สักกายะกับมานะ

คุยกับเจ้านายเรื่อง การเปรียบเทียบ มักมองคนที่คิดว่าแย่กว่า แล้วทำให้รู้สึกดีขึ้น

เขาถามว่า มันเป็นยังไง
เราบอกว่า เช่น เวลาเห็นคนพิการ หรือเห็นคนเป็นอัมพาต ก็ทำให้คิดว่า เออ.. ที่เรากำลังเป็นอยู่นี่(ป่วย) ก็ยังดีกว่าคนเหล่านั้นนะ แล้วที่จะไปคิดโน่นคิดนี่ต่อ มันก็เลยไม่ค่อยมี คือมี แต่น้อย

เขาถามว่า เป็นสภาวะของอะไร
เราบอกว่า มานะ

.
เขาถามว่า แล้วมานะกับสักกายะ มันต่างกันตรงไหน
เราบอกว่า มานะ ชอบเปรียบเทียบ เช่น เราดีกว่าเขา หรือเขาดีกว่าเรา อาจจะตามความเป็นจริง หรือไม่ใช่ตามความเป็นจริง

สักกายะ ชอบตัดสิน เช่น ทำแบบนี้ได้บุญ ทำแบบนั้นเป็นบาป
ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนที่มองเห็นแล้วนำไปคิด แต่เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

.
เขาถามว่า ถ้าเห็นคนฆ่าปลา แล้วคิดว่า เนี่ยกำลังทำบาป
แบบนี้เรียกว่าอะไร

เราบอกว่า เรียกว่า สักกายะ คือ เราไม่รู้หรอกว่า ขณะที่กำลังทำ คนๆนั้นคิดอะไรอยู่ บางคนทำเพราะจำเป็น ส่วนผลของการกระทำต้องแยกออกมาอีกส่วนหนึ่ง คนละส่วนคนละสภาวะกัน

.
เขาถามว่า แล้วถ้ามานะ จะคิดแบบไหน
เราบอกว่า เมื่อเห็นคนฆ่าปลา อาจจะคิดว่า ดีนะที่ไม่จนแบบเขา ทำให้ไม่ต้องฆ่าปลา ถ้าจนแบบเขา อาจจะต้องฆ่าก็ได้

โฆษณา

สักกายทิฏฐิและลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

รายละเอียด สักกายทิฏฐิ
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

.

ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ
ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า
ปัญจขันธ์นี้เป็นของตน เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นผิด
ที่ทำให้ตนติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

.

มีเกิดขึ้นตรง ผัสสะ

ตาเห็นรูป
หูได้ยินเสียง
จมูกดมกลิ่น
ลิ้นรู้รส
กายสัมผัส
ธรรมารมณ์

.

ผัสสะ

หูได้ยินเสียง เช่น เสียงเขาด่า

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ เป็นปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดใน “ผัสสะ” ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

เช่น เสียงที่มากระทบหู จึงเห็นโดยความเป็นตัวเป็นตน
เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เรา เขา

 

รูปแบบของการเกิดสักกายทิฏฐิ

๑ ขณะจิต(ปัจจุบันขณะ) ที่มีเกิดขึ้น
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
สักกายทิฏฐิ มีเกิดตรง  “ผัสสะ”
[สักกายทิฏฐิ/อุปาทานขันธ์ ๕] ผัสสะ>เวทนา>ตัณหา>อุปาทาน>ภพ

หลุดพ้นจากจากอุปทานขันธ์ ๕
ด้วยปัญญา เน้น วิปัสสนา

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

หลุดพ้น จากสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัด
ด้วยสมถะ(สัมมาสมาธิ) เน้น สติปัฏฐาน ๔

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะ(สัมมาสมาธิ) เกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

 

 

๑๕ มิย. ๖๑

สมถะและวิปัสสนา

.

พูดถึงสมาธิ โดยเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีบทบบาทต่อชีวิตมาก ในแง่ของจิตคิดพิจรณา ได้แก่ สภาวะสัญญาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการถ่ายถอนอุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

และมีบทบาทสำคัญมาก ที่มีเกิดขึ้น
ขณะก่อนทำกาละ และขณะทำกาละ

.

วิปัสสนา การเห็นสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ได้แก่

อนิจจัง ไม่เที่ยงแปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

ทุกขัง เป็นทุกข์ เพราะถือมั่น

อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเราของเขาหรือของใคร
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
แม้จะไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม
ทุกสรรพสิ่งยังคงดำเนินไปตามเหตุและปัจจัย

.
วิปัสสนา จึงมีบทบาทต่อชีวิตมาก ในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์ คือ รู้แล้วหยุด มากกว่าจะสานต่อให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

 

 

 

อุปทาน ๔

9 เมย. 18

ก่อนที่จะอธิบายเรื่อง ตัวกู ของกู ว่ามีเกิดขึ้นตรงไหนและอย่างไร มาศึกษาพระธรรมคำสอนที่เนื่องด้วย อุปทาน ๔

.

อุปาทาน ๔

[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้. ๔ อย่างเป็นไฉน?
คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขาย่อมไม่บัญญัติ ความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน.
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นพวกเขา จึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๒ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะอย่างหนึ่งนี้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสในศาสดาใด
ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเลื่อมใสในธรรมใด ความเลื่อมใสนั้น
เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความกระทำให้บริบูรณ์ในศีลใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเป็นที่รักและน่าพอใจในหมู่สหธรรมิกใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ ในธรรมวินัยเห็นปานนี้แล
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะข้อนั้น
เป็นความเลื่อมใสในธรรมวินัยที่ศาสดากล่าวชั่วแล้ว
ประกาศชั่วแล้ว
มิใช่สภาพนำออกจากทุกข์
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้.

.

.

อุปาทาน ๔ เป็นไฉน

กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน

บรรดาอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทาน เป็นไฉน
ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม อันใด
นี้เรียกว่ากามุปาทาน

 

ทิฏฐุปาทาน เป็นไฉน
ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล
การบูชาพระรัตนตรัยไม่มีผล ฯลฯ
สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบ
รู้ยิ่งเห็นแจ้งประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน

ยกเว้นสีลัพพตุปาทานและอัตตวาทุปาทาน
มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน

.

สิลัพพตุปาทาน เป็นไฉน
สมณพราหมณ์ภายนอกศาสนานี้
มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยศีลและวัตร ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่า สีลัพพตุปาทาน

.

อัตตวาทุปาทาน เป็นไฉน
ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะเจ้า
ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ

ย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป
ย่อมเห็นเวทนาเป็นตน ฯลฯ
ย่อมเห็นสัญญาเป็นตน ฯลฯ
ย่อมเห็นสังขารเป็นตน ฯลฯ
ย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตนในวิญญาณ

ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน

เหล่านี้เรียกว่า อุปาทาน ๔

 

8  เมย. 18

สภาวะสัญญาหายเงียบไปนานกว่าทุกครั้ง
หลังจากที่ทบทวนสภาวะต่างๆ ก็คิดว่า
คงหมดไส้หมดพุง ไม่มีอะไรจะเขียน

จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง ตอนนี้กลายเป็นเรื่องสังโยชน์
การเขียนอธิบาย ต้องอาศัยการเรียบเรียงสภาวะ
รู้สึกว่า คงต้องอาศัยเวลาในการอธิบายรายละเอียด

เช่น สักกายทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
การรู้ชัดมีตั้งแต่หยาบจนละเอียด

แต่พอให้อธิบายว่า สักกายทิฏฐิ มีเกิดขึ้นตรงไหน
ชะงักเหมือนกันนะ ไม่สามารถตอบได้ทันที

.

ถ้าถามว่า อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้นตรงไหน
อันนี้ตอบได้ทันทีว่า ผัสสะ

แล้วสักกายทิฏฐิ กับ อุปทานขันธ์ ๕ แตกต่างกันตรงไหน
ถ้าในเมื่อมีความหมายเหมือนๆกันว่า ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

ทีนี้ต้องแยกสภาวะออกมา
สักกายทิฏฐิ เป็นเรื่องของสังโยชน์กิเลส
อุปทานขันธ์ ๕ เป็นเรื่องของ ทุกข์ ในอริยสัจ ๔
คนละตัว คนละสภาวะกัน

.

พอดีไปเจอพระสูตรหนึ่ง การอธิบายโดยรู้ชัดแต่สภาวะ แต่ไม่รู้จักปริยัติ ก็ทำให้การอธิบายคำเรียกนั้นๆ ผิดเพี้ยนไปได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับการให้ความหมายสักกายทิฏฐิ ที่ได้กล่าวไปแล้ว

สักกายทิฏฐิ หมายถึง เป็นตนหรือว่าการมีตนในขันธ์ ๕
การละสักกายทิฏฐิ หมายถึง ไม่เป็นตนหรือการไม่มีตนในขันธ์ ๕
กล่าวคือ รูป,นาม ขันธ์ ๕นี้ สักแต่ว่าสภาวธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตน

ส่วนความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เป็นเรื่องของ อุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เมื่อรู้ชัดในอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีเกิดขึ้น และกิเลสที่ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ
ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะที่เป็นอปายคมนียะ

ถ้านำมากล่าวโดยปฏิจจสมุปบาท
อยู่ตรงช่วงรอยต่อระหว่าง สฬายตนะกับผัสสะ

ทิฏฐุปทาน ได้แก่ ทิฏฐิกิเลส หมายถึง มิจฉาทิฏฐิ

สีลัพพตุปาทาน ได้แก่ สีลัพพตปรามาส

และสักกายทิฏฐิ การเห็นขันธ์ ๕ เป็นตัว เป็นตน

กามุปาทาน ได้แก่ กามราคะที่เป็นอปายคมนียะ
กล่าวคือ กามรมณ์ทั้ง ๕ มากระทบทวารทั้ง ๕
แล้วทำให้เกิดความยินดีพอใจเป็นอย่างมาก จนสามารถล่วงอกุศลกรรมบถได้
เช่น ความพอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ สามารถทำให้กระทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้เป็นต้น

.

[๒๒๙] ครั้งนั้น ท่านพระเขมกะยันไม้เท้าเข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ครั้นแล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ได้กล่าวกะท่านพระเขมกะว่า
ดูกรท่านเขมกะ ที่ท่านกล่าวว่า เรามี นั้นคืออย่างไร ฯลฯ

ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ผมไม่กล่าวรูปว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากรูป
ไม่กล่าวเวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ

แต่ผมเข้าใจว่า เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕
และผมไม่ได้พิจารณาเห็นว่า นี้เป็นเรา
เปรียบเหมือนกลิ่นดอกอุบลก็ดี กลิ่นดอกปทุมก็ดี กลิ่นดอกบุณฑริก (บัวขาว) ก็ดี ผู้ใดหนอ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า กลิ่นใบ กลิ่นสีหรือว่ากลิ่นเกสร ผู้นั้นเมื่อกล่าวอย่างนี้ จะพึงกล่าวชอบละหรือ?

ถ. ไม่เป็นอย่างนั้น อาวุโส.

ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็โดยที่ถูก เมื่อจะกล่าวแก้ ควรกล่าวแก้อย่างไร?

ถ. ดูกรอาวุโส โดยที่ถูก เมื่อจะกล่าวแก้ ควรกล่าวแก้ว่า กลิ่นดอก.

ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ผมไม่กล่าวรูปว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่าเรามีนอกจากรูป ไม่กล่าวเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ

แต่ผมเข้าใจว่า เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕ และผมไม่พิจารณาเห็นว่า นี้เป็นเรา.

สังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง แต่ท่านก็ยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามีไม่ได้.

สมัยต่อมา ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า

รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับแห่งรูปดังนี้
เวทนาดังนี้ สัญญาดังนี้ สังขารดังนี้
วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้.

เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อยู่ แม้ท่านยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้ แต่มานะ ฉันทะ และอนุสัยนั้น ก็ถึงการเพิกถอนได้.

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนผ้าเปื้อนเปรอะด้วยมลทิน เจ้าของทั้งหลายมอบผ้านั้นให้แก่ช่างซักฟอก ช่างซักฟอกขยี้ผ้านั้นในน้ำด่างขี้เถ้า ในน้ำด่างเกลือ หรือในโคมัยแล้ว เอาซักในน้ำใสสะอาด ผ้านั้นเป็นของสะอาดขาวผ่องก็จริง แต่ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างขี้เถ้า กลิ่นน้ำด่างเกลือ หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด

ช่างซักฟอกมอบผ้านั้นให้แก่เจ้าของทั้งหลาย เจ้าของทั้งหลายเก็บผ้านั้น ใส่ไว้ในหีบอบกลิ่น แม้ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างขี้เถ้า กลิ่นน้ำด่างเกลือ หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด แม้กลิ่นนั้นก็หายไปฉันใด.

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง
แต่ท่านก็ยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้

สมัยต่อมา ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า

รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับแห่งรูปดังนี้ เวทนาดังนี้ สัญญาดังนี้ สังขารดังนี้
วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้.

เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อยู่ แม้ท่านยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้ แต่มานะ ฉันทะ และอนุสัยนั้น ก็ถึงการเพิกถอนได้ฉันนั้น.

วิธีฝึก การละสักกายทิฏฐิ(ทิฏฐิสังโยชน์)

พระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร?

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป
เมื่อเวทนามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสัญญามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสังขารมีอยู่ ฯลฯ
เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ?
ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ?
ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

 

หมายเหตุ:

คำสอนนี้ เป็นสภาวะ โยนิโสมนสิการ อาศัย การคิดพิจรณาเป็นตัวช่วย ในการกดข่มใจ ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุให้ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

กิเลสสังโยชน์ต่างๆ ถูกทำให้เบาบางลง ตามเหตุปัจจัย จนกระทั่ง ดับหายไปหมดสิ้น(เชื้อ) ตามเหตุปัจจัย

สมถะและวิปัสสนา

เมื่อก่อน เป็นคนยึดติดกับคำเรียก จึงมักมีการสร้างวิวาทะกับผู้อื่นเนืองๆ

เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง คำเรียกหรือสมมุติบัญญัติเหล่านั้น ค่อยๆลดลงไป ทุเลาลง

ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติแบบไหนๆ รูปแบบไหน หากทำแล้ว ทำให้ กิเลสต่างๆ โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา ความทะยานอยากทั้งหลายลดลง หรือเบาบางลง ใช้ได้หมด

คือ ถูกทาง ไม่จำเป็นต้องรู้ปริยัติหรือคำเรียกตามสมมุติบัญญัติที่มีอยู่ เสมอไป

ที่ยังมี เรียกนั่น เรียกนี่ คือ ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ในสมมุติบัญญัตินั้นๆอยู่

เดี่ยวนี้เลิกสร้างวิวาทะกับผู้อื่น ใครจะเรียกว่า อะไร อย่างไร ปล่อยไป เพราะล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ส่วนการเขียนเรื่องราวของสภาวะ ทั้งคำเรียก ยังคงเขียนไปเรื่อยๆ เลิกแก้ไขบทความเก่าๆ เพราะเคยเขียนบอกไว้แล้วว่า อดีต คือ ความผิดพลาดที่มีอยู่ ให้อ่านบทความปัจจุบัน

ที่ไม่แก้ไข เพื่อเป็นตัวอย่างให้ เห็นเรื่องความผิดพลาด ทั้งสภาวะการปฏิบัติ และการดำเนินชีวิต

สิ่งที่มองเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ ความโง่

คนโง่(หลง) มักชอบอวด ชอบแสดงตนว่า ฉลาด

เมื่อคิดว่า ตนฉลาดกว่าผู้อื่น ตนดีกว่าผู้อื่น แม้กระทั่งรูปแบบการปฏิบัติ มักชอบใช้คำกล่าวเบียดเบียน เปรียบเทียบกับแนวทางอื่น หรือผู้อื่นเนืองๆ

นี่แหละ ความโง่(หลง) ที่มีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าโง่ จึงหลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ กิเลสจึงบดบังสภาวะ ไม่ให้ผู้นั้น เห็นตามความเป็นจริง เหตุจาก อุปทานที่มีอยู่

ทิฏฐิสังโยชน์

ทิฏฐิสังโยชน์ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกสรรพสัตว์ไว้ คือ ความเห็นผิด องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ ดวง

สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัว ตน เรา เขา ได้แก่ อุปทานในขันธ์ ๕ เช่น ในการนั่งว่า เรานั่ง ในการนอนว่า เรานอน เป็นต้น

เช่น เมื่อเห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏทัพพะ เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป้นของสวยงาม และเป็นของยั่งยืน

โดยสภาวะ คือ ยึดความเห็นของตน ได้แก่ การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า สิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด สิ่งนี้ใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ ตามความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น

ธรรมชาติของจิต

จิตมีสภาวะรู้อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะทางกาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติของจิตที่จะรู้อารมณ์ต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้น เป็นความปกติของจิต

ทิฏฐิสังโยชน์

กิเลสและสังโยชน์ที่มีองค์ธรรมเดียวกัน คือ ทิฏฐิสังโยชน์กับทิฏฐิกิเลส

ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าปัญขันธ์นี้เป็นของแห่งตน

เรื่องสักกายทิฏฐินี้ พระพุทธองค์ได้ทรงเทศนาแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังปรากฏในสังยุตตนิกายพระบาลีว่า :-

สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ทยหมาโน ว มตฺถเก

สกฺกายทิฏฺฐิ ปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช

ภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร รู้สึกตนประหนึ่งถูกศาสตราวุธอันมีคมทิ่มแทงอยู่ หรือดุจถูกไฟไหม้อยู่บนศรีษะ พึงเป็นผู้มีสติไม่ประมาทอยู่เถิด เพื่อจะได้กำจัดเสียซึ่งสักกายทิฏฐิ

ทิฏฐิ ได้แก่ ความเห็น

ผัสสะ

เหตุของความไม่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผัสสะที่เกิดขึ้น ไม่รู้สาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้น ว่าเกิดขึ้นจากอะไร ไม่รู้ว่าทำไมผัสสะที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจึงมีผลต่อจิตบ้าง ไม่มีผลต่อจิตบ้าง แต่ละครั้งทำไมไม่เหมือนกัน

ทำไมจึงมีความรู้ึกยินดี ยินร้าย หรือเฉยๆ ต่อผัสสะที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง

ความไม่รู้ในเหตุ

เพราะเหตุของความไม่รู้ตามความเป้นจริงในเรื่องผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ความรู้สึกยินดี หรือยินร้ายที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลก่อให้เกิดการกระทำลงไปด้วยความไม่รู้ เป็นการกระทำที่มีเจตนาบ้าง ไม่มีเจตนาบ้าง ตามความไม่รู้ที่มีอยู่
สักกายทิฏฐิอันเป็นกิเลสตัวแรกนี้ เป็นเหตุให้ต้องได้รับความเดือดร้อนวนเวียนอยู่ในวัฏฏทุกข์ โดยไม่อาจนับภพชาติได้ ก็ด้วยอำนาจทิฏฐิกิเลสนี้เอง

โดยเหตุ

สักกายะทิฎฐิ เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส คือ เป็นการทำงานของขันธ์ ๕ ที่ยังมีความไม่รู้ เป็นเหตุให้การยึดมั่นถือมั่นในอุปทานขันธ์ ๕ ด้วยความไม่รู้จึงยึดมั่นในความคิดของตนเองที่มีต่อผัสสะที่กำลังเกิดขึ้น

เป็นเหตุให้เกิดการให้ค่าต่อผัสสะหรือสิ่งที่มากระทบหรือสภาวะที่เกิดขึ้น ว่าสิ่งๆนั้นถูกบ้าง ผิดบ้าง เป็นเหตุให้เกิดความชอบ ชัง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่มากระทบ

โดยสภาวะ

สักกายะทิฏฐิ กล่าวโดยสภาวะ ได้แก่ ขณะที่ผัสสะเกิดขึ้น มีความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในจิต ไม่ว่าจะชอบ, ชัง แม้กระทั่งเฉยๆ ซึ่งไม่รู้ถึงเหตุว่า ทำไมจึงชอบ, ชัง หรือทำไมไม่รู้สึกอะไรเลย (โมหะ)

จากความไม่รู้ถึงเหตุตรงนี้ เป็นเหตุให้สร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ กระทำลงไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะนั้น ผลที่ได้รับคือ สุขบ้าง ทุกข์บ้างตามอุปทานที่มีอยู่

เรา, เขา

ได้แก่ การนำความรู้สึกนึกคิดของตัวเองที่มีอยู่ไปให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งบุคคลอื่นๆก็เป็นเช่นเดียวกัน โดยการนำความรู้สึกนึกคิดของเขาที่มีอยู่ให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เนื่องจากความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงไม่รู้ถึงเหตุว่าทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละขณะจึงมีความรู้สึกนึกคิดไม่เหมือนกัน ทั้งๆที่เป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแตกต่างที่ตัวบุคคลและสภาวะแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น

กล่าวในแง่ของการคิดพิจรณา

ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าปัญขันธ์นี้เป็นของแห่งตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล, เรา, เขา

เช่น ในการยืน เดิน นั่ง นอน ก็เข้าใจว่าตนเป็นผู้ยืน เดิน นั่ง นอน ความเข้าใจผิดเช่นนี้ ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นที่ผิด ที่ทำให้ติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

การสอนเช่นนี้ เป็นเพียงอุบายในการถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่ เพื่อละความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ให้ลดน้อยลงไป

ตามความเป็นจริง

โดยสภาวะที่แท้จริงของตัวสักกายทิฏฐินั้น ได้แก่ การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ให้ค่าว่า สิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด สิ่งนั้นใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ เป็นการให้ค่าตามรู้สึกความชอบหรือชัง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น

เนื่องจากไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงเรื่องเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเกิดจากอะไร แล้วทำไมบางสิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อจิต เป็นเหตุให้เกิดความชอบ, ชัง ทำไมบางสิ่งไม่มีผลกระทบต่อจิต เป็นเหตุให้รู้สึกเฉยๆ

เพราะความไม่รู้ชัดในความเป็นจริงตรงนี้ จึงเป็นเหตุให้ก่อให้เกิดการกระทำลงไปด้วยความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ ด้วยเจตนาและไม่เจตนาทางกาย วาจา ใจ(ความรู้สึกนึกคิด)

ส่วนการยืน เดิน นั่ง นอน ล้วนเป็นเรื่องปกติที่คิดว่าเรายืน เราเดิน เรานั่ง เรานอน ตราบใดที่ยังมีสภาวะเป็นกายบัญญัติ ย่อมนึกคิดแบบนั้น จนกว่าจะเป็นสภาวะปรมัตถ์ ความรู้สึกนึกคิดตรงนี้จะไม่มี

แม้กระทั่งที่บอกว่ารูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน ล้วนแต่เป็นบัญญัติที่ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติทั้งสิ้น ไม่ใช่สภาวะตามความเป็นจริง ถ้าเป็นสภาวะตามความเป็นจริงจะรู้แบบธรรมชาติ ไม่มีบัญญัติต่างๆเข้าไปเกี่ยวข้อง

ทำอย่างไรจึงจะละสักกายทิฏฐิได้

การละสักกายทิฏฐิมีวิธีเดียวเท่านั้น คือ การสร้างเหตุของการเกิดสภาวะสมุจเฉทประหาน ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา

 

ยาวหน่อยนะคะ เรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้น ในคำเรียกต่างๆ กว่าจะอธิบายได้ ต้องสภาวะสัญญาเกิด แล้วเชื่อไม่ได้ จนกว่า สัญญานั้นๆ เป็นปัญญา คือ รู้แล้วหยุด ทิฏฐิสังโยชน์ ก็เช่นเดียวกัน

อ่านช้าๆ เผื่อจะเกิดประโยชน์ กับบุคคลที่มีเหตุร่วมกันค่ะ

มิจฉาทิฏฐิ กับ สัมมาทิฏฐิ

คำว่า ทิฏฐิ เป็นคำกลางๆ หมายถึง ความคิดเห็น

ถ้าใส่ คำว่า มิจฉา เข้าไป เป็น มิจฉาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นผิด

ถ้าใส่ คำว่า สัมมา เข้าไป เป็น สัมมาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นถูก

อันนี้กล่าวโดย ปริยัติ

กล่าวโดยสภาวะ

มิจฉาทิฏฐิ เกิดจาก เมื่อ ผัสสะเกิด แล้ว นำความเห็นของตนที่มีอยู่ ได้แก่ การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ตามความรู้สึกยินดี-ยินร้าย ที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ มีการสร้างเหตุออกไปทางวจีกรรมบ้าง กายกรรมบ้าง เช่น กล่าวว่า สิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด สิ่งนั้นดี สิ่งนี้ชั่ว สิ่งนี้เป็นกุศล สิ่งนี้เป็นอกุศล ฯลฯ

 
ภาษาชาวบ้าน 

มิจฉาทิฏฐิ คือ ใครเห็นไม่เหมือนตน คนนั้นผิด ใครเห็นเหมือนตน คนนั้นถูก สร้างเหตุวิวาทะให้เกิดขึ้นเนืองๆ

สัมมาทิฏฐิ เกิดจาก เมื่อผัสสะเกิด ใช้หลัก โยนิโสมนสิการ คือ ดูตามความเป็นจริงของผัสสะที่เกิดขึ้น รู้ตามความเป็นจริง คือ รู้สึกนึกคิดอย่างไร รู้ไปตามนั้น แต่ไม่สร้างเหตุออกไปทางวจีกรรมหรือกายกรรม

ขณะที่ โยนิโสมนสิการ มรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิด

 

มิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิ มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นจาก สักกายทิฏฐิหรือทิฏฐิกิเลส หรือทิฏฐิสังโยชน์

 

https://walailoo2010.wordpress.com/2011/10/24/%E0%B9%91-%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C/

 
 

ว่าด้วย วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ เป็นไฉน

[๗๔] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๔ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๕ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสุขินทริยสัมปยุต เป็นทุกขินทริยสัมปยุต เป็นโสมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นโทมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นอุเปกขินทริยสัมปยุต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ ทุกขสหคตกายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ ทุกขสหคตกายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=1240&Z=1498

 

ว่าด้วย วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ ที่หมายถึง การรู้แจ้งในอารมณ์ เป็นเพียงแค่การรับรู้ ในภาพ ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯ.(อายตนะภายนอก)ที่มากระทบต่างๆเท่านั้น

วิญญาณขันธ์ ตัวนี้ หมายถึง วิญญาณ ๖ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕

วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ หมายถึง วิญญาณที่เป็นธาตุรู้ คือ รู้สักแต่ว่ารู้ เป็นวิญญาณประเภท สเหตุกะ และอเหตุกะ ที่เกิดจาก สังขารขันธ์ เป็นเหตุปัจจัย ที่เกิดจาก เวทนา เป็นเหตุปัจจัย

เมื่อเกิดการปรุงแต่งโดยสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ จะแปรสภาพเป็น มโน ได้แก่ มโนกรรม

เฉกเช่นเดียวกันกับ วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท เป็นวิญญาณขันธ์ ประเภท สเหตุกะและอเหตุกะ ที่เกิดจากสังขาร ที่เป็นผลของเหตุ ที่เกิด ณ ปัจจุบัน ขณะ/อุปทาน/กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

ที่เป็นเหตุของการเกิด(วิญญาณ) การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร หากยังมีเหตุอยู่(อนุสัยกิเลส/สังโยชน์) คนละสภาวะกับ สังขารในขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ(เหตุ)

สังขารในปฏิจจสมุปบาท เกิดจาก มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม เป็นเหตุปัจจัย โดยมี จุติวิญญาณ เป็นปทัฏฐาน โดยมี วิญญาณขันธ์ เป็นผล(สเหตุกะกับอเหตุกะ)

สเหตุกะ หมายถึง ยังมีการเกิด

อเหตุกะ หมายถึง ไม่มีการเกิด

ปัจจุบัน ขณะ เมื่อผัสสะเกิด เช่น ตากระทบรูป มีวิญญาณเกิด (ความรู้แจ้งทางอารมณ์/จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้น

ไม่มีเวทนาเกิด(ความยินดี/ยินร้าย) สังขารขันธ์ย่อมย่อมไม่เกิด วิญญาณขันธ์ ได้แก่ ความคิด ย่อมไม่เกิด เป็นวิญญาณขันธ์ประเภท อเหตุกะ คือ ไม่มีเหตุของการเกิด

ปัจจุบัน ขณะ เมื่อผัสสะเกิด เช่น ตากระทบรูป มีวิญญาณเกิด (ความรู้แจ้งทางอารมณ์/จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้น

มีเวทนาเกิด(ความยินดี/ยินร้าย) สังขารขันธ์ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ได้แก่ การปรุงแต่ง ตามความรู้สึกยินดียินร้ายที่เกิดขึ้น

โดยมีตัวตัณหา ได้แก่ กิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน(สังโยชน์ ๑๐) เป็นตัวหนุนนำ ให้เกิดการกระทำ ตามอุปทานที่มีอยู่ อันดับแรก ได้แก่ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นสเหตุกะ คือ มีเหตุของการเกิด เรียกว่า มโนกรรม เป็นการปรุงแต่งทางความคิด

ซึ่งหมายถึง ภพปัจจุบัน ขณะ ได้เกิดขึ้นมาใหม่แล้ว(การกระทำทางมโนกรรม)

ชาติ คือ ผล หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ณ ปัจจุบันขณะ

วิญญาณ ๖ ไม่สามารถบังคับ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เหตุจาก เมื่อยังมีชีวิตอยู่ หมายถึง ยังมีการทำงานของอายตนะ

ตราบนั้น ผัสสะย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ
วิญญาณ ๖ ย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ วิญญาณ ๖ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในคนตาย

วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ได้แก่ สังโยชน์ (๑๐) ตราบนั้น ห้ามความคิด ย่อมไม่สามารถห้ามได้ แต่สามารถรู้ว่าคิดอยู่ได้

สิ่งที่ห้ามได้ คือ การกระทำ ได้แก่ วจีกรรมและกายกรรม ที่เกิดจาก มโนกรรม โดยมีตัวตัณหาหรือกิเลส เป็นแรงผลักดันอยู่

เพียงฝึก หยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย แค่รู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ สภาวะไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

พร้อมทั้งเป็นการฝึกละสักกายทิฏฐิไปในตัว ได้แก่ ไม่นำความเห็นของตนที่มีอยู่ ไปสร้างเหตุที่กำลังเกิดขึ้น(ผัสสะ) เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้น มีเหตุ ย่อมมีผล

ทำความเพียรต่อเนื่อง จนกว่า สภาวะสมุจเฉทประหาณเกิด เมื่อนั้น สังโยชน์ ข้อที่ ๑ ทิฏฐิกิเลส หรือสักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส จะถูกทำลายลงทันที ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

ส่วนวิจิกิจฉากิเลส จะถูกทำลายหมดสิ้น ไม่มีกำเริบอีกต่อไป เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง

หมายเหตุ:

เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาปริยัติ ลองนำไปเทียบๆดูได้ โดยไม่ต้องไปคิดว่าอันไหนถูก หรือผิด เพราะ บัญญัติแต่ละตัวนั้น มีไว้ใช้ในการสื่อสาร แต่จะสามารถรู้ในคำต่างๆนั้นได้ รู้ได้โดยสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะภาวนาหรือจิตภาวนา หรือแม้กระทั่งรู้จากการอ่าน การฟัง

มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่รู้ อย่าไปยึด ยึดเมื่อใด จะเป็นสัญญา ถ้าแค่รู้ จะรู้ชัดในสภาวะที่ละเอียดมากขึ้น เมื่อรู้แล้ว ผลคือ มีแต่หยุดการสร้างเหตุนอกตัว นี่แหละคือ สภาวะปัญญา

สภาวะปัญญาที่แท้จริง มีแต่ รู้แล้วหยุด รู้แล้วดับ ดับเหตุของการเกิดทั้งภพชาติปัจจุบัน และภพชาติในวัฏฏสงสาร

สักกายทิฏฐิ

เมื่อคืน เจ้านายเข้าไปหาข้อมุลเรื่อง สัมมาทิฏฐิ ในบล็อก ซึ่งมีการเขียนบทความทิ้งไว้เป็นช่วงๆ

http://walaiblog.blogspot.com/2012/02/blog-post.html

เช้านี้ เจ้านายตื่น ตี ๕ เดินจงกรม ๓๐ นาที นั่ง ๓๐ นาที

ก่อนไปทำงาน หางานทิ้งไว้ให้แต่เช้า

วลัยพร สัมมาสังกัปปะ หมายถึงอะไร แตกต่างกับ สัมมาทิฏฐิตรงไหน

ช่วยเขียนรายละเอียดของสภาวะทิ้งไว้ให้ที

หมายเหตุ:

บทความที่ได้เขียนทิ้งๆไว้นั้น ยังไม่สมบูรณ์ เหตุจากการรู้ ในแต่ละครั้ง จะรู้เฉพาะตัวเองก่อน แล้วไปปศึกษาภาษาเดิมที่มีปรากฏอยู่ ได้แก่ ภาษาบาลี

เหตุจากที่ ไม่เริ่มต้นจากพระไตรปิฎก เนื่องจาก พระไตรปิฎก ที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน มีหลากหลาย ที่เขียนจาก อรรถกถาจารย์ ซึ่งไม่ใช่จากสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงทั้งหมด

เหตุที่เขียนว่า ไม่ใช่ สภาวะตามความเป็นจริงทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น โยนิโสมนสิการ เท่าที่อ่านๆมา มีแต่ลอกหรือจากคำที่บอกเล่าต่อๆกันมา

แต่ถ้าศึกษาจากภาษาบาลี เอาคำศัพท์ใส่ลงไป นำสภาวะที่เกิดขึ้น ใส่ลงไป ก็จะรู้สภาวะนั้นๆเอง

อย่างเรื่อง สักกายทิฏฐิ การรู้แจ้งอริยสัจ ๔ จริงอยู่ ที่เคยพูดไว้ว่า ทิฏฐิกิเลส ถูกประหานจนหมดสิ้น เหตุจาก สภาวะสมุทเฉทประหานที่เกิดขึ้น แต่ สักกายทิฏฐิ เพียงแค่ถูกทำให้เบาบางลง เนื่องจาก แจ้งในอริยสัจ ๔(สัจจานุโลมิกญาณ)

แปลเป็นไทย หมายถึง รู้แจ้งในเรื่องเหตุที่กระทำ และผลที่ได้รับ เป็นเหตุให้ เกิดความเชื่อในเรื่อง กฏแห่งกรรม หหรือกฏแห่งการกระทำ บุคคลที่มีสภาวะเช่นนี้ ย่อมไม่มีตกไปอบายภูมิอย่างแน่นอน

ในเรื่องของ สักกายทิฏฐิ เหตุที่เพียงกระทำให้เบาบางลงไป แต่ยังไม่ถูกทำลายหมดสิ้น เหตุจาก ยังมีความยึดมั่นสำคัญในตนอยู่(อุปทานขันธ์ ๕)

สักกายทิฏฐิ จะถูกทำลายลงหมดสิ้น จนกว่า จะแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง

เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพานตามความเป็นจริงว่า นิพพานนั้น คืออะไร เมื่อนั้น สักกายทิฏฐิ ถึงแม้ยังมี ความยึดมั่นสำคัญในตนอยู่(อุปทานขันธ์ ๕) แต่สักกายทิฏฐิ ไม่มีกำเริบหรือเกิดขึ้นอีกต่อไป

ส่วน ความยึดมั่นสำคัญในตนอยู่(อุปทานขันธ์ ๕) ที่ยังมีอยู่นั้น เรียกว่า มานะกิเลส

การศึกษาภาษาบาลี ถึงแม้ว่า จะไม่รู้เรื่องปริยัติ หรือไม่มีพื้นฐานด้านภาษาบาลีก็ตาม

ปัจจุบัน มีผู้มีความรู้ด้านภาษาบาลี นำมาแสดงในข้อคิดเห็นต่างๆ ในการสนทนาธรรมะ ซึ่งหาได้จาก กูเกิ้ล

ค้นหาไปเรื่อยๆ หาพื้นฐานคำศัพท์เป็นหลัก เดดี๋ยวเจอเอ

กูรู้ – รู้กู

เหตุของการเกิด อันดับแรก ได้แก่ ทิฏฐิกิเลส

ซึ่งมีผัสสะ/สิ่งที่มากระทบ/สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นปทัฏฐาน/เป็นเหตุปัจจัย

ทิฏฐิกิเลส/สักกายะทิฏฐิ มีการประพฤติออกทางด้าน วจีกรรมและกายกรรม

การกระทำภายนอก เป็นการแสดงออก ที่สามารถ จะหยุดพฤติกรรมนั้นๆได้

มานะกิเลส มีการประพฤติแสดงออกทางด้าน มโนกรรม

มโนกรรม เป็นความคิด ที่ไม่สามารถห้ามได้ แต่สามารถกดข่มสิ่งที่เกิดจากความยินดีและยินร้ายที่ยังมีอยู่

ตราบ ใดที่ยังมีกิเลส การห้ามไม่ให้คิด ห้ามไม่ได้ แต่สามารถกดข่มความคิดที่ไม่ต้องการ ให้หยุดคิดได้ ชั่วครั้งชั่วคราว หรือสามารถกดข่มด้วยอำนาจของสมาธิ หรือใช้วิธีหลีกเลี่ยง โดยการหักเหความสนใจไปจุดอื่นๆแทน

กูรู้

เห็นแต่กูรู้ จึงมีแต่ “กูรู้”

รู้กู

เห็นรู้กู ทุกสรรพสิ่ง ล้วนไม่แตกต่างกัน

ทางแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก ที่แตกแยก เพราะ กูรู้ แต่ยังไม่รู้กู

เมื่อใดที่เห็นต่าง นั่นแหละ “กู” ที่เข้าไปรู้

เหตุจาก ชอบเอา “กู” ไปรู้

ผล คือ ไม่รู้ “กู” สักที

เหตุมี ผลย่อมมี เมื่อถึงเวลา ถึงเหตุปัจจัย ย่อมรู้ “กู” เหมือนๆกันหมด

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: