ความสำคัญใน “สภาวะดับ”

รู้ตามลำดับ ละตามลำดับ มรรคปฏิปทา
เหตุปัจจัยจากอินทรีย์ ๕ มีกำลังอ่อน แก่ ไม่เท่ากัน

ตัวแปรของสภาวะ ได้แก่ ปัญญินทรีย์
คำตอบของสภาวะทั้งหมด ที่สามารถรู้ชัดด้วยตนเองได้
กล่าวคือ มีความสำคัญในการดับ

ได้แก่ การรู้ชัดในความดับตามความเป็นจริง
ของสภาวะที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย

ดับโดยกรรม

ดับโดยรูปฌาน

ดับโดยอรูปฌาน

ดับโดยมรรค

.

สามารถรู้ชัดด้วยตนเองได้โดย การเจริญสมถะและวิปัสสนา
สมถะในที่นี้ หมายเอาเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น
วิปัสสนาในที่นี้หมายถึง ไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

๑. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

หรือจะเรียกว่า เป็นข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน
ก็ได้เช่นกัน โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน

.
๒. การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.
๓. การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป
คือ ทำทั้งข้อ ๑ และ ข้อ ๒ ไปพร้อมๆกัน

.

พระธรรมคำสอน ที่ควรรรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติ

.
“เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ

จักเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ฯลฯ
เป็นไปเพื่อสมาธิ

.
เพราะฉะนั้นแหละ ท่านตั้งอยู่ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ เหล่านี้แล้ว พึงเจริญธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป.

ท่านจงพิจารณาเห็น
ในสังขารทั้งปวงว่า เป็นของไม่เที่ยง
มีความ สำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่า เป็นทุกข์
มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่า เป็นอนัตตา
มีความสำคัญ ในการละ
มีความสำคัญในความคลายกำหนัด
มีความสำคัญในการดับ

.

.

๒. อลคัททูปมสูตร

[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่จำต้องทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระ ปลงลงแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสัญโญชน์ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อจะบัญญัติต่อไป.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดเป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะโทสะและโมหะบางเบา ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้นเปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

.

.

หมายเหตุ;

“มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า”

ได้แก่

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
(สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี)

.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระสกทาคามี

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี  สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
สกทาคามิมรรค สกทาคามีมิผล

.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอนาคามี

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
อนาคามีมิมรรค อนาคามีมิผล
.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี  สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
อรหันตมรรค อรหันตผล

 

 

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ดังนี้ ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย
เพราะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ

บุคคลผู้สัทธาวิมุตตนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์
บุคคลผู้เป็นกายสักขี ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ ก็พึงเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี
ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้
บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ดังนี้ ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย
เพราะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ
บุคคลผู้ทิฏฐิปัตตะ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์
บุคคลผู้สัทธาวิมุตตเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี
และแม้บุคคลผู้กายสักขีก็พึงเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี

ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้
บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่าไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย ฯ
ปุคคลวรรคที่ ๓
สวิฏฐสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3&book=9&bookZ=33

Advertisements

สัทธานุสารีบุคคล

[๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด
คือ อรูปสมาบัติ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต

อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น

บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารีบุคคล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า
กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า
ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร
คบหากัลยาณมิตร
ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่
พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์

อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้
จึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

หมายเหตุ;

“ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่”

เป็นผู้ได้รูปฌาน

“และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป”
ความหลุดพ้นจาก อุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

“เพราะเห็นด้วยปัญญา”
รู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ

อนิจจัง อนิจจานุปัสสนา อนิมิตตวิโมกข์
ทุกขัง ทุกขานุปัสสนา อัปปณิหิตวิโมกข์
อนัตตา อนัตตานุปัสสนา สุญญตวิโมกข์

“กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้”
หมายถึง ความไม่ประมาทใน ผัสสายตนะ ๖
ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

“ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น”

 

“อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต”

ผัสสายตนสูตรที่ ๓

[๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง ผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง
พรหมจรรย์อันเธอไม่อยู่จบแล้ว เธอเป็นผู้ไกลจากธรรมวินัยนี้

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉิบหายแล้วในธรรมวินัยนี้
เพราะข้าพระองค์ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ฯ

 

พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา
นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา
นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

 

 

พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

 

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นยิ่งกว่า
ที่ ตถาคตตรัสรู้เองด้วยปัญญาอันยิ่งนี้แล คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นกว่านี้นั้น
คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่ง ผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น ฯ

เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารสำรวมด้วยดี
กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลส อันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว.

อุภโตภาควิมุติ

ความสำคัญมั่นหมาย “อุภโตภาควิมุติ”

ลักษณะเด่นเฉพาะของ อุภโตภาควิมุติ
คือ ได้วิโมกข์ ๘ เกิดจาก

๑. เจริญวิปัสสนา มีสมถะนำหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง)

๒. การเจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย
มีเกิดขึ้นได้ ก็สามารถเสื่อมลงไปได้ ดังกรณีวิโมกข์ ๘

หากวิโมกข์ ๘ ที่มีเกิดขึ้น ยังดำรงอยู่ตราบจนชีวิตจะหาไม่
เป็นที่แน่ใจได้ว่า เป็นอุภโตภาควิมุติ

แล้วกรณีที่ ยังมีสังโยชน์กิเลสอยู่บางส่วน
แต่มีเหตุปัจจัยให้ เสื่อมจากวิโมกข์ ๘ ล่ะ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีเจริญ ย่อมมีเสื่อม เป็นของคู่กัน
นับประสาอะไรกับจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในวิโมกข์ ๘

สำหรับบุคคลที่เกิดความยึดมั่นถือมั่นในวิโมกข์ ๘
เป็นผู้รู้ปริยัติ เกิดจากการได้ศึกษาพระธรรมคำสอน

ประกอบกับสภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้น
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ย่อมสำคัญมั่นหมาย
น้อมใจเชื่อว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนี้ๆ เป็นอุภโตภาควิมุติ
ซึ่งหมายถึง การเข้าถึงอรหันต์ โดยอัตโนมัติ

เมื่อมีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
ประกอบกับยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งนิพพาน

ถึงแม้จะมีเหตุปัจจัยให้เกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้น
ความสำคัญในอุภโตภาควิมุติ ที่เคยมีอยู่ ย่อมสร้างเหตุตามใจชอบ
เพราะคิดว่า กรรมนั้นๆ ตกไปแล้ว เพราะเข้าถึงความเป็นอรหันต์

นึกจะด่าใครก็ด่าตามใจชอบ
วุ่นวายกับเรื่องทางโลก

พูดถึงแต่สภาวะที่ตนเคยมี เคยเป็น
พูดถึงความมี ความเป็น

พูดถึงนิพพาน มีแต่สมุตติ
อธิบายนิพพานไม่ได้

หากยังไม่ถึงเวลาการทำกาละ
กายยังไม่แตกไปเสียก่อน
เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
ที่เข้าใจ ให้ความสำคัญมั่นหมายอยู่นั้น เป็นความเข้าใจผิด
ยังมีโอกาสกลับตัวกลับใจ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีก

ทีนี้อะไรๆก็คาดเดาไม่ได้
อาจจะไปรู้ชัดตอนทำกาละก็ได้ หรือไม่รู้เลยก็ได้

ในข้อนี้ วลัยพรเคยเป็นนะ
แต่ดีที่กลับตัว กลับใจได้ทัน
เพราะเกิดความสงสัยในสภาวะของตน
หลังจากเกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม
ประมาณว่า อรหันต์อะไร ทำไมยังมีกิเลส

ดีที่ว่า เพราะความอยากตัวเดียวแท้ๆ
อยากให้สภาวะที่เคยมี กลับมาเป็นเหมือนเดิม
อยากมาก การทำความเพียรยิ่งมาก เพียรหนัก
เพราะตอนนั้น ยังไม่รู้ชัดถึงความไม่เที่ยง

ถึงพูดเสมอๆว่า ให้ดูพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เป็นหลัก

อย่าสำคัญมั่นหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น
เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

หากสำคัญมั่นหมายว่าได้อะไรเป็นอะไร
สำคัญได้ แต่ให้กระทำไว้ในใจ อย่านำไปกระทำเป็นกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้น จนกว่าจะแจ้งในนิพพานตามความเป็นจริง

นิพพาน เป็นธรรมที่ดับกิเลส
ดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ต้องประจักษ์แจ้งจากใจตนเอง
ถึงแม้ไม่รู้ปริยัติ หรือศึกษาปริยัติก็ตาม

ไม่ใช่รู้จากการท่องจำ จากการศึกษา
หรือจากที่เคยได้ยิน ได้ฟังมา

เมื่อประจักษ์แจ้งจากใจ ย่อมไม่เชื่อใคร
มีแต่การสำรวม สังวร ระวัง มีแต่เพียรละ
มากกว่าการสร้างกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นอีก

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืชมี ๕ อย่าง เหล่านี้.

๕ อย่าง เหล่าไหนเล่า ? ๕ อย่าง คือ :-

(๑) พืชจากเหง้าหรือราก (มูลพีช)

(๒) พืชจากต้น (ขนฺธพีช)

(๓) พืชจากตาหรือผล (ผลพีช)

(๔) พืชจากยอด (อคฺคพีช)

(๕) พืชจากเมล็ด (พีชพีช)

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า สิ่งที่ใช้เป็น พืช ๕ อย่าง เหล่านี้

ที่ไม่ถูกทำลาย ยังไม่เน่าเปื่อย ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด

ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอันเจ้าของเก็บไว้ด้วยดี แต่ดิน น้ำ ไม่มี.

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืช ๕ อย่าง เหล่านั้นจะพึงเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้แลหรือ ?

หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า สิ่งที่ใช้เป็น พืช ๕ อย่าง เหล่านี้แหละ ที่ไม่ถูกทำลายยังไม่เน่าเปื่อย ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอันเจ้าของเก็บไว้ด้วยดี ทั้งดิน น้ำ ก็มีด้วย.

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืช ๕ อย่าง เหล่านั้นจะพึงเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้มิใช่หรือ ?

อย่างนั้น พระเจ้าข้า !

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณฐิติ ๔ อย่าง (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) พึงเห็นว่า เหมือนกับ ดิน.

ภิกษุทั้งหลาย ! นันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิน) พึงเห็นว่าเหมือนกับ นํ้า.

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัย พึงเห็นว่า เหมือนกับ พืชสดทั้ง ๕ นั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอารูปตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้

เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็น

ที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาเวทนาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสัญญาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสังขารตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์

มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า :-

เราจักบัญญัติซึ่งการมา การไป การจุติ (การตาย) การอุบัติ (การเกิด)

ความเจริญ ความงอกงามและความไพบูลย์ของวิญญาณ

โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนาเว้นจากสัญญา และเว้นจากสังขาร ดังนี้นั้น นี่ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว.

เพราะละราคะได้ อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี อันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไป เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง

เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่ ย่อมดำริ (ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่ และย่อมมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่ออารมณ์ มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี

เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิด (โน เจเตติ) ถึงสิ่งใด ย่อมไม่ดำริ (โน ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใด แต่เขายังมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ

เมื่ออารมณ์มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นครบถ้วน น ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใดด้วย และย่อมไม่มีจิตฝังลงไป (โน อนุเสติ) ในสิ่งใดด้วย ในกาลใด ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย

เมื่ออารมณ์ไม่มี ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี
เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ไม่มี ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล.

สกาทาคามิมรรค สกทาคามิผล

ปฏิบัติเพื่อสกาทาคามิมรรค สกทาคามิผล

สัทธาวิมุติ

ทิฎฐิปัตตะ

กายสักขี กรณีที่วิโมกข์ ๘ เสื่อม

.

ข้อปฏิบัติ ได้แก่
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ

ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

หมายถึง ได้ฌาน(รูปสมาบัติ) แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8

.

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

เมื่อวุกฐาคามินีวิปัสสนาดำเนินไปตามวิถี เพราะอินทรีย์เสมอกัน (สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) บริบูรณ์เสมอกันไม่ขัดข้อง จนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่อนุโลมญาณ

และอาการที่เข้าสู่ความดับนั้น ก็ไม่เหมือนกัน
มีลักษณาการต่างกันต่อไปนี้

๑. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม สังขาร มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง เป็นธรรมดาแล้วค่อยเร็วๆเข้าจนถี่ยิบ และในที่สุดก็ดับไปเลย
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ คือ ดับทางอนิจจัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความไม่เที่ยง มรรคนั้นชื่อ อนิมิตตวิโมกข์

.

๒. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์ มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

.

๓. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆน้อยลง
เหมือนเส้นด้ายที่เล็กที่สุด แล้วขาด ดับหายไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์ คือ ดับทางอนัตตา

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นอนัตตา มรรคนั้นชื่อ สุญญตวิโมกข์

.

ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ทุติยมรรค

สำหรับสกทาคามีบุคคล โดยอำนาจแห่งสกทาคามิมรรค ซึ่งได้ประหาณกิเลสเป็นครั้งที่ ๒ ถึงแม้ว่า ไม่ได้ประหาณกิเลสใดๆ เป็นสมุจเฉทเพิ่มขึ้นจากโสดาปัตติมรรคก็ดี แต่ก็ได้ประหาณให้เป็นตนุกระ คือ ให้เบาบางลง

ฉะนั้น ความพอใจในอารมณ์ที่มากระทบ แม้ยังมีอยู่ก็เบาบางมาก
จึงประหาณกามราคะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ ที่เป็นอย่างหยาบได้อย่างเด็ดขาด

ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

.

กล่าวคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะมีเกิดขึ้นในใจพอประมาณ
จึงใช้ความพยายามน้อยลง ในการอดกลั้น อดทน กดข่มใจ
การที่ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

.

สมณะบุณฑริก

ทิฏฐิสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มีสัมมาวิมุติ แต่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายอยู่
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

สังโยชนสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป
และทำราคะ โทสะโมหะให้เบาบาง จะมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น และจะกระทำที่สุดทุกข์ได้
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

ขันธสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า
รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้
เวทนาเป็นดังนี้ …สัญญาเป็นดังนี้ … สังขารเป็นดังนี้ …
วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ แต่เธอหาได้ถูกต้อง วิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายไม่
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

ปฏิบัติเพื่อโสดาปฏิมรรค โสดาปัตติผล

สัทธานุสารี

ธัมมานุสารี

ข้อปฏิบัติ ได้แก่

1. เจริญสมถะ มีวิปัสสนานำหน้า

2. เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า

3. เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

เนื่องจากความต่างของอินทรีย์ 5
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธิอินทรีย์ ปัญญินทรีย์

มี 2 ประเภท

1. บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
หมายถึง ได้ฌาน(รูปสมาบัติ) แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8

2. บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
หมายถึง ได้วิโมกข์ 8

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สัทธาวิมุติ หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้ว ด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต

.

[๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธาวิมุตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคตของผู้นั้นตั้งมั่นแล้ว มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว
บุคคลนี้เรากล่าวว่าสัทธาวิมุตบุคคล

ทิฎฐิปัตตะ หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ

.

[๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิปัตตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้ว
เป็นธรรมอันผู้นั้นเห็นแจ้งด้วยปัญญาประพฤติดีแล้ว
บุคคลนี้เรากล่าวว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล

กายสักขี หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่
ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี

.

[๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายสักขีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรากล่าวว่ากายสักขีบุคคล

อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว
เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ปฐมมรรค
ซึ่งทำการประหาณกิเลสได้ ๕ อย่าง

.

สักกายทิฏฐิ ๑

ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ
ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า
ปัญจขันธ์นี้เป็นของตน เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นผิด
ที่ทำให้ตนติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

.

วิจิกิจฉา ๑

วิจิกิจฉากิเลส ๑
๑. สงสัยในพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ
ถ้าพระพุทธเจ้ามีจริง พระองค์ตัดกิเลสได้จริงหรือ
พระองค์ทรงคุณพิเศษ สามารถแสดงธรรมเพื่อตัดกิเลส
นำสัตว์ออกจากวัฏฏสงสารได้จริงหรือ

พระองค์ทรงพ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสาร
เสด็จเข้าสู่แดนอมตมหานฤพานได้จริงหรือ
ดังนี้เป็นต้น

.

๒. สงสัยในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น จริงหรือ
พระธรรมอันเร้นลับ มองไม่เห็นต่างๆ เช่น เรื่องนรก สวรรค์
มรรค ผล นิพพาน เป็นต้นนั้น มีจริงอยู่หรือ

ถ้าปฏิบัติตามพระธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้
แล้วจะได้รับผลจริงหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น

.

๓. สงสัยในพระอริยสงฆ์สาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระอริยสงฆ์ มีจริงหรือ

ถ้ามีจริง พระอริยสงฆ์ ท่านสามารถดับกิเลสได้จริงหรือ
พระอริยสงฆ์ ท่านได้บรรลุมรรค ผล และเห็นพระนิพพานได้จริงหรือ ดังนี้เป็นต้น

.

สีลัพพตปรามาส ๑
สีลัพพตปรามาส คือ ความยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตร
ซึ่งไม่ใช่ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

.

อปายคมนียกามราคะ ๑
อปายคมนียปฏิฆะ ๑

คำว่า อปายคมนียกามราคะ-ปฏิฆะ นั้น คือ
การนำไปสู่อบายได้โดยกามราคะและปฏิฆะนั่นเอง

กามราคะ ที่เป็นอปายคมนียะ คือ กามรมณ์ทั้ง ๕ มากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วมีความยินดี พอใจ เป็นอย่างมาก จนถึงสามารถล่วงอกุศลกรรมบถได้ เช่น พอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ สามารถกระทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่อละสักกายทิฏฐิได้แล้ว กรรมใดที่เป็นทุจริต อันจะนำไปสู่อบาย ก็ย่อมไม่กระทำกรรมนั้น แต่ถึงแม้จะละสักกายทิฏฐิได้ ก็ยังไม่สามารถละมานะสังโยชน์ได้ แต่ก็ยังเห็นเป็นเราเป็นเขาอยู่ ความยินดีในอารมณืที่มากระทบ จึงยังมีอยู่
ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

กล่าวคือ ยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

.

ปฐมมรรค ทำการประหาณกิเลสนั้น ก็เป็นการประหานอย่างเด็ดขาดดุจสายฟ้าที่ผ่าลงบนต้นไม้ตั้งแต่ยอดตลอดถึงรากแก้ว
ซึ่งต้นไม้นั้นต้องเฉาตายลงไปทันที จะฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้

มรรคญาณที่ปรากฏ
ก็ประหาณกิเลสดังกล่าวให้อับเฉาสิ้นไปสิ้นเด็ดขาดดุจเดียวกัน

ปฐมมรรคที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นครั้งเดียว
ต่อจากนั้น ผลญาณ คือผลจิตก็เกิดขึ้นเรื่อยๆไป

มรรคญาณเป็นเหตุ จึงเกิดผลญาณขึ้น อารมณ์เป็นพระนิพพาน
ในการประหาณมี ๒ อย่าง คือ
การประหาณกิเลสในมรรคญาณนั้นเรียกว่า สมุจเฉทประหาน
ส่วนในผลญาณนั้นเรียกว่า ปฏิสัมภนปหาน

สังโยชนสูตร
บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวเป็นอย่างไร ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓
เป็นพระโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะได้ตรัสรู้ในข้างหน้า
อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว;

เสขสูตร

 

เสขสูตรที่ ๔

ภิกษุ ท. ! สิกขาบท ๑๕๐สิกขาบทนี้
ย่อมมาสู่อุทเทส ทุกกึ่งแห่งเดือนตามลำดับ

อันกุลบุตรผู้ปรารถนาประโยชน์
พากันศึกษาอยู่ในสิกขาบทเหล่านั้น

ภิกษุ ท. ! สิกขา ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่
อันเป็นที่ประชุมลงของสิกขาบททั้งปวงนั้น

สิกขา ๓ อย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
คือ

อธิสีลสิกขา ๑
อธิจิตตสิกขา ๑
อธิปัญญาสิกขา ๑

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล สิกขาสามอย่าง อันเป็น
ที่ประชุมลงแห่งสิกขาบททั้งปวงนั้น

ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้
ทำให้บริบูรณ์ในศีล
ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ
ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา

เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง
และต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ไม่มีผู้รู้ใด ๆ
กล่าวความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม จักเกิดขึ้น

เพราะเหตุสักว่า การล่วงสิกขาบทเล็กน้อย
และการต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านี้

ส่วนสิกขาบทเหล่าใดที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
ที่เหมาะสมแก่พรหมจรรย์,

เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน
มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น
สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ภิกษุนั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้

เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้เข้าถึงแล้วแลอยู่

หรือว่าเมื่อยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป
และเพราะราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง

มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น
แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระเอกพิชีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

มาบังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียวเท่านั้น
แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระโกลังโกละโสดาบัน
เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

ยังท่องเที่ยวไปสู่ ๒ หรือ ๓ ตระกูล (ภพ)
แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน
เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

ยังท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์อย่างมากเพียง ๗ ครั้ง
แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทำได้เพียงบางส่วน
ย่อมให้สำเร็จได้เพียงบางส่วน
ผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่า ไม่เป็นหมันเลย ฯ

อินทรีย์ 5 ประการ

http://www.tripitaka91.com/tripitaka91_1.php?book_code=31

อะเมซิ่ง

๒๗ มีค.๕๗

มีเหตุให้ค้นหาความหมาย ที่เขียนลงไปแล้วว่า ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ไหม

เนื่องจาก เมื่อวานนี้ มีเหตุปัจจัย ให้ได้ค้นหาภาษาบาลี ที่มาของ โสดาบัน ที่นำภาษาบาลีมาแปลโดย อรรกถาจารย์

วลัยพร เคยพูดกับเจ้านายไว้นานแล้วว่า มีบุคคลบางประเภท ที่จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ รูปฌาน จนถึง อรูปฌาน และมีสภาวะความตายเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นผู้ที่รู้ชัดในสภาวะความตาย ในแต่ละขณะ ที่เกิดขึ้น

บุคคลที่มีสภาวะดังนี้ แม้ผ่านสภาวะความตายมาแล้ว แต่ยังไม่มีเหตุปัจจัยอันใด ทำให้กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมลงไป กล่าวคือ ปัจจเวกขณญาณยังไม่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

แต่สภาวะสังโยชน์ ๕ ที่มีอยู่ ถูกทำให้เบาบางลงไป(กำลังของสมาธิ/เนวสัญญานาสัญญายตนะ)

เหตุจาก แจ้งในสภาวะความตาย ตามความเป็นจริง บุคคลเหล่านี้ จึงไม่ยึดติดในกายที่ตนมีอยู่ และไม่กลัวตาย

ถ้าบุคคลประเภทนี้ ชีวิตดับสิ้นไปก่อน ย่อมไม่กลับหวนกลับมาเกิดยังโลก อีกแน่นอน

“สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ สัตว์บางจำพวกในโลกนี้ จุติจากกายนั้นแล้วเป็นอาคามีกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้

อนึ่ง อะไรเป็นปัจจัยเครื่องให้สัตว์บางจำพวกในโลกนี้ จุติจากกายนั้น
แล้วเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์
ไม่ได้ แต่เขาบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะในปัจจุบัน

บุคคลนั้นชอบใจ ยินดีและถึงความปลื้มใจด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ยับยั้งอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น น้อมใจไป อยู่จนคุ้นในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ไม่เสื่อม

เมื่อทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เขาจุติจากชั้นนั้นแล้วย่อมเป็นอาคามี กลับมาสู่ความเป็นอย่าง
นี้

ดูกรสารีบุตร อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้แล้ว
เขาบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ ในปัจจุบัน

บุคคลนั้นชอบใจ ยินดี และถึงความปลื้มใจ ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ยับยั้งในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น น้อมใจไป อยู่จนคุ้นในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ไม่เสื่อม

เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เขาจุติจากชั้นนั้นแล้ว ย่อมเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความ
เป็นอย่างนี้

ดูกรสารีบุตร นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สัตว์บางจำพวกในโลก
นี้ จุติจากกายนั้นแล้วเป็นอาคามี กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้

อนึ่ง นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สัตว์บางจำพวกในโลกนี้ จุติจากกายนั้นแล้วเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ”

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=21&A=4300&Z=4361&pagebreak=0

บุคคลอีกประเภทหนึ่ง จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ รูปฌาน จนถึงอรูปฌาน และมีสภาวะความตายเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นผู้ที่รู้ชัดในสภาวะความตาย ในแต่ละขณะ ที่เกิดขึ้น

บุคคลที่มีสภาวะดังนี้ แม้ผ่านสภาวะความตายมาแล้ว แต่มีเหตุปัจจัยให้ กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น การทำความเพียร เรื่องของสภาวะจิตเป็นสมาธิ จะเหมือนคนเริ่มต้นทำสมาธิใหม่ๆ

(เหตุปัจจัยจากการทำความเพียรต่อเนื่อง เป็นเหตุสภาวะจิตเป็นสมาธิของบุคคลประเภทนี้ ย่อมมีสภาวะรูปฌาน และอรูปฌาม เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เป็นปกติ แบบที่เคยเกิดขึ้น ก่อนที่สภาวะปัจจเวก จะเกิดขึ้น)

บุคคลประเภทนี้ จะรู้ชัดในสภาวะของกิเลส ได้ชัดมาก เหตุจาก ไม่มีกำลังสมาธิ เกิดขึ้นบดบังสภาวะกิเลสต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นตามความเป็นจริงของกิเลส ที่ยังมีอยู่ และเป็นอยู่ เป็นเหตุให้ สภาวะปัจจเวกขณญาณ จึงเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

บุคคลประเภทนี้ เหมือนบุคคลประเภทแรก คือ ไม่ยึดติดกับกายนี้ และเป็นผู้ที่ไม่กลัวความตาย เหตุจากรู้ชัดแล้วว่า สภาวะความตาย ที่เรียกว่า ตาย ทางโลกนั้น ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพียง สภาวะจิตจุติ และ ปฏิสนธิจิต ที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

สภาวะของทั้งสองบุคคลประเภทนี้ หากชีวิตต้องดับสิ้นไปก่อน จะไม่กลับมาเกิดในมนุษย์อย่างแน่นอน

อันนี้วลัยพรเคยพูดให้เจ้านายฟังว่า สภาวะของบุคคลทั้งสองประเภทนี้ มีสภาวะเหมือนกับพระอนาคามี

เจ้านายถามว่า รู้ได้ยังไง

ตอนนั้น ก็ไม่ได้สนใจค้นหาข้อมูล เพราะรู้ดีว่า ถ้ายังไม่ถึงเวลา หาให้ตายก็หาไม่เจอ หรือถึงหาเจอ ก็จะโดนกิเลสหลอกเอา จึงไม่เคยคิดที่จะค้นหา

และก็ถึงเวลานั้นจริงๆ มีเหตุปัจจัยต้องให้หาข้อมูลที่เป็นภาษาบาลี เกียวกับพระโสดาบัน แล้วทำให้เจอ สิ่งที่วลัยพรเคยพูดไว้กับเจ้านาย แต่ไม่มีที่อ้างอิง

เรื่องคุณสมบัติของโสดาบัน ที่ตายแล้ว ไม่หวนกลับมายังโลกมนุษย์

(มูลฏีกา) อิหฎฺฐกนิชฺฌานิกวเสเนว อิมสฺมิ ํ ฐาเน กถิตาติ สชฺฌานโก อชฺฌตฺตสํโยชนสมุจฺเฉเท อกเตปิ อนาคามิสภาโค อนาวตฺติธมฺโม อิธ คณนูปโค น โหติ, เหฎฺฐา อุปริ จ สํสรณโก กามภวคโต หีนชฺฌานโก อิธ คณนูปโคติ อธิปฺปาโยฯ

ข้อความว่า อิหฎฺฐกนิชฺฌานิกวเสเนว อิมสฺมิ ํ ฐาเน กถิตา นี้ อธิบายว่า พระโสดาบัน ยังมีฌานอยู่ (คือยังไม่เสื่อมจากฌาน) แม้เมื่อยังตัดสังโยชน์ภายในไม่ได้ ก็ชื่อว่า มีการไม่มาอีกเป็นธรรม ซึ่งเป็นผู้มีส่วนเสมอกับพระอนาคามี ไม่เป็นอันเข้าถึงการนับ ในที่นี้, (ส่วน) ผู้เสื่อมจากฌาน ไปสู่กามภพ เที่ยวไปในสังสารวัฏฏ์ทั้งสูงและต่ำ จึงจะเข้าถึงการนับในพระโสดาบันประเภทนี้ฯ

(อนุฏีกา) สชฺฌานโก อปริหีนชฺฌาโน กาลกโต พฺรหฺมโลกูปโค หุตฺวา วฎฺฎชฺฌาสโย เจ, อุปรูปริ นิพฺพตฺติตฺวา นิพฺพายตีติ อาห ‘‘อนาคามิสภาโค’’ติฯ ยโต โส ฌานานาคามีติ วุจฺจติฯ เตนาห ‘‘อนาวตฺติธมฺโม’’ติฯ

พระโสดาบัน ผู้ยังได้ฌาน ไม่เสื่อมจากฌาน ตายไป ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก หากยังมีอัธยาศัยในวัฏฏะ, ท่านจะบังเกิดในภพยิ่งๆขึ้นไปแล้วจึงนิพพาน เพราะฉะนั้น พระมูลฏีกาจารย์จึงกล่าวว่า อนาคามิสภาโค มีส่วนเสมอด้วยพระอนาคามีฯ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกพระโสดาบันประเภทนี้ว่า ฌานานาคามี ผู้ไม่มาสู่กามภูมิด้วยฌานฯ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนาวตฺติธมฺโม มีการไม่กลับมาเป็นธรรม ฯ

http://larndham.org/index.php?/topic/41439-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%8F%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%9B/

ภูมิที่ต้องไปเกิด สุทธาวาสภูมิ

http://www.buddhism-online.org/Section06B_14.htm

ที่เขียนเล่าๆมา เพียงจะบอกว่า การเรียนรู้เรื่องราวสภาวะจากพระไตรปิฎก เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ไม่ใช่จากความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสมมุติ

เหตุนี้ สภาวะอุปกิเลส ย่อมทำอะไรไม่ได้ คือ ไม่มีบังเกิดขึ้น

สภาวะสัญญา

๒๔ มีค.๕๗

มีเหตุปัจจัย ให้สภาวะสัญญา ถูกงัดแงะ

เช้านี้ แต่เช้าเลย ก็ว่าได้

เจ้านายบอกว่า วลัยพร เรื่อง รู้ และ ไม่รู้
กับการสร้างเหตุ และ ไม่สร้างเหตุ

มันมีกี่นัยยะ ในสภาวะที่เกิดขึ้น

เราก็อธิบายให้ฟัง แต่ไม่ละเอียด พร้อมกับบ่นว่า เอาอีกละ

เขาบอกว่า เมื่อเช้า พอรู้สึกตัว จิตมันคิดพิจรณาเรื่องนี้ ก็ลองคิดดู คิดว่ามี ๘ นัยยะ แต่ไม่แน่ใจ ต้องถามวลัยพรอีกที

เราบอกว่า เห็นเป็นตำราไปได้

เจ้านายบอกว่า ช่วยเขียนรายละเอียดให้ด้วย เลิกงงานกลับมา จะมาอ่าน

 

๒๕ มีค.๕๗

มีเหตุนะ

วันก่อน เรื่องที่เจ้านาย ขอให้เขียนเรื่อง รู้และ ไม่รู้ ที่เป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดการสร้างเหตุ

เมื่อวาน ก็คิดอยู่ว่า จะไปก๊อปของเก่า ที่เคยเขียนไว้ว่า รู้และไม่รู้ กับการสร้างเหตุ

ทีนี้ ยังไม่อยากคิดอะไร เพราะรู้ว่า อะไรที่ทำด้วยความต้องการ ทำให้เกิดขึ้น คิดไปก็แค่นั้น จะรู้แค่สิ่งที่เคยรู้เก่าๆ ที่ผ่านๆมา เลยไม่สนใจเขียนข้อมูลอะไรให้เจ้านาย

มีเหตุให้เขียน

ก็มีเหตุให้ต้องเขียน แต่ไปโพสไว้ที่อื่น ไม่ใช่ตรงที่เจ้านายต้องการอ่าน

มีเหตุต้องให้ค้นหาข้อมุลในกูเกิ้ล สุดท้ายมาเจอข้อมุลที่ตัวเอง เคยโพสไว้ในบล็อก เป็นพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ โดยที่เราไม่ต้องไปอธิบายอะไรยืดยาว

เหตุของ ความไม่รู้ที่มีอยู่ และ สังโยชน์ทั้งหลาย ที่ยังมีอยู่
เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในสภาวะผัสสะที่เกิดขึ้น

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสะ) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ย่อมหลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุของความเกิดขึ้นแห่งภพ จึงมีบังเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ พร้อมทั้ง เป็นเหตุปัจจัยของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสารด้วย

ความเกิดขึ้นแห่งภพ และ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏกสงสาร ยาวนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ สภาวะของกิเลส ที่มีอยู่ ถูกกระทำให้เบาบางลงไปโดยหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้นั้น

ต้องเป็นผู้รู้ ผู้เห็น จึงสิ้นอาสวะได้

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=238&Z=384

สำหรับตรงนี้ ที่ได้นำไปโพสไว้ที่อื่น น่าจะกระชับมากกว่านะ
เรียบเรียงตั้งแต่สภาวะแบบหยาบ จนละเอียด

บุคคล ๔ จำพวก

ภิกษุ ท. ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ในโลก หาได้โลก.

สี่จำพวกเหล่าไหนบ้าง ?
สี่จำพวก คือ :-

(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายที่ยังละไม่ได้,
มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกที่ยังละไม่ได้, และมีสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.

(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ ละสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
แต่มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีก ที่ยังละไม่ได้, มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.

(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ ละสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
ทั้งยังละสังโยชน์ตัวเหตุให้มีการเกิดอีกได้ด้วย, แต่มีสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.
(๔)บุคคลบางคนในโลกนี้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
ละสังโยชน์ ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกได้แล้ว และยังละสังโยชน์ด้วยเหตุ ให้ต้องมีภพได้อีกด้วย.
(ประเภทที่ ๑) ภิกษุ ท. ! พระสกิทาคามี นี้แล เป็นผู้ยังละสังโยชน์ ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลาย ไม่ได้ทั้งหมด
ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกยังไม่ได้ และละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ยังไม่ได้.

(ประเภทที่ ๒) ภิกษุ ท. ! พระอนาคามีพวกที่มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ นี้แล
เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้ทั้งหมด แต่ยังละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องเกิดอีกไม่ได้
และละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องมีภพยังไม่ได้.

(ประเภทที่ ๓) ภิกษุ ท. ! พระอนาคามี พวกที่จักปรินิพพานในระหว่างนี้แล
เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้ด้วย ละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องเกิดอีกได้ด้วย
แต่ยังละสังโยชน์ตัวเหตุให้มีภพไม่ได้.

(ประเภทที่ ๔) ภิกษุ ท. ! พระอรหันต์ขีณาสพ นี้แล เป็นผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้
ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกได้ และยังละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพได้อีกด้วย.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ คือบุคคล ๔ จำพวก มีอยู่ในโลก หาได้ในโลก.
– จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘๑/๑๓๑.

บุคคล ๙ จำพวก

เช้าวันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรครองจีวร ถือบาตร เข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถี ท่านเห็นว่าเวลายังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาต จึงแวะเข้าไปในอารามของพวกปริพาชกลัทธิอื่นได้ทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียมแล้ว นั่งลง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

ก็ในเวลานั้นแล พวกปริพาชกทั้งหลายนั้น กำลังยกข้อความขึ้นกล่าวโต้เถียงกันอยู่ ถึงเรื่องบุคคลใด ใครก็ตาม ที่ยังมีเชื้อเหลือ ถ้าตายแล้ว ย่อมไม่พ้นเสียจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้เลยสักคนเดียว ดังนี้.

ท่านพระสารีบุตร ไม่แสดงว่าเห็นด้วย และไม่คัดค้าน ข้อความของปริพาชกเหล่านั้น, ลุกจากที่นั่งไป โดยคิดว่าทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักได้ทราบ
ความข้อนี้.

ครั้นกลับจากบิณฑบาต ภายหลังอาหารแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนเช้าทุกประการ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

สารีบุตร ! พวกปริพาชกลัทธิอื่น ยังอ่อนความรู้ ไม่ฉลาด จักรู้ได้อย่างไรกันว่า ใครมีเชื้อเหลือ ใครไม่มีเชื้อเหลือ.

สารีบุตร ! บุคคลที่มีเชื้อ (กิเลส) เหลือ ๙ จำพวก ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

แม้ตายไป ก็พ้นแล้วจากนรก

พ้นแล้วจากกำเนิดเดรัจฉาน

พ้นแล้วจากวิสัยแห่งเปรต

พ้นแล้วจากอบาย ทุคติ วินิบาต.

บุคคลเก้าจำพวกเหล่านั้น เป็นอย่างไรเล่า เก้าจำพวก คือ :-

(๑) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณ ในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่าง ในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน ในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๑
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๒) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้
พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน เมื่ออายุพ้นกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๒
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๓) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน โดยไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๓
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๔) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน โดยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๔ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๕) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้มีกระแส ในเบื้องบนไปถึงอกนิฏฐภพ.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๕ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๖) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๓ อย่าง ให้สิ้นไป, และเพราะมีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางน้อยลง,เป็น สกทาคามี ยังจะมาสู่เทวโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๖ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๗) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๓ อย่างให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น โสดาบันผู้มีพืชหนเดียว คือ จักเกิดในภพแห่งมนุษย์อีกหนเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๗ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัย แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๘) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ
ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา. เพราะทำ?สังโยชน์ ๓ อย่าง
ให้สิ้นไป, บุคคลผู้นั้นเป็น โสดาบันผู้ต้องท่องเที่ยวไปสู่สกุล
อีก ๒ หรือ ๓ ครั้ง แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๘
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัย
แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๙) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้
ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ
ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา. เพราะทำสังโยชน์ ๓ อย่าง
ให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น โสดาบันผู้ต้องเที่ยวไปในเทวดา
และมนุษย์อีก ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก แล้วกระทำที่สุด
แห่งทุกข์ได้.
สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๙
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัย
แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

สารีบุตร ! ปริพาชกลัทธิอื่น ยังอ่อนความรู้
ไม่ฉลาด จักรู้ได้อย่างไรกันว่า ใครมีเชื้อเหลือ ใครไม่มี
เชื้อเหลือ. สารีบุตร ! บุคคลเหล่านี้แล ที่มีเชื้อเหลือ
๙ จำพวก เมื่อตายไป ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิด
เดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.
สารีบุตร ! ธรรมปริยายข้อนี้ ยังไม่เคยแสดง
ให้ปรากฏ แก่หมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย
มาแต่กาลก่อน.
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?
เพราะเราเห็นว่าถ้าเขาเหล่านั้นได้ฟังธรรมปริยาย
ข้อนี้แล้ว จักพากันเกิดความประมาท;
อนึ่งเล่า ธรรมปริยายเช่นนี้ เป็นธรรมปริยาย
ที่เรากล่าว ต่อเมื่อถูกถามเจาะจงเท่านั้น; ดังนี้ แล.
นวก. อํ. ๒๓/๓๙๑-๓๙๖/๒๑๖.

สอุปาทิเสสะ และ อนุปาทิเสสะ

ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ ผู้เป็น สอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวกโง่เขลา ไม่ฉลาด
อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็น สอุปาทิเสสะ ว่า เป็นสอุปาทิเสสะ
หรือจักรู้บุคคลผู้เป็น อนุปาทิเสสะ ว่า เป็นอนุปาทิเสสะ…..

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดา
เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย
พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวก
โง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสสะว่า เป็นสอุปาทิเสสะ
หรือจักรู้บุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสะว่า เป็นอนุปาทิเสสะ

ดูกรสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้แล เป็นสอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิด
สัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต ฯ

ดูกรสารีบุตร ธรรมปริยายนี้ ยังไม่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกาก่อน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ฟังธรรมปริยายที่เรากล่าวด้วยความอธิบายปัญหานี้แล้ว อย่าถึงความประมาท ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=8018&Z=8096

แม้จะมี ๔ จำพวก แตกรายละเอียดของสภาวะ ออกมาเป็น ๙ จำพวก

[๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคูถแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีกลิ่นเหม็น ฉันใด
ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียว
เลย ฯ

หมายเหตุ:

ผู้ที่หมายมั่น สำคัญ น้อมเอา คิดเอาเองว่า ได้อะไรเป็นอะไร

ความหมายมั่น ไม่ใช่ความผิดอันใด เป็นความปกติของผู้ที่มียังมีกิเลสอยู่

แต่ การนำความคิดเอา น้อมเอาเองว่า ตนเองได้อะไร เป็นอะไร แล้วนำไปสร้างเหตุแห่งภพ ให้เกิดขึ้น

ขึ้นชื่อว่า ตราบใดที่ยังมีการเกิดขึ้นแห่งภพอยู่ นั่นคือ ความประมาท ที่ยังมีอยู่

ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้ หลงสร้างเหตุในสังสารวัฏ ย่อมมีอยู่
ถึงแม้จะน้อยลง หรือ ทำให้เกิดมากขึ้น ตามเหตุปัจจัยของตน(อวิชชา และสังโยชน์กิเลส ที่มีอยู่)

 

๒๖ มีค.๕๗

นึกแล้ววว

หลังจาก เขียนเรื่องที่เจ้านายขอมา ตอนที่นั่งอ่านทวน ก็คิดอยู่ว่า อ่านแล้ว จะเข้าใจไหมเนี่ย

เมื่อคืน เจ้านายนั่งอ่าน เสร็จแล้วบอกว่า ยาวเหลือเกิน เยอะมาก วลัยพรช่วยแยกออกทีละส่วนได้ไหม

เราถามว่า ให้แปลไทยเป็นไทย ทีละตอน แบบนั้นใช่ไหม

เขาตอบว่า ใช่

เราบอกว่า นั่นไง ตอนที่เขียนไว้ ก็คิดอยู่ว่า หากเขาได้อ่าน จะเข้าใจไหมเนี่ย เพราะ สภาวะสัญญาของแต่ละคน แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย

ประมาณว่า บางคนถึงแม้สภาวะยังไม่ถึง ในสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของบทความที่วลัยพรนำมาเขียน เมื่ออ่านแล้ว เข้าใจในสภาวะได้ ก็มีอยู่

บางคน สภาวะยังไม่ถึง อ่านแล้ว ไม่เข้าใจ ก็มีอยู่

ถ้าวลัยพร เขียนในแบบของตัวเอง จะเป็นเรื่องของ เหตุของการสร้างเหตุของการเกิด และ วิธีการกระทำ เพื่อดับเหตุของการเกิด เขียนแบบนั้น เจ้านายอ่านแล้ว เข้าใจ

แต่ถ้ามีรายละเอียดลงไป ที่เป็นพระธรรมคำสอน โดยวลัยพรไม่ได้แนบคำอธิบายลงไป ก็เจอเจ้านายบอกแบบนี้เรื่อย คือ ยาว อ่านแล้ว ไม่เข้าใจ ช่วยเขียนกำกับสภาวะที่เกิดขึ้น ของแต่ละคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ด้วย

 

โสดาบัน(ฉบับภาษาบาลี)

เผื่อมีคนสนใจอ่าน ที่มาของโสดาบัน ที่เป็นภาษาบาลี

มีเหตุให้พบเจอ จึงนำลิงค์ มาแนบไว้

 

http://larndham.org/index.php?/topic/41439-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%8F%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%9B/

Previous Older Entries

กันยายน 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: