พุทธวจนะ โสดาปัตติมรรค(ตอนที่ ๕)

โสดาปัตติมรรค ๒ จำพวก

ก. สัทธานุสารี

ภิกษุทั้งหลาย ! ตา…หู…จมูก…ลิ้น…กาย…ใจ
เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นปกติ มีความเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป็นปกติ.

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใด มีความเชื่อ น้อมจิตไปในธรรม ๖ อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้;
บุคคลนี้เราเรียกว่าเป็น สัทธานุสารี

หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (สัมมาทิฏฐิ )
หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ (ภูมิแห่งสัตบุรุษ)

ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้ว จะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย
และไม่ควรที่จะทำกาละก่อนแต่ ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

ข. ธัมมานุสารี

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ทนต่อ การเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญา ของบุคคลใด ด้วยอาการอย่างนี้;

บุคคลนี้เราเรียกว่า ธัมมานุสารี

หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (สัมมาทิฏฐิ )

หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ (ภูมิแห่งสัตบุรุษ)

ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้วจะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย
และไม่ควรที่จะทำกาละก่อนแต่ ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๗๘/๔๖๙.

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใดย่อมรู้ ย่อมเห็นซึ่งธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้
ในโสดาปัตติมรรค ๒ จำพวก

บุคคลนี้เราเรียกว่า โสดาบัน

ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน
มีการตรัสรู้พร้อมเป็นเบื้องหน้า.

สารีบุตร !
อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นแหละ ชื่อว่า กระแส

ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๓๔-๔๓๕/๑๔๓๑.

พระโสดาบันละสังโยชน์ได้สามข้อ มีสามจำพวก

ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สามเป็นผู้ สัตตักขัตตุปรมะ (สัทธานุสารี)

ยังต้องท่องเที่ยวไปในภพแห่งเทวดาและมนุษย์อีกเจ็ดครั้ง เป็นอย่างมาก แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สาม เป็นผู้ โกลังโกละ (ธัมมานุสารี)

จักต้องท่องเที่ยวไปสู่สกุลอีกสองหรือสามครั้ง แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สาม เป็นผู้เป็น เอกพีชี (โสดาปัตติผล)

คือ จักเกิดในภพแห่งมนุษย์ อีกหนเดียวเท่านั้น แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ติก. อํ. ๒๐/๒๙๙-๓๐๑/๕๒๗.

วิธีดู พุทธวจนะ

สัทธานุสารี

ได้แก่ โสดาปัตติมรรค ประเภท มีดวงตาเห็นธรรม สำเร็จด้วยการฟัง ปฏิบัติด้วยความศรัทธา

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใด มีความเชื่อ น้อมจิตไปในธรรม ๖ อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้;
บุคคลนี้เราเรียกว่าเป็น สัทธานุสารี

ในพุทธวจนะ มีคำว่า “มีความเชื่อ น้อมจิตไปในธรรม ๖”

ธัมมานุสารี

ได้แก่ โสดาปัตติมรรค ประเภท รู้แจ้งแทงตลอด อริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง(รู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕) แต่ยังไม่รู้แจ้งใน สภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริง

ภิกษุทั้ง หลาย ! ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ทนต่อ การเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญา ของบุคคลใด ด้วยอาการอย่างนี้; บุคคลนี้เราเรียกว่า ธัมมานุสารี

ในพุทธวจนะ มีคำว่า “การเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญา”

เมื่อเห็นคำว่า “ปัญญา” แต่บางคนอาจจะตีความว่า เป็นการคิดพิจรณา

ให้ดูโดยรวม “การเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญา” นั่นหมายถึง สภาวะฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สภาวะฌาน ที่เป็นมิจฉาสมาธิ

ฌาน ทีเป็นสัมมาสมาธิ จะมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ฌาน ที่เป็นมิฉาสมาธิ จะดับ ดิ่ง นิ่ง ขาดความรู้สึกตัว

โฆษณา

โสดาบัน เกิดเป็นยักษ์ (ตอนที่ ๔)

โสดาปัตติผล รู้แจ้งแทงตลอด สภาวะอริยสัจ ๔ (เป็นเหตุให้ รู้แจ้งในสภาวะ อุปทานขันธ์ ๕) และ รู้แจ้งสภาวะนิพพาน เป็นที่มาของ จิ.เจ.รุ.นิ

เมื่อรู้แจ้ง สภาวะนิพพาน

เป็น เหตุให้ รู้แจ้งในสภาวะ ปฏิจจสมุปปบาท เป็นเหตุให้ รู้แจ้งใน สภาวะโยนิโสมนสิการ สัมมาสติ(สมถะในสติปัฎฐาน ๔) อิทธิบาท ๔ สมาธิ สัมมาสมาธิ (วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔) และสัมมาทิฏฐิ

เป็นที่มาของสภาวะ

ศิล (ผัสสะ โยนิโสมนสิการ สัมมาสติ)

สมาธิ (อิทธิบาท ๔ สมาธิ )

ปัญญา (ไตรลักษณ์)

ถึง แม้ว่า ผู้ปฏิบัติ จะไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม จะมีเหตุให้รู้เอง รู้จากหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด คือ รู้จากสัญญาก่อน(คือ ตัวรู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิด ขณะจิตพิจรณา) เมื่อไม่ยึดในสภาวะสัญญาที่เกิดขึ้น จะรู้ชัดโดยปัญญา ในที่สุด

โสดาปัตติผล รู้แล้ว จะหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่มีการยึดติดรูปแบบการปฏิบัติ แม้กระทั่ง การชักนำ โน้มน้าวหรือคิดสอนผู้อื่น

ไม่ใช่แค่ว่า ใครเชื่อใคร เพราะสร้างเหตุร่วมกันมา หรือใครไม่เชื่อใคร เพราะไม่ได้สร้างเหตุร่วมกันมา แต่เพราะรู้ว่า กิจใดควรทำ กิจใด ไม่ควรทำ

 

โสดาปัตติมรรค ประเภทที่ ๑ รู้แจ้งอริสัจ ๔ ด้วยตนเอง แต่ยังไม่รู้แจ้ง สภาวะนิพพาน เหตุเพราะ ติดอุปกิเลสหรือวิปัสสนูปกิเลส(สภาวะเดียวกัน แตกต่างแค่คำเรียก) จนกว่า จะวางในสิ่งที่คิดว่า รู้ ลงไปได้ โดยตัวของจิตเอง สภาวะถึงจะดำเนินต่อไป

ประเภทที่ ๒ มีดวงตาเห็นธรรม สำเร็จด้วยการฟัง เช่น แบบพระเจ้าพิมพิสาร และในปัจจุบัน คือ ไม่ว่าจะสมัยใดๆก็ตาม มีเกิดขึ้นเยอะมาก ไม่แตกต่างจากสมัยพุทธกาล

โสดาบัน เกิดเป็นยักษ์ (ตอนที่ ๓)

อริยโสดาบัน

เป็นผู้ที่ได้อริยมรรค, อริยผลอย่างแท้จริง การประพฤติปฏิบัติใดๆ ถึงแม้จะเป็นเวลาภายหลังการปฏิบัติไปแล้ว ช้านานเพียงไรก็ตาม ก็จะไม่มีการเสื่อมไปจากองคุณแห่งโสดาบันเป็นอันขาด

 

อริยโสดาบัน หรือ ปัจจุบันเรียว่า โสดาบัน มี ๒ ประเภท

๑. โสดาปัตติมรรค

๒. โสดาปัตติผล

 

ไม่แตกต่างจาก สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล

 

เป็นที่มาของ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

 

โสดาปัตติมรรค

โสดาปัตติมรรค มี ๒ ประเภท ได้แก่

๑. รู้แจ้งแทงตลอด อริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง แต่ยังไม่รู้แจ้งใน สภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริง

๒. ไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอด อริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง มีดวงตาเห็นธรรม สำเร็จด้วยการฟัง ปฏิบัติด้วยความศรัทธา

 

โสดาปัตติผล

โสดาปัตติผล มีเพียงหนึ่งเดียว คือ รู้แจ้งแทงตลอด อริยสัจ ๔และรู้แจ้งในสภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริง ด้วยตนเอง

ชนวสภยกฺขวณฺณนา

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=187

 

พระเจ้าพิมพิสารพระองค์นั้นทรงสดับธรรมกถาของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่นั้น เป็นใหญ่แห่งชนหนึ่งแสนยิ่งด้วยสิบพัน บรรลุเป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้น พระองค์จึงมีพระนามว่า ชนวสภะ.

บทว่า อิโต สตฺต ความว่า จุติจากเทวโลกนี้เจ็ดครั้ง.

บทว่า ตโต สตฺต ความว่า จุติจากมนุษย์โลกนั้นเจ็ดครั้ง.

บทว่า สํสรามิ จตุทฺทส ความว่า ตามลำดับขันธ์ทั้งหมด สิบสี่ครั้ง.

บทว่า นิวาสมภิชานามิ ความว่า เรารู้นิวาสด้วยอำนาจแห่งชาติ.

บทว่า ยตฺถ เม วุสิตํ ปุเร ความว่า เราเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเวสวัณในเทวโลก และเป็นราชาในมนุษย์โลกอยู่แล้ว ในกาลก่อน แต่อัตภาพนี้ และเพราะได้อยู่อย่างนี้แล้ว

บัดนี้ได้เป็นโสดาบัน กระทำบุญมากในวัตถุทั้ง ๓ แม้สามารถบังเกิดเบื้องสูงด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น จึงได้เกิดแล้วในที่นี้เทียว เพราะกำลังแห่งความใคร่ในสถานที่อยู่ตลอดกาลนาน.

ด้วยบทว่า อาสา จ ปน เม สนฺติฎฺฐติ นี้ ท่านแสดงว่า เราไม่หลับประมาทว่า เราเป็นโสดาบัน ยังกาลให้ล่วงแล้ว ก็เราได้เจริญวิปัสสนาเพื่อประโยชน์แก่พระสกทาคามี อยู่อย่างมีความหวังว่า เราจะบรรลุในวันนี้ๆ.

บทว่า ยทคฺเค ความว่า ท่านกล่าวมุ่งถึงวันบรรลุพระโสดาบันในปฐมทัศน์ที่สวนลัฏฐิวัน.

บทว่า ตทคฺเค อหํ ภนฺเต ทีฆรตฺตํ อวินิปาโต อวินิปาตํ สญฺชานามิ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ทำวันนั้นเป็นต้นเหตุ ไม่ตกต่ำเป็นเวลานาน นับได้ ๑๔ อัตภาพก่อน ได้จำธรรมที่ไม่ยังตนให้ตกต่ำที่บรรลุแล้ว ด้วยอำนาจโสดาปัตติมรรค ที่สวนลัฏฐิวัน.

บทว่า อนจฺฉริยํ ความว่า อัศจรรย์เนืองๆ.

การที่เราไปด้วยกรณียกิจบางอย่าง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าในระหว่างทาง เป็นการอัศจรรย์ที่คิดถึงบ่อยๆ และธรรมที่เราได้ฟังเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในบริษัทของมหาราชเวสวัณนั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นการอัศจรรย์.

บทว่า เทฺว ปจฺจยา ความว่า ภาพที่เห็นในระหว่างทาง และความใคร่ที่จะบอกธรรมที่ได้ฟังต่อหน้าท้าวเวสวัณ.

โสดาบัน เกิดเป็นยักษ์?

ใครๆก็อยากพ้นทุกข์

ใครคิดว่าตนได้อะไร หรือเป็นอะไร ทั้งในโลกปัจจุบัน และโลกอินเตอร์เน็ต เป็นเรื่องปกติ เพราะยังมีกิเลส

เรื่อง โสดาบัน ตายแล้ว เกิดเป็น ยักษ์

 

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=10&A=4465&Z=4870

 

ทำไม โสดาบัน จึงเกิดเป็นยักษ์

ทำไม โสดาบัน จึงมี โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: