ไม่เที่ยง

11 พย.

เส้นทางนี้ มีกับดักหลุมพรางวางอยู่ทุกระยะ พอคิดว่า ผ่านไปได้ สภาวะหนึ่งจบไป สภาวะใหม่เกิดต่อ ก่อนจะรู้ทัน ก็ตกหลุมพรางกิเลส(หลุมสบาย) ไปซะก่อน กว่าจะตะกายขึ้นจากหลุมได้ เจอสภาวะใหม่อีก ก็ตกหลุมพรางอีก มันจะเป็นแบบนี้แหละ จนกว่าจะแทงตลอดในอริยสัจ 4 ทีนี้กับดักหลุมพรางต่างๆ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ชีวิตที่เหลืออยู่ ย่อมขับเคลื่อนไปโดยตัวสภาวะเอง (กรรมและการให้ผลของกรรม)

เมื่อแจ่มแจ้งด้วยตนเองแล้ว ศรัทธาย่อมหยั่งลงดีแล้ว
ย่อมไม่ง่อนแง่นหรือคลอนแคลนหรือแปรเปลี่ยนเป็นอื่น
.

ที่ทำให้เกิดการทอดถอนใจ เพราะไม่สามารถบอกใครได้ว่า จงอย่าหยุดความพอใจเพียงแค่นั้น(โสดาบัน)

คำว่า 7 ชาติ หมายถึงสิ่งใด มันไม่ใช่แค่ชาตินี้เท่านั้น แต่หมายถึง ตายแล้วเกิดอีก 7 ครั้ง ถึงจะกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ทีนี้นึกถึงนางวิสาขา และท่านอนาถบิณฑกะ ที่ยังพอใจในภพชาติของการเกิด พอใจแค่ความเป็นโสดาบัน แม้ท่านทั้งสองจะเกิดในยุคสมัยที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ ก็ทำให้ปลงตกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

.

ขึ้นชื่อว่า การเกิดเป็นอะไร ฐานะไหน ล้วนเป็นทุกข์

สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม/การกระทำของตนเอง
ส่วนผลของกรรม สุดแต่ว่า กรรมไหนมีกำลังมากกว่ากัน
บางคนทำชั่วได้ดี บางคนทำดีได้ชั่ว ด้วยเหตุปัจจัยนี้แหละ
ไม่ได้เกิดจากสิ่งใดดลบันดาลให้มีเกิดขึ้นหรือให้เป็นไปแต่อย่างใด

แม้กระทั่งโรค ภัย ไข้ เจ็บ ไม่ได้เกิดแค่เพียงการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของกรรมและผลของกรรมมาเกี่ยวข้องด้วย ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ทำไมป่วยเป็นโรคเดียวกัน รักษาเหมือนกันทุกอย่าง ทำไมบางคนรักษาแล้วหาย แต่บางคนรักษาไม่หาย หรือไม่ก็หายเหมือนกัน แต่หายไปจากโลกใบนี้(ตาย)

โฆษณา

จิตตานุปัสสนา

๑๓ พค. ๖๑

ความคมชัดของกิเลส ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ก็มีความแตกต่างกัน ไม่ต้องเกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความคมชัดในกิเลสที่มีเกิดขึ้น สามารถมีเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่ความรู้สึกนึกคิดต่างกัน

สมัยที่จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความคมชัดของกิเลส เหมือนโดนหนามทิ่มแทง เหมือนเข็มแทงเข้าไปในเนื้อ รู้สึกชัดแบบนั้นเลย ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดความทุกข์ ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก เรื่องขันธ์ ๕ อะไรนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย รู้แบบลูบๆคลำๆ

สิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ เกิดจากตัณหา ความอยากให้กำลังสมาธิที่เสื่อมหายไปหมดสิ้น กลับมาเป็นเหมือนเดิม มีเหมือนเดิม ความอยากมากเท่าไหร่ ความเพียรยิ่งทวีคูณ เพียรหนัก เพียรเพราะรู้ว่า มีวิธีเดียว ต้องทำแบบนี้เท่านั้น กำลังสมาธิจะฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิม

.
ปัจจุบัน เวลาที่กิเลสมีเกิดขึ้น รู้ทันมากขึ้น รู้ชัดมากขึ้น รู้เป็นปกติ โดยไม่ต้องจ้องดูหรือสนใจดูแต่อย่างใด รู้ปกติเหมือนลมหายใจเข้าออก

ถ้าไม่เคยประสพพบเจอกับสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมมาก่อน ความคมชัดของกิเลสที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ อาจทำให้คิดว่า นี่สมาธิเสื่อมหายไปอีกแล้วอย่างงั้นเหรอ ทว่าความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เป็นทุกข์แต่อย่างใด รู้ชัดก็จริง แต่ไม่เป็นทุกข์ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเนืองๆเป็นปกติเหมือนเดิม

“จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เพราะเห็นด้วยปัญญา

27 มกราคม

หลังซ่อมโซฟาเสร็จ รู้ชัดจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่
ระหว่างนั้น ก็ไม่ได้มีความนึกคิดในเรื่องใด

อ่านเจอเรื่อง ศิล ที่เป็นไทจากตัณหา
ที่มีกลุ่มคนนำมาสนทนากัน

.
ทำให้จิตคิดพิจรณาเรื่อง ปัญญาวิมุติ

พิจรณาไปมา โยงไปหา เพราะเห็นด้วยปัญญา

โยงไปสู่ ปัญญิทรีย์

.
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ
เกิดจากความต่างแห่งอินทรีย์(อินทรีย์ ๕ พละ๕)

.
ซึ่งเคยเขียนค้างไว้ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๐
เกี่ยวกับปัญญินทรีย์และอาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

.

.

ซึ่งแยกแยะรายละเอียดได้ดังนี้

คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

.

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

.

.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)

.

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

.

.

ปัญญิทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

28 มกราคม 2561

ตอนแรก สับสนเหมือนกันนะ
ระหว่าง ปัญญาวิมุติและปัญญินทรีย์

ที่เคยเขียนๆไปแล้ว ก็สัแต่ว่าเขียน
แต่ยังมีความไม่แน่ใจ แค่เขียนตามสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น

เมื่อคืนดึกแล้ว พยายามกำหนดจิตให้ดิ่ง ยังไงก็ไม่ดิ่ง
จิตยังคงเป็นสมาธิพอประมาณ

เมื่อเป็นแบบนี้ นอนกำหนดรู้ไป
มีสัญญาเรื่องสมถะและวิปัสสนา
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติเกิดขึ้น

ลุกเข้าห้องน้ำ นั่งเขียนในห้องน้ำ
เช้ามาลองหาตามที่เขียนออกมา
เจอพระสูตรเรื่องสมถะ และวิปัสสนา
ส่วนปัญญินทรีย์ เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕
คนละสภาวะกับปัญญาวิมุติ

และถ้าไม่เจอพระสูตรเรื่องบุคคล ๗ จำพวก
ว่าด้วยความไม่ประมาทในผัสสะ ๖

ในพระสูตรนี้ มีเขียนไว้ตามลำดับ
ตั้งแต่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
ซึ่งมีเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕ มาเกี่ยวข้อง

จึงทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่า
“อาสวะบางส่วนและทั้งหมดที่สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา”

หมายถึง การละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

มีด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน,อรูปฌาน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.

๓. เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

.

.

ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของวิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นเหตุปัจจัยให้ละอวิชชา
ได้แก่ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา
ธรรม ๒ อย่าง เป็นไฉน
คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา
ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไรย่อมละอวิชชาได้ ฯ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น
หรือปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ

– ฉบับหลวง ๒๐/๕๘/๒๗๕-๖.

หมายเหตุ;

“เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

.
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ
“ย่อมละอวิชชาได้”
ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

อวิชชาสูตร
ว่าด้วยอวิชชา

[๑๖๙๔] ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้
อวิชชาเป็นไฉน และด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงจะชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ความไม่รู้ในทุกข์
ในเหตุให้เกิดทุกข์
ในความดับทุกข์
ในทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์
นี้เรียกว่าอวิชชา

และด้วยเหตุเพียงเท่านี้
บุคคลย่อมชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา

ดูกรภิกษุ เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงกระทำความเพียร
เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๗

ความเชื่อความรักในพระตถาคต

อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต

 

 

 

 

ผัสสายตนสูตรที่ ๓

[๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง ผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง
พรหมจรรย์อันเธอไม่อยู่จบแล้ว เธอเป็นผู้ไกลจากธรรมวินัยนี้

 

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉิบหายแล้วในธรรมวินัยนี้
เพราะข้าพระองค์ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ฯ

 

พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา
นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา
นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

 

 

พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

 

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นยิ่งกว่า
ที่ ตถาคตตรัสรู้เองด้วยปัญญาอันยิ่งนี้แล คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นกว่านี้นั้น
คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่ง ผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น ฯ

เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารสำรวมด้วยดี
กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลส อันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว.

ขณิกสมาธิหรือวิปัสสนาขณิกสมาธิ

วิปัสสนา
เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ขณะดำเนินชีวิต
และมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

พิจารณาเห็นธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

เป็นที่มีของ “ขณิกสมาธิ” หรือ “วิปัสสนาขณิกสมาธิ”
สามารถกระทำให้แจ้งได้ซึ่ง “พระนิพพาน” ได้เช่นกัน

เกี่ยวกับการบรรลุ มรรค ผล
ไม่ขอนำมากล่าว เพราะ

เมื่อเกิดความถือมั่น ให้ความสำคัญคิดว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่
ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
อุปกิเลส จึงมีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ส่วนผู้ใด จะติดกับดักหลุมพรางกิเลส มากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่ การสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความถือมั่น ที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

หากกำหนดรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง ย่อมหลุดออกจาก กับดักหลุมพรางของกิเลส(อุปกิเลส) อย่างแน่นอน

เมื่อพบเจอสภาวะใดๆ ที่มีเกิดขึ้นอีก(ขณะจิตเป็นสมาธิ)
อุปกิเลส ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับบางคน ที่อาจจะสงสัยว่า
แล้วอนุสัยกิเลส ที่ยังมีอยู่ล่ะ

ดูจาก ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตามความเป็นจริง)และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เป็นที่มาของ ปัจจเวกขณญาณ(การทบทวนกิเลส)

สุญญตา อนัตตา

 

คำเรียกต่างกัน สุญญตา อนัตตา เรือนว่าง

สภาพธรรมที่ปรากฏ เป็นตัวเดียวกัน
แตกต่างกันที่ เหตุปัจจัยที่ทำให้มีเกิดขึ้น

สุญญตา เรือนว่าง อนัตตา
มีลักษณะอาการเกิดขึ้นเหมือนๆกัน

กล่าวคือ เป็นอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
มีเกิดขึ้นเฉพาะ สัมมาสมาธิ(รูปฌานและอรูปฌาน)

ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้
แยกขาดออกจากกัน ไม่ปนกัน กายส่วนกาย จิตส่วนจิต

 

เมื่อก่อน รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า สุญญตา เรือนว่าง(กายส่วนกาย จิตส่วนจิต)
มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

 

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

 

ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ หรือสภาวะที่เรียกว่า ทุกขัง

สามารถรู้ได้จาก ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตและขณะทำความเพียร
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ ความเป็นทุกข์(ทุกขัง)

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะทำความเพียร
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะจิตเป็นสมาธิ
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

แยกรูป แยกนาม
กายส่วนกาย จิตที่รู้อยู่

ทุกข์ที่มีเกิดขึ้นทางกาย ใจที่รู้
แต่ไม่รู้สึกทุกข์ตามกายไปด้วย

พูดให้เห็นภาพชัดมากขึ้น

เช่น ขณะทำสมาธิ เกิดเวทนาที่ขา ปวดขา
จะรู้ตั้งแต่ กำลังเริ่มปวด กำลังปวด และกำลังคลายความปวด
โดยมีใจที่รู้อยู่ โดยไม่ได้รู้สึกปวดตามกายที่มีเวทนาเกิดขึ้นอยู่

 

ความไม่เที่ยงหรือสภาวะที่เรียกว่า อนิจจัง

สามารถรู้ได้จาก ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต และขณะทำความเพียร
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ

สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะทำความเพียร
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะจิตเป็นสมาธิ
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

เช่น เมื่อมีนิมิต โอภาส หรือสภาพธรรมต่างๆเกิดขึ้น

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่ติดอุปกิเลส

 

เคยอ่าน วิปัสสนาทีปนีฎีกา
มีแปลกใจเหมือนกันว่า

ทำไมสภาวะ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)
และสภาวะทุกขัง

มีการอธิบายรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขัง

แต่อนัตตา มีคำอธิบายไว้นิดเดียว

 

อนิจฺจนฺติ ขนฺธปญฺจกํ กสฺมา?

อุปฺปาทวยญฺญถตฺตภาวา หุตฺวา อภาวโต วา.

รูป, นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อนิจจัง
เพราะมีการ วิปริต ผิดแปลก เปลี่ยนไป
โดย ความดับ

หรือ อีกนัยหนึ่ง

เพราะ มีแล้ว ไม่มี
คือ เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญสิ้น ดับไม่มีเหลือ

 

อนิจจลักขณะ

อุปฺปาทวยญฺญถตฺตํ อนิจฺจลกฺขณํ

หุตฺวา อาภวสงฺขาโต วา อาการวิกาโร

ความเกิดขึ้น เสื่อมไป และเป็นอย่างอื่น ชื่อว่า อนิจจลักขณะ

หรือ อีกนัยหนึ่ง

อาการที่เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญสิ้น ดับไปไม่มีเหลือ ชื่อว่า อนิจจลักขณะ

 

 

ทุกขัง

วิสุทธิมัคอรรถกถากล่าวว่า

ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขฺติ วจนโต ปน ศเทว ขนธฺปญฺจกํ ทุกฺขํ กสฺมา?

อภิณฺหปฏิฬนา

รูป,นาม ขันธ์ ๕ นั้นแหละชื่อว่า ทุกขัง
สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

เพราะ รูป,นาม ขันธ์ ๕
ถูกเบียดเบียน บีบคั้นอยู่เนืองๆ
โดยความเกิด และความดับ

 

ทุกขลักขณะ

อภิณฺหปฏิปีฬนาคาโร ทุกฺขลกฺขณํ

อาการถูกเบียดเบียน บีบคั้น อยู่เนืองๆ ชื่อว่า ทุกขลักขณะ

 

 

อนัตตา

วิสุทธมัคอรรถกถากล่าวว่า

ยํ ทุกขํ ตทนตฺตาติ ปน วจนโต ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา. กสฺมา?
อสวตฺตนโต

นาม,รูป ขันธ์ ๕ นี้แหละชื่อว่า อนัตตา
สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
เพราะ รูป,นาม ขันธ์ ๕ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น

 

อนัตตลักขณะ

อาการที่ไม่เป็นไปในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด
ชื่อว่า อนัตตลักขณะ

 

คำว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕,นิพพาน,บัญญัติ

กับคำว่า

ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา
ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕

ทั้งสองบทนี้ ล้วนเป็นแต่ พุทธภาษิต ทั้งสิ้น

แต่องค์ธรรม ไม่เหมือนกัน
การเป็นดังนี้ เพราะ

เนื่องมาจากการแสดงธรรมเทศนาของพระพุทธองค์
ทรงมุ่งหมาย เป็นคนละแง่

คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ทรงแสดงในแง่ที่จะให้พุทธบริษัททั้งหลาย ได้ทราบถึง
สิ่งทั้งปวง ที่มีอยู่ในโลก

ไม่ว่าจะเป็น ปรมัตถ์ หรือ บัญญัติ
ล้วนเป็น อนัตตาทั้งสิ้น

ส่วน ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา นั้น
ทรงแสดง รูป,นาม ขันธ์ ๕
ที่เป็นอารมณ์ของ วิปัสสนาญาณ ประการเดียว

เหตุนั้น คำว่า อนัตตา ที่มีอยู่ในบททั้งสอง
จึงได้องค์ธรรม ไม่เท่ากัน

 

ตอนนี้ไม่แปลกใจแล้วว่า
ทำไมสภาวะ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)
และสภาวะทุกขัง

มีการอธิบายรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขัง

แต่อนัตตา มีคำอธิบายไว้นิดเดียว

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

เหตุปัจจัยจาก สภาวะความตาย ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัด ในสภาวะ อนัตตา

 

 

 

10-10-2559

วลัยพร

สูญญตา เรือนว่าง อนัตตา

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

เหตุปัจจัยจาก สภาวะความตาย ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัด ในสภาวะ อนัตตา

 

 

 

 

 

สุญญตา อนัตตา

คำเรียกต่างกัน สุญญตา อนัตตา เรือนว่าง

สภาพธรรมที่ปรากฏ เป็นตัวเดียวกัน
แตกต่างกันที่ เหตุปัจจัยที่ทำให้มีเกิดขึ้น

สุญญตา เรือนว่าง อนัตตา
มีลักษณะอาการเกิดขึ้นเหมือนๆกัน

กล่าวคือ เป็นอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
มีเกิดขึ้นเฉพาะ สัมมาสมาธิ(รูปฌานและอรูปฌาน)

ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้
แยกขาดออกจากกัน ไม่ปนกัน กายส่วนกาย จิตส่วนจิต

………………………

เมื่อก่อน รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า สุญญตา เรือนว่าง(กายส่วนกาย จิตส่วนจิต)
มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

………………..

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

—————–

ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ หรือสภาวะที่เรียกว่า ทุกขัง

สามารถรู้ได้จาก ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตและขณะทำความเพียร
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ ความเป็นทุกข์(ทุกขัง)

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะทำความเพียร
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะจิตเป็นสมาธิ
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

แยกรูป แยกนาม
กายส่วนกาย จิตที่รู้อยู่

ทุกข์ที่มีเกิดขึ้นทางกาย ใจที่รู้
แต่ไม่รู้สึกทุกข์ตามกายไปด้วย

พูดให้เห็นภาพชัดมากขึ้น

เช่น ขณะทำสมาธิ เกิดเวทนาที่ขา ปวดขา
จะรู้ตั้งแต่ กำลังเริ่มปวด กำลังปวด และกำลังคลายความปวด
โดยมีใจที่รู้อยู่ โดยไม่ได้รู้สึกปวดตามกายที่มีเวทนาเกิดขึ้นอยู่

———————–

ความไม่เที่ยงหรือสภาวะที่เรียกว่า อนิจจัง

สามารถรู้ได้จาก ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต และขณะทำความเพียร
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ

สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะทำความเพียร
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะจิตเป็นสมาธิ
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

เช่น เมื่อมีนิมิต โอภาส หรือสภาพธรรมต่างๆเกิดขึ้น

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่ติดอุปกิเลส

——————————————————–

เคยอ่าน วิปัสสนาทีปนีฎีกา
มีแปลกใจเหมือนกันว่า

ทำไมสภาวะ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)
และสภาวะทุกขัง

มีการอธิบายรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขังว่า

————————————

อนิจฺจนฺติ ขนฺธปญฺจกํ กสฺมา?

อุปฺปาทวยญฺญถตฺตภาวา หุตฺวา อภาวโต วา.

รูป, นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อนิจจัง
เพราะมีการ วิปริต ผิดแปลก เปลี่ยนไป
โดย ความดับ

หรือ อีกนัยหนึ่ง

เพราะ มีแล้ว ไม่มี
คือ เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญสิ้น ดับไม่มีเหลือ

……………………………..

อนิจจลักขณะ

อุปฺปาทวยญฺญถตฺตํ อนิจฺจลกฺขณํ

หุตฺวา อาภวสงฺขาโต วา อาการวิกาโร

ความเกิดขึ้น เสื่อมไป และเป็นอย่างอื่น ชื่อว่า อนิจจลักขณะ

หรือ อีกนัยหนึ่ง

อาการที่เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญสิ้น ดับไปไม่มีเหลือ ชื่อว่า อนิจจลักขณะ

————————

ทุกขัง

วิสุทธิมัคอรรถกถากล่าวว่า

ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขฺติ วจนโต ปน ศเทว ขนธฺปญฺจกํ ทุกฺขํ กสฺมา?

อภิณฺหปฏิฬนา

รูป,นาม ขันธ์ ๕ นั้นแหละชื่อว่า ทุกขัง
สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

เพราะ รูป,นาม ขันธ์ ๕
ถูกเบียดเบียน บีบคั้นอยู่เนืองๆ
โดยความเกิด และความดับ

………………..

ทุกขลักขณะ

อภิณฺหปฏิปีฬนาคาโร ทุกฺขลกฺขณํ

อาการถูกเบียดเบียน บีบคั้น อยู่เนืองๆ ชื่อว่า ทุกขลักขณะ

———————————————————–

———————————————————–

อนัตตา

วิสุทธมัคอรรถกถากล่าวว่า

ยํ ทุกขํ ตทนตฺตาติ ปน วจนโต ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา. กสฺมา?
อสวตฺตนโต

นาม,รูป ขันธ์ ๕ นี้แหละชื่อว่า อนัตตา
สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
เพราะ รูป,นาม ขันธ์ ๕ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น

……………………….

อนัตตลักขณะ

อาการที่ไม่เป็นไปในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด
ชื่อว่า อนัตตลักขณะ

………….

คำว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕,นิพพาน,บัญญัติ

กับคำว่า

ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา
ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕

ทั้งสองบทนี้ ล้วนเป็นแต่ พุทธภาษิต ทั้งสิ้น

แต่องค์ธรรม ไม่เหมือนกัน
การเป็นดังนี้ เพราะ

เนื่องมาจากการแสดงธรรมเทศนาของพระพุทธองค์
ทรงมุ่งหมาย เป็นคนละแง่

คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ทรงแสดงในแง่ที่จะให้พุทธบริษัททั้งหลาย ได้ทราบถึง
สิ่งทั้งปวง ที่มีอยู่ในโลก

ไม่ว่าจะเป็น ปรมัตถ์ หรือ บัญญัติ
ล้วนเป็น อนัตตาทั้งสิ้น

ส่วน ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา นั้น
ทรงแสดง รูป,นาม ขันธ์ ๕
ที่เป็นอารมณ์ของ วิปัสสนาญาณ ประการเดียว

เหตุนั้น คำว่า อนัตตา ที่มีอยู่ในบททั้งสอง
จึงได้องค์ธรรม ไม่เท่ากัน

 

 


 

ตอนนี้ไม่แปลกใจแล้วว่า
ไม่แปลกใจแล้วว่า

ทำไมสภาวะ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)
และสภาวะทุกขัง

มีการอธิบายรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขัง

แต่อนัตตา มีคำอธิบายไว้นิดเดียว

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

เหตุปัจจัยจาก สภาวะความตาย ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัด ในสภาวะ อนัตตา

10-10-2559

วลัยพร

 

 

รู้ชัดสภาวะเบื่อ

เห็นรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตนี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก

สภาวะเบื่อจะมีรายละดับ จากเบื่อน้อย จนกระทั่งเบื่อมาก จะมองเห็นว่า สังขารนี้น่าเบื่อหน่าย ไม่มีแก่นสารสาระอะไรเลย ข้าวปลาอาหารจะไม่อยากกิน แต่ต้องกินเพื่อหล่อเลี้ยงสังขาร เห็นความน่าเบื่อหน่ายของการเกิด เห็นโทษของการเกิด เห็นภัยของการเกิด เพราะสุดท้ายชีวิตมันมีแค่นี้เอง เดิมๆซ้ำๆ

โลกนี้เปรียบเหมือนโรงละครโรงใหญ่ ทุกคนต่างเล่นละครไปตามบทบาทของตัวเอง ที่เกิดจากเหตุของแต่ละคนทำไว้ ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าเล่นบทต่างๆเหล่านี้ซ้ำซากมานานแค่ไหนแล้ว

เมื่อรู้ชัดในสภาวะบทบาทของการเล่นละคร นับวันเห็นสภาวะต่างๆนี้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิด กำลังเกิด จนกระทั่งดับหายไป สุดท้าย มันมีแค่นี้เอง ลืมตา หลับตา สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างลืมตากับหลับตา ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

จิตมีกลไกซับซ้อนซ่อนลึกอยู่ภายในตลอด ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวะไหน จิตจะมีวิธีรักษาจิตเองไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น ในยามที่รู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว จิตจะพักในสมาธิครั้งๆหนึ่งนานมากๆ พักไปจนกว่าจิตจะพอใจ

ถ้าอาการเบื่อเกิดน้อย จิตจะพักน้อย ถ้าเกิดมากจนมองอะไรว่างเปล่าไปหมด มองเห็นอัตภาพร่างกายหรือเปลือกที่อาศัยอยู่นี้ ไร้สาระ ไร้แก่นสาร อยู่สักแต่ว่าอยู่
ข้าวปลาอาหารไม่อยากกิน เหมือนหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวไปตามกลไกของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อเกิดสภาวะเช่นนี้ จิตจะพักในสมาธิเองโดยอัตโนมัติ เกิดเอง เป็นเอง หายเอง โดยไม่ทำให้ไปทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้น เมื่อก่อนไม่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ ทุกข์มากๆ พอรู้แล้ว รู้สักแต่ว่ารู้ว่าสภาวะนี้ๆ สภาวะนั้นๆเกิดอีกแล้ว รู้แล้วจบ
จิตทำงานเองอัตโนมัติ ตามครรลองของสภาวะโดยตัวของจิตเอง นี่แหละความเป็นอิสระของจิตที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส ไม่ว่าจะมาในรูปแบบสภาวะใดๆก็ตาม

ฉะนั้น เรื่องกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ขณะที่จิตพักอยู่นั้น มีกำลังมากมายขนาดไหน เรียกว่า ดับสนิทตลอด แต่จะรู้สึกตัวเมื่อถึงเวลาที่จะรู้ ซึ่งเกิดเอง รู้เองโดยจิตเอง ไม่ใช่เราไปเจาะจงทำให้เกิดขึ้นมาอย่างใด

พักจนจิตรู้สึกอิ่ม จิตจะคลายตัวออกมาจากสมาธิเอง ถ้ายังมีเชื้ออยู่ จิตจะกลับไปพักต่อ จนกว่าจะไม่เอาแล้วจริงๆ ต่อให้จะทำให้เกิดสมาธิแบบใดๆก็ไม่เกิด เหตุเพราะจิตพอแล้ว ไม่เอาอีก แล้วสภาวะเบื่อจะหายไปเอง จิตกลับมาปกติดังเดิม

ไม่เหมือนทางโลก มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ กินแล้ว กินอีก เฝ้าแต่กิน ที่กินเข้าไป มีแต่กิเลส กินจนพุงกางกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็มอิ่ม หิวกระหายตลอดเวลา ไม่เคยรู้จักกับสภาวะของ “ความพอใจ”

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ทุกๆคนเหมือนกันหมด แตกต่างกันตรงที่รูปแบบของเหตุเท่านั้นเอง กิเลสน่ะเหมือนกันหมด ส่วนจะมากหรือน้อย จะรู้จักคำว่า”พอ” มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกิเลสที่มีอยู่ ทั้งกิเลสแบบหยาบ จนกระทั่งที่เป็นอนุสัยเป็นตัวคอยกระตุ้น เป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำต่างๆออกไป ภพชาติยืดยาวเพราะเหตุนี้

ไม่มีรูปแบบ

การปฏิบัติ เมื่อมาถึงจุดๆนี้ สภาวะจะเป็นธรรมชาติมากๆ ไร้รูปแบบ เดิน สักแต่ว่าเดิน นั่งสักแต่ว่านั่ง อิริยาบทต่างๆล้วนสักแต่ว่า ไม่มีกำหนดกฏเกณฑ์อะไร ไม่มีรูปแบบที่เป็นรูปธรรมที่มองเห็นชัด ที่เรียกว่านี่คือการเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ

คนภายนอกจะมองไม่ออกเลยว่า นี่คือ การปฏิบัติ มองไม่ออกจริงๆ เพราะสภาวะที่เห็นภายนอกดูปกติมากๆ เหมือนกับการใช้ชีวิตในประจำวันโดยทั่วๆไป ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ทำงานต่างๆ

รู้ชัดในจิต

เมื่อรู้ชัดในจิต รู้จักจิตดี จะจับอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆของสภาวะต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในจิตได้ชัดมากขึ้น แม้กระทั่งสมาธิที่กำลังเกิดขึ้นเอง เป็นเองโดยจิตเอง ไม่ใช่เจาะจงพยายามทำให้จิตเป็นสมาธิ

เหตุนี้ การปฏิบัติจึงมองดูเหมือนไม่ได้ปฏิบัติ เพราะสิ่งภายนอกที่ทำอยู่ ไม่มีสิ่งใดแสดงให้มองเห็นว่ากำลังปฏิบัติอยู่

เช่น ขณะกำลังทำงานบ้าน จะรู้ชัดในกายและจิตเอง เกิดเอง เป็นเอง จะรู้อยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องกำหนดบริกรรมภาวนาใดๆ ไม่ต้องกำหนดรู้ จะสักแต่ว่ารู้ รู้ไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่า จิตพร้อม เพราะสมาธิจะเกิดเอง จะรู้ชัดในสภาวะ ถึงจะนั่งลง

การนั่ง ไม่ได้มีรูปแบบ คนภายนอกถึงมองไม่ออก นั่งง่ายๆ พิงตู้มั่ง โซฟามั่ง พื้นมั่ง ฯลฯ คือ สักแต่ว่ารู้ว่านั่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่รูปแบบที่ถูกสร้างขึ้นในการนั่งสมาธิที่มีเกิดขึ้นในปัจจุบันทำๆและมองเห็นกันอยู่
ซึ่งเรียกกันว่า กำลังนั่งสมาธิหรือกำลังทำสมาธิ

แต่การนั่งแบบนี้ คนภายนอกจะมองไม่ออก เหมือนการทำงาน เหมือนการใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆปกติมากๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละคน คนภายนอกจึงมองไม่ออกเพราะเหตุนี้ เรียกว่า อิสระ ไร้รูปแบบ ไร้ร่องรอยให้คาดเดา

ฉะนั้น เมื่อมีคนมารบกวนขณะที่นั่งสมาธิอยู่ เพราะเขาไม่รู้ว่าทำสมาธิอยู่ ทั้งเขาและเรา จึงไม่มีวิบากต่อกัน เพราะจิตไม่มีขุ่นมัว จิตเป็นปกติ ผิดกับจิตที่ขุ่นมัวไปด้วยกิเลสชอบ,ชังที่มีต่อผัสสะที่เกิดขึ้น นั่นส่งผลให้เป็นวิบากต่อกัน

ไตรลักษณ์ โดยบัญญัติและสภาวะ

สภาวะไตรลักษณ์ โดยองค์ธรรมได้แก่ อนิจจัง ๑ ทุกขัง ๑ อนัตตา ๑

ทำไมขันธ์ ๕ จึง เป็นอนิจจัง?

อุปฺปทวยญฺญถตฺตภาวา หุตฺวา อภาวโต เพราะมีแล้วกลับไม่มี คือ เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป และเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป็นอนิจจัง ได้แก่ แปรปรวนตลอดเวลา

ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข?

อภิณฺหปฏิปีฬนา เพราะเบียดเบียนบีบคั้นอยู่บ่อยๆ ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข์

ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นอนัตตา?

อวสตฺตนโต เพราะขันธ์ ๕ ไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ สิ้นทั้งมวล

อวสวตฺตนากาโร อนตฺตนากาโร อนตฺตลกฺขณํ อาการคือ ความไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ สิ้นทั้งมวลนั่นแหละ เป็นเครื่องหมายบอกให้รู้ว่า เป็นอนัตตา ได้แก่ บังคับบัญชาไม่ได้

อนุปัสสนาทั้ง ๓

อนุปัสสนา ๓ อย่างนั้น คือ อนิจจานุปัสสนา ๑ ทุกขานุปัสสนา ๑ อนัตตานุปัสสนา ๑

อนิจจานุปัสสนา ได้แก่ ปัญญาที่พิจรณาเห็นรูปนามว่า ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป เกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น รูปนามก็ปรากฏว่ามีแต่ความเสื่อมไปสิ้นไป แล้วมีใจวางเฉย มีสติรู้อยู่ (เห็นความไม่เที่ยง จิตปล่อยวาง) เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์

ทุกขานุปัสสนา ได้แก่ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามว่า เป็นทุกข์ ทนอยู่ไมได้ ใจก็เกิดความสังเวช คือสลดใจรูปนาม เห็นรูปนามเป็นภัย คือ เป็นของน่ากลัว แล้วมีใจวางเฉย มีสติรู้อยู่ (เห็นความทุกข์ จิตปล่อยวาง) เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์

อนัตตานุปัสสนา ได้แก่ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามว่า บังคับบัญชาใดๆไม่ได้ แล้วมีใจวางเฉย มีสติรู้อยู่ (เห็นว่าบังคับให้เป็นไปตามที่ใจต้องการไม่ได้ จิตปล่อยวาง) เรียกว่า สุญญตวิโมกข์

คำว่า อนิมิตตวิโมกข์ แยกเป็น ๒ ศัพท์ คือ อนิมิตต+วิโมกข

อนิมิตต แปลว่า ไม่มีเครื่องหมาย

วิโมกข แปลว่า พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย

ต่อกันเข้าเป็น อนิมิตตวิโมกข์ โดยองค์ธรรมได้แก่ ทางไปสู่อริยมรรค (เมื่อจิตปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุเปกขาญาณ จึงเกิดขึ้นได้) ซึ่งทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ

หากยังไม่แจ้งในอริยสัจจ์ จิตจะวกกลับไปที่สภาวะอุทยัพพยญาณ(สุญญตา) สลับกลับไปมาแบบนี้ จนกว่าจะแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

คำว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ แยกออกเป็น ๒ ศัพท์ คือ อัปปณิหิต+วิโมกข

อัปปณิหิต แปลว่า ไม่มีที่ตั้ง

วิโมกข แปลว่า พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย

ต่อกันเข้าเป็น อัปปณิมิตหิตวิโมกข์ โดยองค์ธรรมได้แก่ ทางไปสู่อริยมรรค (เมื่อจิตปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุเปกขาญาณ จึงเกิดขึ้นได้) ซึ่งทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ

หากยังไม่แจ้งในอริยสัจจ์ จิตจะวกกลับไปที่สภาวะอุทยัพพยญาณ(สุญญตา) สลับกลับไปมาแบบนี้ จนกว่าจะแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

คำว่า สุญญตวิโมกข์ แยกเป็น ๒ ศัพท์ คือ สุญญต+วิโมกข

สุญญต แปลว่า ว่างเปล่า

วิโมกข แปลว่า พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย

ต่อกันเข้าเป็น สุญญตวิโมกข์ โดยองค์ธรรมได้แก่ ทางไปสู่อริยมรรค (เมื่อจิตปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุเปกขาญาณ จึงเกิดขึ้นได้) ซึ่งทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ

หากยังไม่แจ้งในอริยสัจจ์ จิตจะวกกลับไปที่สภาวะอุทยัพพยญาณ สลับกลับไปมาแบบนี้ จนกว่าจะแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

หมายเหตุ:-

คำว่า “มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ” หมายถึง สภาวะตั้งแต่อุทยัพพยญาณถึงสังขารุเปกขาญาณ เกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยของสภาวะ ไม่ใช่เกิดจากความคิดพิจรณาใดๆที่พยายามจะทำให้เกิดขึ้น

สรุปความตามแนวแห่งการปฏิบัติ ดังนี้ คือ

เมื่อเห็น อนิจจัง ชื่อว่าได้เห็นทุกขังกับอนัตตา พร้อมกันไป

เมื่อเห็น ทุกขัง ชื่อว่าได้เห็น อนิจจังกับอนัตตา พร้อมกันไป

เมื่อเห็น อนัตตา ชื่อว่าได้เห็น อนิจจังกับทุกขัง พร้อมกันไป

เพราะอยู่ด้วยกัน แยกจากกันไม่ได้ เช่น ในขณะที่เห็นรูปนามว่าไม่เที่ยง เพราะสิ้นไป เสื่อมไป จัดเป็นอนิจจัง

ทำไมรูปนามเสื่อมไป สิ้นไป เพราะ ทนอยู่ไม่ได้ จัดเป็นทุกข์

ทำไมรูปนามจึงทนอยู่ไม่ได้ เพราะ บังคับไม่ได้ การที่รูปนามบังคับไม่ได้นี้ จัดเป็นอนัตตา

วิโมกข์ทั้ง ๓ นี้ จะมีได้ ก็เพราะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เมื่ออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดพร้อมกัน วิโมกข์ทั้ง ๓ ก็เกิดพร้อมกันได้ ต่างกันที่ว่า จะเห็นสภาวะตัวไหนชัดเจนมากที่สุด กล่าวตามปริยัติคือ ยกเป็นอธิบดีเสียอันหนึ่ง นอกนั้นเป็นสหชาติปัจจัย

หมายเหตุ:

รูปนาม หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน เมื่อรู้ชัดในสภาวะ จะแยกแยะรายละเอียดของสภาวะต่างๆให้เห็นเป็นรูปธรรมได้

ในชีวิตประจำวัน สภาวะภายนอก คือ เมื่อผัสสะเกิด สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ส่วนภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง ยอมรับไปตามนั้น แต่อย่าให้ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำออกไป เหตุมี ผลย่อมมี

ในแนวทางการปฏิบัติ สภาวะภายใน คือ รู้ชัดอยู่ในสุญญตาเนืองๆ ส่วนภายนอก สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ที่ยังมีเหตุ เพราะยังมีผลให้ได้รับอยู่ เพียงแค่ดู แค่รู้ และยอมรับในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ แต่อย่านำไปสร้างเหตุ

ที่สำคัญที่สุด พึงรู้เรื่องของผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ว่าแท้จริงแล้วทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกชอบ, ชัง หรือเฉยๆ

เหตุมี ผลย่อมมี ที่ชอบหรือชังก็เพราะมีเหตุ ที่รู้สึกเฉยๆ เพราะไม่มีเหตุ

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกรูปทุกนาม ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบันขณะ ผลของเหตุที่ทำไว้ ส่งมาให้รับผลในรูปของผัสสะหรือเหตุหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

เหตุจากความไม่รู้ชัดในเรื่องผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้มีการกระทำออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นต่อผัสสะนั้นๆ ภพชาติจึงเกิดยืดยาวเพราะเหตุนี้ เหตุของความไม่รู้ชัดในเรื่องของเหตุและผล ตลอดจนผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

การกระทำภายนอกที่ทำลงไป ส่งผลต่อสภาวะภายใน ส่วนสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน ส่งผลต่อสภาวะภายนอก เพียงรู้ชัดภายใน ยอมรับภายนอก ไม่แก้ไข สภาวะจะจบลงไปโดยตัวสภาวะเอง

ไม่ใช่เรื่องง่ายและเรื่องยากที่จะรู้ชัดในเรื่องของสภาวะทั้งหมด ทุกรูปทุกนามสามารถทำได้เหมือนๆกัน ผลที่ได้รับ การรู้เห็นจะรู้เห็นเหมือนกันหมด ไม่แตกต่าง เพียงทำตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในสติปัฏฐาน ๔ คือ สมถะและวิปัสสนา

สมถกรรมฐาน คือ เหตุของการทำสมาธิให้เกิดขึ้น ได้แก่ อิทธิบาท ๔ สมาธิ ซึ่งมีบัญญัติเป็นอารมณ์ ได้แก่ คำบริกรรมภาวนาต่างๆ ตลอดจนรูปนามที่นำมาใช้ในการกำหนดสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกายและจิต ล้วนเป็นบัญญัติ

การเจริญสมถะ เพื่อให้จิตได้ส้องเสพสภาวะของการเป็นสมาธิ ตลอดจนรู้ชัดในสภาวะต่างๆของสมาธิ และ เพื่ออาศัยกำลังของสมาธิเป็นเหตุปัจจัยในการเจริญวิปัสสนา

การเจริญวิปัสสนา เพื่อรู้ชัดอยู่ในรูปนาม เพื่อให้ได้ปัจจุบันธรรม เห็นรูปนาม เห็นพระไตรลักษณ์ ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน

วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ คือ การยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์ ระหว่างสติกับสมาธิให้เกิดสภาวะสมดุลย์ หากสมาธิมากไป จิตไม่สามารถรู้ชัดภายในทั้งหมดและจิตจะคิดพิจรณาไม่ได้

การที่จิตรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นใน กาย เวทนา จิต ธรรม ได้นานมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

สภาวะที่เกิดขึ้นของวิปัสสนา คือ มีสติ สัมปชัญญะรู้ชัดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ได้แก่ การดูตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้นในกายและจิต มีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ (รูปนาม)

ถ้ายังมีการกำหนด ยังไม่ใช่สภาวะตามความเป็นจริงของรูปนามที่มีอยู่จริงตามสภาวะที่เรียกว่า สภาวะปรมัตถ์

ส่วนวิริยะ, ศรัทธา, ปัญญา จะเกิดตามเหตุปัจจัยของตัวสภาวะที่เกิดขึ้น

สุญญตา,สุญญคาร

สุญญตากับสุญญคาร แตกต่างแค่ตัวหนังสือ แต่สภาวะเดียวกัน

สภาวะสุญญตา มีสภาวะรูปนามเป็นปรมัตถ์

สภาวะที่เกิดขึ้นที่สังเกตุเห็นได้ชัดของสภาวะปรมัตถ์ คือ ก่อนจิตเป็นสมาธิ ไม่ต้องใช้คำบัญญัติใดๆมาช่วยในการบริกรรมภาวนา แค่รู้ว่าหายใจ จิตจะเป็นสมาธิเอง นี่คือ สภาวะของรูปนามที่เป็นปรมัตถ์

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จะรู้ชัด ได้แก่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติรู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เหตุที่ทำให้รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น เนื่องจากกำลังของสมาธิ เหตุที่ทำให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดจากสัมปชัญญะ ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะที่สภาวะต่างๆกำลังเกิดขึ้น

รู้ชัดกายในกาย ได้แก่ มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกายก็จะรู้ เช่น ท้องพองยุบ เสียงชีพจรเต้นตามจุดต่างๆของร่างกาย กล้ามเนื้อสั่น แม้กระทั่งอาการอื่นๆจะรู้ชัด

รู้ชัดในเวทนาในเวทนา ได้แก่ เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้นก็จะรู้ เช่น ทุกขเวทนาที่เกิดกับกาย เช่น ปวด เมื่อย เหน็บชาฯลฯ

เมื่อมีสุขเวทนาเกิดขึ้น ก็จะรู้ เช่น ปีติสุข ในปฐมฌาน, ปีติ สุขในทุติยฌาน และสุขในตติยฌาน จิตวางเฉยก็จะรู้ เช่น อุเบกขา ในจตุตฌาน คือจะสามารถแยกแยะความแตกต่างของอุเบกขาในสภาวะของจตุตถฌานกับสังขารุเปกขาญาณได้

รู้ชัดจิตในจิต ได้แก่ เมื่อกิเลสเกิดขึ้นในจิต เกิดเอง เป็นเอง โดยปราศจากความรู้สึกนึกคิดใดๆก็จะรู้ เช่น
จิตมีราคะก็จะรู้ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะก็จะรู้จิตมีโทสะฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นอนุสัยที่นองเนื่องอยู่ในขันธสันดาน จะเกิดเอง หายเอง

รู้ชัดธรรมในธรรมหรือธรรมารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องไปนำความรู้ใดๆมาคิดพิจรณา จิตจะคิดพิจรณาเอง ตามสภาวะของจิตที่เป็นอยู่ รู้แค่ไหน จิตจะคิดพิจรณาตามความเป็นจริงของสภาวะแค่นั้น

สภาวะทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้จะสักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น โดยไม่ความเป็นเรา เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะแต่อย่างใด

คำว่า ไม่มีความเป็นเรา หมายถึง ไม่มีความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเข้าไปคิดพิจรณาสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นว่า สภาวะนั้นถูก, ผิด ใช่, ไม่ใช่, ชอบ, ชัง หรือเรียกว่านั่น เรียกว่านี่ จะไม่มีสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น

สภาวะทั้งหมดนี้ เรียกตามปริยัติว่า รู้ชัดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมก็ได้ หรือกายและจิตก็ได้ หรือรูปนามก็ได้ สุญญตาก็ได้ สุญญคารก็ได้ เพราะชื่อทั้งหมดที่นำมาเรียกนี้ เป็นสภาวะเดียวกัน

รู้ชัดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ได้แก่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กายสักแต่ว่ากาย เวทนาสักแต่ว่าเวทนา จิตสักแต่ว่าจิต ธรรมารมณ์สักแต่ว่าธรรมารมณ์ แยกออกจากกันไม่ปะปนกัน จึงเรียกย่ออีกทีว่า กายและจิต

รูปนาม ในสภาวะนี้ หมายถึง สภาวะรูปนามที่เป็นปรมัตถ์

สุญญตา หมายถึง บังคับบัญชาใดๆไม่ได้ คือ สภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ จะไปพยายามตั้งใจทำให้เกิดขึ้นมาไม่ได้

สุญญคาร หมายถึง เรือนว่างเปล่า คือ ปราศจากตัวตนหรือความรู้สึกนึกคิดของตัวเราที่มีอยู่ เช่น ชอบ, ชัง, เฉยๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะ เรียกว่า ไม่มีตัวตนเพราะเหตุนี้

ทั้ง ๓ สภาวะนี้ เป็นสภาวะเดียวกันหมด แตกต่างแค่ชื่อเรียกตามบัญญัติ จึงเป็นที่มาของคำว่า “มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ”

แม้กระทั่งคำว่า อธิศิล อธิจิต อธิปัญญา ก็หมายถึงสภาวะเหล่านี้ คือ ถ้าเห็นคำเรียกเหล่านี้ ย่อมหมายถึงสภาวะรูปนาม(ปรมัตถ์),สุญญตา,สุญญคาร

คำว่า “มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ” หมายถึง สภาวะนี้เกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยของสภาวะ ไม่ใช่เกิดจากความคิดพิจรณาใดๆที่พยายามจะทำให้เกิดขึ้น

สภาวะสุญญตา, สุญญคาร หรือมีรูปนามที่เป็นปรมัตถ์เป็นอารมณ์นี้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในสภาวะตั้งแต่อุทยัพพยญาณอย่างแก่ จนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณ

ส่วนสภาวะอื่นๆที่เกิดในระหว่างสภาวะอุทยัพพยญาณ จนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณนั้น เป็นเพียงสภาวะของจิตคิดพิจรณาที่เกิดขึ้นเอง จนกว่าจะเห็นไตรลักษณ์ แล้วจิตจะเกิดสภาวะปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุฯจึงเกิด

สภาวะสังขารุเปกขาญาณ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีความเป็นตัวตนอยู่ เข้าไปคิดพิจรณาให้เกิดขึ้นมาได้แต่อย่างใด เป็นสภาวะของจิตล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นเรา ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่

ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ จะแยกแยะสภาวะความคิดที่เป็นนิวรณ์ กับความคิดที่เกิดขณะจิตเป็นสมาธิ ให้เห็นความแตกต่างของสภาวะความคิดทั้ง ๒ สภาวะ ได้ชัดเจน

เพราะความคิดที่เป็นนิวรณ์ จะมีความฟุ้งซ่านเข้าแทรก ส่วนความคิดที่เกิดขึ้นเองเป็นเองในจิตที่เป็นสมาธิ จะเป็นระเบียบ ไม่มีความฟุ้งซ่านแต่อย่างใด ขณะที่รู้ชัดในความคิด จะรู้ชัดในสภาวะธรรมอื่นๆที่เกิดขึ้นร่วมด้วย

พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม

เหตุของการเห็นแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

เมื่อก่อนที่ยังไม่เขียนเรื่องนี้ เนื่องจากว่า เท่าที่อ่านๆตำรามา ไม่เคยเจอในตำราเล่มไหนๆจะมีบันทึกไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เรื่องอะไร เห็นมีเขียนไว้อย่างเดียวว่า สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้คือ อริยสัจ ๔

ซึ่งสภาวะของอริยสัจจ์นี้จะต้องผ่านสภาวะสัจจานุโลมิกญาณ จึงจะเข้าใจและรู้ชัดในสภาวะของ อริยสัจ ๔

แล้วที่เกิดก่อนจะผ่านสภาวะสัจจานุฯล่ะ มันต้องมีเหตุมาก่อน ถึงจะมีผลมาแสดงให้ได้รับหรือให้เห็น อริยสัจจ ๔ ก็เช่นเดียวกัน

แม้กระทั่งเรื่องกับดักหลุมพรางของกิเลสหลุมใหญ่ที่ทุกๆคนจะต้องเจอเมื่อผ่านญาณ ๑๖ ครั้งแรกที่ทุกคนจะต้องเจอเหมือนๆกันหมด ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาสก็ตาม เจอเหมือนกันหมดคือ อุปกิเลสตัวแม่

ไม่ว่าจะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม เจอเหมือนๆกันหมด ต้องอาศัยการเจริญสติอย่างต่อเนื่องจึงจะผ่านสภาวะอุปกิเลสนี้ไปได้ สภาวะอุปกิเลสตรงนี้ มีสภาวะที่ละเอียดมากกว่าอุปกิเลสในสภาวะโดยทั่วๆไป

ถ้าผ่านสภาวะอุปกิเลสตรงนี้ไปได้แล้ว การปฏิบัติจะสะดวกสบาย เพราะผู้ปฏิบัติสามารถรู้จักจิตแท้ของตัวเองได้ละเอียดมากขึ้น รู้จักใช้อุบายในการรักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบัน

จึงไม่ติดไม่ขัดเหมือนแรกๆของความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ คือ ยังไม่รู้จักจิตที่แท้จริงของตัวเอง อุปมาอุปมัย เหมือนคนป่วยที่ใช้ยาในการรักษาไม่ถูกกับโรคที่เป็นอยู่

ไม่รู้ปริยัติ

เมื่อก่อนเราไม่รู้ปริยัติจริงๆ แต่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้นคือ พระอภิธรรม ( รูป,นาม ขันธ์ ๕ ) และสมมุติ

ได้อ่านหนังสือเรื่อง อนัตตาสุดยอด เขียนโดยหลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม ปธ.๙ หลวงพ่อธีได้เขียนไว้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม อยู่ในหน้าที่ ๒๗

โดยส่วนตัว ไม่เคยรู้จักหลวงพ่อธี และไม่เคยได้ยินชื่อของท่านมาก่อน แต่เคยอ่านเจอในเว็บบอร์ดลานธรรมจักร มีคนนำมาโพสไว้

สิ่งที่ถูกรู้

เรามักจะเขียนในสิ่งที่ได้รู้ตอนผ่านสภาวะ นั่นคือสภาวะของพระอภิธรรม แต่ไม่รู้จะพูดยังไงให้คนอื่นๆเข้าใจเหมือนที่เรารู้ เพราะนั่นเป็นสภาวะของรูป, นาม ขันธ์ ๕ ที่มีอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่ในตำราที่เขียนเอาไว้

เราจึงมักใช้คำว่า สิ่งที่รู้ คือ จิต กับสิ่งที่ถูกรู้ คือ สิ่งที่จิตรู้เห็น แต่รู้เห็นโดยสภาวะไม่ใช่โดยบัญญัติ แต่จะรู้ในบัญญัติทันที่ว่าสิ่งที่ถูกรู้นั้นคือ พระอภิธรรม แต่ไม่สามารถอธิบายให้เป็นรูปธรรมให้ใครๆฟังได้
ได้แต่บอกว่า มีแค่สิ่งที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้นเอง

มาวันนี้ กล้าที่จะเขียนเรื่องสิ่งที่ถูกรู้นี้ได้เต็มๆว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม ซึ่งเป็นเหตุของการรู้แจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔ พอผ่านแล้ว ย่อมตกหลุมพรางของกิเลสหรืออุปกิเลสเหมือนกันหมด เพียงแต่จะรู้หรือไม่เท่านั้นเอง

ถ้าเรียงลำดับของการเกิดเหตุและผลแต่ละสภาวะจะเรียงตามลำดับดังนี้

กล่าวในแง่ของสภาวะ

เหตุของการผ่านญาณ ๑๖ ผลคือ รู้แจ้งในสภาวะของอภิธรรม (รูป นาม ขันธ์ ๕และสมมุติ)

เหตุของการรู้แจ้งในสภาวะอภิธรรม ผลคือ รู้แจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔

เหตุของการแจ้งอริยสัจ ๔ ทำให้รู้แจ้งชัดในสภาวะของพระนิพพาน คือ ลักษณะของพระนิพพาน ว่าทำอย่างไร จึงจะถึงซึ่งนิพพานที่แท้จริง

สภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะของสมุจเฉทประหาณเท่านั้น คือเกิดจากสภาวะของจิตภาวนาจริงๆ ไม่ว่าจะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติ เมื่อผ่านสภาวะเหล่านี้แล้ว จะรู้เหมือนๆกันหมดและรู้นั้นๆตรงกัน ไม่แตกต่างกันเลยสักนิดเดียว

กล่าวในแง่ของปริยัติ

แสดงวิโมกขมุขสังคหะ

สุญฺญตานุปสฺสนา อนิตฺตานุปสฺสนา อปฺปณิหิตานุปสฺสนา เจติ ตีณิ วิโมกฺขมุขมุขานิ จ เวทิตพฺพานิ.

อธิบายคำว่า วิโมกขมุข แยกเป็น ๒ บท คือ

วิโมกฺข บทหนึ่ง

มุข บทหนึ่ง

วิโมกฺข แปลว่า การข้ามพ้นจากกิเลส ได้แก่ การปล่อยวางโดยตัวของจิตปล่อยวางเอง ไม่ใช่เกิดจากการคิดพิจรณาหรือมีความเห็น ตลอดตนความรู้สึกนึกคิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะ

มุข แปลว่า เป็นประตูหรือเป็นปาก หมายความว่า เป็นประตูทางเข้าอริยมรรค ได้แก่ สังขารุเปกขาญาณ

๑. สุญฺญตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากอนัตตลักขณะ

๒. อนิตฺตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากอนิจจลัขณะ

๓. อปฺปณิหิตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากทุกขลักขณะ

ชื่อว่า สุญฺญตาวิโมกฺขมุข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางอนัตตา หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางอนัตตา

ชื่อว่า อนิตฺตวิโมกฺขมุข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางอนิจจัง หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางอนิจจัง

ชื่อว่า อปฺปณิหิตวิโมกฺขวิมุกข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางทุกขัง หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางทุกขัง

พึงจำไว้ให้มั่นว่า การที่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาภาวนา จะเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณ มรรคญาณบรรลุพระนิพพานได้นั้น จะต้องเข้าทางพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจลักขณะ , ทุกขลักขณะ , อนัตตลัขณะ

โดยเข้าตามประตูทั้ง ๓ ตามวาสนาบารมีที่ตนได้เคยสร้างสมอบรมมาแต่ชาติก่อนดังกล่าวมาเท่านั้น จะเข้าทางอื่นอย่างอื่นไม่ได้ จะติดขัดด้วยประการทั้งปวง

และการที่ผู้ปฏิบัติจะรู้แน่แท้แก่ใจตนว่า ตนได้เคยสร้างอบรมบารมีมาทางไหน ย่อมรู้ได้อย่างแน่นอนในขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังเป็นอยู่ โดยแสดงพระไตรลักษณ์ที่มีกำลังมากที่สุดให้ปรากฏเห็นอย่างชัดเจนนี้เอง

เพราะพระไตรลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน แก่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาจนได้บรรลุอริยมรรค,อริยผลอย่างชัดเจนทุกคนไป

เหตุนี้ จึงมีข้อที่ควรทราบคือ อาจมีผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้มีความมึนเมาด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิกิเลส สำคัญว่าตนเป็นผู้วิเศษ มีจิตสว่างสงบได้พบพระนิพพานแล้ว โดยตนไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนาภาวนามาเลย

ได้แต่นึกคิดไปด้วยอำนาจจินตามยปัญญา แล้วสั่งสอนคนทั้งหลายด้วยภาษาอันเข้าใจบ้าง, ไม่เข้าใจบ้างอย่างผิดแบบผิดแผน

โดยนัยที่ว่าพระนิพพานนั้น ไม่ต้องไปปฏิบัติให้เหนื่อยยากลำบาก เพียงแต่ทำจิตให้ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ก็เป็นสุญญตานิพพานแล้ว เรื่องนรก, สวรรค์เป็นเรื่องของคนพาล, คนโง่ เป็นเรื่องของเด็กอมมือที่ยังมีอุปทานยึดอยู่เท่านั้น

หรือบางที ผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมีอาการยิ่งกว่าทิฏฐิวาทีตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่เคยบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาเช่นกัน อยู่ๆก็กล่าวออกมาว่า ตุ๊เจ้าขา ( ตุ๊เป็นภาษาทางภาคเหนือ ใช้เรียกพระภิกษุ ) เราเป็นผู้สำเร็จแล้ว ได้มรรค, ผล, ธรรมวิเศษ สำเร็จวิปัสสนาแล้ว ได้วิโมกขธรรมสูงสุดของพระพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้ก็มี

ตามตัวอย่างที่ยกมาดังนี้ แสดงว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีภาวนามยปัญญา ไม่รู้จักวุฏฐาคามินีวิปัสสนาญาณ คือ ลักษณาการที่จะก้าวเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางพระไตรลักษณ์ ว่าตนเข้าถึงโดยพระไตรลักษณ์อย่างไหน และพระไตรลักษณ์นั้นมีลักษณะอาการเป็นอย่างไร

ได้แก่การปล่อยวางของจิตโดยเกิดสภาวะปล่อยวางเอง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอา คิดเอา พยายามพิจรณาเพื่อปล่อยวาง ตราบใดที่ยังมีการพยายามทำให้เกิดการปล่อยวาง นั่นยังไม่ใช่สภาวะที่แท้จริงของจิตปล่อยวาง

ถ้าเขาเหล่านั้นไม่รู้แจ้งชัดในปัญหาที่ว่ามานี้แล้ว เส้นทางเข้าสู่ มรรค, ผลที่เขาเข้าใจเอาเองนั้น ก็ไม่ใช่มรรค, ผลที่ประเสริฐ

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: