เวทนา

มีอีกมากมาย ที่เข้าใจว่า เวทนา มีเพียง เวทนา ๕

ซึ่งสภาวะตามความเป็นจริง ของเวทนา มีมากมาย ตามสภาวะของเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ในแต่ละขณะๆๆๆ

ภพ-ชาติ

เหตุจาก ความเข้าใจในเวทนา ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นๆ เมื่อมาศึกษาเรื่องภพ-ชาติ ย่อมไม่เข้าใจในสภาวะภพ-ชาติ จึงมีคำกล่าวทำนองนี้ว่า

“ไม่ต้องเลย ไปถึงชาติ ก็ทุกข์ ได้อยู่แล้ว …………………………………. ทำไม จะต้องเลยไปถึงชาติ แล้วค่อยทุกข์ (มันซ้ำซ้อน ซึ่งไม่ถูกไม่ควร)”

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงทำให้คิดว่า เวทนามีแค่นั้น ดูสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเวทนาหกเหล่านี้คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู, เวทนา
อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัส ทางกาย, และ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๓/๑๑๔.

ความหมายของคำว่า “เวทนา”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึกได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น

ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งอะไร ?

สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง, และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก ได้มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

หมายเหตุ:

กิริยาที่รู้สึก หมายถึง ผลของเหตุ(อดีต) ที่ส่งมาให้รับผล คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ โดยอาศัย ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

หากมีเหตุปัจจัย ต่อสิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง,

หากไม่มีเหตุปัจจัยต่อกัน สิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

เพราะไม่ชัดตรงนี้ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในเวทนา ว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัย ขณะที่ผัสสะเกิด จึงทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด และทั้งไม่คิด(เฉยๆ)

เมื่อไม่รู้เช่นนี้ เวทนาอื่นๆ จึงไม่รู้

การจะรู้แจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เกิดการน้อมเอา คิดเอาเอง แต่เกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง อยู่สูญญตาเนืองๆ แล้วสภาวะสัญญา(ความรู้ต่างๆ) จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

ภพ-ชาติ

ในปฏิจจสมุปบาท ภพ(มโน)เป็นเหตุปัจจัย เพราะความไม่รู้ชัดในผัสสะ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้น(วจีกรรม กายกรรม)

ชรา มรณะ(โลกธรรม ๘) โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส จึงมีเกิดขึ้น

 

ความสวยงาม

สิ่งหนึ่ง ที่วลัยพรมองเห็นในเรื่อง การสนทนาเกี่ยวกับธรรมะ ว่างดงามนั้น เพราะ ต่างฝ่ายต่างก็นำสิ่งที่ตนเองเข้าใจตามนั้น นำมาแสดง บ้างก็แสดงตามทิฏฐิของตน ไม่มีสิ่งใดนำมาแสดง

แต่ถ้านำกระทบกระเทียบเปรียบเปรยกัน มีปริ๊ดเหมือนกันนะ ช่วงหลังๆ จึงเลือกที่จะสนทนา อะไรที่เห็นเป็นเหตุ จะหยุด ไม่สานต่อ

สิ่งที่มองเห็นคือ อย่างน้อย บุคคลเหล่านี้ มีใจใฝ่ธรรม สนใจศึกษา เป็นเหตุให้ เชื่อว่า สัญญาเหล่านี้ เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เขาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไปถึงที่สุแห่งทุกข์อย่างแน่นอน

หลายวันมานี่ สภาวะเบื่อหน่ายที่เป็นอยู่ เบาบางลง เหตุจาก ช่วงนี้ จิตจดจ่อรู้กับสภาวะ ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกมากกว่า ถึงแม้ไม่อยากอ่าน ก็มีเหตุปัจจัยให้อ่านเอง

ขึ้นชื่อว่า การเกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์ นั่นแหละคือ โอกาส ของการทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ มาวางตั้งอยู่ตรงหน้า

เพียงแต่จะมองเห็นภาพนั้นชัดไหม หรือ เป็นแค่เงาลางๆ หรือ มองไม่เห็น ไม่รู้อะไรเลย นั่นแหละ คือ เหตุปัจจัยที่ทำมาของแต่ละคน เป็นเหตุให้ เห็นโอกาสที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ แตกต่างกันไป

โฆษณา

ขันธ์ ๕

ทำไมขันธ์ ๕ จึง เป็นอนิจจัง?

อุปฺปทวยญฺญถตฺตภาวา หุตฺวา อภาวโต เพราะมีแล้วกลับไม่มี คือ เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป และเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป็นอนิจจัง ได้แก่ แปรปรวนตลอดเวลา

ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข?

อภิณฺหปฏิปีฬนา เพราะเบียดเบียนบีบคั้นอยู่บ่อยๆ ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป้นทุกข์

ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นอนัตตา?

อวสตฺตนโต เพราะขันธ์ ๕ ไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ สิ้นทั้งมวล

อวสวตฺตนากาโร อนตฺตนากาโร อนตฺตลกฺขณํ อาการคือ ความไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ สิ้นทั้งมวลนั่นแหละ เป็นเครื่องหมายบอกให้รู้ว่า เป็นอนัตตา ได้แก่ บังคับบัญชาไม่ได้

รูป
เกิดขึ้นเพราะ อวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร และความเกิดขึ้นของรูปอย่างเดียว

เวทนา

เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของเวทนาอย่างเดียว

สัญญา

เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสัญญาอย่างเดียว

สังขาร

เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสังขารอย่างเดียว

วิญญาณ

เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม นามรูป แลความเกิดขึ้นของวิญญาณอย่างเดียว

เวทนาขันธ์

ลักษณะของเวทนา

เวทนา ที่เรียกว่า เวทนาขันธ์ เพราะรวมธรรมชาติที่มีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ธรรมชาติที่มีการเสวยรสอารมณ์เป็นลักษณะคือ เวทนา

สุข มีการเสวยโผฏฐัพพะอันน่าปรารถนาเป็นลักษณะ มีอันเพิ่มสัมปยุตธรรมทั้งหลายเป็นกิจ มีความสบายทางกายเป็นผล มีกายินทรีย์เป็นเหตุใกล้

ทุกข์ มีการเสวยโผฏฐัพพะที่ไม่น่าปรารถนาเป็นลักษณะ มีลดสัมปยุตธรรมทั้งหลายเป็นกิจ มีความไม่สบายทางกายเป็นผล มีกายินทรีย์เป็นเหตุใกล้

โสมนัส มีการเสวยอิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ มีความสบายใจเป็นผล มีความระงับแห้งนามกายเป็นเหตุใกล้

โทมนัส มีการเสวยอนิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ มีการเสวยทุกข์ด้วยอาการไม่พอใจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกิจ มีความไม่สบายใจเป็นผล มีหทยวัตถุเป็นเหตุใกล้โดยส่วนเดียวเท่านั้น

อุเบกขา มีการเสวยมัชฌัตตารมณ์เป็นลักษณะ มีการไม่เพิ่มและไม่ลดเป็นสัมปยุตธรรมเป็นกิจ มีความละเอียดเป็นผล มีจิตที่ปราศจากปีติเป็นเหตุใกล้

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: