อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ

เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือ ยอดสังขารุเปกขาญาณกับอนุโลมญาณรวมกัน
ดำเนินไปจนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้าย ก็คือถึงสุดยอดของอนุโลมญาณแล้ว

เพราะในการปฏิบัติคือ การกำหนดสังขารอารมณ์นั้น
ความรู้สึกจะมีอยู่ได้เพียงอนุโลมญาณนี้เท่านั้น
ต่อจากนั้นก็เข้าเขตของโคตรภูญาณ

 

นำมาเฉพาะเนื้อหาที่ควรรู้
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา(หลวงพ่อภัททันตระ)

Advertisements

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่1

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1

ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

เป็นปัจจัยให้รู้ว่า สภาวะที่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
มีชื่อเรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
มีชื่อเรียกว่า โคตรภูญาณ

เป็นปัจจัยให้สภาวะวิโมกข์ 3 มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์สูงสุด
เป็นการทำลายตัวกู ของกู ได้แก่ อุปทานขันธ์ 5
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง 5
ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง ขณะที่เกิด สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ทำลายอวิชชาที่มีอยู่ โดยตามลำดับ

ครั้งที่ 1

ครั้งที่2

ครั้งที่3

ครั้งที่4

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่1
คือ รู้แจ้งในนิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ

1. ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

2. ภพชาติปัจจุบัน

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่(สมาบัติ 8)
เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เป็นปัจจัยให้รู้จักสภาวะที่มีชื่อเรียกว่า กิเลส
รู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทั้งๆที่ กิเลสมีเกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิต
แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ความรู้สึกเหล่านั้น มีชื่อเรียกว่า กิเลส

ต่อมา เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในเรื่องกรรม การให้ผลของกรรม
กรรมเก่า กรรมใหม่ และความดับแห่งกรรม
และอริยสัจ 4

.

.

.

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า
ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท กับ อริยสัจ 4 (อวิชชา)
เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
และการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดกับสังสารวัฏ

ภพชาติปัจจุบัน
เป็นเรื่องของผัสสะ กับ อริยสัจ ๔(ตัณหา)
เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

 

 

[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง
คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน

คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก

มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล
สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ดีใจที่เจอความตาย

เล่าให้เจ้านายฟังว่า วันก่อน เจ็บหัวใจมาก
อาการเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด

เขาถามว่า แล้วเป็นไง

เราบอกว่า แว่บแรกที่รู้สึกคือ ดีใจ
ที่จะได้เจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายอีก(ความตาย)

พอรู้สึกดีใจปั๊บ อาการที่เจ็บหัวใจมาก หายไปทันที

เราบอกเขาว่า ไม่แน่นะ ถ้าต้องไปอยู่แพร่
วลัยพรอาจจะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ตาย) เกิดขึ้นที่นั่น

.

.

สภาวะนี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก
ลักษณะก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น
ที่มีเกิดขึ้นเหมือนๆกันทั้งสองครั้งคือ
ความรู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ความรู้สึกบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด

จะมีเกิดขึ้นแบบนี้ทั้ง 2 ครั้ง

ที่แตกต่างกันคือ ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

ครั้งที่ 2 เจ็บหัวใจมาก แล้วหัวใจวายตาย
ก่อนตาย ไม่มีดิ้นรน รู้ทุกขณะที่เจ็บหัวใจ รู้สึกเจ็บมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว

ลมหายใจเอือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะอนัตตา มากที่สุด
เห็นกายและจิต แยกขาดออกจากกัน
อาการที่เกิดขึ้นกับกาย ใจรู้อยู่ ไม่ป่ะปนกัน

ผลของการตายครั้งที่ 2
ทำให้รู้ชัดว่า การที่ต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
เวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ ล้วนเกิดจาก
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้น ขณะลมหายใจเฮือกสุดท้าย

โคตระภูญาณ

สภาวะสมุจเฉทประหาน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โคตระภูญาณ

 

ปากทางเข้าถ้ำ 
สภาวะนี้ จะเจอตอนที่ วลัยพรเขียนไว้ว่า ตายแล้วเกิดทันที เหมือนคลอดออกจากท้องแม่ แต่ไม่ต้องอาศัยคลอดจากท้องแม่ คือ

ต้องเจอสภาวะความตาย ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่นี่แหละ จะรู้ชัดในสภาวะความตาย ตั้งแต่แรกเริ่มขาดอากาศหายใจ ำลังจะหมดลมหายใจ

แรกๆดิ้นรน ตะเกียกตะกาย เพราะหายใจไม่ออก

สภาวะนี้ เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ประจวบกับ ไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย ในชีวิต จิตเกิดการปล่อยวาง เลิกดิ้นรน ตายก้ตาย

มีสติรู้อยู่ ปล่อยทุกอย่างทิ้งหมด พอปล่อยปั๊บ จะมีอาการเหมือนถูกดูดเข้าไปทันที มีแรงดูด ที่แรงมาก

จึงเปรียบเสมือน เหมือนตายแล้ว เกิดทันที มีแรงดูดมากมายมหาศาล ดูดเข้าไป

นี่แหละ สิ่งที่เรียกว่า “รู” ตามคำบอกเล่าของหลวงพ่อเยื้อน

สภาวะนี้ “สภาวะความตาย” เป็นลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีเกิดขึ้นเฉพาะในสัมมาสมาธิเท่านั้น มีชื่อเรียกว่า โคตระภูญาณ
10365948_749535668419489_4519154480165733809_n

โคตรภูญาณ ลวง

สภาวะโคตรภูญาณ ลวง เกิดจาก อุปกิเลส

หากผู้ใดพบเจอสภาวะแบบนี้ด้วยตนเอง แท้จริงแล้ว สภาวะที่เกิดขึ้น เกิดจาก กำลังของสมาธิ

ยังไม่ใช่ความดับ(ความตาย) ที่เกิดขึ้น ในสภาวะโคตรภูญาณ

สภาวะความตาย ต้องพบเจอกับความตายจริงๆ

ไม่ใช่เกิดจาก จิตคิดพิจรณา หรือ อนุมาน น้อมเอา คิดเอาเอง ดังเช่นสภาวะนี้

“แล้วรู้สึกว่าหนักบนหัวของเราเหมือนกับทูนอะไรไว้ตอนนี้มันขึ้นทีหนึ่ง เดี๋ยวขึ้นอีกครั้งหนึ่งอีก ครั้งที่สองยิ่งหนักมากขึ้นไปอีก หนักเหลือเกินจนในหัวของเรานี่กะโหลกศีรษะรู้สึกดังเหมือนกับกร็อบแกร็บๆๆ แทบทนไม่ไหว ขึ้นวูบที่สามอีก แล้วก็ที่จิตมันบอกว่า ตาย อ้อ…คนตายอย่างนี้เอง รู้อย่างนี้…

ที่แสดงมายังบกพร่องอีกนิดหนึ่ง คือก่อนที่จะถึงโคตรภูนี้ ขันธ์ ๕ ของเรามันเริ่มดับแล้ว รูปดับ เวทนาดับ สัญญาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ ดับหมด ดับให้เห็น…เมื่อขึ้นวูบๆๆ ให้เรายอมว่าตาย คือไม่กลัวตาย ให้เข้าใจไว้อย่างนี้ ถ้ากลัวตายข้ามไม่ได้ เพราะไปดิบๆ ไม่ได้พระนิพพานต้องตายไปถึงจะไปได้ คือขันธ์ ๕ ดับ เมื่อเรายอมว่าเราตายเท่านั้น ไอ้ที่มันหนักอยู่เหมือนกับทูนก้อนหินใหญ่ๆ ไว้บนหัวนั่นจะเลื่อนลงมาทางต้นคอสองข้าง ลงมาหนักอยู่ที่ก้นข้างบนโปร่งสบายแล้วก็จ้าแจ้งสว่างทั่วไปหมด”

 

นี่เป็นตัวอย่างของผู้ที่ติดอุปกิเลส 

เหตุจาก อวิชชาที่มีอยู่ เป้นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น

จึงหลงให้ค่าให้ความหมายต่อผัสสะที่เกิดขึ้น

สภาพตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นของผัสสะนี้ เกิดจาก กำลังของสมาธิ(สว่างจ้า/โอภาส)

ที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ให้ได้อ่านกัน เป็นสภาวะของผู้ที่ติดอุปกิเลส

 

ผู้ปฏิบัติ ที่พูดเรื่อง สภาวะความตายได้ชัดเจน

ให้หาอ่านหรือฟัง หลวงพ่อเยื้อน

สภาวะความตาย

สภาวะความตาย เวลาที่ผู้ปฏิบัติเจอ เจอเหมือนกันหมด บางคนผ่านสภาวะความตายได้ บางคนผ่านไม่ได้ คือ เจอ แต่ผ่านไม่ได้

ตัวอย่าง ผู้ที่ผ่านสภาวะความตาย เจอเหมือนที่วลัยพรเคยเจอ ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น เหมือนกันทุกอย่าง   และหลังผ่านสภาวะนั้นมาแล้ว จะเหมือนกันคือ สภาวะที่วลัยพรเรียกว่า สภาวะหุ่นยนต์

สภาวะความตาย ที่ผู้ปฏิบัติ ต้องเจอเหมือนกันหมดทุกคน เกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้สึก สัมผัสได้ด้วยตนเอง บางคนมีเสียงเตือนล่วงหน้า บางคนรู้สึกล่วงหน้าว่า จะต้องตาย
หลังผ่านสภาวะนั้นมาแล้ว จะเหมือนกันคือ สภาวะที่วลัยพรเรียกว่า สภาวะหุ่นยนต์ หากไม่รู้ชัดในสภาวะหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นสภาวะของ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำให้หลงสภาวะ คิดว่า เป็นสภาวะของพระอรหันต์

คือ อะไรกระทบมา มันกระเด้งออกไปหมด ความรู้สึกทุกอย่างว่างเปล่า เวลาพูดคุย เหมือนไม่ใช่ตัวเองคุย แต่เป็นสภาวะจิตเกิดการตอบโต้ โดยอัตโนมัติ เพราะแบบนี้ จึงทำให้หลง

สภาวะความตายนี้ ไม่ตายจริง แต่เป็นสภาวะที่เรียกว่า สภาวะสมุจเฉทประหาน กิเลสที่เป็นสังโยชน์ จะถูกทำลายลง บางคนเรียกว่า สภาวะนิพพาน วลัยพรเอง ก็เรียกแบบนั้น

แต่โดยเนื้อแท้ของสภาวะคือ เป็นสภาวะสมุจเฉทประหาน ทุกคนเมื่อปฏิบัติต่อเนื่อง ถึงจุดๆหนึ่ง ต้องเจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด บางคนเมื่อผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว กำลังสมาธิที่มีอยู่ จึงเสื่อมหรือหายไปหมดสิ้น

บางคน เกิดครั้งเดียวและไม่เคยเกิดอีกเลย ก็คิดว่า ไม่มีแล้ว สังโยชน์มีตั้งเท่าไหร่ ต้องเกิดถึง ๓ ครั้งนะ เพียงแต่ จะผ่านไปได้ไหม เท่านั้นเอง

ในตำราของพม่า จะเขียนอธิบายในเชิงเปรียบเทียบว่า เหมือนสายฟ้าฟาด ขาดสะบั้นๆ จริงๆแล้ว ไม่ขาดสะบั้นหรอก เพราะ วิจิกิจฉายังมีอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามี เพราะ ไม่สงสัยในนิพพาน ก็เลยคิดเอาเองว่า วิจิกิจฉาไม่มี ถูกทำลายหมดแล้ว แท้จริง ยังมีอยู่ เพียงแต่ ไม่รู้ว่ามี

เพราะ อธิบายสภาวะนิพพาน ที่ปฏิบัติให้เห็น เป็นรูปธรรมไม่ได้ คือ ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สามารถ ปฏิบัติตามได้ มีแต่กล่าวไปตามปริยัติที่มีปรากฏอยู่

การที่ผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว เหมือนกับได้เกิดใหม่ แต่เป็นการเกิดที่ เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ การเกิดเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร สั้นลง

คือ อาจจะเกิดอีก แต่การเกิด สั้นลง อาจจะไปเกิดข้างบน หรือ อาจจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือ อาจจะกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ในชาตินี้(พระอรหันต์)

บางคน อาจจะมีสภาวะสัญญาเกิดขึ้น รู้แจ้งใน สภาวะนิพพาน สภาวะปฏิจจสมุปบาท สภาวะโยนิโสมนสิการ(ไม่ใช่ที่นำมาพูดๆสอน กันในทุกวันนี้ แต่มีส่วนคล้ายคลึงนิดหน่อย แต่ไม่ตรงกับสภาวะ)

แต่บางคน เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน สอนคนอื่นไม่ได้ หรือ แนะนำคนอื่น ที่มีการใช้คำบริกรรมอื่นๆ ที่แตกต่างจากตนไม่ได้ จะแนะนำได้เฉพาะในแบบ ที่ตนเอง ทำได้

เช่น ใช้พุทโธ ก็จะสอนแบบพุทโธ สอนแบบพองหนอ ยุบหนอ ไม่ได้ หรือ ใช้พองหนอ ยุบหนอ จะสอนแบบ ใช้พุทโธไม่ได้ ไปเปลี่ยนรูปแบบบริกรรมคนอื่นหมด คือ ต้องตรงกับวิธีที่ ตนเอง เคยทำมา จึงจะแนะนำได้ ไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆ แบบครอบคลุม

บางคนรู้ครอบคลุม แต่ไม่คิดสอนใคร ก็มีอยู่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน

เรื่องการปฏิบัติ ไม่ต้องไปถึงพม่าหรอก เมืองไทยนี่แหละ ทำได้เหมือนกันหมด เห็นผล เหมือนกันหมด ทีนี้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำกันมา และที่ทำขึ้นมาใหม่

http://www.youtube.com/watch?v=1yeZmJjpL90

สภาวะสมุจเฉทประหาน

สภาวะความตายของผู้ปฏิบัติ จะแตกต่างกับสภาวะความตายของคนทั่วๆไป ที่ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย คนละเรื่อง คนละสภาวะกัน

สภาวะความตาย ที่ผู้ปฏิบัติ ต้องเจอเหมือนกันหมดทุกคน เกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้สึก สัมผัสได้ด้วยตนเอง บางคนมีเสียงเตือนล่วงหน้า บางคนรู้สึกล่วงหน้าว่า จะต้องตาย

บางคนผ่านสภาวะความตายแล้ว อาการเหมือน ทารกที่คลอดออกจากท้องแม่ แต่ไม่ได้คลอดแบบนั้น เกิดทางจิต เมื่อหลุดออกมาจากสภาวะความตาย บางคน สมาธิยังคงมีอยู่

บางคน สมาธิเสื่อม คือ หายไปหมดสิ้น ต้องเริ่มต้นทำใหม่ แต่ไม่ต้องใช้คำบริกรรม ที่เป็นบัญญัติต่างๆ เหตุจาก จิตละสภาวะบริกรรมที่เป็นบัญญัติ ได้อย่างเด็ดขาด จะกำหนดอย่างไร ก็ไม่ขึ้น เหมือนกำหนดลงไปในความว่าง

เวลาเดิน ก็รู้ว่าเดิน รู้เท้าชัดทุกย่างก้าวที่เดิน เวลานั่งสมาธิ รู้ลมหายใจเข้าออกปกติ รู้ท้องพองยุบปกติ จิตจะเป็นสมาธิเอง โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรม

ส่วนการกำหนด ในบางครั้ง มีใช้อยู่บ้าง หากสติหย่อน ไม่ทันกับสภาวะที่เกิดขึ้น บางครั้งไม่ใช้ จะแค่รู้ สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน จะดับหายไปเอง โดยไม่ต้องกำหนด

สภาวะความตายนี้ ไม่ตายจริง แต่เป็นสภาวะที่เรียกว่า  สภาวะสมุจเฉทประหาน กิเลสที่เป็นสังโยชน์ จะถูกทำลายลง บางคนเรียกว่า สภาวะนิพพาน วลัยพรเอง ก็เรียกแบบนั้น แต่โดยเนื้อแท้ของสภาวะคือ เป็นสภาวะสมุจเฉทประหาน

ทุกคนเมื่อปฏิบัติต่อเนื่อง ถึงจุดๆหนึ่ง ต้องเจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด บางคนเมื่อผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว กำลังสมาธิที่มีอยู่ จึงเสื่อมหรือหายไปหมดสิ้น บางคนก็ไม่เสื่อม ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ในตำราของพม่า จะเขียนอธิบายในเชิงเปรียบเทียบว่า เหมือนสายฟ้าฟาด ขาดสะบั้นๆ จริงๆแล้ว ไม่ขาดสะบั้นหรอก เพราะ วิจิกิจฉายังมีอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามี เพราะ ไม่สงสัยในนิพพาน ก็เลยคิดเอาเองว่า วิจิกิจฉาไม่มี ถูกทำลายหมดแล้ว แท้จริง ยังมีอยู่ เพียงแต่ ไม่รู้ว่ามี

เพราะ อธิบายสภาวะนิพพาน ที่ปฏิบัติให้เห็น เป็นรูปธรรมไม่ได้ คือ ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สามารถ ปฏิบัติตามได้ มีแต่กล่าวไปตามปริยัติที่มีปรากฏอยู่

การที่ผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว เหมือนกับได้เกิดใหม่ แต่เป็นการเกิดที่ เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ การเกิดเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร สั้นลง คือ อาจจะเกิดอีก แต่การเกิด สั้นลง อาจจะไปเกิดข้างบน หรือ อาจจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือ อาจจะกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ในชาตินี้(พระอรหันต์)

บางคน อาจจะมีสภาวะสัญญาเกิดขึ้น  รู้แจ้งใน สภาวะนิพพาน สภาวะปฏิจจสมุปบาท สภาวะโยนิโสมนสิการ(ไม่ใช่ที่นำมาพูดๆสอน กันในทุกวันนี้ แต่มีส่วนคล้ายคลึงนิดหน่อย แต่ไม่ตรงกับสภาวะ)

แต่บางคน เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน สอนคนอื่นไม่ได้ หรือ แนะนำคนอื่น ที่มีการใช้คำบริกรรมอื่นๆ ที่แตกต่างจากตนไม่ได้ จะแนะนำได้เฉพาะในแบบ ที่ตนเอง ทำได้

เช่น ใช้พุทโธ ก็จะสอนแบบพุทโธ สอนแบบพองหนอ ยุบหนอ ไม่ได้ หรือ ใช้พองหนอ ยุบหนอ จะสอนแบบ ใช้พุทโธไม่ได้ ไปเปลี่ยนรูปแบบบริกรรมคนอื่นหมด คือ ต้องตรงกับวิธีที่ ตนเอง เคยทำมา จึงจะแนะนำได้ ไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆ แบบครอบคลุม

ที่สำคัญ ส่วนมาก เท่าที่อ่านเจอ   เมื่อผ่านสภาวะความตาย มาได้ จะติดแหงกอยู่แค่ตรงนี้ สภาวะความตายที่ยังมีเกิดขึ้นอีก บางคน เกิดครั้งเดียวและไม่เคยเกิดอีกเลย ก็คิดว่า ไม่มีแล้ว สังโยชน์มีตั้งเท่าไหร่ ต้องเกิดถึง ๓ ครั้งนะ

ครั้งแรก จะผ่านแบบ ไม่รู้ว่า คืออะไร มีหลงสภาวะกันเหมือนกันนะ วลัยพร ก็เคยหลง หลงไปไกลเลย พอเจอสภาวะกิเลส หายไปหมดสิ้น นั่แหละจึงจะรู้ว่า กิเลสที่มี ยังมีอยู่ เมื่อก่อนไม่รู้ว่ามี คือ อะไรกระทบมา มันกระเด้งออกไปหมด ความรู้สึกทุกอย่างว่างเปล่า เวลาพูดคุย เหมือนไม่ใช่ตัวเองคุย แต่เป็นสภาวะจิตเกิดการตอบโต้ โดยอัตโนมัติ เพราะแบบนี้ จึงทำให้หลง

พอเจอสภาวะความตายอีก ความที่ว่า รู้สภาวะแล้ว จะมีความยินดีเกิดขึ้น ห้ามไม่ได้เลยนะ เป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก เจอกิเลสแทรกแบบนี้ ผ่านไม่ได้อีก ต้องเจอถึง ๓ ครั้งเหมือนกันหมด เขาถึงบอกไง ต้องตายก่อน(ในสภาวะ) ที่จะตายจริงๆ(ในชีวิต)

บางคนรู้ครอบคลุม แต่ไม่คิดสอนใคร ก็มีอยู่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน

สภาวะนิพพาน วลัยพรได้เขียนแยกหัวข้อไว้แล้ว หากใครสนใจอ่าน  ดูด้านขวามือ คลิกที่หัวข้อ นิพพาน และ สภาวะนิพพาน

เรื่องการปฏิบัติ ไม่ต้องไปถึงพม่าหรอก เมืองไทยนี่แหละ ทำได้เหมือนกันหมด เห็นผล เหมือนกันหมด ทีนี้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำกันมา และที่ทำขึ้นมาใหม่

โคตรภูญาณ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

ปัญญาในการออกไป และ หลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็นโคตรภูญาณ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … 584&Z=1645

เรื่องราวของ โคตรภูญาณ ก็มีที่มา ที่ไป

จึงเป็นที่มาของ ศิล สมาธิ ปัญญา

ศีลสภาวะนี้ ไม่ได้เป็นศีล ที่เกิดจาก การสมาทาน

เป็นศีลที่ เป็นไปเพื่อสมาธิ
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน
เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์
เป็นที่ตั้งแห่งปีติ
เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ
เป็นที่ตั้งแห่งความสุข
เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ

เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

http://www.84000.org/tipitaka/read/byit … agebreak=1

 

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ของสภาวะโคตรภูญาณ

https://walailoo2010.wordpress.com/2013/11/26/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2-2/

 

https://walailoo2010.wordpress.com/2013/11/26/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%97%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99/

อะเมซิ่ง

เมื่อทำความเพียรมากๆ ยิ่งเห็นความอะเมซิ่งของจิต

ยิ่งเห็นความอะเมซิ่งมากเท่าไหร่ ความเบื่อหน่าย ย่อมเกิดขึ้น เป็นเงาตามตัว

เมื่อเบื่อหน่ายสุดๆ อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่ออุเบกขาเกิด ประตูนิพพาน ย่อมเปิด ทีนี้จะผ่านไปได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับกิเลสที่เกิดขึ้น หากมีกิเลส ย่อมผ่านไปไม่ได้

แม้กระทั่ง โคตรภูญาณก็เช่นกัน หากมีกิเลสเกิด ย่อมผ่านไม่ได้

สภาวะนิพพานและโคตรภูญาณ ทั้งสองสภาวะมีความเหมือนกันตรงที่ หากมีกิเลสเกิด จะผ่านเข้าไปไม่ได้ คือ ต้องยอมตายจริงๆ ชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เรียกว่า ตายเป็นตาย ยอมตายอย่างเดียว

แจ้งอริยสัจจ์ อุปกิเลส ยังมีอยู่

แจ้งนิพพาน อุปกิเลสถูกทำลายหมดสิ้น

โคตรภูญาณกับนิพพาน

ความแตกต่างทางเข้าระหว่าง โคตรภูญาณกับนิพพาน

ทางเข้าโคตรภูญาณ ผ่านความมืด ไปสู่ ความสว่าง

ทางเข้านิพพาน ผ่านมิติของเวลา ต้องตายก่อน จึงจะผ่านได้ หมายถึง ขณะที่กำลังจะตาย(จิต) ต้องไม่มีความอาลัยใดๆ จึงจะผ่านเข้าไปได้

Previous Older Entries

มกราคม 2018
พฤ อา
« ธ.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: