หัวใจ

29 สค.

จากที่เคยแค่เจ็บหัวใจเพียงอย่างเดียว

ตอนนี้จะเจ็บแน่นกลางหน้าอก

ไม่ได้ใช้วิธีกำหนดแต่อย่างใด
คือ ไม่ใช้กำหนดรู้หนอ สำทับลงไปในอาการที่มีเกิดขึ้น
จะใช้วิธีปล่อยให้ทุกสิ่งมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

อาการเจ็บแน่นกลางหน้าอก นานๆจะเกิด
จะไม่มีเกิดขึ้นบ่อยเหมือนเจ็บหัวใจ
ตั้งแต่กินยา อาการเจ็บหัวใจมีเกิดน้อยลง

.

ตอนที่รู้สึกเจ็บแน่นกลางหน้าอก จะนอนราบก็นอนไม่ได้
นั่งที่โซฟา ลองนั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน
ยังคงรู้สึกเจ็บมาก หายใจลำบาก
สูดลม หายใจเข้าออกยาวๆลึกๆ หายใจช้าๆ
เอามือทาบไว้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องทำแบบนั้น

สักพักนำเสื่อโยคะมาปูนอน ลองนอนราบดูอีกครั้ง
ครั้งนี้นอนได้ นอนตะแคงขวา เอามือรองแก้ม
แขนข้างซ้าย มาวางบนข้อศอกที่รองแก้ม
รู้ชัดไปตามอาการที่มีเกิดขึ้น

สักพักจิตเป็นสมาธิ
ยังคงนอนในท่านั้น ไม่ขยับตัว
รู้ชัดอาการจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วคลายตัวลง
แล้วตั้งมั่นเป็นสมาธิใหม่ แล้วคลายตัว
มีเกิดขึ้นสลับกันไป

จนกระทั่งอาการเจ็บหายไป
นอนอยู่อย่างนั้นยังไม่ลุกขึ้น
ผ่านไปสักพักแบบอาการที่เป็นอยู่หายไปหมดแล้ว จึงลุกขึ้น
มองดูนาฬิกา ช่วงเวลาที่มีอาการเกิดขึ้นทั้งหมดเกือบ ๑ ชม.

.

ถ้าไม่ได้กรรมฐาน
ไม่รู้ว่าจะทนได้แบบนี้หรือเปล่า

 

 

6 กค.

เหมือนติดเครื่องกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัว

.

อาการเจ็บหัวใจ เป็นเหมือนเครื่องกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตัว
เจ็บแป๊บเหมือนฟ้าแลบ เจ็บสั้นๆ แต่เจ็บบ่อย

ความรู้สึกเจ็บที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการคิดพิจรณา
ทบทวนเรื่องราวของชีวิต สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เกิดมานี่ ใช้ชีวิตคุ้มจริงๆ มีทั้งสูง ทั้งต่ำตม ขมขื่น หวานชื่น เปรี้ยวปริ๊ด ฯลฯ ได้ลิ้มลองทุกอย่าง ล้มลลงไป ก็ลุกขึ้นมาใหม่ ลุกไม่ไหว ก็คลานเอา

ผลของการเจริญสติที่ทำมาต่อเนื่อง ทำให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่มีท้อถอย ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต มีแต่คิดพิจรณาถ่ายถอนอุปาทานที่มีอยู่

.
เมื่อคืนประมาณตี ๔ มีเสียงเคาะประตูเป็นระยะห่าง ประมาณ ๔ ครั้ง ตอนแรกที่ได้ยิน คิดว่าหูแว่ว ใครที่ไหนจะมาเคาะประตูเล่นในช่วงนั้น

มีภาพผุดขึ้นมา เคาะโลงเรียก

พอมีเสียงเคาะอีก เรานึกในใจว่า ยังไม่ตายโว๊ย ไม่ต้องมาเคาะ

เสียงเคาะก็เงียบหายไป

 

 

12 กค.

อ่านเจอเรื่องการถอนฟันกับไทรอยด์เป็นพิษ
ทำให้คิดพิจรณาว่า โรคทั้งหลายทั้งปวง
ไม่มีอะไรที่ยิ่งไปกว่า ใจหรือจิตดวงนี้

.

เราได้ถอนฟันไป ๒ ซี่ๆละปี ถอนตอนกลับบ้าน
ก่อนถอนฟัน ทางรพ.จะให้เซ็นเอกสาร การยอมรับการรักษา
หากมีเหตุอันทำให้ถึงแก่ชีวิต จะไม่เอาความกับรพ.
ตอนที่อ่านแล้วเซ็น ความรู้สึกตอนนั้น เฉยๆนะ
และก็ยังไม่รู้ว่า โรคที่เป็นอยู่ ห้ามถอนฟัน
เนื่องจากยาชาที่ใช้ ส่งผลกระทบกับหัวใจ
ตอนนั้น เรายังไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้
เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วย จึงไม่ได้หาข้อมูลใดๆทั้งสิ้น

.

ปีก่อน ถอนฟันครั้งแรก
เป็นคนกลัวการถอนฟัน เพราะฝังใจในตอนเด็ก
ตอนนั้นเหงือกบวม แล้วหมอฉีดยาชา
เจ็บปวดยิ่งกว่าอะไร จึงทำให้กลัวการถอนฟัน

ครั้งนี้ ใช้วิธีกำหนดรู้หนอๆ กำหนดไปเรื่อยๆ
รู้ชัดทุกขณะที่หมอฉีดยาชาที่เหงือก ด้านนอกและด้านใน
ความรู้สึกเหมือนถูกมดกัด

หลังถอนฟันเสร็จ
ขอหมอดู เเหลือแค่รากฟันที่เป็นเศษเล็กๆ
หลังกลับมาจากรพ. นอนอย่างเดียว ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น
นอนจนตะวันตกดิน จึงลุกขึ้น ดึงผ้าก๊อซออก แล้วเอามาดม
กลิ่นเหมือนเนื้อเน่า มีเลือดสีคล้ำๆ ยังไม่กล้ากินอะไร ดื่มแต่น้ำ
อาการปวดฟันไม่มี

วันรุ่งขึ้นกินข้าวปกติ เคี้ยวอาหารด้านที่ไม่ได้ถอนฟัน
จำไม่ได้ว่ากี่วันเนื้อเหงือกจึงขึ้นเต็ม รู้แต่ว่าไม่นาน

.

ปีนี้ ถอนฟันครั้งที่ ๒
เป็นฟันกรามเช่นกัน สาเหตุจากเคี้ยวน้ำแข็ง ฟันแตกครึ่ง
ตอนที่หมอฉีดยาชา ไม่มีกำหนดรู้หนอ แต่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ชัดทุกขณะที่หมอฉีดยาชา ด้านนอกเหงือก ด้านในเหงือก และในโพรงฟัน
ความรู้สึกเหมือนโดนมดกัด

วิธีถอนฟันครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งแรก หมอใช้คีมช่วยดึงฟัน
กว่าจะถอนออกได้ นานเหมือนกัน

พอถอนเสร็จ ขอฟันจากหมอ
กลับมาถึงบ้าน รู้สึกเหงือกระบม นอนอย่างเดียว
ตอนที่ดูฟัน รากฟันอยู่ครบ ฟันถึงได้ถอนยาก

ตกเย็น เอาผ้าก๊อซออก เลือดสีคล้ำๆ มีกลิ่นเหม็นเน่า
ไม่มีการใช้ผ้าก็อซอีก อมน้ำแล้วบ้วนทิ้ง
ต้องกินพารา รู้สึกระบมที่เหงือก
ตอนกินข้าว เคี้ยวข้างที่ไม่ได้ถอนฟัน
ครั้งนี้กินข้าวเร็วกว่าครั้งก่อน เพราะต้องกินยาแก้ปวด

.

แบบว่าอ่านแล้วแปลกใจ ที่มีคนมาแชร์เรื่องการดูแลหลังถอนฟัน ห้ามนอนราบ ควรเปลี่ยนผ้าก๊อซทุกคครึ่งชม.หรือ 45 นาที
เพื่อป้องกันเลือดแข็งตัวติดผ้าก๊อซ
2-3 วันแรกของการถอนฟัน ไม่ควรดื่มน้ำโดยใช้หลอดดูด

แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้นเลย
ทั้งนอนราบ และไม่มีการเปลี่ยนผ้าก๊อซ
อาหารกินปกติ ดื่มน้ำก็ใช้หลอดดูด
หลังกินอาการเสร็จ จะกลั้วปากเบาๆ
หลังถอนฟัน ประมาณ ๒ อาทิตย์ เหงือกขึ้นเต็ม
แบบว่า แอบส่องดูทุกวัน

ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
ความวิตกกังวล ทำให้ใจป่วย ส่งผลกระทบต่อร่าง

 

 

24 กค.

วันนี้หมอนัด ก่อนพบหมอ ตรวจคลื่นหัวใจ
การเต้นของหัวใจยังไม่ปกติ

หมอบบอกว่า ถ้าค่าไทรอยด์กลับมาปกติ จะมีอาการหนาว
เราบอกว่า งั้นชาตินี้คงไม่หาย

หมอบอกว่า แสดงว่าเป็นมานานมาก
เราบอกว่า เปล่าค่ะ โดยปกติเป็นคนชอบอากาศเย็น เป็นมาตั้งแต่เด็ก คำว่าหนาว คนทั่วไปอาจจะหนาว แต่เราไม่เป็น

(เรื่องนี้เคยคุยกับเจ้านายนะ ตอนไปแพร่ มีแต่คนถามว่า ไม่หนาวเหรอ ตอนนั้นหน้าหนาว แต่ละคนใส่เสื้อหนา บางคนหลายชั้น เราใส่เสื้อแขนยาวบางๆ เราบอกว่าไม่นะ อากาศกำลังสบาย เราบอกเจ้านายว่า อาจเป็นเพราะกสิณไฟที่เคยฝึกมา ทำให้ร่างกายจะอุ่นเกือบร้อน แต่เหงื่อไม่ค่อยมี)

หมอบอกว่า เพิ่มยาละลายลิ่มเลือด(orafarin สีฟ้า ๑ เม็ด หลังอาหารเช้า) อีกสองอาทิตย์เจาะเลือด

หมอถามว่า บอกเรื่องหัวใจโตแล้วใช่มั๊ย
เราบอกว่า ค่ะ

หมอบอกว่า ระวังเรื่องเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจห้องบน ถ้ามีเศษลิ่มเลือดหลุดออกมาแล้วขึ้นสมอง เสี่ยงอัมพาต จึงต้องให้ยาละลายลิ่มเลือด

ตอนไปรับยา เภสัชถามว่า ได้เจาะเลือดหรือยัง
เราบอกว่า ยังค่ะ
เขาถามว่า หมอให้กินยาก่อนเจาะเลือดเหรอ
เราบอกว่า หมอให้กินยาก่อน อีกสองอาทิต์เจาะเลือด
เขาให้หนังสือคู่มือ ให้เราจดสีของยา และขนาดของยา
บอกว่า อ่านคู่มือให้ละเอียด ระวังการมีแผลหรือเลือดออก
ถ้าเลือดออกผิดปกติ ให้รีบมารพ.

ตอนเจ้านายกลับมา เราบอกเขาว่า ต้องระวังผักสีเขียว พอดีไม่ชอบกินผัก ก็เลยรอดตัวไป ถ้าเป็นเขาคงลำบากเพราะเขาชอบกินผัก

.

วันนี้หลังจากจ่ายค่ายา ก็คิดพิจรณาว่า เออหนอ.. นึกถึงคนที่ไม่มีเงินหรือมีรายได้น้อย แล้วป่วยแบบเรานี่ ทางรอดมีน้อยมาก ตายอย่างเดียวจริงๆ

 

7 สิงหาคม

วันนี้ไปตรวจตามที่หมอนัด ผลเลือดค่าไทรอยด์ลดลงปกติ แต่หมอยังให้กินยาต่อ

ยาสำหรับลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ให้กินต่อ

ยาละลายลิ่มเลือด หลังจากเล่าอาการให้หมอฟัง หมอบอกว่า เพิ่งเจอเป็นเคสแรกที่มีอาการแบบนี้ คือ หลังกินยา จะมีความรู้สึกเหมือนกลิ่นบุหรี่อยู่ในคอ แล้วได้กลิ่นบุหรี่บ่อยมาก ทั้งๆที่อยู่คนเดียว ไม่มีใครสูบบุหรี่ และมีอาการเจ็บหัวใจบ่อยกว่าตอนที่ยังไม่กินยาตัวนี้ หมอจึงให้งดยาไว้ก่อน

ตอนแรก หมอถามก่อนว่า ขอหมอลองเปลี่ยนยาตัวใหม่มั๊ย แต่ยาตัวนี้เม็ดละ 10 บาท

เราบอกว่า ไม่ค่ะ

ดีที่หมอยังให้ตามที่เราบอก คือ ไม่ลองเปลี่ยนยาตัวใหม่

เหตุที่เราเราปฏิเสธ ไม่ใช่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องของผลกระทบต่อร่างกายที่มีเกิดขึ้นตามมา ซึ่งคิดว่า จะรักษาแบบที่เคยรักษามา อาจจะใช้เวลา แต่ดีกว่ามาลองยาตัวนั้น ตัวนี้

.

รอบนี้ผลเลือดเกี่ยวกับตับ จากที่โปรตีนในเลือดต่ำ ค่ากลับมาปกติ แต่ค่าตับอีกตัวจากที่เคยปกติ กลับมีค่าสูงมาก

sgpt จาก 16 กระโดดไปที่ 95

ส่วนค่าน้ำย่อยในตับที่เคยสูงนั้น ลดลง แต่ก็ยังสูงอยู่

หมอถามว่า เคยป่วยเป็นโรคตัวเหลือง(โรคตับมั๊ย)
เราบอกว่า ไม่เคยค่ะ เคยเจาะเลือด มีภูมิคุ้มกันอยู่

หมอถามว่า เคยดื่มสุราหรือของมึนเมามั๊ย
เราบอกว่า ตอนวัยรุ่นเคยดื่ม

หมอถามว่า ดื่มมากมั๊ย บ่อยมั๊ย
เราบอกว่า ไม่ 6 โมงเช้า ยังไม่กลับบ้าน

หมอถามว่า แล้วเลิกได้ยังไง
เราบอกว่า เพราะทำกรรมฐาน

หมอบอกว่า ดีจริงๆ
เราบอกว่า ขึ้นอยู่กับเพื่อนที่คบ คบเพื่อนเที่ยว ย่อมชอบเที่ยวเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ แล้วถามหมอว่า เราเป็นคนที่ไม่รู้จักคำว่าหลับ ถามหมอว่า หมอเข้าใจคำว่าหลับใช่มั๊ยคะ?

หมอพยักหน้า

เราบอกว่า สิบกว่าปีแล้ว เราไม่เคยหลับ และไม่รู้จักคำว่าหลับ รู้จักแต่สมาธิ เวลานอน ถ้ากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีน้อย จะรู้สึกตัวทั้งคืน ถ้ากำลังสมาธิมีมาก จะรู้สึกวูบลงไป แล้วสว่าง ต่อมามันจะดิ่ง แล้วทุกอย่างจะดับหายไป เป็นแบบนี้มาตลอด พร้อมกับถามหมอว่า แบบนี้ส่งผลต่อร่างกายมั๊ยคะ?

หมอบอกว่า ไม่ส่งผล

(ตอนที่หมอบอกว่าไม่ส่งผล ในใจเราก็ค้านนะ คือ ไม่เห็นด้วย เรามองว่า ถ้าร่างกายยังคงมีความรู้สึกตัว มันก็เหมือนคนที่ไม่นอน อวัยวะต่างๆของร่างกายย่อมทำงานอยู่ ไม่งั้นหัวใจเราคงไม่เป็นแบบนี้ คือ แค่คิด แต่ไม่พูดออกไป)

.

การตรวจครั้งต่อไป หมอขอตรวจเกี่ยวกับตับ และหัวใจยังคงต้องดูอาการต่อเนื่อง หมอนัด 1 เดือน

 

 

 

การดับเวทนา(ผัสสะ)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต]
๑. ปฐมวรรค ๓. ปฐมเวทนาสูตร

๓. ปฐมเวทนาสูตร๑
ว่าด้วยเวทนา สูตรที่ ๑

[๕๒] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์
กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

“ภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ เวทนา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ

๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข)
๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์)
๓. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกเฉย ๆ จะสุขก็ไม่ใช่ จะทุกข์ก็ไม่ใช่)
ภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้แล”

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

สาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีจิตตั้งมั่น
มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ
ย่อมรู้ชัดเวทนา เหตุเกิดเวทนา นิพพานอันเป็นที่ดับเวทนา
และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับเวทนา

เพราะสิ้นเวทนาทั้งหลาย ภิกษุจึงเป็นผู้หมดความหิว ปรินิพพานแล้ว
แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล
ปฐมเวทนาสูตรที่ ๓ จบ

เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๔๙/๒๗๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า :๔๐๕ }

หมายเหตุ

ว่าด้วยเวทนา

๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข)
๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์)
๓. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกเฉย ๆ จะสุขก็ไม่ใช่ จะทุกข์ก็ไม่ใช่)

ย่อมรู้ชัดเวทนา
หมายถึง ความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉยๆ ในแต่ละขณะ ที่เกิดขึ้น

เหตุเกิดเวทนา
ได้แก่ ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) เป็นเหตุปัจจัย

นิพพานอันเป็นที่ดับเวทนา
หมายถึง การดับผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) ได้แก่ มีสติรู้อยู่ กับสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เราไม่สามารถดับเหตุ(สิ่งที่เกิดขึ้น) นอกตัวได้ แต่เราสามารถดับเหตุ ที่ตัวเองได้

และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับเวทนา
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ

หมายถึง ดูตามความเป็นจริง  รู้ตามความเป็นจริง(สิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต)

ได้แก่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ(ปัจจุบัน ขณะ) ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

ภาษาชาวบ้าน คือ แค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น  ภายในกายและจิต

ยอมรับไปตามความเป็นจริง ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ปากคนอื่น ไม่สามารถทำให้เราดี-ชั่วได้

การกระทำของตนเอง เป็นเหตุของการเกิด สิ่งที่เรียกว่า ดี-ชั่ว

เวทนา

มีอีกมากมาย ที่เข้าใจว่า เวทนา มีเพียง เวทนา ๕

ซึ่งสภาวะตามความเป็นจริง ของเวทนา มีมากมาย ตามสภาวะของเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ในแต่ละขณะๆๆๆ

ภพ-ชาติ

เหตุจาก ความเข้าใจในเวทนา ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นๆ เมื่อมาศึกษาเรื่องภพ-ชาติ ย่อมไม่เข้าใจในสภาวะภพ-ชาติ จึงมีคำกล่าวทำนองนี้ว่า

“ไม่ต้องเลย ไปถึงชาติ ก็ทุกข์ ได้อยู่แล้ว …………………………………. ทำไม จะต้องเลยไปถึงชาติ แล้วค่อยทุกข์ (มันซ้ำซ้อน ซึ่งไม่ถูกไม่ควร)”

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงทำให้คิดว่า เวทนามีแค่นั้น ดูสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเวทนาหกเหล่านี้คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู, เวทนา
อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัส ทางกาย, และ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๓/๑๑๔.

ความหมายของคำว่า “เวทนา”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึกได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น

ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งอะไร ?

สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง, และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก ได้มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

หมายเหตุ:

กิริยาที่รู้สึก หมายถึง ผลของเหตุ(อดีต) ที่ส่งมาให้รับผล คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ โดยอาศัย ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

หากมีเหตุปัจจัย ต่อสิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง,

หากไม่มีเหตุปัจจัยต่อกัน สิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

เพราะไม่ชัดตรงนี้ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในเวทนา ว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัย ขณะที่ผัสสะเกิด จึงทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด และทั้งไม่คิด(เฉยๆ)

เมื่อไม่รู้เช่นนี้ เวทนาอื่นๆ จึงไม่รู้

การจะรู้แจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เกิดการน้อมเอา คิดเอาเอง แต่เกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง อยู่สูญญตาเนืองๆ แล้วสภาวะสัญญา(ความรู้ต่างๆ) จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

ภพ-ชาติ

ในปฏิจจสมุปบาท ภพ(มโน)เป็นเหตุปัจจัย เพราะความไม่รู้ชัดในผัสสะ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้น(วจีกรรม กายกรรม)

ชรา มรณะ(โลกธรรม ๘) โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส จึงมีเกิดขึ้น

 

ความสวยงาม

สิ่งหนึ่ง ที่วลัยพรมองเห็นในเรื่อง การสนทนาเกี่ยวกับธรรมะ ว่างดงามนั้น เพราะ ต่างฝ่ายต่างก็นำสิ่งที่ตนเองเข้าใจตามนั้น นำมาแสดง บ้างก็แสดงตามทิฏฐิของตน ไม่มีสิ่งใดนำมาแสดง

แต่ถ้านำกระทบกระเทียบเปรียบเปรยกัน มีปริ๊ดเหมือนกันนะ ช่วงหลังๆ จึงเลือกที่จะสนทนา อะไรที่เห็นเป็นเหตุ จะหยุด ไม่สานต่อ

สิ่งที่มองเห็นคือ อย่างน้อย บุคคลเหล่านี้ มีใจใฝ่ธรรม สนใจศึกษา เป็นเหตุให้ เชื่อว่า สัญญาเหล่านี้ เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เขาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไปถึงที่สุแห่งทุกข์อย่างแน่นอน

หลายวันมานี่ สภาวะเบื่อหน่ายที่เป็นอยู่ เบาบางลง เหตุจาก ช่วงนี้ จิตจดจ่อรู้กับสภาวะ ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกมากกว่า ถึงแม้ไม่อยากอ่าน ก็มีเหตุปัจจัยให้อ่านเอง

ขึ้นชื่อว่า การเกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์ นั่นแหละคือ โอกาส ของการทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ มาวางตั้งอยู่ตรงหน้า

เพียงแต่จะมองเห็นภาพนั้นชัดไหม หรือ เป็นแค่เงาลางๆ หรือ มองไม่เห็น ไม่รู้อะไรเลย นั่นแหละ คือ เหตุปัจจัยที่ทำมาของแต่ละคน เป็นเหตุให้ เห็นโอกาสที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ แตกต่างกันไป

เวทนาหก

ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเวทนาหกเหล่านี้คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู, เวทนา
อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัส ทางกาย, และ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๓/๑๑๔.
ความหมายของคำว่า “เวทนา”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึกได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น

ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งอะไร ?

สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง, และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก ได้มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.
หมายเหตุ:

กิริยาที่รู้สึก หมายถึง ผลของเหตุ(อดีต) ที่ส่งมาให้รับผล คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ โดยอาศัย ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย
หากมีเหตุปัจจัย ต่อสิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง,
หากไม่มีเหตุปัจจัยต่อกัน สิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

 

อุปมาแห่งเวทนา

ภิกษุ ท. ! เมื่อฝนเมล็ดหยาบ ตกในสรทสมัย (ท้ายฤดูฝน),
ต่อมนํ้า ย่อมเกิดขึ้นและแตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ.

บุรุษผู้มีจักษุ เห็นต่อมน้ำนั้น ก็เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคาย.
เมื่อบุรุษนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคายอยู,
ต่อมนํ้านั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่าและปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในต่อมน้ำนั้นจะพึงมีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ;
ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ เวทนา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่
จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือ
ละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ;

ภิกษุรู้สึกในเวทนานั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย.
เมื่อภิกษุนั้นรู้สึกอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่,
เวทนานั้น ย่อมปรากฏเป็ นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสาร ในเวทนานั้น จะพึงมีได้อย่างไร.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๑/๒๔๓.

 

เวทนากับบาดาล

ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ พูดกันว่าบาดาลมีอยู่ใต้มหาสมุทร.
ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ กล่าวสิ่งนั้น ซึ่งไม่มีอยู่ไม่เป็นอยู่ ว่าบาดาล มีอยู่ใต้มหาสมุทร.

ภิกษุ ท. ! คำว่า “บาดาล” นั้น เป็ นคำแทนชื่อ ของทุกขเวทนาอันมีอยู่ในสรีระนี้.

ภิกษุ ท. ! บุถุชน ผู้ไม่มีการสดับ ถูกต้องทุกขเวทนา ในสรีระนี้อยู่
ย่อมเศร้าโศก ย่อมลำบากใจ ร่ำไรรำพัน เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมถึงความมีสติฟั่นเฟือน.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า บุถุชนผู้ไม่มี การสดับนี้ จมลงแล้วในบาดาล ไม่มีที่ยืนเหยียบถึง.

ภิกษุ ท. ! ส่วน อริยสาวก ผู้มีการสดับ เมื่อถูกต้องทุกขเวทนา
ที่เป็นไปในสรีระ ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่ลำบากใจ ไม่ร่ำไรรำพัน ไม่เป็น
ผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมไม่ถึงความเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า อริยสาวกผู้มีการสดับนี้ ไม่จมลงแล้วในบาดาล มีที่ยืนเหยียบถึง.
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๕/๓๖๕.
ธรรมลักษณะ ๗ ประการแห่งเวทนา

(รู้จักเวทนา, เหตุเกิดเวทนา, ความดับเวทนา, วิธีดับเวทนา, อัสสาทะของเวทนา, อาทีนวะของเวทนา, นิสสรณะของเวทนา)

(๑). ภิกษุ ท. ! เวทนา ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา :
นี้เราเรียกว่า เวทนา.

(๒). เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ จึงมี ความเกิดขึ้น แห่งเวทนา
ปฏิปทาให้ถึงตัณหาย่อมมี เพราะการเกิดขึ้นแห่งเวทนา

(๓). เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา

(๔). อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ; คือ
สัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
(๕). สุขโสมนัสอันใด อาศัยเวทนาเกิดขึ้น : นี้คืออัสสาทะ (รสอร่อย) แห่งเวทนา.

(๖). ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แห่งเวทนา :
นี้คือ อาทีนวะ (โทษ) จากเวทนา.

(๗). การนำออกเสียได้ซึ่งฉันทราคะ การละเสียได้ซึ่งฉันทราคะ ในเวทนา :
นี้คือ นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากเวทนา
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๙/๔๓๘.
หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับ เวทนา

ภิกษุ ท. ! ข้อที่เรากล่าวว่า
“พึงรู้จักเวทนา,
พึงรู้จักเหตุ เป็นแดนเกิด ของเวทนา,
พึงรู้จักความเป็นต่างกัน ของเวทนา,
พึงรู้จักผลของเวทนา,พึงรู้จักความดับไม่เหลือของเวทนา,
และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของเวทนา” ดังนี้นั้น,
พึงรู้จักเวทนา เรากล่าวหมายถึงอะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง เวทนาสาม เหล่านี้; คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา.

ภิกษุ ท. ! เหตุเป็นแดนเกิดของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ผัสสะ (สภาวะ การประจวบกันแห่งอายตนะภายใน และภายนอก และวิญญาณ
/สิ่งที่มากระทบ/สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต/ปัจจุบัน ขณะ) เป็นเหตุเป็นแดนเกิดของเวทนา.
ภิกษุ ท. ! ความเป็นต่างกันของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! สุขเวทนา ที่เจือด้วยอามิส (กามคุณ ๕) ก็มี
สุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิส (ไม่มีกามคุณ ๕) ก็มี;

ทุกขเวทนา ที่เจือด้วยอามิสก็มี
ทุกขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิสก็มี;

อทุกขมสุขเวทนา ที่เจือด้วยอามิสก็มี
อทุกขมสุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิสก็มี.

ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ความเป็นต่างกันของเวทนา.

 

ภิกษุ ท. ! ผลของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เมื่อเสวยเวทนาใดอยู่ ยังอัตภาพซึ่งเกิดแต่เวทนานั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นฝ่ายบุญก็ตาม เป็นฝ่ายมิใช่บุญก็ตาม.

ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ผลของเวทนา.
ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของเวทนา มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของผัสสะ.

 

ภิกษุ ท. ! อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของเวทนา,

ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ;
ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ….

ภิกษุ ท. ! คำใด ที่เรากล่าวว่า
“พึงรู้จักเวทนา, พึงรู้จักเหตุเป็นแดนเกิดของเวทนา, พึงรู้จักความเป็นต่างกันของเวทนา, พึงรู้จักผลของเวทนา,
พึงรู้จักความดับไม่เหลือของเวทนา, และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือของเวทนา” ดังนี้นั้น,

เรากล่าวหมายถึงความข้อนี้แล.
– ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๖๐/๓๓๔.

 
พุทธสาวก เป็ นผู้มีจิตตั้งมั่น มีสติ มีสัมปชัญญะ ย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนา
ซึ่งแดนเกิดแห่งเวทนา ซึ่งธรรมเป็นที่ดับแห่งเวทนา ซึ่งหนทาง ให้ถึงความสิ้นไป,

ภิกษุ เพราะสิ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย เป็ นผู้หายหิว ดับเย็นสนิท.
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ เป็ นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
เป็นอทุกขมสุขก็ตาม เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม

บุคคลรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ มีความหลอกลวงเป็นธรรมดา มีการแตกสลายเป็นธรรมดา
เสวยแล้ว เสวยแล้ว เห็นอยู่ว่าเป็นสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็ นธรรมดา :

ดังนี้ ย่อมปราศจากความกำหนัดในเวทนานั้น ๆ.

 

เมื่อบุคคลเสวยสุขเวทนาอยู่ ไม่รู้จักชัดซึ่งเวทนานั้น
ราคานุสัย ย่อมมีแก่เขาผู้มองไม่เห็นทางออกจากอำนาจของเวทนานั้น.

เมื่อบุคคล เสวยทุกขเวทนาอยู่ ไม่รู้จักชัดซึ่งเวทนานั้น
ปฏิฆานุสัยย่อมมีแก่เขา ผู้มองไม่เห็นทางออกจากอำนาจของเวทนานั้น.

บุคคลเพลิดเพลิน แม้ในอทุกขมสุข
อันพระภูริปัญญาพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นธรรมอันรำงับ ก็หาพ้นจากทุกข์ไปได้ไม่.

เมื่อใดภิกษุมีความเพียรเผากิเลส ไม่ทอดทิ้งสัมปชัญญะ ก็เป็นบัณฑิตรอบรู้เวทนาทั้งปวง
ภิกษุนั้น เพราะรอบรู้ซึ่งเวทนา จึงเป็ นผู้ไม่มีอาสวะในทิฏฐิธรรม เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม
จนกระทั่งกายแตก จบเวทไม่เข้าถึง ซึ่งการนับว่าเป็นอะไร.

 

บุคคลใด ถูกทุกขเวทนา อันเกิดขึ้นแล้ว ในสรีระปานว่า จะนำเสียซึ่งชีวิต
อดกลั้นไม่ได้ ย่อมหวั่นไหว ย่อมคร่ำครวญร่ำไห้ ทุพพลภาพหมดกำลัง ;

บุคคลนั้น จมลงแล้วในบาดาล (แห่งเวทนา) ซึ่งไม่มีที่ ยืนเหยียบถึง.

ส่วนบุคคลใด ถูกทุกขเวทนา อันเกิดขึ้นแล้ว ในสรีระปานว่าจะ นำเสียซึ่งชีวิต
ย่อมอดกลั้นได้ ไม่หวั่นไหว ;

บุคคลนั้น ไม่จมลงแล้ว ในบาดาล เพราะมีที่ยืนเหยียบถึง.
ผู้ใด เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร
เห็นอทุกขมสุขอันกำลังมีอยู่ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ;

ผู้นั้นเป็น ภิกษุ ผู้รู้เห็นโดยชอบ ย่อมรอบรู้ซึ่งเวทนา
เพราะรอบรู้เวทนา จึงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในทิฎฐิธรรม
เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมจนกระทั่งกายแตก
จบเวท ไม่เข้าถึงซึ่งการนับว่าเป็นอะไร,
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๔-๒๕๗/๓๖๐, ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๖, ๓๖๘.

 

ภิกษุ ท. ! ธรรมปริยาย ซึ่งมีปริยายร้อยแปดนั้น เป็ นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เวทนา แม้สองอย่าง เราได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้สามอย่าง
เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้ห้าอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย,
เวทนา แม้หกอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนาแม้สิบแปดอย่าง
เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้สามสิบหกอย่างเราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย,
และเวทนา แม้ร้อยแปดอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย.
ภิกษุ ท. ! เวทนา สองอย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนา สองอย่างนั้น คือ เวทนาที่เป็นไปทางกาย และเวทนาที่เป็นไปทางใจ.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสองอย่าง

ภิกษุ ท. ! เวทนา สามอย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนา สามอย่างนั้น คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา
(ความรู้สึกก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทุกข์หรือสุข/สภาวะ หมายถึง
เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ไม่มีความรู้สึกสุข/ทุกข์/เฉยๆ).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสามอย่าง.

 

ภิกษุ ท. ! เวทนา หกอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนา หกอย่างนั้น คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู,
เวทนาอันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น,
เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางกาย, และเวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาหกอย่าง.
ภิกษุ ท. ! เวทนา สิบแปดอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนา สิบแปดอย่างนั้น คือ ความรู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ด้วยโสมนัสหกอย่าง,
ความรู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ด้วยโทมนัสหกอย่าง, และความรู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ด้วย อุเบกขาหกอย่าง.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสิบแปดอย่าง.
ภิกษุ ท. ! เวทนา สามสิบหกอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนาสามสิบหกอย่างนั้น คือ โสมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยเหย้าเรือน (กามคุณ ๕) หกอย่าง,
โสมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน (ไม่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕) หกอย่าง,
โทมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยเหย้าเรือนหกอย่าง,
โทมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือนหกอย่าง,
อุเบกขาเวทนาที่เนื่องด้วย เหย้าเรือนหกอย่าง,
และอุเบกขาเวทนาที่เนื่องด้วย การหลีกออกจาก เหย้าเรือนหกอย่าง.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสามสิบหกอย่าง.

 

ภิกษุ ท. ! เวทนา ร้อยแปดอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนาร้อยแปดอย่างนั้น คือ เวทนาสามสิบหก (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ส่วนที่เป็นอดีต,
เวทนาสามสิบหกส่วนที่เป็นอนาคต, และเวทนาสามสิบหกส่วนที่เป็นปัจจุบัน.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาร้อยแปดอย่าง.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ ชื่อว่าธรรมปริยาย ซึ่งมีปริยายร้อยแปด แล.
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๖-๘/๔๓๐-๗.

 

ภิกษุ ท. ! เวทนาเรากล่าวแล้ว โดยปริยายแม้สองอย่าง, โดยปริยายแม้สามอย่าง,
โดยปริยายแม้ห้าอย่าง, โดยปริยายแม้หกอย่าง, โดยปริยายแม้สิบแปดอย่าง,
โดยปริยายแม้สามสิบหกอย่าง, โดยปริยายแม้ร้อยแปดอย่าง.

ภิกษุ ท. ! โดยปริยายอย่างนี้ ที่เราแสดงธรรม.
เมื่อเราแสดงธรรมอยู่โดยปริยายอย่างนี้,

ชนเหล่าใด จักไม่สำคัญร่วม จักไม่รู้ร่วม จักไม่พอใจร่วม แก่กันและกัน
ว่าเป็นธรรมที่เรากล่าวดีแล้ว พูดไว้ดีแล้ว ;

เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เขาหวังได้ ก็คือ
จักบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกันทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกปาก อยู่.

 

ภิกษุ ท. ! โดยปริยายอย่างนั้น ที่เราแสดงธรรม.
เมื่อเราแสดงธรรมอยู่โดยปริยายอย่างนั้น,

ชนเหล่าใด จักสำคัญร่วม จักรู้ร่วม จักพอใจร่วม แก่กันและกัน
ว่าเป็นธรรมที่เรากล่าวดีแล้ว พูดไว้ดีแล้ว ;

เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เขาหวังได้ ก็คือ
จักพร้อมเพรียงกัน บันเทิงต่อกัน ไม่วิวาทกันเข้ากันได้เหมือนน้ำนมกับน้ำ
มองกันและกันด้วยสายตาอันเป็นที่รักอยู่, ดังนี้แล.
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๓/๔๒๕.
อัคคิเวสสนะ ! เวทนามีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่างเหล่าไหนเล่า ?
สามอย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา.

อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยสุขเวทนาอยู่ สมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกข-
เวทนา และไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียว.

อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยทุกขเวทนาอยู่ สมัยนั้น ไม่ได้เสวยสุข-
เวทนา และไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว.

อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ สมัยนั้นไม่ได้เสวยสุข
เวทนา และไม่ได้เสวยทุกขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียว.

อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา.

อัคคิเวสสนะ ! แม้ทุกขเวทนา ก็เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไป
เป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา.

อัคคิเวสสนะ ! แม้ อทุกขมสุขเวทนา เล่า ก็เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา แล.
– ม. ม. ๑๓/๒๖๗/๒๗๓.

 

ภิกษุ ท. ! เวทนา มีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่างเหล่าไหนเล่า ?
สามอย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา.

ภิกษุ ท. ! สุขเวทนา พึงเห็นโดยความเป็นทุกข์, ทุกขเวทนา
พึงเห็นโดยความเป็นลูกศร, อทุกขมสุขเวทนา พึงเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง.

ภิกษุ ท. ! แต่กาลใดแล สุขเวทนา เป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดยความเป็นทุกข์,
ทุกขเวทนา เป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดยความเป็นลูกศร, อทุกขมสุขเวทนา

ป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดยความเป็นของไม่เที่ยง ;

ภิกษุ ท. ! แต่ กาลนั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า “ผู้เห็นโดยถูกต้อง (สมฺมทฺทโส)
ได้ตัดตัณหาเสียแล้ว รื้อถอนสัญโญชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์
เพราะรู้จักหน้าตาของมานะอย่างถูกต้องแล้ว.”
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๖/๓๖๗.
ภิกษุ ท. ! อาศัยตากับรูป เกิด จักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางตา) ขึ้น,
อาศัยหูกับเสียง เกิด โสตวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางหู) ขึ้น,
อาศัยจมูกกับกลิ่น เกิด ฆานวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางจมูก) ขึ้น,
อาศัยลิ้นกับรส เกิด ชิวหาวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางลิ้น) ขึ้น,
อาศัยกายกับโผฏฐัพพะ เกิด กายวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางกาย) ขึ้น,
และอาศัยใจกับธรรมารมณ์ เกิด มโนวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางใจ) ขึ้น ;

ความประจวบกันแห่งสิ่งทั้งสาม (เช่น ตา รูป จักขุวิญญาณ เป็นต้น แต่ละหมวด) นั้น
ชื่อว่า ผัสสะ.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีเวทนา อันเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

บุคคลนั้น เมื่อ สุขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่,
อนุสัยคือราคะ ย่อมนอนเนื่อง อยู่ในสันดานของบุคคลนั้น.

เมื่อ ทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ
ตีอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหลอยู่,

อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดานของบุคคลนั้น.

เมื่อ เวทนาอันไม่ทุกข์ไม่สุข ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง
ซึ่งเหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับแห่งเวทนานั้นด้วย

ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนพ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้น) ของเวทนานั้นด้วย,

อนุสัยคืออวิชชา ย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดานของบุคคลนั้น.
ภิกษุ ท. ! บุคคลนั้นหนอ ยังละอนุสัยคือราคะในเพราะสุขเวทนาไม่ได้,
ยังบรรเทาอนุสัยคือปฏิฆะในเพราะทุกขเวทนาไม่ได้,
ยังถอนอนุสัย คืออวิชชาในเพราะอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้,
ยังละอวิชชาไม่ได้ และยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว

จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรมนี้ ดังนี้ :
ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.
– อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๖/๘๒๒.

 

ภิกษุ ท. ! อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย เป็ นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
ย่อมบรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. ! ในสมัยใด ภิกษุ, เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
ย่อมบรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่,

ในสมัยนั้น เธอย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง,
ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น,
และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย.

ในสมัยนั้น เธอย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อน
แต่อย่างใดเลย.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย
ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,

ภิกษุ, เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ย่อมบรรลุฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน
นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์ อันเดียวแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. ! ในสมัยใด, ภิกษุ, เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ย่อมบรรลุฌานที่สอง
อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียวแห่งใจ
ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่,

ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง,
ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น,
และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย.
ในสมัยนั้น เธอ ย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ(รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย
ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,

ภิกษุ, เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมบรรลุฌานที่สาม

อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า
“ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่ อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข” ดังนี้ แล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. ! ในสมัยใด
ภิกษุ, เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมบรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายกล่าวว่า
“ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข” ดังนี้ แล้วแลอยู่.

ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิด แม้ในทางที่จะให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ตนเอง,
ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น,
และย่อมไม่คิด แม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อน แก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย.

ในสมัยนั้น เธอย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย
ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อน แก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก, ภิกษุ, เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้,
เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน,

ย่อมบรรลุฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข
มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. ! ในสมัยใด ภิกษุ, เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้,
เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน,

ย่อมบรรลุฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็น
ธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่.

ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิดแ ม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อน แก่ตนเอง,
ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น,
และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย.

ในสมัยนั้น เธอ ย่อมเสวยเวทนาอันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย)ของเวทนาทั้งหลาย
ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่งแล.
– มู. ม. ๑๒/๑๗๖/๒๐๕.

 

เวทนาคือทางไปแห่งจิตของสัตว์
ภิกษุ ท. ! คำที่เรากล่าวว่า “พึงรู้จักทางไป (แห่งจิต) ของสัตว์ ๓๖ อย่าง” ดังนี้นั้น,

ข้อนั้น เรากล่าวอาศัยหลักเกณฑ์อะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวอาศัยหลักเกณฑ์คือ ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง,
ความโสมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง,
ความโทมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง,
ความโทมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน๖ อย่าง,
อุเบกขาเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง, อุเบกขาเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง.

ภิกษุ ท. ! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น,
ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เมื่อคนเรามองเห็น การได้ซึ่งรูป อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ น่ารื่นรมย์ใจ

อันเนื่องในความเป็นเหยื่อโลก ในทางตา ว่า เป็นสิ่งที่ตนกำลังได้อยู่ก็ตาม,
หรือว่าเมื่อระลึกถึง รูป เช่นนั้น อันตนเคยได้แล้วแต่กาลก่อน ซึ่งล่วงแล้ว ดับสิ้น
แปรปรวนไปแล้วก็ตาม แล้วเกิดความโสมนัสขึ้น.

ความโสมนัสใด มีลักษณะเช่นนี้
ความโสมนัสนี้ เรียกว่า ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน (เคหสิตโสมนัส).
(ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง
ก็ตรัสทำนองเดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อ เท่านั้น).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้คือ ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง.
ภิกษุ ท. ! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น, ความโสมนัสเนื่องด้วย
การหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เมื่อคนเรารู้แจ้งถึงความเป็นของไม่เที่ยงของรูปทั้งหลาย ความแปรปรวน
ความจางคลายความกำหนัดยินดี และความดับไม่เหลือของรูปทั้งหลาย
เห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบ ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า

“รูปทั้งหลาย ในกาลก่อนหรือในบัดนี้ก็ตาม
รูปทั้งหมดเหล่านั้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา”

ดังนี้ แล้วเกิดความโสมนัสขึ้น.
ความโสมนัสใด มีลักษณะเช่นนี้
ความโสมนัสนี้ เรียกว่า ความโสมนัสเนื่องด้วย การหลีกออกจากเหย้าเรือน (เนกขัมม-
สิตโสมนัส). (ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง
ก็ตรัสทำนองเดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อเท่านั้น).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้คือ ความโสมนัสเนื่อง ด้วยการหลีก ออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง.

ฯลฯ หน้า ๑๙๐
ภิกษุ ท. ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏของเวทนา
อันเกิดแต่สัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ใด ๆ

นั่นเท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของทุกข์ เป็นการตั้งอยู่ของสิ่ง
ซึ่งมีปกติเสียดแทงทั้งหลาย และเป็นความปรากฏของชราและมรณะ แล.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๔/๔๘๗.
ภิกษุ ท. ! เวทนา ๓ อย่างเหล่านี้ เกิดมาจากผัสสะ มีผัสสะเป็นมูล
มีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นปัจจัย.

สามอย่างเหล่าไหนเล่า ?
สามอย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา.

ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็ นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา สุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น ;
เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้น

สุขเวทนา อันเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้น ย่อมดับไปย่อมระงับไป.
(ในกรณีแห่ง ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา ก็ได้ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำมีนัยยะอย่างเดียวกัน).
ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน เมื่อไม้สีไฟสองอันสีกัน ก็เกิดความร้อน และเกิดไฟ,
เมื่อไม้สีไฟสองอันแยกกัน ความร้อนก็ดับไปสงบไป.

ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เวทนาทั้งสามนี้ ซึ่งเกิดจากผัสสะ มีผัสสะเป็นมูล
มีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นปัจจัย อาศัยผัสสะแล้วย่อมเกิดขึ้น,
ย่อมดับไปเพราะผัสสะดับ, ดังนี้แล.
– สฬา, สํ. ๑๘/๒๖๖/๓๘๙-๓๙๐.

เวทนา

ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเวทนาหกเหล่านี้คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู, เวทนา อัน
เกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัส ทางกาย, และ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๓/๑๑๔.

ความหมายของคำว่า “เวทนา”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก (ต่อผลอันเกิดจากผัสสะ) ได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น

ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งอะไร ?
สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง,
และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก (ต่อผลอันเกิดจากผัสสะ) ได้มีอยู่ ในสิ่งนั้น

ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

อุปมาแห่งเวทนา

ภิกษุ ท. ! เมื่อฝนเมล็ดหยาบ ตกในสรทสมัย (ท้ายฤดูฝน), ต่อมนํ้า
ย่อมเกิดขึ้นและแตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ.

บุรุษผู้มีจักษุ เห็นต่อมน้ำนั้น ก็เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคาย.
เมื่อบุรุษนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคายอยู,
ต่อมนํ้านั้น ย่อมปรากฏเป็ นของว่างของเปล่าและปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในต่อมน้ำนั้นจะพึงมีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ;
ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ เวทนา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่
จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือ
ละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ;

ภิกษุรู้สึกในเวทนานั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย.
เมื่อภิกษุนั้นรู้สึกอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่,
เวทนานั้น ย่อมปรากฏเป็ นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสาร ในเวทนานั้น จะพึงมีได้อย่างไร.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๑/๒๔๓.

เวทนากับบาดาล

ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ พูดกันว่าบาดาลมีอยู่ใต้มหาสมุทร.
ภิกษุ ท. ! บุถุชนผู้ไม่มีการสดับ กล่าวสิ่งนั้น ซึ่งไม่มีอยู่ไม่เป็นอยู่ ว่าบาดาล มีอยู่ใต้มหาสมุทร.

ภิกษุ ท. ! คำว่า “บาดาล” นั้น เป็ นคำแทนชื่อ ของทุกขเวทนาอันมีอยู่ในสรีระนี้.

ภิกษุ ท. ! บุถุชน ผู้ไม่มีการสดับ ถูกต้องทุกขเวทนา ในสรีระนี้อยู่
ย่อมเศร้าโศก ย่อมลำบากใจ ร่ำไรรำพัน เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมถึงความมีสติฟั่นเฟือน.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า บุถุชนผู้ไม่มี การสดับนี้ จมลงแล้วในบาดาล ไม่มีที่ยืนเหยียบถึง.

ภิกษุ ท. ! ส่วน อริยสาวก ผู้มีการสดับ เมื่อถูกต้องทุกขเวทนา
ที่เป็นไปในสรีระ ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่ลำบากใจ ไม่ร่ำไรรำพัน ไม่เป็น
ผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมไม่ถึงความเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า อริยสาวกผู้มีการสดับนี้ ไม่จมลงแล้วในบาดาล มีที่ยืนเหยียบถึง.
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๕/๓๖๕.

ธรรมลักษณะ ๗ ประการแห่งเวทนา

(รู้จักเวทนา, เหตุเกิดเวทนา, ความดับเวทนา, วิธีดับเวทนา, อัสสาทะของเวทนา, อาทีนวะของเวทนา, นิสสรณะของเวทนา)

(๑). ภิกษุ ท. ! เวทนา ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา :
นี้เราเรียกว่า เวทนา.

(๒). เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ จึงมี ความเกิดขึ้น แห่งเวทนา
ปฏิปทาให้ถึงตัณหาย่อมมี เพราะการเกิดขึ้นแห่งเวทนา

(๓). เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา

(๔). อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ; คือ
สัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

(๕). สุขโสมนัสอันใด อาศัยเวทนาเกิดขึ้น : นี้คืออัสสาทะ (รสอร่อย) แห่งเวทนา.

(๖). ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แห่งเวทนา :
นี้คือ อาทีนวะ (โทษ) จากเวทนา.

(๗). การนำออกเสียได้ซึ่งฉันทราคะ การละเสียได้ซึ่งฉันทราคะ ในเวทนา :
นี้คือ นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) จากเวทนา
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๙/๔๓๘.

หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับ เวทนา

ภิกษุ ท. ! ข้อที่เรากล่าวว่า “พึงรู้จักเวทนา, พึงรู้จักเหตุ เป็นแดนเกิด ของเวทนา,
พึงรู้จักความเป็นต่างกัน ของเวทนา, พึงรู้จักผลของเวทนา,พึงรู้จักความดับไม่เหลือของเวทนา,
และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของเวทนา” ดังนี้นั้น,

เรากล่าวหมายถึงอะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง เวทนาสาม เหล่านี้; คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา.

ภิกษุ ท. ! เหตุเป็นแดนเกิดของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ผัสสะ (สภาวะ การประจวบกันแห่งอายตนะภายใน และภายนอก และวิญญาณ
/สิ่งที่มากระทบ/สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต/ปัจจุบัน ขณะ) เป็นเหตุเป็นแดนเกิดของเวทนา.

ภิกษุ ท. ! ความเป็นต่างกันของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! สุขเวทนา ที่เจือด้วยอามิส (กามคุณ ๕) ก็มี
สุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิส (ไม่มีกามคุณ ๕) ก็มี;

ทุกขเวทนา ที่เจือด้วยอามิสก็มี
ทุกขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิสก็มี;

อทุกขมสุขเวทนา ที่เจือด้วยอามิสก็มี
อทุกขมสุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิสก็มี.

ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ความเป็นต่างกันของเวทนา.

ภิกษุ ท. ! ผลของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เมื่อเสวยเวทนาใดอยู่ ยังอัตภาพซึ่งเกิดแต่เวทนานั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นฝ่ายบุญก็ตาม
เป็นฝ่ายมิใช่บุญก็ตาม.

ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ผลของเวทนา.

ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของเวทนา มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของผัสสะ.

ภิกษุ ท. ! อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของเวทนา,

ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ;
ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ….

ภิกษุ ท. ! คำใด ที่เรากล่าวว่า
“พึงรู้จักเวทนา, พึงรู้จักเหตุเป็นแดนเกิดของเวทนา, พึงรู้จักความเป็นต่างกันของเวทนา,
พึงรู้จักผลของเวทนา, พึงรู้จักความดับไม่เหลือของเวทนา, และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับ
ไม่เหลือของเวทนา”

ดังนี้นั้น, เรากล่าวหมายถึงความข้อนี้แล.
– ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๖๐/๓๓๔.

พุทธสาวก เป็ นผู้มีจิตตั้งมั่น มีสติ มีสัมปชัญญะ ย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนา
ซึ่งแดนเกิดแห่งเวทนา ซึ่งธรรมเป็นที่ดับแห่งเวทนา ซึ่งหนทาง ให้ถึงความสิ้นไป,

ภิกษุ เพราะสิ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย เป็ นผู้หายหิว ดับเย็นสนิท.
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ เป็ นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
เป็นอทุกขมสุขก็ตาม เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม

บุคคลรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ มีความหลอกลวงเป็นธรรมดา มีการแตกสลายเป็นธรรมดา
เสวยแล้ว เสวยแล้ว เห็นอยู่ว่าเป็นสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็ นธรรมดา :

ดังนี้ ย่อมปราศจากความกำหนัดในเวทนานั้น ๆ.

เมื่อบุคคลเสวยสุขเวทนาอยู่ ไม่รู้จักชัดซึ่งเวทนานั้น
ราคานุสัย ย่อมมีแก่เขาผู้มองไม่เห็นทางออกจากอำนาจของเวทนานั้น.

เมื่อบุคคล เสวยทุกขเวทนาอยู่ ไม่รู้จักชัดซึ่งเวทนานั้น
ปฏิฆานุสัยย่อมมีแก่เขา ผู้มองไม่เห็นทางออกจากอำนาจของเวทนานั้น.

บุคคลเพลิดเพลิน แม้ในอทุกขมสุข
อันพระภูริปัญญาพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นธรรมอันรำงับ ก็หาพ้นจากทุกข์ไปได้ไม่.

เมื่อใดภิกษุมีความเพียรเผากิเลส ไม่ทอดทิ้งสัมปชัญญะ ก็เป็นบัณฑิตรอบรู้เวทนาทั้งปวง
ภิกษุนั้น เพราะรอบรู้ซึ่งเวทนา จึงเป็ นผู้ไม่มีอาสวะในทิฏฐิธรรม เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม
จนกระทั่งกายแตก จบเวทไม่เข้าถึง ซึ่งการนับว่าเป็นอะไร.

บุคคลใด ถูกทุกขเวทนา อันเกิดขึ้นแล้ว ในสรีระปานว่า จะนำเสียซึ่งชีวิต
อดกลั้นไม่ได้ ย่อมหวั่นไหว ย่อมคร่ำครวญร่ำไห้ ทุพพลภาพหมดกำลัง ;

บุคคลนั้น จมลงแล้วในบาดาล (แห่งเวทนา) ซึ่งไม่มีที่ ยืนเหยียบถึง.

ส่วนบุคคลใด ถูกทุกขเวทนา อันเกิดขึ้นแล้ว ในสรีระปานว่าจะ นำเสียซึ่งชีวิต
ย่อมอดกลั้นได้ ไม่หวั่นไหว ;

บุคคลนั้น ไม่จมลงแล้ว ในบาดาล เพราะมีที่ยืนเหยียบถึง.

ผู้ใด เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร
เห็นอทุกขมสุขอันกำลังมีอยู่ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ;

ผู้นั้นเป็น ภิกษุ ผู้รู้เห็นโดยชอบ ย่อมรอบรู้ซึ่งเวทนา
เพราะรอบรู้เวทนา จึงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในทิฎฐิธรรม

เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมจนกระทั่งกายแตก
จบเวท ไม่เข้าถึงซึ่งการนับว่าเป็นอะไร,
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๔-๒๕๗/๓๖๐, ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๖, ๓๖๘.

ภิกษุ ท. ! ธรรมปริยาย ซึ่งมีปริยายร้อยแปดนั้น เป็ นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เวทนา แม้สองอย่าง เราได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้สามอย่าง
เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้ห้าอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย,
เวทนา แม้หกอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนาแม้สิบแปดอย่าง
เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย, เวทนา แม้สามสิบหกอย่างเราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย,
และเวทนา แม้ร้อยแปดอย่าง เราก็ได้กล่าวแล้วโดยปริยาย.

ภิกษุ ท. ! เวทนา สองอย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนา สองอย่างนั้น คือ เวทนาที่เป็นไปทางกาย และเวทนาที่เป็นไปทางใจ.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสองอย่าง

ภิกษุ ท. ! เวทนา สามอย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนา สามอย่างนั้น คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา
(ความรู้สึกก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทุกข์หรือสุข/สภาวะ หมายถึง
เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ไม่มีความรู้สึกสุข/ทุกข์/เฉยๆ).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสามอย่าง.

ภิกษุ ท. ! เวทนา หกอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนา หกอย่างนั้น คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู,
เวทนาอันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น,
เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางกาย, และเวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาหกอย่าง.

ภิกษุ ท. ! เวทนา สิบแปดอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนา สิบแปดอย่างนั้น คือ ความรู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ด้วยโสมนัสหกอย่าง,
ความรู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ด้วยโทมนัสหกอย่าง, และความรู้สึกของจิตที่มั่วสุมอยู่ด้วย อุเบกขาหกอย่าง.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสิบแปดอย่าง.

ภิกษุ ท. ! เวทนา สามสิบหกอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนาสามสิบหกอย่างนั้น คือ โสมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยเหย้าเรือน (กามคุณ ๕) หกอย่าง,
โสมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน (ไม่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕) หกอย่าง,
โทมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยเหย้าเรือนหกอย่าง,
โทมนัสเวทนาที่เนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือนหกอย่าง,
อุเบกขาเวทนาที่เนื่องด้วย เหย้าเรือนหกอย่าง,
และอุเบกขาเวทนาที่เนื่องด้วย การหลีกออกจาก เหย้าเรือนหกอย่าง.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาสามสิบหกอย่าง.

ภิกษุ ท. ! เวทนา ร้อยแปดอย่าง นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เวทนาร้อยแปดอย่างนั้น คือ เวทนาสามสิบหก (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ส่วนที่เป็นอดีต,
เวทนาสามสิบหกส่วนที่เป็นอนาคต, และเวทนาสามสิบหกส่วนที่เป็นปัจจุบัน.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า เวทนาร้อยแปดอย่าง.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ ชื่อว่าธรรมปริยาย ซึ่งมีปริยายร้อยแปด แล.
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๖-๘/๔๓๐-๗.

ภิกษุ ท. ! เวทนาเรากล่าวแล้ว โดยปริยายแม้สองอย่าง, โดยปริยายแม้สามอย่าง,
โดยปริยายแม้ห้าอย่าง, โดยปริยายแม้หกอย่าง, โดยปริยายแม้สิบแปดอย่าง,
โดยปริยายแม้สามสิบหกอย่าง, โดยปริยายแม้ร้อยแปดอย่าง.

ภิกษุ ท. ! โดยปริยายอย่างนี้ ที่เราแสดงธรรม.
เมื่อเราแสดงธรรมอยู่โดยปริยายอย่างนี้,

ชนเหล่าใด จักไม่สำคัญร่วม จักไม่รู้ร่วม จักไม่พอใจร่วม แก่กันและกัน
ว่าเป็นธรรมที่เรากล่าวดีแล้ว พูดไว้ดีแล้ว ;

เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เขาหวังได้ ก็คือ
จักบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกันทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกปาก อยู่.

ภิกษุ ท. ! โดยปริยายอย่างนั้น ที่เราแสดงธรรม.
เมื่อเราแสดงธรรมอยู่โดยปริยายอย่างนั้น,

ชนเหล่าใด จักสำคัญร่วม จักรู้ร่วม จักพอใจร่วม แก่กันและกัน
ว่าเป็นธรรมที่เรากล่าวดีแล้ว พูดไว้ดีแล้ว ;

เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เขาหวังได้ ก็คือ
จักพร้อมเพรียงกัน บันเทิงต่อกัน ไม่วิวาทกันเข้ากันได้เหมือนน้ำนมกับน้ำ
มองกันและกันด้วยสายตาอันเป็นที่รักอยู่, ดังนี้แล.
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๓/๔๒๕.

อัคคิเวสสนะ ! เวทนามีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่างเหล่าไหนเล่า ?
สามอย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา.

อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยสุขเวทนาอยู่ สมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกข-
เวทนา และไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียว.

อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยทุกขเวทนาอยู่ สมัยนั้น ไม่ได้เสวยสุข-
เวทนา และไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว.

อัคคิเวสสนะ ! สมัยใด เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ สมัยนั้นไม่ได้เสวยสุข
เวทนา และไม่ได้เสวยทุกขเวทนา สมัยนั้น เสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียว.

อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา.

อัคคิเวสสนะ ! แม้ทุกขเวทนา ก็เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไป
เป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา.

อัคคิเวสสนะ ! แม้ อทุกขมสุขเวทนา เล่า ก็เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา แล.
– ม. ม. ๑๓/๒๖๗/๒๗๓.

ภิกษุ ท. ! เวทนา มีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่างเหล่าไหนเล่า ?
สามอย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา.

ภิกษุ ท. ! สุขเวทนา พึงเห็นโดยความเป็นทุกข์, ทุกขเวทนา
พึงเห็นโดยความเป็นลูกศร, อทุกขมสุขเวทนา พึงเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง.

ภิกษุ ท. ! แต่กาลใดแล สุขเวทนา เป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดยความเป็นทุกข์,
ทุกขเวทนา เป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดยความเป็นลูกศร, อทุกขมสุขเวทนา

ป็นสิ่งที่ภิกษุเห็นแล้ว โดยความเป็นของไม่เที่ยง ;

ภิกษุ ท. ! แต่ กาลนั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า “ผู้เห็นโดยถูกต้อง (สมฺมทฺทโส)
ได้ตัดตัณหาเสียแล้ว รื้อถอนสัญโญชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์
เพราะรู้จักหน้าตาของมานะอย่างถูกต้องแล้ว.”
– สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๖/๓๖๗.

ภิกษุ ท. ! อาศัยตากับรูป เกิด จักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางตา) ขึ้น,
อาศัยหูกับเสียง เกิด โสตวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางหู) ขึ้น,
อาศัยจมูกกับกลิ่น เกิด ฆานวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางจมูก) ขึ้น,
อาศัยลิ้นกับรส เกิด ชิวหาวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางลิ้น) ขึ้น,
อาศัยกายกับโผฏฐัพพะ เกิด กายวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางกาย) ขึ้น,
และอาศัยใจกับธรรมารมณ์ เกิด มโนวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางใจ) ขึ้น ;

ความประจวบกันแห่งสิ่งทั้งสาม (เช่น ตา รูป จักขุวิญญาณ เป็นต้น แต่ละหมวด) นั้น
ชื่อว่า ผัสสะ.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีเวทนา อันเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

บุคคลนั้น เมื่อ สุขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่,
อนุสัยคือราคะ ย่อมนอนเนื่อง อยู่ในสันดานของบุคคลนั้น.

เมื่อ ทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ
ตีอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหลอยู่,

อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดานของบุคคลนั้น.

เมื่อ เวทนาอันไม่ทุกข์ไม่สุข ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง
ซึ่งเหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับแห่งเวทนานั้นด้วย

ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนพ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้น) ของเวทนานั้นด้วย,

อนุสัยคืออวิชชา ย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดานของบุคคลนั้น.

ภิกษุ ท. ! บุคคลนั้นหนอ ยังละอนุสัยคือราคะในเพราะสุขเวทนาไม่ได้,
ยังบรรเทาอนุสัยคือปฏิฆะในเพราะทุกขเวทนาไม่ได้,
ยังถอนอนุสัย คืออวิชชาในเพราะอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้,
ยังละอวิชชาไม่ได้ และยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว

จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรมนี้ ดังนี้ :
ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.
– อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๖/๘๒๒.

ภิกษุ ท. ! อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย เป็ นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
ย่อมบรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. ! ในสมัยใด ภิกษุ, เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
ย่อมบรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่,

ในสมัยนั้น เธอย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง,
ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น,
และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย.

ในสมัยนั้น เธอย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อน
แต่อย่างใดเลย.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย
ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,

ภิกษุ, เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ย่อมบรรลุฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน
นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์ อันเดียวแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. ! ในสมัยใด, ภิกษุ, เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ย่อมบรรลุฌานที่สอง
อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียวแห่งใจ
ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่,

ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง,
ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น,
และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย.
ในสมัยนั้น เธอ ย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ(รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย
ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,

ภิกษุ, เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมบรรลุฌานที่สาม

อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า
“ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่ อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข” ดังนี้ แล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. ! ในสมัยใด
ภิกษุ, เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมบรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายกล่าวว่า
“ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข” ดังนี้ แล้วแลอยู่.

ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิด แม้ในทางที่จะให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ตนเอง,
ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น,
และย่อมไม่คิด แม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อน แก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย.

ในสมัยนั้น เธอย่อมเสวยเวทนา อันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนาทั้งหลาย
ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อน แก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก, ภิกษุ, เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้,
เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน,

ย่อมบรรลุฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข
มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. ! ในสมัยใด ภิกษุ, เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้,
เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน,

ย่อมบรรลุฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็น
ธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่.

ในสมัยนั้น เธอ ย่อมไม่คิดแ ม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อน แก่ตนเอง,
ย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น,
และย่อมไม่คิดแม้ในทางที่จะให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย.

ในสมัยนั้น เธอ ย่อมเสวยเวทนาอันไม่ทำความเดือดร้อนแต่อย่างใดเลย.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าว อัสสาทะ (รสอร่อย)ของเวทนาทั้งหลาย
ว่า มีการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดเป็นอย่างยิ่งแล.
– มู. ม. ๑๒/๑๗๖/๒๐๕.

เวทนาคือทางไปแห่งจิตของสัตว์
ภิกษุ ท. ! คำที่เรากล่าวว่า “พึงรู้จักทางไป (แห่งจิต) ของสัตว์ ๓๖ อย่าง” ดังนี้นั้น,

ข้อนั้น เรากล่าวอาศัยหลักเกณฑ์อะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวอาศัยหลักเกณฑ์คือ ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง,
ความโสมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง,
ความโทมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง,
ความโทมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน๖ อย่าง,
อุเบกขาเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง, อุเบกขาเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง.

ภิกษุ ท. ! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น,
ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เมื่อคนเรามองเห็น การได้ซึ่งรูป อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ น่ารื่นรมย์ใจ

อันเนื่องในความเป็นเหยื่อโลก ในทางตา ว่า เป็นสิ่งที่ตนกำลังได้อยู่ก็ตาม,
หรือว่าเมื่อระลึกถึง รูป เช่นนั้น อันตนเคยได้แล้วแต่กาลก่อน ซึ่งล่วงแล้ว ดับสิ้น
แปรปรวนไปแล้วก็ตาม แล้วเกิดความโสมนัสขึ้น.

ความโสมนัสใด มีลักษณะเช่นนี้
ความโสมนัสนี้ เรียกว่า ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน (เคหสิตโสมนัส).
(ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง
ก็ตรัสทำนองเดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อ เท่านั้น).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้คือ ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน ๖ อย่าง.

ภิกษุ ท. ! ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น, ความโสมนัสเนื่องด้วย
การหลีกออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เมื่อคนเรารู้แจ้งถึงความเป็นของไม่เที่ยงของรูปทั้งหลาย ความแปรปรวน
ความจางคลายความกำหนัดยินดี และความดับไม่เหลือของรูปทั้งหลาย
เห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบ ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า

“รูปทั้งหลาย ในกาลก่อนหรือในบัดนี้ก็ตาม
รูปทั้งหมดเหล่านั้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา”

ดังนี้ แล้วเกิดความโสมนัสขึ้น.
ความโสมนัสใด มีลักษณะเช่นนี้
ความโสมนัสนี้ เรียกว่า ความโสมนัสเนื่องด้วย การหลีกออกจากเหย้าเรือน (เนกขัมม-
สิตโสมนัส). (ในกรณีที่เกี่ยวกับ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อีก ๕ อย่าง
ก็ตรัสทำนองเดียวกับข้อว่า รูป ผิดกันแต่ชื่อเท่านั้น).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้คือ ความโสมนัสเนื่อง ด้วยการหลีก ออกจากเหย้าเรือน ๖ อย่าง.

ฯลฯ หน้า ๑๙๐

ภิกษุ ท. ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏของเวทนา
อันเกิดแต่สัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ใด ๆ

นั่นเท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของทุกข์ เป็นการตั้งอยู่ของสิ่ง
ซึ่งมีปกติเสียดแทงทั้งหลาย และเป็นความปรากฏของชราและมรณะ แล.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๔/๔๘๗.

ภิกษุ ท. ! เวทนา ๓ อย่างเหล่านี้ เกิดมาจากผัสสะ มีผัสสะเป็นมูล
มีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นปัจจัย.

สามอย่างเหล่าไหนเล่า ?
สามอย่างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา.

ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา สุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น ;
เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้น

สุขเวทนา อันเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้น ย่อมดับไปย่อมระงับไป.
(ในกรณีแห่ง ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา ก็ได้ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำมีนัยยะอย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน เมื่อไม้สีไฟสองอันสีกัน ก็เกิดความร้อน และเกิดไฟ,
เมื่อไม้สีไฟสองอันแยกกัน ความร้อนก็ดับไปสงบไป.

ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เวทนาทั้งสามนี้ ซึ่งเกิดจากผัสสะ มีผัสสะเป็นมูล
มีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นปัจจัย อาศัยผัสสะแล้วย่อมเกิดขึ้น, ย่อมดับไปเพราะผัสสะดับ, ดังนี้แล.
– สฬา, สํ. ๑๘/๒๖๖/๓๘๙-๓๙๐.

โยนิโสมนสิการ

๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒)

[๘๕๖] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรอานนท์ ก็การเจริญ
อินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ เป็นอย่างไร

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ

ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา

เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบากเหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา ฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ ฯ ฯลฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=14&A=10912

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: