เอกพีซีโสดาบัน

เอกพีซีโสดาบัน

เป็นโสดาบันที่ได้โสดาปัตติผล และแจ้งอริยสัจ 4

.

เธอเป็นพระเอกพีซีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป
มาเกิดยังภพนี้ภพเดียวเท่านั้นแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

.

๘. โกสัมพิยสูตร

ทิฏฐิที่เป็นนิยยานิกธรรม

[๕๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสเป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรม นำออกซึ่งบุคคลผู้ทำตามนั้น เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นไฉน?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนต้นไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสใดกลุ้มรุมแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสในภายในนั้นที่เรายังละไม่ได้ มีอยู่หรือหนอ?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุม
ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว

มีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุม
ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว

มีจิตอันถีนมิทธะกลุ้มรุม
ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว

มีจิตอันอุทธัจจกุกกุจจะกลุ้มรุม
ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว

มีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุม
ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว

เป็นผู้ขวนขวายในการคิดเรื่องโลกนี้
ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว

เป็นผู้ขวนขวายในการคิดเรื่องโลกหน้า
ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว

และเกิดขัดใจ ทะเลาะ วิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอก
คือปากอยู่ ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว

ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า
เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสใดกลุ้มรุมแล้ว
ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง

ปริยุฏฐานกิเลสในภายในนั้นที่เรายังละไม่ได้แล้ว มิได้มีเลย
จิตเราตั้งไว้ดีแล้ว เพื่อตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย

นี้ญาณที่ ๑ เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ
ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันภิกษุนั้นบรรลุแล้ว.

.

[๕๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

เราเสพเจริญ ทำให้มากซึ่งทิฏฐินี้
ย่อมได้ความระงับเฉพาะตน
ย่อมได้ความดับกิเลสเฉพาะตนหรือหนอ?

อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า
เราเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งทิฏฐินี้
ย่อมได้ความระงับเฉพาะตน
ย่อมได้ความดับกิเลสเฉพาะตน

นี้ญาณที่ ๒ เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ
ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว.

.

[๕๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

เราประกอบด้วยทิฏฐิเช่นใด สมณะหรือพราหมณ์อื่นนอกธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยทิฏฐิเช่นนั้น มีอยู่หรือหนอ?

อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราประกอบด้วยทิฏฐิเช่นใด
สมณะหรือพราหมณ์อื่น นอกธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยทิฏฐิเช่นนั้น มิได้มี

นี้ญาณที่ ๓ เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ
ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว.

.

[๕๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยธรรมดาเช่นใด
ถึงเราก็ประกอบด้วยธรรมดาเช่นนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
ประกอบด้วยธรรมดาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดานี้ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ ความออกจากอาบัติเช่นใด ย่อมปรากฏ อริยสาวกย่อมต้องอาบัติเช่นนั้นบ้างโดยแท้ ถึงอย่างนั้น อริยสาวกนั้นรีบแสดง เปิดเผย ทำให้ตื้น ซึ่งอาบัตินั้น ในสำนักพระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีที่เป็นวิญญูชนทั้งหลาย ครั้นแสดงเปิดเผย ทำให้ตื้นแล้ว ก็ถึงความสำรวมต่อไป

เปรียบเหมือนกุมารที่อ่อนนอนหงาย ถูกถ่านไฟ
ด้วยมือหรือด้วยเท้าเข้าแล้ว ก็ชักหนีเร็วพลัน ฉะนั้น

อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า
บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยธรรมดา เช่นใด
ถึงเราก็ประกอบด้วยธรรมดาเช่นนั้น

นี้ญาณที่ ๔ เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ
ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว.

.

[๕๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยธรรมดาเช่นใด
ถึงเราก็ประกอบด้วยธรรมดาเช่นนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
ประกอบด้วยธรรมดาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดานี้ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ อริยสาวกถึงความขวนขวายในกิจใหญ่น้อยที่ควรทำอย่างไร ของเพื่อนสพรหมจารีโดยแท้ ถึงอย่างนั้น ความเพ่งเล็งกล้าในอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ของอริยสาวกนั้นก็มีอยู่

เปรียบเหมือนแม่โคลูกอ่อน ย่อมเล็มหญ้ากินด้วยชำเลืองดูลูกด้วยฉะนั้น. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดอยู่อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยธรรมดาเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยธรรมดาเช่นนั้น

นี้ญาณที่ ๕ เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ
ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว.

.

[๕๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด
ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
ประกอบด้วยพละอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละนี้ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ อริยสาวกนั้น เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันบัณฑิตแสดงอยู่ ทำให้มีประโยชน์ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟังธรรม

อริยสาวกนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น

นี้ญาณที่ ๖ เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ
ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว.

.

[๕๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็น ดังนี้ว่า

บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด
ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
ประกอบด้วยพละอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละนี้ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ อริยสาวกนั้น เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันบัณฑิตแสดงอยู่ ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม

อริยสาวกนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น

นี้ญาณที่ ๗ เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ
ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว.

.

[๕๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาอันอริยสาวกผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการอย่างนี้ ตรวจดูดีแล้ว ด้วยการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยโสดาปัตติผล ฉะนี้แล.
พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล

.

หมายเหตุ;

เป็นโสดาบันที่ได้โสดาปัตติผล แต่ยังไม่แจ้งอริยสัจ 4

Advertisements

เอกพีซีโสดาบัน

ชาติสุดท้าย

.

“เธอเป็นพระเอกพีซีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป 
มาเกิดยังภพนี้ภพเดียวเท่านั้นแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”

.

นำมากล่าวย่อ

ได้แก่ โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล
(อนุโลม โคตร มรรคญาณ ผลญาณ)

การประหาณกิเลสได้ ๕ อย่าง
สักกายทิฏฐิ ๑
วิจิกิจฉา ๑
สีลัพพตปรามาส ๑
อปายคมนียกามราคะ ๑
อปายคมนียปฏิฆะ ๑

และแจ้งอริยสัจ 4(ธรรมฐิติญาณ และ ญาณในพระนิพพาน)

หมายเหตุ;

คำว่า “สัตขัตตุปรมะโสดาบัน เกิด 7 ครั้ง มนุษย์และเทวดา”

การเขียนอธิบายติดไว้ก่อน คือ สภาวะทั้งหมดแจ่มแจ้งทุกอย่าง แต่การเขียนตัวหนังสือแบบสะกดมันมาก อย่างน้อยได้รู้วิธีการปฏิบัติ และได้รู้สภาวะกันด้วยนะ

สัตขัตตุปรมะโสดาบัน

สัตขัตตุปรมะโสดาบัน แบบที่ ๑
เกิด 7 ครั้ง มนุษย์และเทวดา

หมายถึง เมื่อถึงตายแล้ว

.

ค. โสตาปันนะ

ภิกษุ ท. ! บุคคลใดย่อมรู้ย่อมเห็น
ในซึ่งธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้
(ตามที่กล่าวแล้วในข้อบนมีความเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น) ;

บุคคลนี้เราเรียกว่า โสดาบัน (ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส)
ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา (อวินิปาตธมฺม)
เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน (นิยต)
มีสัมโพธิเป็นเบื้องหน้า (สมฺโพธิปรายน).
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๗๘/๔๖๙.

.

สารีบุตร ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นแหละ ชื่อว่า กระแส (โสต)
ได้แก่สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๓๕/๑๔๓๑.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปาทาปรินิพพานเป็นอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉย(อุเบกขา) ว่า

ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา

ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา

เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ
ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง

อนุสัย คือมานะ อนุสัยคืออวิชชา
เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง
เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

.

การคบสัตบุรุษ ๑

การฟังธรรม ๒

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้
เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว

บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า

.

การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑

๑. ยังศรัทธาให้เกิดและทรงจิตไว้ด้วยสัมมาทิฏฐิ

ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้วมีผล ๑
ยัญที่บูชาแล้วมีผล ๑
การสังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ๑
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วมีอยู่ ๑
โลกนี้มี ๑ โลกหน้ามี ๑
มารดามี ๑ บิดามี ๑
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี ๑
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินไปชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกมีอยู่ ๑

.

๒.

คิดพิจรณาเนืองๆว่า
ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา

ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา

เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ
ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง
(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

.

การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางกายเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางกายแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

.

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้น
เพราะการกระทำทางวาจาเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลใน สัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

.

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางใจเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจาก การกระทำทางใจแล้ว
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

.

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ …
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

.

พ. ดูกรวัปปะ เมื่อ ภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมบรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ ๖ ประการ

เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ฟังเสียงด้วยหู…

สูดกลิ่นด้วยจมูก…

ลิ้มรสด้วยลิ้น…

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะอยู่

เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น

.
ดูกรวัปปะ เงาปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้ ครั้งนั้น บุรุษพึงถือจอบและตะกร้ามา เขาตัดต้นไม้นั้นที่โคน ครั้นแล้ว ขุดคุ้ยเอารากขึ้น โดยที่สุดแม้เท่าต้นแฝกก็ไม่ให้เหลือ เขาตัดผ่าต้นไม้นั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระทำให้เป็นซีกๆ แล้วผึ่งลมและแดด

ครั้นผึ่งลมและแดดแห้งแล้วเผาไฟ กระทำให้เป็นขี้เถ้า โปรยในที่มีลมพัดจัดหรือลอยในกระแสน้ำอันเชี่ยวในแม่น้ำ เมื่อเป็นเช่นนั้น เงาที่ปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้นั้น มีรากขาดสูญ ประดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา แม้ฉันใด

ดูกรวัปปะ ฉันนั้นเหมือนกันแล
เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมได้บรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ประการ

เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ฟังเสียงด้วยหู…

สูดกลิ่นด้วยจมูก…

ลิ้มรสด้วยลิ้น…

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะอยู่

เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา มีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็นฯ

.

ทำปฏิบัติตามแล้ว แต่ถ้ายังไม่สามารถพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบได้(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

บุคคลเหล่าใด ก็มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา
บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า

.

หมายเหตุ;

คำว่า “สัตขัตตุปรมะโสดาบัน เกิด 7 ครั้ง มนุษย์และเทวดา”

การเขียนอธิบายติดไว้ก่อน คือ สภาวะทั้งหมดแจ่มแจ้งทุกอย่าง แต่การเขียนตัวหนังสือแบบสะกดมันมาก อย่างน้อยได้รู้วิธีการปฏิบัติ และได้รู้สภาวะกันด้วยนะ

ความเชื่อในพระพุทธเจ้า

ความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า

.

นิฏฐาสูตร

[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา
บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ
บุคคล ๕ จำพวกที่สมบูรณ์ด้วยทิฐิเชื่อมั่นในโลกนี้
อีก ๕ จำพวกละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น

บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อมั่นในโลกนี้ คือ
พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑
พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑
พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑
พระสกทาคามี ๑
พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้เชื่อมั่นในโลกนี้ ฯ

.
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น คือ
พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา
บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ

บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ ๕ จำพวกเหล่านี้นั้น เชื่อมั่นในโลกนี้

บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น ฯ

.

.

อเวจจสูตร

[๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใส อย่างไม่หวั่นไหวในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงกระแสนิพพาน

ผู้ถึงกระแสนิพพาน ๕ จำพวกเหล่านั้น
เชื่อมั่นในโลกนี้ ๕ จำพวก

ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น ๕ จำพวก

.
เหล่าไหนเชื่อมั่นในโลกนี้ ๕ จำพวกเหล่านี้ คือ
พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑
พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑
พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑
พระสกทาคามี ๑
พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑

บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้เชื่อมั่นในโลกนี้

.
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหนละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น คือ
พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑

บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้ถึงกระแสนิพพาน

ผู้ถึงกระแสนิพพาน ๕ จำพวกเหล่านี้นั้นเชื่อมั่นในโลกนี้

๕ จำพวก ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น ฯ

.

หมายเหตุ;

ทำไมพระอนาคามี ต้องละโลกนี้ไปแล้ว จึงเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า ทำไมไม่เชื่อมั่นตอนที่มีชีวิตอยู่ กล่าวคือ ไม่มีการแจกแจงอริยสัจ 4 มาให้เห็นเป็นรูปธรรม และสามารถนำมาปฏิบัติตามได้ รวมทั้งสมถะ วิปัสสนา โยนิโสมนสิการ

ตรงนี้ขอพูดตามสภาวะ เกี่ยวกับโสดาบันประเภทกายสักขี
ซึ่งมีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ เป็นผู้ที่มีสมาธิมาก ได้แก่ วิโมกข์ ๘ หรืออย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่ได้อรูปฌาน

กล่าวคือ แทงตลอดในอริยสัจ 4 หรือไม่จำเป็นต้องแทงตลอดในอริยสัจ 4 ด้วยตนเอง
เพราะกำลังสมาธิที่มีอยู่ และมีกำลังมาก ย่อมบดบังกิเลส ไม่ให้รู้ชัดในกิเลสที่มีอยู่ตามความเป็นจริง คือ มี แต่เหมือนไม่มี

เมื่อเป็นแบบนี้ เวลาจะสอนใครหรือแนะนำใคร จึงใช้ประสพการณ์ของตัวเองเป็นหลัก ไม่สามารถแจกแจงธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพานให้เห็นเป็นรูปธรรม และไม่สามารถนำมาปฏิบัติตามได้ กล่าวคือ จะหนักไปทางสมาธิ มากกว่าปัญญาที่นำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ที่พูดได้แบบนี้ เพราะสภาวะเหล่านี้ เคยพบเจอด้วยตนเองมาหมดแล้ว คนอื่นๆ ย่อมไม่แตกต่างกัน

สมัยที่เราเคยมีสมาธิมาก หาอ่านได้ในบันทึกเก่าๆ การอธิบายอะไร จะเน้นสภาวะ มากกว่าที่เขียนอธิบายแบบในปัจจุบันนี้

ถ้าถามว่า ทำไมสภาวะในอดีตกับปัจจุบัน ที่เขียนไว้ ทำไมจึงแตกต่างกัน

คำตอบ เพราะรู้เห็นต่างกัน จึงเขียนต่างกัน
สมัยก่อนหนักทางสมาธิ สภาวะที่เขียนจึงมีหนักไปในเรื่องสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะทำความเพียรและขณะดำเนินชีวิต

การเขียนเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เจอสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม

ความสำคัญใน “สภาวะดับ”

รู้ตามลำดับ ละตามลำดับ มรรคปฏิปทา
เหตุปัจจัยจากอินทรีย์ ๕ มีกำลังอ่อน แก่ ไม่เท่ากัน

ตัวแปรของสภาวะ ได้แก่ ปัญญินทรีย์
คำตอบของสภาวะทั้งหมด ที่สามารถรู้ชัดด้วยตนเองได้
กล่าวคือ มีความสำคัญในการดับ

ได้แก่ การรู้ชัดในความดับตามความเป็นจริง
ของสภาวะที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย

ดับโดยกรรม

ดับโดยรูปฌาน

ดับโดยอรูปฌาน

ดับโดยมรรค

.

สามารถรู้ชัดด้วยตนเองได้โดย การเจริญสมถะและวิปัสสนา
สมถะในที่นี้ หมายเอาเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น
วิปัสสนาในที่นี้หมายถึง ไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

๑. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

หรือจะเรียกว่า เป็นข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน
ก็ได้เช่นกัน โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน

.
๒. การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.
๓. การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป
คือ ทำทั้งข้อ ๑ และ ข้อ ๒ ไปพร้อมๆกัน

.

พระธรรมคำสอน ที่ควรรรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติ

.
“เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ

จักเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ฯลฯ
เป็นไปเพื่อสมาธิ

.
เพราะฉะนั้นแหละ ท่านตั้งอยู่ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ เหล่านี้แล้ว พึงเจริญธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป.

ท่านจงพิจารณาเห็น
ในสังขารทั้งปวงว่า เป็นของไม่เที่ยง
มีความ สำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่า เป็นทุกข์
มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่า เป็นอนัตตา
มีความสำคัญ ในการละ
มีความสำคัญในความคลายกำหนัด
มีความสำคัญในการดับ

.

.

๒. อลคัททูปมสูตร

[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่จำต้องทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระ ปลงลงแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสัญโญชน์ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อจะบัญญัติต่อไป.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดเป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะโทสะและโมหะบางเบา ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้นเปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

.

.

หมายเหตุ;

“มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า”

ได้แก่

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
(สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี)

.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระสกทาคามี

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี  สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
สกทาคามิมรรค สกทาคามีมิผล

.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอนาคามี

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
อนาคามีมิมรรค อนาคามีมิผล
.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี  สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
อรหันตมรรค อรหันตผล

 

 

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ดังนี้ ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย
เพราะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ

บุคคลผู้สัทธาวิมุตตนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์
บุคคลผู้เป็นกายสักขี ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ ก็พึงเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี
ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้
บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ดังนี้ ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย
เพราะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ
บุคคลผู้ทิฏฐิปัตตะ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์
บุคคลผู้สัทธาวิมุตตเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี
และแม้บุคคลผู้กายสักขีก็พึงเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี

ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้
บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่าไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย ฯ
ปุคคลวรรคที่ ๓
สวิฏฐสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3&book=9&bookZ=33

ผัสสะ

ผัสสายตนสูตรที่ ๓

[๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง ผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง
พรหมจรรย์อันเธอไม่อยู่จบแล้ว เธอเป็นผู้ไกลจากธรรมวินัยนี้

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉิบหายแล้วในธรรมวินัยนี้
เพราะข้าพระองค์ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ฯ

 

พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา
นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา
นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

 

 

พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

 

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นยิ่งกว่า
ที่ ตถาคตตรัสรู้เองด้วยปัญญาอันยิ่งนี้แล คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นกว่านี้นั้น
คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่ง ผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น ฯ

เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารสำรวมด้วยดี
กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลส อันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว.

อุภโตภาควิมุติ

ความสำคัญมั่นหมาย “อุภโตภาควิมุติ”

ลักษณะเด่นเฉพาะของ อุภโตภาควิมุติ
คือ ได้วิโมกข์ ๘ เกิดจาก

๑. เจริญวิปัสสนา มีสมถะนำหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง)

๒. การเจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย
มีเกิดขึ้นได้ ก็สามารถเสื่อมลงไปได้ ดังกรณีวิโมกข์ ๘

หากวิโมกข์ ๘ ที่มีเกิดขึ้น ยังดำรงอยู่ตราบจนชีวิตจะหาไม่
เป็นที่แน่ใจได้ว่า เป็นอุภโตภาควิมุติ

แล้วกรณีที่ ยังมีสังโยชน์กิเลสอยู่บางส่วน
แต่มีเหตุปัจจัยให้ เสื่อมจากวิโมกข์ ๘ ล่ะ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีเจริญ ย่อมมีเสื่อม เป็นของคู่กัน
นับประสาอะไรกับจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในวิโมกข์ ๘

สำหรับบุคคลที่เกิดความยึดมั่นถือมั่นในวิโมกข์ ๘
เป็นผู้รู้ปริยัติ เกิดจากการได้ศึกษาพระธรรมคำสอน

ประกอบกับสภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้น
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ย่อมสำคัญมั่นหมาย
น้อมใจเชื่อว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนี้ๆ เป็นอุภโตภาควิมุติ
ซึ่งหมายถึง การเข้าถึงอรหันต์ โดยอัตโนมัติ

เมื่อมีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
ประกอบกับยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งนิพพาน

ถึงแม้จะมีเหตุปัจจัยให้เกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้น
ความสำคัญในอุภโตภาควิมุติ ที่เคยมีอยู่ ย่อมสร้างเหตุตามใจชอบ
เพราะคิดว่า กรรมนั้นๆ ตกไปแล้ว เพราะเข้าถึงความเป็นอรหันต์

นึกจะด่าใครก็ด่าตามใจชอบ
วุ่นวายกับเรื่องทางโลก

พูดถึงแต่สภาวะที่ตนเคยมี เคยเป็น
พูดถึงความมี ความเป็น

พูดถึงนิพพาน มีแต่สมุตติ
อธิบายนิพพานไม่ได้

หากยังไม่ถึงเวลาการทำกาละ
กายยังไม่แตกไปเสียก่อน
เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
ที่เข้าใจ ให้ความสำคัญมั่นหมายอยู่นั้น เป็นความเข้าใจผิด
ยังมีโอกาสกลับตัวกลับใจ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีก

ทีนี้อะไรๆก็คาดเดาไม่ได้
อาจจะไปรู้ชัดตอนทำกาละก็ได้ หรือไม่รู้เลยก็ได้

ในข้อนี้ วลัยพรเคยเป็นนะ
แต่ดีที่กลับตัว กลับใจได้ทัน
เพราะเกิดความสงสัยในสภาวะของตน
หลังจากเกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม
ประมาณว่า อรหันต์อะไร ทำไมยังมีกิเลส

ดีที่ว่า เพราะความอยากตัวเดียวแท้ๆ
อยากให้สภาวะที่เคยมี กลับมาเป็นเหมือนเดิม
อยากมาก การทำความเพียรยิ่งมาก เพียรหนัก
เพราะตอนนั้น ยังไม่รู้ชัดถึงความไม่เที่ยง

ถึงพูดเสมอๆว่า ให้ดูพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เป็นหลัก

อย่าสำคัญมั่นหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น
เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

หากสำคัญมั่นหมายว่าได้อะไรเป็นอะไร
สำคัญได้ แต่ให้กระทำไว้ในใจ อย่านำไปกระทำเป็นกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้น จนกว่าจะแจ้งในนิพพานตามความเป็นจริง

นิพพาน เป็นธรรมที่ดับกิเลส
ดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ต้องประจักษ์แจ้งจากใจตนเอง
ถึงแม้ไม่รู้ปริยัติ หรือศึกษาปริยัติก็ตาม

ไม่ใช่รู้จากการท่องจำ จากการศึกษา
หรือจากที่เคยได้ยิน ได้ฟังมา

เมื่อประจักษ์แจ้งจากใจ ย่อมไม่เชื่อใคร
มีแต่การสำรวม สังวร ระวัง มีแต่เพียรละ
มากกว่าการสร้างกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นอีก

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืชมี ๕ อย่าง เหล่านี้.

๕ อย่าง เหล่าไหนเล่า ? ๕ อย่าง คือ :-

(๑) พืชจากเหง้าหรือราก (มูลพีช)

(๒) พืชจากต้น (ขนฺธพีช)

(๓) พืชจากตาหรือผล (ผลพีช)

(๔) พืชจากยอด (อคฺคพีช)

(๕) พืชจากเมล็ด (พีชพีช)

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า สิ่งที่ใช้เป็น พืช ๕ อย่าง เหล่านี้

ที่ไม่ถูกทำลาย ยังไม่เน่าเปื่อย ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด

ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอันเจ้าของเก็บไว้ด้วยดี แต่ดิน น้ำ ไม่มี.

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืช ๕ อย่าง เหล่านั้นจะพึงเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้แลหรือ ?

หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า สิ่งที่ใช้เป็น พืช ๕ อย่าง เหล่านี้แหละ ที่ไม่ถูกทำลายยังไม่เน่าเปื่อย ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอันเจ้าของเก็บไว้ด้วยดี ทั้งดิน น้ำ ก็มีด้วย.

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืช ๕ อย่าง เหล่านั้นจะพึงเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้มิใช่หรือ ?

อย่างนั้น พระเจ้าข้า !

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณฐิติ ๔ อย่าง (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) พึงเห็นว่า เหมือนกับ ดิน.

ภิกษุทั้งหลาย ! นันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิน) พึงเห็นว่าเหมือนกับ นํ้า.

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัย พึงเห็นว่า เหมือนกับ พืชสดทั้ง ๕ นั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอารูปตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้

เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็น

ที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาเวทนาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสัญญาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสังขารตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์

มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า :-

เราจักบัญญัติซึ่งการมา การไป การจุติ (การตาย) การอุบัติ (การเกิด)

ความเจริญ ความงอกงามและความไพบูลย์ของวิญญาณ

โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนาเว้นจากสัญญา และเว้นจากสังขาร ดังนี้นั้น นี่ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว.

เพราะละราคะได้ อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี อันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไป เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง

เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่ ย่อมดำริ (ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่ และย่อมมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่ออารมณ์ มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี

เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิด (โน เจเตติ) ถึงสิ่งใด ย่อมไม่ดำริ (โน ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใด แต่เขายังมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ

เมื่ออารมณ์มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นครบถ้วน น ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใดด้วย และย่อมไม่มีจิตฝังลงไป (โน อนุเสติ) ในสิ่งใดด้วย ในกาลใด ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย

เมื่ออารมณ์ไม่มี ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี
เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ไม่มี ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล.

สกาทาคามิมรรค สกทาคามิผล

ปฏิบัติเพื่อสกาทาคามิมรรค สกทาคามิผล

สัทธาวิมุติ

ทิฎฐิปัตตะ

กายสักขี กรณีที่วิโมกข์ ๘ เสื่อม

.

ข้อปฏิบัติ ได้แก่
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ

ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

หมายถึง ได้ฌาน(รูปสมาบัติ) แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8

.

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

เมื่อวุกฐาคามินีวิปัสสนาดำเนินไปตามวิถี เพราะอินทรีย์เสมอกัน (สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) บริบูรณ์เสมอกันไม่ขัดข้อง จนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่อนุโลมญาณ

และอาการที่เข้าสู่ความดับนั้น ก็ไม่เหมือนกัน
มีลักษณาการต่างกันต่อไปนี้

๑. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม สังขาร มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง เป็นธรรมดาแล้วค่อยเร็วๆเข้าจนถี่ยิบ และในที่สุดก็ดับไปเลย
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ คือ ดับทางอนิจจัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความไม่เที่ยง มรรคนั้นชื่อ อนิมิตตวิโมกข์

.

๒. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์ มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

.

๓. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆน้อยลง
เหมือนเส้นด้ายที่เล็กที่สุด แล้วขาด ดับหายไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์ คือ ดับทางอนัตตา

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นอนัตตา มรรคนั้นชื่อ สุญญตวิโมกข์

.

ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ทุติยมรรค

สำหรับสกทาคามีบุคคล โดยอำนาจแห่งสกทาคามิมรรค ซึ่งได้ประหาณกิเลสเป็นครั้งที่ ๒ ถึงแม้ว่า ไม่ได้ประหาณกิเลสใดๆ เป็นสมุจเฉทเพิ่มขึ้นจากโสดาปัตติมรรคก็ดี แต่ก็ได้ประหาณให้เป็นตนุกระ คือ ให้เบาบางลง

ฉะนั้น ความพอใจในอารมณ์ที่มากระทบ แม้ยังมีอยู่ก็เบาบางมาก
จึงประหาณกามราคะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ ที่เป็นอย่างหยาบได้อย่างเด็ดขาด

ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

.

กล่าวคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะมีเกิดขึ้นในใจพอประมาณ
จึงใช้ความพยายามน้อยลง ในการอดกลั้น อดทน กดข่มใจ
การที่ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

.

สมณะบุณฑริก

ทิฏฐิสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มีสัมมาวิมุติ แต่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายอยู่
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

สังโยชนสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป
และทำราคะ โทสะโมหะให้เบาบาง จะมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น และจะกระทำที่สุดทุกข์ได้
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

ขันธสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า
รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้
เวทนาเป็นดังนี้ …สัญญาเป็นดังนี้ … สังขารเป็นดังนี้ …
วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ แต่เธอหาได้ถูกต้อง วิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายไม่
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

ปฏิบัติเพื่อโสดาปฏิมรรค โสดาปัตติผล

สัทธานุสารี

ธัมมานุสารี

ข้อปฏิบัติ ได้แก่

1. เจริญสมถะ มีวิปัสสนานำหน้า

2. เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า

3. เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

เนื่องจากความต่างของอินทรีย์ 5
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธิอินทรีย์ ปัญญินทรีย์

มี 2 ประเภท

1. บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
หมายถึง ได้ฌาน(รูปสมาบัติ) แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8

2. บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
หมายถึง ได้วิโมกข์ 8

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สัทธาวิมุติ หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้ว ด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต

.

[๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธาวิมุตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคตของผู้นั้นตั้งมั่นแล้ว มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว
บุคคลนี้เรากล่าวว่าสัทธาวิมุตบุคคล

ทิฎฐิปัตตะ หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ

.

[๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิปัตตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้ว
เป็นธรรมอันผู้นั้นเห็นแจ้งด้วยปัญญาประพฤติดีแล้ว
บุคคลนี้เรากล่าวว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล

กายสักขี หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่
ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี

.

[๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายสักขีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรากล่าวว่ากายสักขีบุคคล

อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว
เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ปฐมมรรค
ซึ่งทำการประหาณกิเลสได้ ๕ อย่าง

.

สักกายทิฏฐิ ๑

ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ
ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า
ปัญจขันธ์นี้เป็นของตน เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นผิด
ที่ทำให้ตนติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

.

วิจิกิจฉา ๑

วิจิกิจฉากิเลส ๑
๑. สงสัยในพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ
ถ้าพระพุทธเจ้ามีจริง พระองค์ตัดกิเลสได้จริงหรือ
พระองค์ทรงคุณพิเศษ สามารถแสดงธรรมเพื่อตัดกิเลส
นำสัตว์ออกจากวัฏฏสงสารได้จริงหรือ

พระองค์ทรงพ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสาร
เสด็จเข้าสู่แดนอมตมหานฤพานได้จริงหรือ
ดังนี้เป็นต้น

.

๒. สงสัยในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น จริงหรือ
พระธรรมอันเร้นลับ มองไม่เห็นต่างๆ เช่น เรื่องนรก สวรรค์
มรรค ผล นิพพาน เป็นต้นนั้น มีจริงอยู่หรือ

ถ้าปฏิบัติตามพระธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้
แล้วจะได้รับผลจริงหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น

.

๓. สงสัยในพระอริยสงฆ์สาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระอริยสงฆ์ มีจริงหรือ

ถ้ามีจริง พระอริยสงฆ์ ท่านสามารถดับกิเลสได้จริงหรือ
พระอริยสงฆ์ ท่านได้บรรลุมรรค ผล และเห็นพระนิพพานได้จริงหรือ ดังนี้เป็นต้น

.

สีลัพพตปรามาส ๑
สีลัพพตปรามาส คือ ความยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตร
ซึ่งไม่ใช่ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

.

อปายคมนียกามราคะ ๑
อปายคมนียปฏิฆะ ๑

คำว่า อปายคมนียกามราคะ-ปฏิฆะ นั้น คือ
การนำไปสู่อบายได้โดยกามราคะและปฏิฆะนั่นเอง

กามราคะ ที่เป็นอปายคมนียะ คือ กามรมณ์ทั้ง ๕ มากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วมีความยินดี พอใจ เป็นอย่างมาก จนถึงสามารถล่วงอกุศลกรรมบถได้ เช่น พอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ สามารถกระทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่อละสักกายทิฏฐิได้แล้ว กรรมใดที่เป็นทุจริต อันจะนำไปสู่อบาย ก็ย่อมไม่กระทำกรรมนั้น แต่ถึงแม้จะละสักกายทิฏฐิได้ ก็ยังไม่สามารถละมานะสังโยชน์ได้ แต่ก็ยังเห็นเป็นเราเป็นเขาอยู่ ความยินดีในอารมณืที่มากระทบ จึงยังมีอยู่
ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

กล่าวคือ ยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

.

ปฐมมรรค ทำการประหาณกิเลสนั้น ก็เป็นการประหานอย่างเด็ดขาดดุจสายฟ้าที่ผ่าลงบนต้นไม้ตั้งแต่ยอดตลอดถึงรากแก้ว
ซึ่งต้นไม้นั้นต้องเฉาตายลงไปทันที จะฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้

มรรคญาณที่ปรากฏ
ก็ประหาณกิเลสดังกล่าวให้อับเฉาสิ้นไปสิ้นเด็ดขาดดุจเดียวกัน

ปฐมมรรคที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นครั้งเดียว
ต่อจากนั้น ผลญาณ คือผลจิตก็เกิดขึ้นเรื่อยๆไป

มรรคญาณเป็นเหตุ จึงเกิดผลญาณขึ้น อารมณ์เป็นพระนิพพาน
ในการประหาณมี ๒ อย่าง คือ
การประหาณกิเลสในมรรคญาณนั้นเรียกว่า สมุจเฉทประหาน
ส่วนในผลญาณนั้นเรียกว่า ปฏิสัมภนปหาน

สังโยชนสูตร
บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวเป็นอย่างไร ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓
เป็นพระโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะได้ตรัสรู้ในข้างหน้า
อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว;

เสขสูตร

 

เสขสูตรที่ ๔

ภิกษุ ท. ! สิกขาบท ๑๕๐สิกขาบทนี้
ย่อมมาสู่อุทเทส ทุกกึ่งแห่งเดือนตามลำดับ

อันกุลบุตรผู้ปรารถนาประโยชน์
พากันศึกษาอยู่ในสิกขาบทเหล่านั้น

ภิกษุ ท. ! สิกขา ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่
อันเป็นที่ประชุมลงของสิกขาบททั้งปวงนั้น

สิกขา ๓ อย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
คือ

อธิสีลสิกขา ๑
อธิจิตตสิกขา ๑
อธิปัญญาสิกขา ๑

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล สิกขาสามอย่าง อันเป็น
ที่ประชุมลงแห่งสิกขาบททั้งปวงนั้น

ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้
ทำให้บริบูรณ์ในศีล
ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ
ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา

เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง
และต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ไม่มีผู้รู้ใด ๆ
กล่าวความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม จักเกิดขึ้น

เพราะเหตุสักว่า การล่วงสิกขาบทเล็กน้อย
และการต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านี้

ส่วนสิกขาบทเหล่าใดที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
ที่เหมาะสมแก่พรหมจรรย์,

เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน
มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น
สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ภิกษุนั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้

เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้เข้าถึงแล้วแลอยู่

หรือว่าเมื่อยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป
และเพราะราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง

มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น
แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระเอกพิชีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

มาบังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียวเท่านั้น
แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระโกลังโกละโสดาบัน
เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

ยังท่องเที่ยวไปสู่ ๒ หรือ ๓ ตระกูล (ภพ)
แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน
เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

ยังท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์อย่างมากเพียง ๗ ครั้ง
แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทำได้เพียงบางส่วน
ย่อมให้สำเร็จได้เพียงบางส่วน
ผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่า ไม่เป็นหมันเลย ฯ

Previous Older Entries

มกราคม 2019
พฤ อา
« ธ.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: