เป็นนายเงิน

เมื่อก่อน เป็นคนใช้เงินแบบ ไม่รู้คุณค่า
เพราะ งานที่เคยทำอยู่ สามารถหาเงินได้หลายช่องทาง
เหตุนี้ จึงไม่ค่อยรู้คุณค่าของเงิน

ก็หาได้ง่ายนิ

ศิล

ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งทำงาน

เรื่องศิล เมื่อก่อน ไม่ค่อยรู้รยละเอียดมากมายนัก
ส่วนมากรู้จากการฟังพระเทศน์ เวลาไปวัด

รู้เรื่องศิล ๕ รู้แค่ข้อหลักๆว่า ต้องทำยังไงบ้าง ถึงไม่ผิดศิล ๕

ชีวิตการทำงาน ทำผิดศิลตลอด แต่ไม่รู้ว่า ทำผิด

เบียดเบียนผู้ร่วมงาน(เอาเปรียบ)

เบียดเบียนผู้มาใช้บริการ(คนป่วย) เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและการให้การบริการ

เบียดเบียนเวลางาน โดยเอาเวลาไปทำอย่างอื่น เช่น รับจ๊อบ ขัดหน้า นวดหน้า ในเวลางาน

เบียดเบียนบริษัท ใช้ไฟของบริษัท(ชาร์ทแบต) ใช้โทรศัพท์ที่ไม่เกี่ยวกับงาน

ฉะนั้น เงินที่ได้มา จึงหมดไปในพริบตา
ไม่เคยเหลือเก็บ ไม่เคยทำบัญชีรายจ่ายและรายรับ

เหตุมี ผลย่อมมี
เมื่อไม่รู้ชัดในเรื่องของการกระทำ และผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ
จึงหลงสร้างเหตุนอกตัวมากมาย ชีวิตช่างวุ่นวายไม่รู้จบ

เดี๋ยวนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ ในปัจจุบัน
ช่างแตกต่างกับชวิตในอดีต อย่างสิ้นเชิง

 

 

วลัยพรเรียนจบจาก รพ.รัฐบาล

แต่ทำงานที่รพ.เอกชน

ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการเงิน

เรื่องเงินที่วลัยพรเอ่ยถึง
เป็นเรื่องของหลายได้ หลายๆทางที่ทำนอกเวลางาน
เช่น รับจ๊อปเฝ้าไข้บ้าง รับทำงานตามโรงงาน ตามบริษัท ทำเป็นทีมอะไร ประมาณนั้น
เมื่อก่อนนี้ เหตุปัจจัยของวลัยพรมีอยู่สองอย่าง

๑. ไม่ขโมยของใคร เป็นคนละกรณีกับเรื่องที่เขียนไปบ้างแล้ว
อันนั้น ไม่ได้คิดว่า เป็นการขโมย (ส่งผลเหมือนกัน ตามความเป็นจริง)
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ก็คือ ขโมย เพราะหยิบของ ที่เจ้าของยังไม่ได้อนุญาติ นำมาใช้ส่วนตัว

 

๒. ไม่ทำผิดศิลข้อกาเม

พฤติกรรมที่เล่าไปบ้างแล้วนั้น
ยังทำน้อยกว่า คนอื่นๆ ที่เคยทำงานร่วมกัน

 

คำว่า เป็นนายเงิน หมายถึง การไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโลภะ

ทำให้ รู้จักจับจ่ายใช้สอย คือ เป็นนาย
ไม่ใช่ตกอยู่ใต้อำนาจ เป็นทาสของโลภะ

เล่าสู่กันฟัง
(เพราะเคยหลงกระทำมาแล้ว)
การที่นำเรื่อง การเทียบมรรค แล้วนำไปเปรียบเทียบ
ผู้ใดที่ทำแบบนั้น ล้วนเกิดจาก ความทะยานอยากที่มีอยู่(อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆ)

การนำมาเปรียบเทียบ ก็ไม่ใช่สภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เพราะ เกิดจากการน้อมเอา คิดเอาเอง เข้าข้างตัวเอง

ทำไมวลัยพรจึงกล่าวเช่นนี้
เพราะการที่นำมากล่าวว่า มรรคเป็นอย่างนั้น มรรคเป็นอย่างนี้

แต่มรรคนั้นๆ ยังไม่สามารถทำให้ หยุดการสร้างเหตุนอกตัวได้
มรรคนั้นๆ ย่อมเกิดจาก การน้อมเอา คิดเอาเอง

เป็นเหตุให้ เกิดการสร้างเหตุภพชาติปัจจุบัน ให้เกิดขึ้นใหม่เนืองๆ
สิ่งที่พระพุทธเจ้าทิ้งไว้เป็นแนวทางทั้งหมด
ล้วนแต่มุ่งเรื่อง การดับเหตุของการเกิด
เช่น เมื่อเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็อนัตตา
เห็นเนืองๆ จิตย่อมเกิดการปล่อยวาง โดยไม่ต้องคิดพยายาม ที่จะปล่อยวาง

เมื่อปล่อยวางลงได้ เหตุจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่
เมื่อสิ่งๆนั้น เกิดขึ้นอีก จะเอาอีกไหม มันก็ไม่เอา

เพราะเห็นแล้วว่า ไร้สาระ ไม่เป็นแก่นสาร(ไม่สามารถนำมากระทำให้หยุด สร้างเหตุนอกตัวได้)
มีแต่เหตุของการเกิด

ให้มากองอยู่ตรงหน้า ยังไงๆก็ไม่เอา
เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

 

 
 

โฆษณา

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: