส่ลงไปใน ในคำบาลีนั้น ตรงเป๊ะ ไม่ใช่จาก ความรู้ของผู้อื่น ที่มีการให้ความหมาย ในสิ่งที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ อันนั้น อ่านดูแล้ว ไม่ตรงทั้งในรากศัพท์ของคำบาลี และไม่ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ไปเจอพุทธวจนะ ที่เกี่ยวกับ โยนิโสมนสิการอีก ยิ่งตอกย้ำ วิธีการกระทำ หรือ แนวทางการปฏิบัติ เพื่อกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้แก่ วิธีการกระทำเพื่อ ดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน และ วิธีการกระทำเพื่อ ดับเหตุของ การเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร

โยนิโส มนสิการ เป็นหัวใจของการปฏิบัติ หรือ วิธีการกระทำ เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์

เมื่อรู้ดังนี้ จึงสามารถแยกแยะ สภาวะสัญญา กับ สภาวะปัญญา ออกจากกันได้

สภาวะสัญญา รู้แล้ว ยังไม่จบ ยังมีเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ยังมีหลง สร้างเหตุของการเกิดอยู่

สภาวะปัญญา รู้แล้วจบ มีแต่มุ่งกระทำเพื่อ ดับเหตุของการเกิด ถึงแม้ยังมีความประมาทพลาดพลั้งอยู่บ้าง เหตุของความพลาดพลั้งที่ได้กระทำลงไป ผลที่ได้รับคือ ความทุกข์กาย(สุขภาพ) ความทุกข์ใจ(นิวรณ์) ที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ เกิดการสำรวม สังวร ระวังมากขึ้น เป็นเหตุให้ ความประมาทพลาดพลั้งมที่มีอยู่ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพียงแค่เพราะ คำว่า ไม่อยากทุกข์ ตัวเดียวเท่านั้น

ไม่มีเรื่อง การมี การได้อะไรๆ มาเกี่ยวข้อง เรื่องพวกนั้น ล้วนเป็นเพียงสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด มากกว่า การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ เหตุจาก ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน

แก่นของพระธรรมคำสอน มีเพียงหนึ่งเดียว คือ กระทำเพื่อ ดับเหตุแห่งทุกข์(การเกิด) วิธีการกระทำได้แก่ โยนิโสมนสิการ

ความหลงเกิดก่อน

กว่าจะรู้ว่าอะไรคือ สัญญา อะไรคือ ปัญญา อะไรคือ แก่น ได้แก่ วิธีการกระทำ ความหลงมาก่อนนะ หลงแต่ไม่ได้ยึด

ที่ว่าหลงคือ พอรู้ชัดในสภาวะ นิพพาน ก็คิดว่า นิพพาน คือ แก่น

ต่อมา พอรู้ชัดในปฏิจจสมุปบาท ก็คิดว่า ปฏิจจสมุปบาท คือ แก่น

ต่อมา รู้ชัดในสภาวะโยนิโสมนสิการ จึงรู้ว่า ที่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า แก่น หรือ ที่เรียกว่าแก่น ที่ทรงตรัสถึงนั้น หมายถึง วิธีการกระทำ เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

การที่จะเห็นเห็นสิ่งที่เรียกว่า แก่น ตามคสอนของพระพุทธเจ้า ให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้ กระทำตามได้ และ กระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ เป็นหนึ่งเดียว เที่ยงแท้ ไม่แปรผัน

ต้องแยกแยะ สภาวะสัญญา ปัญญา ออกจากกันก่อน คือ ละสัญญาก่อน สภาวะปัญญา จึงเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

สภาวะสัญญา ล้วนแสดงถึง ความยึดมั่นถือมั่น ที่มีอยู่ ความมีตัวตน ที่ยังมีอยู่

เมื่อจิตละสภาวะสัญญาลงไปได้ สภาวะปัญญา จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย ความยึดมั่นถือมั่น ความมีตัวตนที่มีอยู่ ย่อมลดน้อยลงไป ตามเหตุปัจจัย

เมื่อสภาวะสิ่งที่เรียกว่า แก่นเกิดขึ้น ย่อมรู้ชัดในวิธีการกระทำ เพื่อกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ การเกิดนั่นเอง

กว่าจะรู้แบบนี้ได้ เส้นทางที่ผ่านมา การเดินทาง น้ำตานองหน้า ตลอดเส้นทางเดิน เพราะ เห็นแต่ทุกข์

พอมารู้ชัดในสภาวะที่สุดแห่งทุกข์ เส้นทางที่ต้องเดินต่อ ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป

ตอนนี้ รู้แค่นี้นะ เรื่อง แก่น ขอบอก่อน แค่เขียนเล่าสู่กันฟัง แต่ยังเชื่อไม่ได้ แค่รู้ว่า ตอนนี้ รู้แบบนี้

เนวสัญญานาสัญญายตนะ

ผู้ที่เจอสภาวะความตาย(สมุจเฉทประหาน) เมื่อหลุดออกมาจากสภาวะนั้นแล้ว

จะมีอาการแบบนี้ เหมือนกันหมดทุกคน คือ จิตทรงฌาน ได้แก่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

เพราะไม่รู้ชัดในสภาวะ  เนวสัญญานาสัญญายตนะ

ไม่รู้ว่า หลังจากเจอสภาวะความตาย จะมีสภาวะใดเกิดขึ้นต่อ

สภาวะนี้ เหมือนตัวเอง เป็นหุ่นยนต์ อะไรที่มากระทบ กระเด้งออกหมด จิตเป็นอัตโนมัติ สิ่งที่มากระทบ เป็นความว่างเปล่าไปหมด ไม่มีอะไรเลย

จิตเป็นสมาธิตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด หรือ ทำอะไรอยู่ก็ตาม

สภาวะนี้ ถ้าขาดความรู้ชัดสภาวะ ทำให้หลงสภาวะได้ หลงคิดว่า เป็นพระอรหันต์

เหตุจาก อะไรกระทบมา ล้วนว่างเปล่า มองต้นไม้ มองคน เห็นแต่ความว่างเปล่า ไม่มีคำว่า ต้นไม้ ชาย หญิง ปรากฏ มีแต่ความว่างเปล่า ปรากฏขึ้นแทน

จนกว่า สภาวะปัจจเวกขณญาณ เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย จึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริง ของกิเลส ที่ยังมีอยู่

เหตุที่สภาวะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำให้เห็นทุกสิ่งว่างเปล่า อะไรกระทบมา กระเด้งออกหมด อาการเหมือน คนหมดกิเลสแล้ว

ที่เป็นแบบนี้ เกิดจาก กำลังของสมาธิ ที่เกิดจากสภาวะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

กำลังสมาธิที่มีกำลังมาก จึงบดบังสภาวะ เป็นเหตุให้ ไม่สามารถ รู้ชัดในสภาวะตามความเป็นจริง ของกิเลส ที่มีอยู่ และเป็นอยู่

จนกว่า สภาวะปัจจเวกขณญาณเกิดขึ้น(สมาธิเสื่อม สมาธิหายไปหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือสักนิด)

เมื่อนั้น จึงจะรู้ชัดในสภาวะที่ตนยังมีอยู่ ตามความเป็นจริง

นี่เป็นตัวอย่างของของผู้ที่เจอสภาวะความตายมาแล้ว ๑ ครั้ง   จิตที่ทรงฌาน ได้แก่ สภาวะ  เนวสัญญานาสัญญายตนะ ยังคงอยู่

ปัจจเวกขณญาณยังไม่เกิด สภาวะเลยเป็นแบบที่ท่านเล่ามาทั้งหมด

ดีนะ ที่ท่านนำมาเล่าตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด

เป็นเหตุให้ วลัยพร นำมาหยิบยกเป็นตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ว่า สิ่งที่วลัยพรเขียนๆมาตลอด

ยังมีผู้อื่น ที่มีสภาวะความตายเกิดขึ้น เหมือนที่เกิดขึ้นกับวลัยพร

 

ฟังไปเรื่อยๆ ฟังให้หมด ท่านพูดสภาวะ ลักาณะอาการที่เกิดขึ้น แบบเป๊ะๆ

วลัยพร เจอมาแล้ว จึงรู้ชัดในสภาวะที่ท่านนำมาอธิบาย

 

http://www.youtube.com/watch?v=YFUztvh6bPs&list=PL98F1054F04FFFAEA

สภาวะความตาย

สภาวะความตาย เวลาที่ผู้ปฏิบัติเจอ เจอเหมือนกันหมด บางคนผ่านสภาวะความตายได้ บางคนผ่านไม่ได้ คือ เจอ แต่ผ่านไม่ได้

ตัวอย่าง ผู้ที่ผ่านสภาวะความตาย เจอเหมือนที่วลัยพรเคยเจอ ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น เหมือนกันทุกอย่าง   และหลังผ่านสภาวะนั้นมาแล้ว จะเหมือนกันคือ สภาวะที่วลัยพรเรียกว่า สภาวะหุ่นยนต์

สภาวะความตาย ที่ผู้ปฏิบัติ ต้องเจอเหมือนกันหมดทุกคน เกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้สึก สัมผัสได้ด้วยตนเอง บางคนมีเสียงเตือนล่วงหน้า บางคนรู้สึกล่วงหน้าว่า จะต้องตาย
หลังผ่านสภาวะนั้นมาแล้ว จะเหมือนกันคือ สภาวะที่วลัยพรเรียกว่า สภาวะหุ่นยนต์ หากไม่รู้ชัดในสภาวะหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นสภาวะของ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำให้หลงสภาวะ คิดว่า เป็นสภาวะของพระอรหันต์

คือ อะไรกระทบมา มันกระเด้งออกไปหมด ความรู้สึกทุกอย่างว่างเปล่า เวลาพูดคุย เหมือนไม่ใช่ตัวเองคุย แต่เป็นสภาวะจิตเกิดการตอบโต้ โดยอัตโนมัติ เพราะแบบนี้ จึงทำให้หลง

สภาวะความตายนี้ ไม่ตายจริง แต่เป็นสภาวะที่เรียกว่า สภาวะสมุจเฉทประหาน กิเลสที่เป็นสังโยชน์ จะถูกทำลายลง บางคนเรียกว่า สภาวะนิพพาน วลัยพรเอง ก็เรียกแบบนั้น

แต่โดยเนื้อแท้ของสภาวะคือ เป็นสภาวะสมุจเฉทประหาน ทุกคนเมื่อปฏิบัติต่อเนื่อง ถึงจุดๆหนึ่ง ต้องเจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด บางคนเมื่อผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว กำลังสมาธิที่มีอยู่ จึงเสื่อมหรือหายไปหมดสิ้น

บางคน เกิดครั้งเดียวและไม่เคยเกิดอีกเลย ก็คิดว่า ไม่มีแล้ว สังโยชน์มีตั้งเท่าไหร่ ต้องเกิดถึง ๓ ครั้งนะ เพียงแต่ จะผ่านไปได้ไหม เท่านั้นเอง

ในตำราของพม่า จะเขียนอธิบายในเชิงเปรียบเทียบว่า เหมือนสายฟ้าฟาด ขาดสะบั้นๆ จริงๆแล้ว ไม่ขาดสะบั้นหรอก เพราะ วิจิกิจฉายังมีอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามี เพราะ ไม่สงสัยในนิพพาน ก็เลยคิดเอาเองว่า วิจิกิจฉาไม่มี ถูกทำลายหมดแล้ว แท้จริง ยังมีอยู่ เพียงแต่ ไม่รู้ว่ามี

เพราะ อธิบายสภาวะนิพพาน ที่ปฏิบัติให้เห็น เป็นรูปธรรมไม่ได้ คือ ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สามารถ ปฏิบัติตามได้ มีแต่กล่าวไปตามปริยัติที่มีปรากฏอยู่

การที่ผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว เหมือนกับได้เกิดใหม่ แต่เป็นการเกิดที่ เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ การเกิดเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร สั้นลง

คือ อาจจะเกิดอีก แต่การเกิด สั้นลง อาจจะไปเกิดข้างบน หรือ อาจจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือ อาจจะกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ในชาตินี้(พระอรหันต์)

บางคน อาจจะมีสภาวะสัญญาเกิดขึ้น รู้แจ้งใน สภาวะนิพพาน สภาวะปฏิจจสมุปบาท สภาวะโยนิโสมนสิการ(ไม่ใช่ที่นำมาพูดๆสอน กันในทุกวันนี้ แต่มีส่วนคล้ายคลึงนิดหน่อย แต่ไม่ตรงกับสภาวะ)

แต่บางคน เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน สอนคนอื่นไม่ได้ หรือ แนะนำคนอื่น ที่มีการใช้คำบริกรรมอื่นๆ ที่แตกต่างจากตนไม่ได้ จะแนะนำได้เฉพาะในแบบ ที่ตนเอง ทำได้

เช่น ใช้พุทโธ ก็จะสอนแบบพุทโธ สอนแบบพองหนอ ยุบหนอ ไม่ได้ หรือ ใช้พองหนอ ยุบหนอ จะสอนแบบ ใช้พุทโธไม่ได้ ไปเปลี่ยนรูปแบบบริกรรมคนอื่นหมด คือ ต้องตรงกับวิธีที่ ตนเอง เคยทำมา จึงจะแนะนำได้ ไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆ แบบครอบคลุม

บางคนรู้ครอบคลุม แต่ไม่คิดสอนใคร ก็มีอยู่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน

เรื่องการปฏิบัติ ไม่ต้องไปถึงพม่าหรอก เมืองไทยนี่แหละ ทำได้เหมือนกันหมด เห็นผล เหมือนกันหมด ทีนี้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำกันมา และที่ทำขึ้นมาใหม่

http://www.youtube.com/watch?v=1yeZmJjpL90

พฤศจิกายน 2018
พฤ อา
« ต.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: