ปุจฉา-วิสัชนา สติปัฏฐาน ๔

ปุจฉา ธรรมที่เป็นอุปการะแก่อารมณ์ของวิปัสสนามีอะไรบ้าง

วิสัชนา ถ้าบอกว่า รูปนาม พูดแบบนี้ ผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ ปฏิบัติตามได้ยาก มัวมาท่องอะไรคือ รูป อะไรคือ นาม

ถ้าบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่า รูป
ใจที่รู้อยู่ เรียกว่า นาม

จะเข้าใจมั๊ยเนี่ย เอาเป็นว่า รู้สึกเยอะไปนะ

.

เข้าสู่การปฏิบัติเลยดีกว่า

ที่เรียกว่า วิปัสสนา ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัยให้ วิปัสสนา คือ ไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ปุจฉา สติปัฏฐาน ๔ เป็นสมถะ หรือ วิปัสสนา

วิสัชนา เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา

สมถะ ในที่นี้หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ทั้งที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์ และมีรูปนามเป็นอารมณ์
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
เกิดความรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม
ได้อย่างต่อเนื่อง

วิปัสสนา หมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

.

ข้อปฏิบัติสมถะ(สัมมสมาธิ)และวิปัสสนา(ไตรลักษณ์)

๑. เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

.

๒. เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทานภพ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

๓. การเจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป
คือ ทำทั้งข้อ ๑ และข้อ ๒

.

หาอ่านและศึกษาได้ในปฏิทาวรรค ที่ ๒
ทุกขาปฏิปทา
สุขาปฏิปทา
ปฏิบัติอดทน
ปฏิบัติข่มใจ
ปฏิบัติระงับ

.

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ต้องมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

สมถะเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ ดูตย.สมัยพุทธกาล
ที่บำเพ็ญสมถะแบบฤาษี

.

สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ จะมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนา อันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป

.

วิปัสสนาเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีหรอก
มีหลักฐานยืนยัน อยู่ในพระไตรปิฎก

เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง)

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

สรุป การทำความเพียร ไม่ต้องไปท่องจำ ไม่ต้องไปรู้อะไรมาก
เอาเวลาท่องจำ มาปฏิบัติดีกว่า ยังเห็นผลกว่า

ไม่คิดยกตัว แต่เป็นตย.ให้เห็น
ดูวลัยพรสิ เริ่มต้นทำความเพียร ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว
พระไตรปิฎกไม่เคยอ่าน คำเรียกอะไรๆก็ไม่รู้จัก
ขนาดมีคนถามว่า ดำริคืออะไร ยังตอบไไปว่า คำพูด

แล้วดูปัจจุบันสิ สิ่งที่ขีดเขียนนำมาจากไหน
แจ้งออกมาจากใจทั้งนั้น ที่เรียกว่า สัญญา
เก็บสะสมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นปัญญา
สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

.

หากยังชอบศึกษา ชอบท่องจำ
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนนะ

Advertisements

โยนิโสมนสิการ
เป็นหัวใจของการทำความเพียร

ทำลายอุปทานขันธ์ ๕
วิชชาเกิด

 

ความรู้ชัดในสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
สมถะ ที่เป็นมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ

.

.

ความรู้ชัดในสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ล้วนเกิดจาก
โยนิโสมนสิการ

ย่อมแจ้งใน จิตดวงสุดท้าย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

ย่อมแจ้งใน อริยสัจ 4
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

2.ย่อมแจ้งใน จิตดวงสุดท้าย
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

==================

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส

และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี

ต้องท่องเที่ยวมาแล้ว เพราะไม่รู้อริยสัจสี่

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึง
เพราะไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่อย่าง

เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏ
ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึง
เพราะไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่อย่าง
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ อริยสัจ คือ ทุกข์
อริยสัจ คือ เหตุให้เกิดทุกข์
อริยสัจ คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
อริยสัจ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึง เพราะไม่แทงตลอดซึ่ง
อริยสัจสี่ประการเหล่านี้แล

เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงได้ท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏ
ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้

อวิชชา

พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์กล่าวว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้
ก็อวิชชานั้นเป็นอย่างไร ?

และด้วยเหตุเท่าไร
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งอวิชชา

แน่ะภิกษุ ! ความไม่รู้อันใด

เป็นความไม่รู้ในทุกข์
เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์
เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์
และเป็นความไม่รู้ ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

นี้เราเรียกว่า อวิชชา

และบุคคลชื่อว่าถึงแล้วซึ่งอวิชชา
ก็เพราะเหตุไม่รู้ความจริงมีประมาณเท่านี้แล

พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์กล่าวว่า วิชชา วิชชา ดังนี้
ก็วิชชานั้นเป็นอย่างไร ?

และด้วยเหตุเท่าไร
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งวิชชา

แน่ะภิกษุ ! ความรู้อันใด

เป็นความรู้ในทุกข์
เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์
เป็นความรู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์
และเป็นความรู้ ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

นี้เราเรียกว่า วิชชา

และบุคคลชื่อว่าถึงแล้วซึ่งวิชชา
ก็เพราะเหตุรู้ความจริงมีประมาณเท่านี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ดังนี้เถิด

==================

เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส
และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี

การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
วิธีการปฏิบัติ ได้แก่

สมถะ
(สัมมาสมาธิ)

วิปัสสนา
(ไตรลักษณ์)

โยนิโสมนสิการ
ได้แก่ ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ)

รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด)

ให้กำหนดรู้ในความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว้ในใจ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ได้แก่ ไม่สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวคือ
การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)
(รูปภพ/รูปฌาน,อรูปภพ/อรูปฌาน)

เป็นความรู้สึกนึกคิด ที่มีเกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย
ซึ่งมีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร

วิถีแห่งการรู้แจ้ง

วิถีแห่งการรู้แจ้ง

แจ้งใน นิพพาน
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมแจ้งใน ปฏิจจสมุปบาท
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ทั้ง 12 คำเรียก
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมแจ้งใน อริยสัจ 4
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

1.ย่อมแจ้งใน ทุกข์,สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
เกิดจากอะไร เป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

2.ย่อมแจ้งใน จิตดวงสุดท้าย
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

หากไม่แจ้งในนิพพาน
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมไม่แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ทั้ง12 อาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เพราะเหตุปัจจัยนี้
อริยสัจ4 จึงเป็นหัวใจของข้อปฏิบัติ
และเป็นผลของการการปฏิบัติ

ธรรมที่มีอุปการะคุณมากในการปฏิบัติ

ทั้งทางโลก
(การดำเนินชีวิต)

และทางธรรม
(การทำความเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์)

ได้แก่

สมถะ
(สัมมาสมาธิ)

วิปัสสนา
(ไตรลัษณ์)

โยนิโสมนสิการ
(การกำหนดรู้ใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด ที่มีเกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

โยนิโสมนสิการ

[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้คืออะไร
คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส

สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ

 

 
หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะฯลฯ
ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส

สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ

 

 
[๕๘] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ
นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง

 

บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใดๆ เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น
เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

 
[๕๙] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ เป็นอันได้เนกขัมมะแล้ว
ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้
แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท
เป็นอันได้ความไม่พยาบาทแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา
เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่ฟุ้งซ่าน
เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้การกำหนดธรรม
เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ
เป็นอันได้ญาณแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์
เป็นอันได้ความปราโมทย์แล้ว

ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว
และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ (อ่านว่า โยนิโส-มะนะสิกาน) ประกอบด้วย 2 คำ คือ

โยนิโส มาจากคำว่า โยนิ ซึ่งแปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธี ทาง

มนสิการ หมายถึง การทำในใจ การคิด คำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณา

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

เป็นเรื่องของ เหตุปัจจัยที่มีอยู่
ได้แก่ กรรม(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม)

และผลของกรรม(ผลของการกระทำ)
ที่ส่งมาให้รับผลในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

โยนิโส แปลว่าเหตุ
หมายถึง มโนกรรม กล่าวคือ การกระทำทางความคิด(มโนกรรม)
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด)

มนสิการ หมายถึง การทำในใจ คำแปลตรงตัวอยู่แล้ว
คือ ให้กระทำไว้ในใจ

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

และสามารถนำ โยนิโสมนสิการ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
มากระทำเพื่อ ดับเหตุแห่งทุกข์

ได้แก่ ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีเกิดขึ้น(ผัสสะ)
และรู้ตามความเป็นจริงของความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
โดยกระทำไว้ในใจ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา

การดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ)
การรู้ตามความเป็นจริงของความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น(มโนกรรม)

โยนิโสมนสิการ จึงเป็นเรื่องของ การกำหนดรู้ในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
โดยปราศจากความมีตัวตน หรือความเห็นของตน เข้าไปแทรกแซงสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

==============

ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งเจตนา ว่าเป็นกรรม.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุเกิดของกรรมทั้งหลาย ย่อมมี เพราะความเกิดของผัสสะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกรรม ย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! มรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็นกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๖๔/๓๓๔.

======================

ส่วน คำที่เรียกว่า ปริญญากิจ

กิจที่ควรทำ ในที่นี้หมายถึงกิจ ๔ อย่าง คือ ปริญญากิจ (หน้าที่กำหนดรู้ทุกข์) ปหานกิจ (หน้าที่ละเหตุ
เกิดทุกข์) สัจฉิกิริยากิจ (หน้าที่ทำให้แจ้งความดับทุกข์) และภาวนากิจ (หน้าที่อบรมมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ)
เป็นกิจในอริยสัจ ๔ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๙/๑๒๘, องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๔๙/๑๔๑, ที.สี.อ. ๒๔๘/๒๐๓)

เป็นเรื่อง กิจ ๔ อย่าง
เป็นคนละสภาวะ คนละเรื่องกับโยนิโสมนสิการ

แม้กระทั่งลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น แตกต่างกันอย่างโดยสิ้นเชิง
แต่ทั้งสองเรื่อง เกี่ยวเนื่องกัน

เหตุปัจจัยจาก เมื่อมีโยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)
สภาพธรรมของ ผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้ ปริญญากิจ (หน้าที่กำหนดรู้ทุกข์)
ปหานกิจ (หน้าที่ละเหตุเกิดทุกข์)
สัจฉิกิริยากิจ (หน้าที่ทำให้แจ้งความดับทุกข์)
และภาวนากิจ (หน้าที่อบรมมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ)
เป็นกิจในอริยสัจ ๔

มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

คำว่า มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง หมายถึง
สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น ปราศจากการมีตัวตน หรือความเห็นของตน
เข้าแทรกแซงสภาวะ(การให้ค่า ให้ความหมายกับผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น)

===========

ปฐมเสขสูตร

ว่าด้วยโยนิโสมนสิการได้บรรลุผลสูงสุด

[๑๙๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เมื่อภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผลปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่
เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก
เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย
ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมเจริญกุศลให้เกิดมี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมาก
เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการ ไม่มีเลย

ภิกษุเริ่มตั้งไว้ซึ่งมนสิการโดยแยบคาย
พึงบรรลุนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ได้.

เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนั้นแล.

จบปฐมเสขสูตรที่ ๖

โยนิโสมนสิการ

การทำความเพียร
ไม่ว่าจะเจอสภาวะใดๆก็ตาม

ให้กำหนดรู้ (โยนิโสมนสิการ) รู้ว่ามีเกิดขึ้น
อย่าน้อมใจเข้าสู่สิ่งที่คิดว่าเป็น คิดว่าใช่
คือ คิดว่ามี คิดว่าอะไรๆ ในสมมุติ
(โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์)

หากน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น
ย่อมติดกับดักหลุมพรางกิเลส(ตัณหา)
แล้วยิ่งนำสิ่งที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น คิดว่าใช่
(โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์)
ไปสร้างเหตุนอกตัว(กายกรรม วจีกรรม)
กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้น

เมื่อติดกับดักหลุมพรางกิเลส
เพราะไม่กำหนดรู้(อโยนิโสมนสิการ)

ทุกข์,สุขที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
จึงมีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ผัสสะ = สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ = ความรู้สึกนึกคิด)

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่(ความไม่รู้ชัดในผัสสะ)
จึงหลงกระทำตามตัณหา กระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ปล่อยให้ก้าวล่วงไปออก
(ชาติ/กายกรรม วจีกรรม)

ตกอยู่ในวังวนของโลกธรรม 8
(ชรา มรณะ/ความเสื่อม)

ทุกข์ สุข จึงมีเกิดขึ้นในชีวิตเพราะเหตุนี้
(โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส)

 

เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ
โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ อุปายาส

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

.

และเป็นเหตุปัจจัยให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ขณะใกล้ตาย(จิตดวงสุดท้าย)

เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย

อวิชชา ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔

สังขาร
(การปรุงแต่ง/สิ่งที่เคยกระทำไว้ทางกาย วาจา ใจ)

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

วิญญาณ ๖/สิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ย่อมไปเกิดตามนั้นทันที(31 ภพภูมิ)

แล้วแต่เหตุปัจจัย

การปฏิบัติ หากเป็นผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ

เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง และ หยุดสร้างเหตุนอกตัว

สารีบุตร ! อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นแหละ ชื่อว่า กระแส

ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ/การกำหนดรู้ ตอนที่ 6

๖. เสขสูตรที่ ๑

[๑๙๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระ
ผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผล
ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่

เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น
กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย
ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมเจริญกุศลให้เกิดมี ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค
ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมาก
เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ
เหมือนโยนิโสมนสิการ ไม่มีเลย

ภิกษุเริ่มตั้งไว้ซึ่งมนสิการโดยแยบคาย
พึงบรรลุนิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ได้ ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๖

 

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=4644&Z=4660

ทำตัวให้เหมือนความเคี้ยวเอื้อง

 
เมื่อมีสิ่งเกิดขึ้น(ผัสสะ)

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จงทำตัวให้เหมือนควายเคี้ยวเอื้อง เคี้ยวอย่างช้าๆ

การจะนึกคิดกระทำสิ่งใดก็ตาม คิดให้นานๆ
โดยมีพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสสอนไว้
เป็นตัวอย่าง ของการกระทำทุกๆการกระทำ

เหมือนการโพสบทความธรรมะ
ต้องมีหลักฐานอ้างอิงแน่ชัดว่า มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสสอนไว้จริงๆ

จึงเป็นการดำรงพระสัทธรรมไว้ได้นานเท่านาน
แสนนาน จนกว่า มีการสัทธรรมปฏิรูปบังเกิดขึ้น
พระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนไว้
จึงเริ่มเลือนลาง จางหายไป มีสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นแทน

การทำความเพียร

หากสิ่งที่พบประสพเจอมาตัวเอง จากการทำความเพียร
สิ่งที่ถูกรู้นั้นๆ ต้องตรงกับพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้ทุกประการ

Previous Older Entries

มกราคม 2018
พฤ อา
« ธ.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: