เพราะเห็นด้วยปัญญา

27 มกราคม

หลังซ่อมโซฟาเสร็จ รู้ชัดจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่
ระหว่างนั้น ก็ไม่ได้มีความนึกคิดในเรื่องใด

อ่านเจอเรื่อง ศิล ที่เป็นไทจากตัณหา
ที่มีกลุ่มคนนำมาสนทนากัน

.
ทำให้จิตคิดพิจรณาเรื่อง ปัญญาวิมุติ

พิจรณาไปมา โยงไปหา เพราะเห็นด้วยปัญญา

โยงไปสู่ ปัญญิทรีย์

.
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ
เกิดจากความต่างแห่งอินทรีย์(อินทรีย์ ๕ พละ๕)

.
ซึ่งเคยเขียนค้างไว้ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๐
เกี่ยวกับปัญญินทรีย์และอาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

.

.

ซึ่งแยกแยะรายละเอียดได้ดังนี้

คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

.

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

.

.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)

.

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

.

.

ปัญญิทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

28 มกราคม 2561

ตอนแรก สับสนเหมือนกันนะ
ระหว่าง ปัญญาวิมุติและปัญญินทรีย์

ที่เคยเขียนๆไปแล้ว ก็สัแต่ว่าเขียน
แต่ยังมีความไม่แน่ใจ แค่เขียนตามสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น

เมื่อคืนดึกแล้ว พยายามกำหนดจิตให้ดิ่ง ยังไงก็ไม่ดิ่ง
จิตยังคงเป็นสมาธิพอประมาณ

เมื่อเป็นแบบนี้ นอนกำหนดรู้ไป
มีสัญญาเรื่องสมถะและวิปัสสนา
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติเกิดขึ้น

ลุกเข้าห้องน้ำ นั่งเขียนในห้องน้ำ
เช้ามาลองหาตามที่เขียนออกมา
เจอพระสูตรเรื่องสมถะ และวิปัสสนา
ส่วนปัญญินทรีย์ เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕
คนละสภาวะกับปัญญาวิมุติ

และถ้าไม่เจอพระสูตรเรื่องบุคคล ๗ จำพวก
ว่าด้วยความไม่ประมาทในผัสสะ ๖

ในพระสูตรนี้ มีเขียนไว้ตามลำดับ
ตั้งแต่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
ซึ่งมีเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕ มาเกี่ยวข้อง

จึงทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่า
“อาสวะบางส่วนและทั้งหมดที่สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา”

หมายถึง การละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

มีด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน,อรูปฌาน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.

๓. เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

.

.

ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของวิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นเหตุปัจจัยให้ละอวิชชา
ได้แก่ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา
ธรรม ๒ อย่าง เป็นไฉน
คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา
ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไรย่อมละอวิชชาได้ ฯ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น
หรือปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ

– ฉบับหลวง ๒๐/๕๘/๒๗๕-๖.

หมายเหตุ;

“เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

.
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ
“ย่อมละอวิชชาได้”
ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

อวิชชาสูตร
ว่าด้วยอวิชชา

[๑๖๙๔] ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้
อวิชชาเป็นไฉน และด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงจะชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ความไม่รู้ในทุกข์
ในเหตุให้เกิดทุกข์
ในความดับทุกข์
ในทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์
นี้เรียกว่าอวิชชา

และด้วยเหตุเพียงเท่านี้
บุคคลย่อมชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา

ดูกรภิกษุ เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงกระทำความเพียร
เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๗

ปัญญาอบรมสมาธิ

ปัญญาอบรมสมาธิ สภาวะนี้เกิดจากผลของการเจริญสติ เรียกว่า สัมมาสติ เมื่อมีสภาวะสัมมาสติเกิด ย่อมมีตัวปัญญาเกิดร่วมด้วยทุกๆครั้ง

การเจริญสติ เป็นการพัฒนาสติที่ทุกคนมีอยู่ ส่วนจะมีมากหรือน้อยนั้น อันนั้นแล้วแต่เหตุของแต่ละคนที่ทำมา

เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง กำลังของสติจะถูกพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีกำลังเข้มแข้งมากขึ้น จะมีตัวสัมปชัญญะเกิด

เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นมาแล้ว สมาธิย่อมเกิดขึ้นตาม

การที่ทำกิจอะไรก็ตาม การที่เอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในการกระทำนั้นๆ จะทำให้เกิดทั้ง สติ สัมปชัญญะและสมาธิ

สภาวะที่เกิดขึ้นคือ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะสามารถรู้ชัดในกายได้ตลอด ส่วนจะรู้ชัดได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิของแต่ละคน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่แต่ละคนกระทำมา บางคนสมาธิอาจจะแค่ขณิกสมาธิ

บางคนอาจจะแค่อุปจารสมาธิ แต่บางคนอาจจะมีกำลังสมาธิถึงอัปปนาสมาธิ

สภาวะที่นำมาแสดงนี้ เรียกว่า สภาวะของปัญญาอบรมสมาธิ คือ สภาวะของสัมมาสติ

แล้วเมื่อปัญญาได้อบรมสมาธิ สภาวะที่เกิดขึ้น คือ สัมมาสมาธิ

ทำไมจึงกล่าวว่าปัญญาอบรมสมาธิ

เหตุเกิดเนื่องจาก สมาธิแรกเริ่มที่ทุกๆคนได้รู้จัก ส่วนมากจะเป็นสมาธิที่เกิดจากการทำสมถะ แล้วสมาธิที่เกิดจากสมถะส่วนมากจะเป็นมิจฉาสมาธิ

สภาวะที่เกิดของมิจฉาสมาธิ คือ ขาดความรู้สึกตัว ได้แก่ ขาดตัวสัมปชัญญะ มีแต่ตัวสติ รู้ว่าจะเกิดสมาธิ พอเกิดสมาธิขึ้นแล้ว ขาดความรู้สึกตัว ขาดการรับรู้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต เรียกว่า ไม่มีตัวรู้เกิดขึ้น

เมื่อได้มาเจริญสติ สติมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ตัวสัมปชัญญะ หรือ ความรู้สึกตัวยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น เมื่อเวลาที่สติ สัมปชัญญะทำงานร่วมกัน สมาธิย่อมเกิด เมื่อมีสมาธิเกิดขึ้น ย่อมมีความรู้สึกตัว จึงเรียกสภาวะนี้ว่า ปัญญาอบรมสมาธิ

ปัญญาและสภาวะ

จินตามยปัญญา

จินตามยปัญญาเป็นไฉน?

ปัญญาที่มิได้ฟังจากคนอื่น ได้มาซึ่งกัมมัสสกตาญาณ หรือ สัจจานุโลมิกญาณว่า รูปไม่เที่ยงก็ดี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยงก็ดี หรือได้ขันติ ( ความอาจเห็นได้ ) ทิฏฐิ ( ความเห็น ) รุจิ ( ความพอใจ ) มุติ ( ความรู้ ) เปกขะ ( การค้นพบ ) ธัมมนิชฌันขันติ ( ความทนต่อความเพ่งธรรม ) อันเป็นอนุโลมิกะรูปเดียวกันนั้น ในกัมมายตนะทั้งหลายที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะ ( คือ ปัญญา ) ก็ดี ในสิปปายตนะทั้งหลายที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะก็ดี ในวิชชาฐานะทั้งหลายที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะก็ดี ความรู้นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา เพราะสำเร็จโดยลำพังความคิดของตนเอง

สุตมยปัญญา

สุตมยปัญญาเป็นไฉน?

ปัญญาที่ได้ฟังจากคนอื่น ได้มาซึ่ง กัมมัสสกตาญาณฯลฯ ความรู้นี้เรียกว่าเป็นสุตมยปัญญา เพราะสำเร็จด้วยอำนาจจากการฟัง

ภาวนามยปัญญา

ภาวนามยปัญญาเป็นไฉน?

ปัญญาที่ถึงอัปปนา หรือปัญญาของผู้เข้าสมาบัติทุกอย่าง เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

ปัญญา

อะไรชื่อว่า ปัญญา?

ที่ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด

ที่ชื่อว่ารู้ชัด คือ ความรู้ประการต่างๆ พิเศษยิ่งกว่าอาการ คือ ความหมายรู้และความรู้แจ้ง

ความแตกต่างของสัญญา วิญญาณ ปัญญา

สัญญา วิญญาณและปัญญา เป็นความรู้ด้วยกัน

สัญญา หมายรู้อารมณ์ เช่น รู้จักว่าสีเขียว สีเหลือง เป้นต้น แต่ไม่อาจแทงลักษณะว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาได้

วิญญาณ ย่อมรู้จักอารมณ์ว่าสีเขียว สีเหลืองเป็นต้น และย่อมให้ถึงความแทงตลอดซึ่งลักษณะได้ด้วย แต่ไม่อาจก้าวหน้าถึงความปรากฏแห่งมรรคได้

ปัญญา ย่อมรู้อารมณ์และให้ถึงความแทงตลอดซึ่งลักษณะ ทั้งให้ก้าวหน้าไปถึงความปรากฏแห่งมรรคด้วย
เพราะฉะนั้น ความรู้โดยประการต่างๆที่พิเศษยิ่งกว่าอาการคือ ความหมายรู้และความรู้แจ้ง นี้แหละพึงทราบว่า คือ ความรู้ชัด ที่ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า รู้ชัด

ก็ปัญญานั้น เป็นธรรมชาติที่ละเอียดเห็นได้ยาก เพราะมีความแตกต่างกันที่บุคคล แยกไม่ได้ว่า ที่ใดมีสัญญาและวิญญาณ ที่นั้นไม่มีปัญญาโดยส่วนเดียว
ก็ในกาลใดมีปัญญา ในกาลนั้นก็ยังแยกออกจากธรรมเหล่านั้นไม่ได้ว่า นี้สัญญา นี้วิญญาณ นี้ปัญญา

ลักษณะกิจ ผล เหตุใกล้ของปัญญานั้น เป็นอย่างไร?

ปัญญามีการแทงตลอดสภาวธรรมเป็นลักษณะ มีการกำจัดความมืดคือโมหะที่ปกปิดสภาวะความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายเป็นกิจ มีความไม่หลงเป็นผล ก็สมาธิเป็นเหตุใกล้ของปัญญานั้น โดยพระบาลีว่า ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง

หมายเหตุ

จริงๆแล้วอยากจะเพิ่มเติมว่า ผู้มีจิตตั้งมั่น มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เพราะโดยสภาวะแท้จริงเป็นเช่นนั้น เพราะจิตที่ตั้งมั่น มีทั้งสภาวะของมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ

เหตุของการเกิด

เหตุของการเกิด คือ เกิดจากยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำลงไป จึงเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง วัฏฏะนั้น จึงวนเวียนไปเพราะมีกรรมและกิเลสเป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าว

เมื่อได้มาเจริญสติ เป็นเหตุของการทำสติที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้ตัวสัมปชัญญะเกิด เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิด สมาธิย่อมเกิดขึ้น สภาวะที่เกิดขึ้นคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้

สิ่งแรกที่ทุกๆคนจะได้เจอเหมือนกันหมดเมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดแล้วคือ กิเลส เจอเหมือนกันหมดทุกๆคน ทั้งๆที่ปกติแล้วกิเลสทำงานตลอดเวลา แต่ไม่สามารถรู้ชัดได้แบบนี้ มันเป็นการตอกย้ำสภาวะของกิเลสที่มีอยู่ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น

กิเลสมีสองชนิด เกิดขึ้นได้โดยมีผัสสะเป็นเหตุ เป็นกิเลสชนิดหยาบ

กับเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีผัสสะเป็นเหตุ เป็นกิเลสชนิดละเอียด

กิเลสชนิดหยาบ อาศัยผัสสะเป็นเหตุ

กิเลสทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นโดยทางเป็นอารมณ์ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นอดีตและอนาคตบ้าง และเพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่พระขีณาสพทั้งหลาย ที่ท่านกำหนดรู้แล้วบ้าง

เพราะกิเลสดังกล่าว ใครๆก็ละรากเหง้าของภพไม่ได้ แต่กิเลสควรรู้ทางสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่าขันธ์ทั้งหลายไม่ได้กำหนดรู้ด้วยการเจริญสติ เกิดขึ้นในภพใดๆ หรือในสันดานใดๆ

จำเดิมแต่การเกิดขึ้น ( ของขันธ์ทั้งหลาย ) ในภพนั้นๆหรือในสันดานนั้นๆ กิเลสที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะก็แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย พึงทราบเถิดว่า กิเลส ( ที่แทรกซึมอยู่ ) นั้น คือ ภูมิลัทธะ ( ได้ภูมิพื้น ) โดยความหมายว่ายังละไม่ได้

กิเลสชนิดละเอียด ไม่ต้องอาศัยผัสสะ สภาวะตรงนี้ ต้องเจริญสติจนตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง จึงจะรู้ชัดได้

นี่แหละชีวิต

มองชีวิตของตัวเอง เออ … คนเราส่วนมากชอบสนใจเรื่องชาวบ้านนะ ใครจะเป็นอะไรยังไง
ต้องคอยตามเฝ้าดู ” ละครชีวิต ”

แต่ผู้คนกลับลืมที่จะดูละครชีวิตของตัวเอง ทุกวันนี้ ในครอบครัวของตัวเองนั้น สุขสบายดีกันไหม อยู่ดีมีสุขไหม มีใครเจ็บป่วยกันบ้างไหม เงินทองที่หามาได้ล่ะ พอเลี้ยงคนในครอบครัวกันบ้างไหม วันนี้จะดูแลคนในครอบครัวให้เขาเหล่านั้นมีความสุขยังไงบ้าง ฯลฯ …..

เท่าที่เราฟังๆเขาคุยกันมา มีแต่คุยอวดความร่ำรวย อวดความยากจน อวดความพอมีพอกิน
ที่คิดว่าพอ

แต่แปลกนะ พอถามถึงคนในครอบครัวว่า รู้บ้างไหมว่าคนในครอบครัวนั้น เขาต้องการอะไรกันบ้าง เกือบจะเหมือนกันหมดนะ ตอบว่า ไม่เห็นมีอะไรนี่ ถ้ามีอะไร เขาก็จะพูดกันเอง เรานั่งนิ่งๆแล้วมองเขาเหล่านั้น

ก่อนที่เราจะเมตตาต่อคนอื่นๆได้ คนในบ้านน่ะ เมตตาทั่วถึงหรือยัง ไม่ใช่เมตตาแค่ตัวเองไปวันๆ หรือวิ่งไปทำบุญ ไปสร้างกุศลนอกบ้าน คนในบ้านน่ะเคยนึกเขากันบ้างไหม จะตักข้าวใส่ปาก เคยหันมองบ้างไหมว่า คนไหนตักกับข้าวถึงไหม …..

นี่แหละชีวิตคน คนจริงๆคนๆวนๆแต่เรื่องชาวบ้าน ส่งจิตออกนอก แต่ไม่เคยดูคนในบ้านให้ทั่วถึง เวลาไปทำบุญ โอ้โห!!!! …. ปราณีตสวยงาม อาหารต้องเลิศรส

คนในบ้านก็คนนะ เขาก็ต้องกินเหมือนๆกัน คุณค่าของความเป็นคนเท่าๆกัน ไม่แตกต่างกันเลย หมั่นทำบุญ เมตตาให้กับในบ้านให้ทั่วถึงก่อนนะ จึงค่อยไปเผื่อแผ่คนนอกบ้าน กิเลสชาวบ้านน่ะ อย่าไปใส่ใจกันนักเลย มันก็แค่ละครที่เขาเล่นไปตามวิบากกรรมของเขาแต่ละคน

เมื่อก่อนเวลาเกิดการกระทบ อารมณ์หยาบๆจะเกิดขึ้นก่อน คือ โกรธ จากความโกรธ มันจะกลายเป็นเกลียดคนๆนั้น

พอโดนกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา จากความเกลียดหายไป เหลือแค่ความโกรธ จากความโกรธหายไป เหลือแค่ความไม่ชอบใจ

จากกความไม่ชอบใจ เหลือรู้ว่า มันเกิดการกระทบอีกแล้ว ความไม่ชอบใจผุดขึ้นมาแว๊บหนึ่ง แล้วสงบลงไป เหลือ แค่รู้ รู้ว่าอารมณ์ประมาณนี้มีอยู่ แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน มันดับได้ไวขึ้น ปฏิกิริยาที่เกิดขณะที่กระทบ มันเลยไม่เกิดขึ้นมากมายเหมือนก่อนๆ ….

เราทุกรูปทุกนาม ย่อมก่อเหตุทุกๆการกระทำ เพราะ ความไม่รู้ เพราะเราถูกครอบงำด้วยกิเลส ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง

เราจึงต้องมาเจริญสติปัฏฐานกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ความเป็นจริงนั้นคืออะไร คือกิเลสในใจของเรานั่นเอง

เมื่อเรารู้จักกิเลสในใจของเรา เราย่อมมองเห็นกิเลสของชาวบ้านชัดเจนมากขึ้น แล้วเราอยากจะลงไปเล่นกับกิเลสชาวบ้านเขาไหม ไม่มีเลยนะ มันไม่ลงไปเล่น จากที่เคยลงไปเล่น มันจะลงไปเล่นน้อยลง จนกระทั่งมันเลิกลงไปเล่นในที่สุด ….

กิเลสชาวบ้านเขา สิ่งที่เขาแสดงออกมา นั่นคือกิเลสของเขาเหล่านั้น แต่เพราะความไม่รู้ของตัณหาความทะยานอยากทั้งหลาย ที่มันครอบงำเราไว้ เราเลยไปเก็บเกี่ยวกิเลสชาวบ้านเขามาเป็นกิเลสเรา เอามันมาปรุงแต่งตามจริตนิสัยหรือสันดานของตัวเราเอง สันดานดิบที่ยังมีอยู่ในใจของตัวเราเอง สันดานใครสันดานมัน กิเลสมันจะแสดงตามสันดานของเจ้าของ ความหยาบคายมากน้อยของจิตใจของแต่ละคน ….

เมื่อเรามาเจริญสติปัฏฐาน จิตเราจะเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือทุกๆที่ก่อให้เกิดการกระทบมากขึ้น ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

แรกๆยากนะ ยากมาก ยอมรับว่าทำใจได้ยากมากที่จะปล่อยให้คนอื่นๆมารังแกหรือทำร้ายเรา แม้จะเป็นทางด้านของจิตใจก็ตาม

จิตมันจะดิ้นรนขัดขืน ทุกข์ใจ ทรมาณใจ ขมขื่นใจมากๆนะกับสิ่งที่เราต้องเป็นฝ่ายปล่อยให้เขากระทำกับเราเพียงฝ่ายเดียว โดยที่เราต้องนิ่งไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น สภาพเหมือนถูกมัดมือชก

ช่วงนั้นสภาพของจิตใจจะแย่มากๆ ทรมาณสุดๆเลย ทำไมต้องมาทำร้ายกันขนาดนี้ด้วย เราไปทำอะไรให้หรือ ทุกๆสภาวะที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆจะให้คำตอบแก่เรา ว่าทำไมเราต้องยอมเขา ทำไมเราต้องอดทน ถ้าไม่มาเจริญสติ ไม่มีทางรู้ได้หรอกนะ หรือถ้ารู้ก็อาจจะรู้ได้เพียงผิวเผิน แต่ไม่สามารถรู้ลึกลงไปถึงเหตุที่แท้จริง …..

ทุกๆสภาวะเปลี่ยนไป เราจะได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆการกระทบนั่นคือการเรียนรู้ เหมือนเราเรียนหนังสือ การกระทบก็คือ ครู

แต่เรียนครั้งนี้ เราเรียนชีวิตของเรา เรียนโดยจิต ความรู้ที่ได้รับมันจะมีแต่เรื่องของเหตุที่กระทำ และเรื่องของผลที่มารองรับเหตุที่กระทำนั้นๆ มันจะเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับเรา

เลือกเอานะ เลือกเอา ชีวิตนี้เป็นของทุกๆคน ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือก เลือกเอานะ ก่อภพก่อชาติให้เกิดใหม่ไปเรื่อยๆ หรือ กระทำเพื่อให้ภพชาติสั้นลง จงตัดสินใจเอาเอง …

คนเราน่ะ ก่อนจะเอาดีได้ มันก็เลวมาก่อนกันทั้งนั้นแหละ สุดแต่ว่าจะเลวมากหรือน้อย ตามเหตุที่กระทำกันมา

อุปมาอุปมัย ดูเอาง่ายๆนะ ใครที่โดนคนอื่นๆกระทำให้เจ็บช้ำน้ำใจมากที่สุด หรือ โดนผู้อื่นด่าว่ามากที่สุด จงรู้ไว้ นั่นแหละคือ ตัวคุณเองในอดีต หรือจะเถียงว่าไม่จริงล่ะ ทำไมสามีมีเมียน้อย ทำไมภรรยามีชู้ ฯลฯ ทำไม?????? …….

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆนั้น นั่นคือ เหตุที่เขาเคยกระทำกับคนอื่นๆมาก่อนทั้งนั้น ทำไว้ในอดีต ซึ่งเราอาจจะระลึกได้และระลึกไม่ได้ ผลที่ได้รับในปัจจุบันเลยเป็นเช่นนี้ ทำกับเขาไว้ เขาย่อมมาทวงถาม ทวงคืนเอามั่ง

เราจึงต้องมาเจริญสติ เพื่อให้มีสติรู้อยู่กับทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ไปกล่าวโทษใครหรืออะไรทั้งสิ้น เราน่ะมันเคยโง่มาก่อน ทำกับเขาไปเพราะความโง่

เรามาเจริญสติ ทำให้เราฉลาดขึ้น ทำให้เรามีสติ ทำให้เรารู้ว่า ชดใช้เขาไปนะ อดทนไว้ อย่าไปตอบโต้เขา การตอบโต้คือการก่อภพก่อชาติใหม่ให้เกิดขึ้นอีก 1 คน ต่อ 1 ชาติ เอาไหม

คนมีสติดี เขาไม่เอาหรอกนะ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะตอบว่าเอา เพราะการเกิดน่ะ มันมีแต่อะไร มีแต่การสร้างเหตุใหม่ไม่รู้จักจบสิ้น …..

ฤามีให้หนีกรรม กรรมก็คือการกระทำ ใครทำคนนั้นย่อมรับผล ตัวเองทำแล้วไปโยนให้คนอื่นรับงั้นหรือ ต้องโทษตัวเองนะ โทษความไม่รู้ของตัวเองที่ก่อเหตุใหม่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ให้หมั่นเจริญสติ จิตจะได้ฉลาดในการสร้างเหตุ จะสร้างแต่กุศลนะ อกุศลมันจะไม่แตะ มันเหมือนของร้อน แค่คิดก็ร้อนแล้ว ร้อนอกร้อนใจด้วยไฟพยาบาท เมื่อไม่ได้ดั่งใจที่ต้องการ นี่เห็นไหม อกุศล ยังไม่ทันลงมือกระทำ ผลแสดงทันที ….

เหตุการเกิดของสมาธิและตัวปัญญา

 สติ มีความระลึกได้เป็นลักษณะ มีความไม่ลืมเป็นรส มีความอารักขาเป็นอาการปรากฏ

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ตัวก่อนที่จะทำกิจ

สัมปชัญญะ มีความไม่หลงเป็นลักษณะ มีความไตร่ตรองเป็นรส มีความส่องเห็นอาการเป็นปรากฏ

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัวในขณะที่กระทำกิจนั้นๆ

เมื่อมีการทำงานของสติและสัมปชัญญะร่วมกัน ผลที่ได้รับคือ สมาธิ
ส่วนกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ

เมื่อสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน เรียกว่า มีทั้ง 3 องค์ประกอบทำงานร่วมกัน

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ย่อมรู้อยู่กับรูป,นามได้ดี ( กายและจิต )
นี่คือ ตัวปัญญาตัวแรกที่เราได้รู้จัก " รูป,นาม " คือ มีรูป,นามเป็นอารมณ์ นี่เรียกว่ารู้โดยสภาวะ

เมื่อรู้ได้แบบนี้บ่อยๆ ตัวรู้หรือตัวปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ

ที่ใดมีทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ที่นั่นย่อมมีปีญญาเกิด
ขาดตัวใดตัวหนึ่ง ปัญญาย่อมไม่เกิด

ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะมีสภาวะอย่างไร ย่อมสามารถสร้างตัวปัญญาให้เกิดขึ้นได้
ทุกๆคนย่อมไปถึงจุดหมายปลายทางเหมือนกันหมด

เราปฏิบัติเพื่อดับ " เหตุ " ของเหตุที่เกิดขึ้นทั้งปวง

เราไม่ได้มาปฏิบัติเพื่อที่จะไปเป็นอะไร

การที่ปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นอะไรนั่น ล้วนแต่เป็นการก่อเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

เพราะการปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นอะไรนั้น ล้วนเป็นบัญญัติ

ตราบใดที่ยังมีการให้ค่าตามบัญญญัติ นั่นคือ อุปทานที่เกิดขึ้น

เมื่อมีอุปทานเกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี

สัมมาสติ กับ มิจฉาสติ

สัมมาสติเป็นไฉน?มิจฉาสติเป็นไฉน?

ความแตกต่างของมิจฉาสติและสัมมาสติในเมื่อกรรมฐานมีตั้ง 40 กอง เท่าที่อ่านๆมา แล้วที่นอกเหนือกว่านั้นอีกก็มี
ถ้าได้อ่านเรื่องราวในสมัยพุทธกาล

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นนักหนา เรื่อง สติปัฏฐาน ๔

สติ แปลว่า แปลว่า ความระลึกได้
ซึ่งแบ่งออกเป็น

สติเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต แต่เกิดพร้อมกับจิต รับอารมณ์เดียวกับจิต โดยองค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก

สติ ตามแนวปฏิบัติ มีอยู่ ๓ ประเภท

๑. สติขั้นต่ำ ได้แก่ สติของบุคคลธรรมดาสามัญ ซึ่งมีอยู่กันทุกคน เช่น จะขับรถก็ต้องมีสติ
จะเขียนหนังสือก็ต้องมีสติ จะอ่านหนังสือก็ต้องมีสติ จะลุก จะยืน ฯลฯ ก็ต้องมีสติด้วยกันทั้งนั้น
ต่างกันตรงที่ว่าใครจะมีมากมีน้อยกว่ากันเท่านั้น
ถ้าใครขาดสติจะทำอะไรผิดๆพลาดๆ ลืมโน่น ลืมนี่บ่อยๆ

๒. สติขั้นกลาง ได้แก่ สติของผู้บำเพ็ญมหากุศล เช่น ทำทานรักษาศิล เรียนธรรม
ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เจริญสมถกรรมฐานเป็นต้น

๓. สติขั้นสูง ได้แก่ สติของนักปฏิบัติธรรม ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน
ตามแนวแห่งมหาสติปัฏฐาน ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้

ในการใช้ชีวิตโดยทั่วๆไป ปกติเราท่านทุกรูปทุกนามล้วนมีสติเป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว อันนี้เป็นอันว่า เข้าใจตรงกันนะคะ

แต่ทุกคนลืมตรงนี้กันไป ” สัมปชัญญะ
สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว หรือ ความรู้สึกตัว
รู้ตัวหรือรู้สึกตัวอะไร รู้ตัวหรือรู้สึกตัว ในขณะที่กำลังกระทำการอยู่

เช่น เราหยิบแก้วน้ำ เรามีสติระลึกว่า กำลังจะหยิบแก้วน้ำ แล้วถ้ามีสัมปชัญญะเกิดร่วมด้วย
เราย่อมมีความรู้สึกตัวหรือรู้ตัวขณะที่หยิบแก้ว

แต่ถ้าในกรณีที่ไม่มีสัมปชัญญะเกิดร่วมด้วยนั้น บางทีเราระลึกว่า จะหยิบแก้วน้ำนะ
แต่บังเอิญว่า มีสิ่งอื่นมากระทบที่หักเหความสนใจในการหยิบแก้วน้ำ
คุณอาจจะหยิบแกวได้ แต่อาจจะหล่น หรืออาจจะลืมหยิบ เพราะมัวไปสนใจสิ่งที่มากระทบ
บางทีต้องมายืนคิดว่า เอ … เมื่อกี้เราคิดจะทำอะไร?

เหตุที่พระพุทธองค์ทรงเน้นนักหนาเรื่อง สติปัฏฐาน ๔ นั้น ก็เนื่องจากเหตุของสติ ที่ขาดสัมปชัญญะ

เหตุของสติ ที่ขาดสัมปชัญญะ คือ มีความระลึกได้ ( สติ ) ว่ากำลังจะทำอะไร
แต่ขาดความรู้สึกตัว ขณะที่ลงมือกระทำ ( สัมปชัญญะ )
ในการเจริญสติปัฏฐานนั้น ไม่ว่าจะ กาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนก่อให้เกิดทั้งสติ และ สัมปชัญญะ
เช่น การเดินจงกรม ทำไมบางจึงต้องมีรูปแบบ ทำไมบางที่ไม่ต้องมีรูปแบบ
เหตุที่บางที่ มีรูปแบบเนื่องจาก ผู้แนะนำในการสอน ท่านปฏิบัติได้เช่นนั้น ท่านจึงแนะนำแบบนั้น
เหตุที่ไม่มีรูปแบบ ก็เนื่องจากเหตุเช่นเดียวกัน

บางที่อาจจะใช้คำพูดว่า เดินยังไงก็ได้ ให้รู้สึกตัว หรือ รู้ตัว นี่คือ สัมปชัญญะ
เพียงแต่อาจไม่คุ้นหูของผู้ที่ไม่ได้ศึกษาปริยัติ ว่า ความรู้ตัวหรือรู้สึกตัวนี่คืออะไร
รู้แต่ว่าเขาให้เดิน ก็เดิน เพียงแต่อาจจะเป็นพวกที่ไม่ขี้สงสัย ก็เลยไม่ถามกัน

 

เหตุที่ต้องมาฝึกเจริญสติกัน เพื่อให้มีสัมปชัญญะเกิด
ปกติ สติในคนทั่วๆไป ย่อมมีสติเป็นปกติอยู่แล้ว

แต่สัมปชัญญะ ไม่อาจจะมีได้ตลอดเวลา จึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้

สติที่เป็นมิจฉาสติ เพราะไม่มีสัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบ
สติที่เป็นสัมมาสติ เพราะมี สัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบ

ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีแต่สติ แต่ขาด สัมปชัญญะ
หรือมีสัมปชัญญะ แต่ขาดสติ ถือว่าเป็น มิจฉาสติทั้งสิ้นค่ะ

ทั้งสติและสัมปชัญญะ จะรู้ได้โดยสภาวะ ไม่ใช่รู้เพียงแค่บัญญํติ
ต้องเข้าใจด้วยว่า สติโดยสภาวะที่เกิดนั้นมีอาการอย่างไร
สัมปชัญญะโดยสภาวะที่เกิดนั้นมีอาการอย่างไร

 

สรุป

สัมมาสติคิอ การเป็นผู้ที่มีสติ ( ระลึก ) สัมปชัญญะ ( รู้สึกตัว )
อยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม ( ปัจจุบัน ) ซึ่งเป็นหนทางของการหลุดพ้นจากกิเลส
หรือ หนทางสิ้นกิเลสอาสวะทั้งหลาย

มิจฉาสติคือ การเป็นเพียงผู้มีสติ ( ระลึก ) ขาด สัมปชัญญะ ( รู้สึกตัว )
ไม่อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ( ไหลตามความคิด ไปหาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง )
มีแต่ส่งจิตออกนอกกาย ไม่รู้อยู่ในกาย ( ปัจจุบัน )

นี่คือ คำตอบของคำถามที่ถามว่า
ทำไมพระพุทธเจ้าทรงเน้นนักหนาเรื่อง สติปัฏฐาน

เพราะในการเจริญสติปัฏฐานนั้น จะได้ทั้ง สติ และ สัมปชัญญะ
ไม่ใช่มีแค่ สติ แต่ขาดสัมปชัญญะ หรือ มี สัมปชัญญะแต่ขาดสติ

ขึ้นชื่อว่า สติ ถ้าขาดสัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบ นั่นคือ มิจฉาสติ

หาอ่านได้ใน สัมปชัญญะบรรพ 

ที่พึ่งที่แท้จริงของคนเรานั้น คือ สติ สัมปชัญญะเท่านั้นนะ ไม่ใช่ไปพึ่งนอกตัวดั่งคำที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ” อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ”

สมมุติ บัญญัติ ดูทันไหม?

 
ตัวสมมุติ ตัวบัญญัติ เดินไปตรงไหนก็จะพบอยู่ในทุกๆที่ ในทุกๆอณู
เหตุเกิดจากการเกาะเกี่ยวเอาสมมุตินั้นๆเข้ามาในจิตตัวเอง ซึ่งทำให้อุปทานเกิด
 
ครูบาฯท่านจึงให้ทำตัวเป็นแมงมุมเพราะเหตุนี้ เอาสติดักจับให้หมด เจ้าตัวสมมุติทั้งหลาย
เมื่อดับตัวสมมุติได้ ตัวกิเลสที่จะเข้าไปปรุงแต่ง ยอมเกิดขึ้นไม่ได้
 
ตัวบัญญัติ ตัวหนังสือทั้งหลาย  นำมาใช้ถูกทาง ย่อมก่อให้เกิดกุศล
นำมาใช้ผิดทาง ย่อมก่อให้เกิดอกุศลจิต ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่าใช้เพราะอะไร
ขึ้นอยู่กับจิตของผู้นั้น มีจิตคิดเบียดเบียนผู้อื่นไหม หรือเพราะศรัทธาจึงนำมาเผยแผ่
หากนำมาใช้เพราะยังมีจิตที่คิดประชดประชันผู้อื่น หรือคิดจะสั่งสอนผู้อื่น
นี่เบียดเบียนผู้อื่นแล้ว เพราะหากผู้ที่เราตั้งใจให้เขาอ่าน สภาวะเขามันไม่ใช่อย่างที่เราคิด
เท่ากับเราไปคิดแทนเขา นั่นคือ เราไปเบียดเบียนเขา
 
จิตนี้ไวมากๆ  สติทันไหม หากสติทัน เหตุใหม่ย่อมไม่เกิด
ละเอียดยิบๆเลยสภาวะ  ต้องตั้งสติจริงๆ ถึงจะดูทัน ไม่งั้นพลาดท่าเสียทีกิเลสทุกที
เราเองก็พลาดนะ หลายครั้งหลายครา แต่ก็พยามเริ่มต้นเอาตรงนั้นมาเป็นบทเรียน
ความผิดพลาดเริ่มน้อยลง ปล่อยวางมากขึ้น  สภาวะก้าวหน้ามากขึ้น
 
วันนี้เราเห็นมีสิ่งๆหนึ่งเกิดขึ้นในจิตของเรา เรื่องการสนทนาการปฏิบัติ
บางทีอะไรที่มันมากเกินไป มันชวนให้รู้สึกเบื่อหน่ายมากๆเลย
 
มีคนมาสนทนาด้วย แรกๆเราก็สนทนากับเขา แต่พอสนทนาไป มันไม่ใช่แล้ว
มันนอกลู่นอกรอย  มันมีแต่มาค้นหาความแปลกใหม่จากประสพการณ์ของคนอื่นๆ
คุยแล้วได้อะไร ไปเพิ่มความรู้แปลกๆให้กับตัวเองอย่างนั้นหรือ ทำไมไม่มุ่งทำให้ต่อเนื่องกัน
 

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: