มานะกิเลส

ถูกใจ

มานะ เป็นกิเลสในใจตน, กิเลสอย่างละเอียด. กิเลสในชั้นนี้ ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น

ถ้ามีตัวเรา มีตัวเขา, สิ่งนั้นไม่ใช่มานะ แต่มันคือ สักกายทิฎฐิ

ทันทีที่เรารู้สึกว่า เราเก่งกว่าเขา, เรามีฌาณวิเศษกว่าเขา หรืออะไรๆ ที่ มากกว่าเขา น้อยกว่าเขา, สิ่งนั้นไม่ใช่มานะ แต่เป็น สักกายทิฎฐิ

มานะ คือการเห็นว่า เราเป็นนั่นเป็นนี่, เราเป็นพระ, เราเป็นอุบาสก อุบาสิกา, เราเป็นผู้ชาย ผู้หญิง ฯลฯ

อนึ่ง การสำคัญว่า เราเป็นนั่นเป็นนี่, ไม่เกี่ยวกับการเห็นว่า เราทำอะไรได้หรือไม่ได้

สังโยชน์เบื้องสูง 5 ประการ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา
ทั้ง 5 ประการ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจตน, ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น

หมายเหตุ:

การศึกษาปริยัติ มีได้หลายทาง ข้อเขียนนี้ คุณmurano เป็นผู้เขียนไว้

โฆษณา

กูรู้ – รู้กู

เหตุของการเกิด อันดับแรก ได้แก่ ทิฏฐิกิเลส

ซึ่งมีผัสสะ/สิ่งที่มากระทบ/สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นปทัฏฐาน/เป็นเหตุปัจจัย

ทิฏฐิกิเลส/สักกายะทิฏฐิ มีการประพฤติออกทางด้าน วจีกรรมและกายกรรม

การกระทำภายนอก เป็นการแสดงออก ที่สามารถ จะหยุดพฤติกรรมนั้นๆได้

มานะกิเลส มีการประพฤติแสดงออกทางด้าน มโนกรรม

มโนกรรม เป็นความคิด ที่ไม่สามารถห้ามได้ แต่สามารถกดข่มสิ่งที่เกิดจากความยินดีและยินร้ายที่ยังมีอยู่

ตราบ ใดที่ยังมีกิเลส การห้ามไม่ให้คิด ห้ามไม่ได้ แต่สามารถกดข่มความคิดที่ไม่ต้องการ ให้หยุดคิดได้ ชั่วครั้งชั่วคราว หรือสามารถกดข่มด้วยอำนาจของสมาธิ หรือใช้วิธีหลีกเลี่ยง โดยการหักเหความสนใจไปจุดอื่นๆแทน

กูรู้

เห็นแต่กูรู้ จึงมีแต่ “กูรู้”

รู้กู

เห็นรู้กู ทุกสรรพสิ่ง ล้วนไม่แตกต่างกัน

ทางแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก ที่แตกแยก เพราะ กูรู้ แต่ยังไม่รู้กู

เมื่อใดที่เห็นต่าง นั่นแหละ “กู” ที่เข้าไปรู้

เหตุจาก ชอบเอา “กู” ไปรู้

ผล คือ ไม่รู้ “กู” สักที

เหตุมี ผลย่อมมี เมื่อถึงเวลา ถึงเหตุปัจจัย ย่อมรู้ “กู” เหมือนๆกันหมด

สภาวะปัญญา, สัญญา, วิญญาณ

สภาวะที่จิตคิดพิจรณาขณะที่จิตเป็นสมาธิ อาจทำให้เข้าใจสภาวะผิดได้ว่านั่นคือตัวรู้ หรือความรู้ที่เกิดจากตัวปัญญา เป็นตัวปัญญาที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตจริงๆ

เหตุที่ทำให้เชื่อเช่นนั้น เพราะในความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีความเป็นตัวเราหรือทิฏฐิที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

เพราะมีคิดๆไปเรื่อยๆไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ เนื่องจากจิตเป็นสมาธิอยู่ มีแต่เรื่องสภาวะธรรมต่างๆ บัญญัติต่างๆ เหตุต่างๆ จิตจะคิดพิจรณาอย่างนั้น

เมื่ออกมาจากสมาธิ หากสภาวะยังไม่ถึงในความรู้นั้นๆ ต่อให้จะพยายามเขียนสิ่งที่คิดออกมา หลังจากออกมาจากสมาธิแล้ว จะจำไม่ได้ทั้งหมด

แท้จริงแล้ว ไม่ใช่สภาวะของปัญญา เป็นตัวรู้ เป็นความรู้ที่ออกมาจากของจิต แต่เป็นเพียงสภาวะสัญญา ที่เกิดจากสภาวะจิตสำรอกออกมา เป็นในรูปของความรู้ต่างๆทั้งที่เคยได้อ่าน, ได้ฟังและที่ไม่เคยได้อ่านหรือได้ฟังจากที่ไหนๆมาก่อน เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำไว้สะสมเป็นสัญญาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

สภาวะมานะกิเลสจะเนียนละเอียดว่าทิฏฐิกิเลส เหตุเพราะ เมื่อสภาวะสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปหมดสิ้น วิจิกิจฉาถูกทำลายไปหมด มานะกิเลสจะเกิดขึ้นในรูปของความรู้ต่างๆ

ที่กล่าวว่า มานะกิเลส คือ เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา หรือเราเสมอกับเขา นี่เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส
เมื่อสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปลงไป จะไม่มีสิ่งใดดีหรือเลวหรือเสมอกัน แต่สิ่งที่เห็น มีความแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

แท้จริงแล้ว ทุกสรรพสิ่งที่มาพบเจอกัน ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกัน ล้วนมีเหตุปัจจัยร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีผลกระทบต่อจิตยามที่ผัสสะต่างๆเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยพบกันมาก่อนก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี

ส่วนสภาวะมานะกิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีก คือ ยึดถือสิ่งที่รู้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สัญญา นี่คือปัญญา นี่คือวิญญาณ

เหตุเพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ อยู่ ที่มีสภาวะละเอียดมากขึ้น ไม่ยึดสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ยึดสิ่งที่รู้ชัดภายใน โดยไม่รู้ว่ายึด เป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของสภาวะสัญญา และสภาวะของปัญญา

สัมปชัญญะเกิด

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดในผู้ใดก็ตาม สภาวะของผู้นั้น จิตจะมีแต่การคิดพิจรณาเนืองๆ บางครั้งมีตัวรู้หรือความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามากมาย เป็นความรู้แปลกๆที่ไม่เคยร่ำเคยเรียนหรือเคยได้ยินได้ฟังจากผู้ใดมาก่อน สภาวะนี้เกิดจากวิปัสสนูปกิเลส

สภาวะสัญญา

หากไม่รู้ ไปยึดติดกับสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้ ย่อมคิดว่า สิ่งๆนี้เป็นปัญญา โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของสิ่งที่ผุดขึ้นมา หรือความรู้ต่างๆที่หลั่งไหลออกมามากมาย จนจำไม่ได้ ถึงขนาดต้องจด สภาวะนี้เป็นสภาวะของสัญญา ไม่ใช่สภาวะปัญญาที่แท้จริง

นี่เป็นอีกหนึ่งสภาวะที่เนียนละเอียดของสภาวะมานะกิเลสที่มีอยู่ในขันธสันดาน เนืองนองอยู่ สภาวะถูกกระตุ้นตามเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะปัญญาที่แท้จริง ย่อมให้ค่าว่าสิ่งที่ถูกรู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวปัญญา

สภาวะปัญญา

สภาวะของปัญญญาที่แท้จริง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ การเห็นแจ้งไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่จริง

ซึ่งมีเกิดขึ้นในชีวิตและมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เหตุปัจจัยจาก การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

เมื่อเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะเห็นแต่โทษ, ภัย, ทุกข์ของการเกิด

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้เนืองๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ปรารถนาในการเกิดอีกต่อไป จิตเกิดการปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง

วิริยะ หรือความเพียรจะเกิดขึ้นเอง มิใช่เพียรเพราะความอยากหรือฝีนใจทำ เป็นความเพียรที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

แม้กระทั่งความศรัทธาและปัญญาล้วนไม่แตกต่างกัน เกิดตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่จากการพยายามทำให้เกิดขึ้น

ถ้ามีความพยายามแฝงอยู่ในการกระทำ เพื่อทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงบัญญัติ ไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์ตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆ สภาวะที่เกิดขึ้นจึงพบวิจิกิจฉาเนืองๆ เพราะความอยากเป็นเหตุ

เมื่อใดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นทั้งภายนอกและภายในได้เมื่อไหร่

จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆตามความเป็นจริงทั้งภายในและภายนอก

เมื่อนั้นตัวปัญญาจึงจะเกิดขึ้นเองตามสภาวะ เป็นเหตุให้สามารถแยกแยะได้ว่านี่ สัญญา นี่ปัญญา นี่วิญญาณ

 

 

สภาวะวิญญาณ

วิญญาณเป็นเพียงธาตุรู้ รู้ในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

เหตุเพราะมีความไม่รู้อยู่ หรืออวิชชาครอบงำอยู่

เป็นเหตุให้ไม่รู้ชัดในเหตุของผัสสะต่างๆ ว่าผัสสะนั้นๆเกิดจากอะไร และอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

ฉะนั้น เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน จึงมีอุปทานขันธ์ ๕ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาวะสักกายะทิฏฐิหรือทิฏฐิกิเลสที่มีอยู่

สภาวะสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด เพราะยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้เป็นตัวปัญญา ซึ่งเกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ถึงแม้ว่าความรู้ต่างๆจะเกิดขณะจิตเป็นสมาธิก็ตาม ล้วนเป็นเพียงสัญญาที่เกิดจากกิเลสที่มีอยู่

สภาวะปัญญา มีแต่การดับที่ต้นเหตุของการเกิด

อย่างหยาบ คือ ดับที่การกระทำ

อย่างละเอียด คือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่เป็นต้นเหตุของการกระทำ

ดับถึงที่สุดที่ไม่ต้องดับอีกต่อไป คือ ดับที่อนุสัยที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

พระบาลีว่า “อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ”

มีปกติพิจรณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ ได้แก่ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ

สภาวะได้แก่

ภายใน รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต(รูปนาม) เนืองๆ

ภายนอก รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นให้แค่ดู แค่รู้ ภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น

แต่อย่านำความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น มาก่อให้เกิดการกระทำ

ความคิดห้ามไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้

รู้สึกได้ คิดได้ เพราะยังมีการยึดมั่นถือมั่น ยังมีกิเลสอยู่ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

เหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะยังมีเหตุปัจจัยกับสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น

 

 

 

 

๙. มานสังโยชน์

มานสังโยชน์  แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกสรรพสัตว์ไว้ คือ มานะ เย่อหยิ่งถือตัว  องค์ธรรมได้แก่ มานเจตสิก ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ ดวง

มานะกิเลส ได้แก่  ความเย่อหยิ่ง ความถือตัว เห็นว่าตัวสำคัญยิ่งกว่าผู้อื่น

มานะนั้น ตามที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ หน้าที่ ๙๔ จำแนกออกเป็นหลายอย่างดังนี้ คือ

มานะ ๑ คือ ความฟูขึ้นของจิต ได้แก่ ความถือตัว

มานะ ๒ คือ การยกตน ๑ การข่มผู้อื่น ๑

มานะ ๓ คือ ถือตนว่าประเสริฐกว่าเขา ๑ ตัวเสมอเขา ๑ ตัวเลวกว่าเขา ๑

มานะ ๔ คือ ลาเภน มาน ชเนติ ยังมานะให้เกิดขึ้น เพราะลาภ เพราะยศ เพราะความสรรเสริญ เพราะสุข

มานะ ๕. คือ ลาภิมฺหิ มนาปิกานํ รูปานนฺติ มานํ ชเนติ  ยังมานะให้เกิดขึ้นว่า เราได้รูปทั้งหลายอันเป็นที่พอใจ เราได้เสียง ได้กลิ่น ได้รส ได้โผฏฐัพพะทั้งหลายอันเป็นที่พอใจ

มานะ ๖. จกฺขุสมุปฺทาย มานํ ชเนติ ยังมานะให้เกิดขึ้น เพราะความพร้อมแห่งจักขุ ฆานะ ชิวหา กายะ มนะ

มานะ ๗. คือ

๑. มาโน ถือตัว

๒. อติมาโน ดูหมิ่นท่าน

๓. มานาติมาโน ได้แก่ มานะที่เกิดขึ้นว่า “เมื่อก่อนคนนี้เสมอเรา เดี๋ยวนี้ประเสริฐกว่าเรา ส่วนคนนี้เลวกว่าเรา”

๔. โอมาโน ได้แก่ มานะต่ำ เช่น มานะว่าตนเป็นคนต่ำ เป็นคนเลว

๕. อธิมาโน ได้แก่ มานะยิ่ง เช่น ตนไม่ถึงสัจจะ ๔ แต่เข้าใจว่าตนถึง ตนไม่ได้กระทำกิจที่ควรทำด้วยมรรค ๔ แต่เข้าใจว่าตนได้ทำแล้ว ตนไม่ได้บรรลุสัจธรรม ๔ แต่เข้าใจว่าตนได้บรรลุแล้ว

ตนไม่ได้ทำให้แจ้งอรหันต์ แต่เข้าใจว่าตนได้ทำให้แจ้งแล้ว เป็นตัวอย่าง

๖. อสฺมิมาโน ได้แก่ มานะที่เกิดขึ้นในขันธ์ ๕

๗. มจฺฉามาโน มานะผิด ได้แก่ มานะที่เกิดขึ้นพร้อมกับงานอันลามก เช่น พรานปลา พรานเนื้อ ศิลปะอันลามก

เช่น ฉลาดในการสร้างเครื่องมือทำบาป มี แห อวน บ่วง แหลน หลาว เป็นต้น

วิชชาอันลามก เช่น ภารตยุทธ์ การรบของพระเจ้าภารตะ และสีหรณะภาตะ การแย่งนางสีดา เป็นต้น

ปฏิภานอันลามก เช่น คำทุพภาษิต เป็นต้น

ศิลอันลามก เช่น รักษาศิลอย่างแพะ อย่างโค เป็นต้น

วัตรอันลามก เช่น ปฏิบัติอย่างแพะ ปฏิบัติอย่างโค เป็นต้น

และมานะที่เกิดขึ้นพร้อมกับทิฏฐิอันลามก คือ ทิฏฐิ ๖๒

มานะ ๘ ได้แก่ มานะที่เกิดขึ้นเพราะโลกธรรม ๘ คือ เกิดขึ้นเพราะลาภ ๑ เสื่อมลาภ ๑ เพราะยศ ๑ เสื่อมยศ ๑ เพราะสรรเสริญ ๑  นินทา ๑ เพราะสุข ๑ ทุกข์ ๑

มานะ ๙ คือ

๑. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา

๒. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา

๓. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา

๔. เป็นผู้เสมอกว่าเขา  สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา

๕. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา

๖. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา

๗. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา

๘. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา

๙. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา

มานะ ๑๒ คือ บุคลลบางคนในโลกนี้ ยังมานะให้เกิดขึ้นเพราะชาติ โคตร ตระกูล รูปสวย ทรัพย์ อัธยาศัย การงาน ศิลปะ วิชา สุตะ ปฏิภาณ และเพราะวัตถุอื่นๆ

โดยสภาวะ

มานะ ได้แก่ การเปรียบเทียบ ซึ่งไม่ใช่ตามความเป็นจริง เช่น

ตนดีกว่าเขา เขาเลวกว่าตน

ตนเลวกว่าเขา เขาดีกว่าตน

ตนกับเขา เสมอกัน

ทุกรูปทุกนาม ไม่มีใครดี,เลว หรือแม้กระทั่งเสมอกัน

ทุกบุคคลตัวตน เขา, เรา ที่มองเห็น ล้วนเป็นเพียงเปลือกที่เกิดจากเหตุที่ทำไว้ เป็นเปลือกที่ใช้อาศัยชั่วคราว ตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ เปลือกจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหยุดสร้างเหตุของการเกิด

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น เมื่อยังมีการสร้างภพชาติอยู่ เปลือกหรือร่างที่ใช้อาศัยชั่วคราว ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงของเรื่องเหตุการกระทำและผลที่ได้รับ เป็นเหตุให้เกิดการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า สิ่งนั้นเลวบ้าง สิ่งนั้นดีบ้าง สิ่งนั้นเสมอตนบ้าง

ทุกรูปทุกนามล้วนไม่มีความแตกต่างกัน ล้วนเป็นเพียงรูปนามที่เสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัย

ได้แก่ การยึดติดกับสิ่งที่คิดว่าตนมีและตนเป็น แล้วนำสภาวะที่ตนเองมีและเป็นอยู่ไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น แล้วคิดเอาเองว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ตนเลวกว่าเขาบ้าง  ตนเสมอกับเขาบ้าง

เหตุเนื่องจากไม่รู้ชัดในเรื่องของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ เป็นเหตุให้เกิดการให้ค่าต่อเปลือกหรือสิ่งที่มองเห็น ตลอดจนการใช้ชีวิต สภาวะแวดล้อมแตกต่างกันไป เพราะไม่รู้ขัดตรงนี้ จึงยึดติดกับสิ่งที่ตนมีและที่คิดว่าตนเป็น

ตัวอย่างเช่น การปรามาสทั้งต่อหน้า,ลับหลังและในความคิด ตลอดจนการด่าทอว่าร้ายผู้อื่น ทั้งต่อหน้า,ลับหลัง และในความคิดที่เกิดขึ้นมาเอง ทั้งๆกับคนที่รู้จักและไม่รู้จัก  ทั้งเจตนาและไม่ได้เจตนา

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: