สัทธานุสารี,ธัมมานุสารี

ถ้าให้พอใจเพียง ขณิกะ คือ การกำหนดผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นดำเนินชีวิต คือต้องการเพียงรู้ชัด อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แค่นั้น

.

สุริยสูตร

[๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนด
ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์
มีกาลบางคราว ที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี

เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด

สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนด
ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ
เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ
เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ
เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่
คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ

น้ำในมหาสมุทร ลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี ๓๐๐ โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐ โยชน์ก็ดี ๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐ โยชน์ก็ดี
ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี ๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาลก็มี ๒ ชั่วต้นตาลก็มี
ชั่วต้นตาลเดียวก็มี แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน ๔ ชั่วคน ๓ ชั่วคน ๒ ชั่วคน ชั่วคนเดียว
ครึ่งชั่วคน เพียงเอว เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค

ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทร ยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง
เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ๆ ตกลงมา น้ำเหลืออยู่ในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ ฉะนั้น
เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน
พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ
แผ่นดินใหญ่นี้ และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น
เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ
เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้ และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน

เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก
เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว
ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย

เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า
เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม
ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้ ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุ
จักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว
ศาสดาชื่อสุเนตตะเป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม
ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้น มีสาวกอยู่หลายร้อย เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย
เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก

และเมื่อสุเนตตศาสดาแสดงธรรมเพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก
สาวกเหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป ก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก

ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้นเมื่อตายไป
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งคฤหบดีมหาศาล ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดามีความคิดเห็นว่า
การที่เราจะพึงเป็นผู้มี “สติ” เสมอกับสาวกทั้งหลายในสัมปรายภพ ไม่สมควรเลย
ผิฉะนั้นเรา “เจริญเมตตาให้ยิ่ง” ขึ้นไปอีก

ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี
แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัล์ป

เมื่อโลกวิบัติ เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ
เมื่อโลกเจริญ เข้าถึงวิมานพรหมที่ว่าง ในวิมานนั้น สุเนตตศาสดาเป็นพรหม
เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจมาก

เกิดเป็นท้าวสักกะจอมเทวดา ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม
เป็นพระธรรมราชา มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ได้ชัยชนะสงคราม
สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง
พระราชโอรสของพระเจ้าจักรพรรดินั้น ล้วนแต่องอาจ กล้าหาญ ชาญชัย ย่ำยีศัตรูได้

พระเจ้าจักรพรรดิ นั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต
ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ใช้ธรรมปกครอง

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล มีอายุยืนนาน ดำรงมั่นอยู่อย่างนี้
แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส

เรากล่าวว่า ไม่พ้นจากทุกข์ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะยังไม่ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดธรรม ๔ ประการ

๔ ประการเป็นไฉน

คือ

อริยศีล ๑

อริยสมาธิ ๑

อริยปัญญา ๑

อริยวิมุติ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

อริยศีล

อริยสมาธิ

อริยปัญญา

อริยวิมุติ

เราตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว เราถอนตัณหา ในภพได้แล้ว
ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติอย่างยิ่ง

พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา

ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ยิ่งด้วยประการดังนี้แล้ว

ตรัสบอกธรรม ๔ ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย

ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว ปรินิพพาน ฯ

จบสูตรที่ ๒

 

.

เป็นเล่าจากพระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

แต่เราเชื่อไม่สงสัย

โฆษณา

ลบทิ้ง

20/07/2019 วันเวลาผ่านไป เช่นกับผลของการทำความเพียร
ซึ่งในสิ่งที่เขียนไว้นั้น รู้แค่ไหน จะเขียนตามที่รู้ที่เห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่ไปลอกความรู้เห็นของคนอื่นๆ

ในสิ่งที่เขียนไว้ในตอนนี้ รู้ชัดปริยัติน้อยๆ ทั้งที่จริง ตัวสภาวะรู้ชัดเกินสิ่งที่เขียนไว้
เพียงแต่ยังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาตามความเป้นจริงทั้งหมด
ดังนั้น เนื้อความทั้งหมด แค่ปฏิบัติแบบ จิตเล็กๆ แค่เอาตัวเองรอด 

ส่วนเรื่องภพชาติของการเกิด ยังไม่ต้องไปถึงขนาดนั้น
พูดแค่เรื่อง นิวรณ์ ก็พอ แค่รู้วิธีการกำหนด นิวรณ์ ที่มีเกิดขึ้น ก็พอแล้ว

ต่อนั้น ก็ทำกรรมฐาน เมื่อใช้สมาธิกดข่มการสร้างกรรม(การกระทำ)
ลำบากใจแค่การกำหนดเพียงอย่างเดียว บอกได้เลยว่า เหนื่อยใจมากๆ

 

 

05 มี.ค. 2010  ชีวิตมีวันสิ้น…คนไม่มีวันพอ

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็เหมือนกับนักเดินทาง เพียงแต่ไม่ต้องเดินทางไปแห่งหนตำบลใดๆ
แต่เป็นการเดินทางอยู่ในกายและจิต ของตัวเรานี่เอง

ผู้ที่เจริญสติ จะมีเรื่องราวมากมาย ทุกๆการกระทบ คือ สภาวะของแต่ละคน
แต่ละคนจึงมีเรื่องแตกต่างกันไปตามเหตุที่แต่ละคนที่ได้กระทำกันมา และที่เคยสร้างเหตุกับคนอื่นๆมา

หนึ่งการกระทบ คือ หนึ่งการชดใช้ พร้อมๆกับหนึ่งของเหตุที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่
จิตเรานี้ไวมากๆ ไวยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลกนี้ เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้

เจริญสติ เพื่อจะได้มี ทั้ง สติ สัมปชัญญะ รู้เท่าทันทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น
ลำพังแค่ สติ แบบที่คนเราปกติทั่วๆไปมีอยู่กันนั้นยังไม่มีกำลังมากพอที่รู้เท่าทันจิตได้
เพราะขาดกำลังหนุนที่สำคัญคือ ตัวสัมปชัญญะ หรือ ความรู้สึกตัว ตัวนี้สำคัญมากๆ
ตัวสัมปชัญญะ หรืออีกนัยยะหนึ่ง เขาเรียกว่า ตัวปัญญา ก็แล้วแต่สมมุติที่เขาว่าไว้นะ
ถ้ากล่าวโดยสภาวะนั้น ตัวสัมปชัญญะ มีบทบาทสำคัญมากๆ

เช่น ในการเดิน ขณะที่เดินอยู่ หากเราไม่ได้มาเจริญสติ เราก็รู้นะ ระลึกได้ว่า กำลังเดินอยู่
แต่เจ้าความรู้สึกตัวขณะที่กำลังเดินนี่สิ มันไม่สามารถรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
เดี๋ยวจิตมันก็แว่บหนีไปเที่ยวแล้ว ไปหาอดีตมั่ง วิ่งไปหาอนาคตที่ยังไม่เกิดมั่ง
สุดท้ายโดนความทุกข์เล่นงาน ทุกข์เพราะคิด ความคิดของตัวเอง

เรามาฝึกเจริญสติ เพื่อจะได้รู้อยู่ขณะปัจจุบันให้ทันได้มากขึ้น จิตจะได้หนีไปเที่ยวไม่ได้
เอาจิตผูกไว้อยู่กับกาย เอาตัว สติ สัมปชัญญะเปรียบเสมือนเชือก คอยดึง คอยรั้งเอาไว้

ชีวิตนับวันสิ้นลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถึงเวลาสิ้นสุดจริงๆของชีวิต
แต่คนเรา เมื่อยังไม่รู้จักคำว่า “พอ”  เลยไม่มีวัน “พอ”
มีแล้วยังไม่พอ ยังตะเกียกตะกายที่จะมีให้มากขึ้นไปอีก

วัฏสงสารถึงได้ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ เพราะเหตุนี้
ไม่ใช่เพราะใครทำให้เกิดขึ้นเลยนะ เหตุเกิดจากตัวเราเองทั้งนั้นเลย

มาเป็นผู้มีสติอยู่เถิด โดยการมาเจริญสติปัฏฐาน ๔ กัน
การเจริญสติปัฏฐานนี้ อิสระสุดๆ ไม่มีรูปแบบตายตัว
ทุกคนสามารถเลือกปฏิบัติได้ ตามใจตัวเอง

ถนัดแบบไหนก็ทำแบบนั้น ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่ต้องไปคาดหวัง
ทำไปเรื่อยๆ ทำอย่างต่อเนื่อง มีกำลังแค่ไหน ทำตามกำลังของตัวเอง
พอวันใด สติ สัมปชัญญะมากพอ เราสามารถนำมาปรับรายละเอียด ข้อปลีกย่อยได้

จิ. เจ.รุ.นิ.

มีเหตุให้ค้นหาที่เราเคยเขียนไว้เกี่ยวกับ จิ เจ รุ นิ หรือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

หาจนเจอปีพศ 2017 ที่มีหลงตาอยู่ ลบทิ้งสิ จะเอาไว้ทำไม

เป็นแค่บัญญัติ ไม่สามารถนำมากระทำเพื่อดับทุกข์

แล้วที่สำคัญ ที่เขียนไว้เขียนไว้เกี่ยวกับ สภาวะจิตดวงสุดท้าย

เรื่อง จิ เจ รุ นิ . กับสภาวะจิตดวงสุดท้าย

การรู้เห็นตรงนี้ ต่างกันราวฟ้ากับเหว

สิ่งหนึ่ง จิ เจ รุ นิ . บางคนที่ไม่รู้ชัดสภาวะที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความยึดมั่นในบัญญัติ มีแต่การกระทำให้เกิดภพชาติของการเกิดเนิ่นนาน

ส่วนสภาวะจิตดวงสุดท้าย จะเรียกอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ตรงนี้สิ รู้ชัดลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นการดับภพชาติของการเกิด เกิดสั้นลง

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ
ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑ ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาปฏิปทา ๔ ประการนี้ ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็วเป็นเลิศ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แลมีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปรปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้ปฏิบัติอย่างนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในปฏิปทานั้น
เมื่อหน่ายในปฏิปทานั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ”

ผจญภัยและกลับมาปัจจุบัน

กลับมาปัจจุบัน

เปรียบเทียบของสภาวะที่มีเกิดขึ้น

ครั้งแรกป่วยสมอง ทำให้เข้าสู่ความว่าง 

ครั้งที่สอง ตอนที่เกิดอาการสมองที่กลับมาเป็นอีกครั้ง ถ้าไทรอยด์ไม่กลับมาเป็นพิษ เราก็คงไม่ได้สนใจอะไร คงไม่ไปรพ. เมื่อไม่ได้การรักษา ลิ่มเลือดไม่รู้อีกกี่ก้อน ที่เกิดจากเลือดข้น จะหลุดเข้าเส้นเลือดในสมอง นึกภาพไม่ออกว่าจะมีอะไรเกิดตามมาอีก

.

เรื่องของหมอ เอาเป็นว่า กรรมของใครก็ของคนนั้น
ใครจะเป็นอะไรอย่างไร ร่วมทั้งเราด้วย
ล้วนเกิดจาก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
อาจจะไม่ใช่ผลของปัจจุบัน
แต่อาจเกิดจากในอดีต สมัยไหนก็ไม่รู้

จากการป่วย ทำให้เรารู้ว่า เป็นคนที่อึดมาก เกิดจากการทำกรรมฐาน แต่ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายของสังขาร เดิมก็มีอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกว่าเบื่อ ยิ่งกว่าเบื่อ ทำไงละ เหตุมี ผลก็ยังมี
ยาฉีดละลายลิ่มเลือด ช่วยให้มีความรู้สึกต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น อย่างน้อยจะได้ป้องกันตัวเวลาที่เกิดการอันตรายที่มีเกิดขึ้นกับร่างกาย ที่เคยพูดถึงแก้วแตก แล้วเศษแก้วตำ ก็ไม่รู้สึก นี่อันตราย

อาการสมอง ควาวามรู้สึกต่างๆ ที่ยังมีเป็นอยู่ ก็เกิด ดับ อยู่อย่างนั้น บางครั้งเกิดยาว บางครั้งสั้น ไม่แน่นอน

ดตามความเป็นจริงคือ ดีสุดๆ ผัสสะก็สักแต่ว่า

.

ครั้งแรก 13-16 ธค. 61
การป่วยครั้งนี้ เกิดจากหมอหยุดยาละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดข้น จนเป็นลิ่มหลุดเข้าเส้นเลือดสมอง
ถ้ามองสภาวะ ครั้งแรกการป่วยสมอง ทำให้ความจำเสื่อม(สภาวะสัญญาเสื่อม)
ถ้าใครอยากรู้ว่าสภาวะสัญญาเสื่อมที่มีเกิดขึ้นเป็นแบบนั้น ให้ทำสมาธิจนถึงเนวสัญญาฯ จึงจะเข้าใจ แล้วต้องเป็นสัมมาสมาธิ จึงจะรู้ได้
เนวสัญญาเนวสัญญา ที่มีเกิดขึ้น สิ่งที่มีเกิดขึ้น(ผัสสะ) สักแต่ว่ามีเกิดขึ้น กระทบ(เกิด) ดับ อยู่แบบนั้น
ไม่สามารถบังคับร่างกายให้การเคลื่อนไหวตามที่ต้องการได้ กายก็สักแต่ว่ากาย ทุกสิ่งสักแต่ว่า
ต้องรอเวลากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น คลายตัวก่อน จึงจะเคลื่อนกายตามไปปกติ

มันเหมือนกับอาการป่วยสมองครั้งนี้ บางครั้งเข้าสู่ความว่าง ได้แค่ดู ทำอะไรไม่ได้
เมื่อมีตัวตนเกิดขึ้น จะพูดหรืออะไร จะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้น

การป่วยครั้งนี้ ทำให้สิ่งที่เรียกว่า บัญญัติ หรือคำเรียกต่างๆ ถูกทำลาย
สำหรับทางโลก จะทำให้มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เช่น การพูด พูดเหมือนคนติดอ่าง เพราะต้องคิดก่อนที่จะพูด
ที่บอกว่าพูดการคิด หมายถึง นึกถึงการออกเสียง ทำให้พูดช้า

สำหรับทางธรรม ไม่มีปัญหา กลับดีสำหรับผู้ปฏิบัติ เน้น ต้องผู้ปฏิบัติเท่านั้น
เวลาอ่านพระธรรมต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เข้าสู่ปรมัตถ์โดยอัตโนมัติ คือ มองผ่านจากตัวอักษร เห็นอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ
เราก็ได้แค่มอง ทำอะไรไม่ได้ เกิดจากการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ การเขียนตัวหนังสือต้องใช้เวลา จึงทำให้ไม่กล้าเขียนสิ่งที่รู้เห็น กลัวว่าจะสื่อสารผิด
จึงเป็นที่มาของการเขียน ที่เราเขียนว่า ปริยัติเพี้ยน

ครั้งที่สอง 11-18 มิย. 62
การป่วยครั้งนี้ จะคล้ายครั้งแรก แต่ไม่ได้เกิดจากหมอหยุดยา
แต่เกิดจากหมอให้กินยาละลายลิ่มเลือด แต่ไม่มีการติดตามผลเลือด บอกเราแค่ว่า ถ้ามีผิดปกติให้มารพ.
กว่าจะรู้ว่าผิดปกติ ก็ทำให้ป่วยสมองเป็นอีกครั้ง ที่เกิดจากเลือดข้น แล้วกลายเป็นลิ่ม ลิ่มเลือดจากหัวใจหลุดเข้าเส้นเลือดสมอง
อาการก่อนเป็นนั้นทางกาย จะมีเกิดขึ้นเหมือนกับครั้งแรก ตอนตีสี่ เหมือนเวลาเดิมๆ จะลุกเข้าห้องน้ำ แล้วขาอ่อน ขึ้นเดินไม่ไหว
ใช้มือเกาะขอบโต๊ะ แล้วพยุงตัวช่วยการเดิน อาการครั้งนี้ ไม่มีอาการปวดหัวข้างซ้าย แต่เวียนหัว คลื่นไส้
แล้วจู่ๆรู้สึกหนาวเข้าใจ แบบหนาวๆมากๆ เหมือนคนนอนหน้าหนาวแล้วไม่ได้ใส่ผ้า อาการแบบนั้น

ตอนที่เกิดอาการสมองที่กลับมาเป็นอีกครั้ง ถ้าไทรอยด์ไม่กลับมาเป็นพิษ เราก็คงไม่ได้สนใจอะไร คงไม่ไปรพ.
เมื่อไม่ได้การรักษา ลิ่มเลือดไม่รู้อีกกี่ก้อน ที่เกิดจากเลือดข้น จะหลุดเข้าเส้นเลือดในสมอง นึกภาพไม่ออกว่าจะมีอะไรเกิดตามมาอีก

การรักษาครั้งนี้ หมอให้ยาฉีดละลายลิ่มเลือด 13 เข็ม เพื่อให้เลือดไม่ข้น
ยาที่ฉีดครั้งนี้ ทำให้เกิดความรู้ชัดในต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น รวมทั้งความรู้สึกทางกายและใจ
อาการเหมือนการคลายออกจากเนวสัญญาฯ เหลืออยู่ที่กิญจัญญายตนะ
จิตจะมีแต่การคิดพิจรณา จากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เช่น
พระสูตรในแต่ละพระสูตร พูดตามความเป็นจริง หมายถึง พระธรรมคำสอนที่พระพุทธทรงตรัสสอนไว้
เวลาอ่าน มองเผินๆ หากอ่านตามตัวอักษร จะมองว่า เรื่องเล่า แค่ถ่ายทอดออกมาแค่นั้น ตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่
เมื่อเห็นทะลุตัวอักษร ทุกคำพูดที่พระเจ้าตรัสนั้น เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

พระสูตรในแต่ละสูตร จะว่าไปแล้ว พระสูตรที่เราเลือกไว้ บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าเรื่องของเหตุปัจจัย
เพราะพระสูตร(เรื่องเล่าจากพระพุทธเจ้า) มีทั้งหมด 6 พระสูตร
เริ่มตั้งแต่ สุริยสูตร เกี่ยวกับ สัทธานุสารี ธัมมนุสา เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ไว้
พระสูตร   ๔. มหาสุทัสสนสูตร (๑๗)    พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ(สัทธานุสารี ธัมมานุสารี เกิด 7 ชาต)
พระสูตร ๙. เทวธาวิตักกสูตร ชาติปัจจุบันที่ตรัสู้เป็นพระพุทธเจ้า
และอีกสามพระสูตร จบเรื่องเล่าทั้งหมด  อริยสัจ4 สรุปย่อ ทุกข์(เกิด) และความดับทุกข์

ทำไมสัทธานุสารี ธัมมานุสารี  ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้นั้น ทำไมเขียนเหมือนกัน แต่มาความแตกตต่างตัวสภาวะที่มีเกิดขึ้น
เกิดจาก “จิต” จากเริ่มจาก จิตเล็กๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต นี่ก็สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
เข้าสู่จิตที่ใหญ่ขึ้น รูปฌาน อรูปฌาน นี่ก็สัทธานุสารี ธัมมาสารี ต้องนี้เข้าสู่อินทรีย์ 5
เวลาเรียก เรียกเหมือนกัน แตกต่างเกี่ยวกับอินทรีย์ 5

ภพชาติของการเกิด จะเกิดนั้น หรือเกิดสั้น ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5
ถ้าเป็นจิตเล็กๆ ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดเนิ่นนานเหมือนเรื่องเล่า

พระองค์ทรงบัญญัติจากจิตเล็กๆ(เกิดนาน) ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
ไปสู่จิตใหญ่(เกิดสั้น) ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ต้องนี่ต้องผ่านการอบรมกายและอบรมจิต ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา

 

 

เป็นที่มาของภาพใหญ่เกี่ยวกับโสดาบันทั้งหมด(ภพชาติของการเกิด) 

 
สอุปาทิเสสสูตร(ยกมาแสดงบางส่วน)
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๗ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะกระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัยพ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ตระกูล แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘ … ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ … ฯ
เสขสูตรที่ ๓ (ยกมาแสดงบางส่วน)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำพอประมาณในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพ เพราะเหตุล่วงสิกขาบทนี้แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และมีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
เธอเป็นพระสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไปท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์อย่างมากเจ็ดครั้ง แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
เธอเป็นพระโกลังโกละโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป ท่องเที่ยวไปสู่๒ หรือ ๓ ตระกูล (ภพ) แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
เธอเป็นพระเอกพิชีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป มาเกิดยังภพนี้ภพเดียวเท่านั้นแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ว่าด้วยอินทรีย์ 5
เอกาภิญญาสูตร
ความเป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ
เป็นพระโสดาบันผู้เอกพิชี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระสกทาคามี
เป็นพระโสดาบันผู้โกลังโกละ เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้เอกพิชี
เป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้โกลังโกละ
เป็นพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ
เป็นพระโสดาบันผู้สัทธานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี.

อินทรีย์ ๕

ความหมายของ “อินทรีย์ ๕” สำหรับผู้ที่ยังมีอุปทานในขันธ์ ๕

๕. สมนุปัสสนาสูตร
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕

[๙๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เมื่อพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นตน เป็นหลายวิธี
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง.
อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?
ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ  ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ  ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ
ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑
ย่อมตามเห็นตนมีรูป ๑
ย่อมตามเห็นรูปในตน ๑
ย่อมตามเห็นตนในรูป ๑
ย่อมตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน …
ย่อมตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน …
ย่อมตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน …
ย่อมตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑
ย่อมตามเห็นตนมีวิญญาณ ๑
ย่อมตามเห็นวิญญาณในตน ๑
ย่อมตามเห็นตนในวิญญาณ ๑.

การตามเห็นด้วยประการดังนี้แล  เป็นอันผู้นั้นยึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็น

เมื่อผู้นั้น ยึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็นในกาลนั้น อินทรีย์ ๕ คือ
จักขุนทรีย์
โสตินทรีย์
ฆานินทรีย์
ชิวหินทรีย์
กายินทรีย์
ย่อมหยั่งลง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนะมีอยู่
ธรรมทั้งหลายมีอยู่
อวิชชาธาตุมีอยู่.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว อันความเสวยอารมณ์
ซึ่งเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว เขาย่อมมีความยึดมั่นถือมั่นว่า
เราเป็นดังนี้บ้าง
นี้เป็นเราดังนี้บ้าง
เราจักเป็นดังนี้บ้าง
จักไม่เป็นดังนี้บ้าง
จักมีรูปดังนี้บ้าง
จักไม่มีรูปดังนี้บ้าง
จักมีสัญญาดังนี้บ้าง
จักไม่มีสัญญาดังนี้บ้าง
จักมีสัญญาก็หามิได้
ไม่มีสัญญาก็หามิได้ดังนี้บ้าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อินทรีย์ ๕ ย่อมตั้งอยู่  ในเพราะการตามเห็นนั้นทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว  ย่อมละอวิชชาเสียได้  วิชชาย่อมเกิดขึ้น  เพราะความคลายไปแห่งอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งวิชชา
อริยสาวกนั้น ย่อมไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในอินทรีย์เหล่านั้นว่า
เราเป็นดังนี้บ้าง นี้เป็นเราดังนี้บ้าง
เราจักเป็นดังนี้บ้าง จักไม่เป็นดังนี้บ้าง
จักมีรูปดังนี้บ้าง จักไม่มีรูปดังนี้บ้าง
จักมีสัญญาดังนี้บ้าง จักไม่มีสัญญาดังนี้บ้าง
จักมีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ดังนี้บ้าง.

จบ สูตร ๕.

 

สมนุปัสสนาสูตร
ว่าด้วยการพิจารณาเห็น

[๔๗] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เมื่อพิจารณา ก็พิจารณาเห็นตนเป็นไปต่างๆ
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด พิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ประการ หรืออุปาทานขันธ์ประการใดประการหนึ่ง

อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ เป็นอย่างไร
คือ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ
ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ

๑. พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูป พิจารณาเห็นรูปในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในรูป

๒. พิจารณาเห็นเวทนา ฯลฯ

๓. พิจารณาเห็นสัญญา ฯลฯ

๔. พิจารณาเห็นสังขาร ฯลฯ

๕. พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา  พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ  พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา  หรือพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ

การพิจารณาเห็นอย่างนี้ จัดว่าผู้นั้นยึดมั่นถือมั่นว่า ‘เราเป็น’
เมื่อผู้นั้น ยึดมั่นถือมั่นว่า ‘เราเป็น’ ย่อมเกิดอินทรีย์ ๕ ประการ คือ
๑. จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือจักขุปสาท)
๒. โสตินทรีย์ (อินทรีย์คือโสตปสาท)
๓. ฆานินทรีย์ (อินทรีย์คือฆานปสาท)
๔. ชิวหินทรีย์ (อินทรีย์คือชิวหาปสาท)
๕. กายินทรีย์ (อินทรีย์คือกายปสาท)

ภิกษุทั้งหลาย มโนมีอยู่ ธรรม๑- ทั้งหลายมีอยู่ อวิชชาธาตุ๒- มีอยู่

เมื่อปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับ ถูกความเสวยอารมณ์ ซึ่งเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว  เขาก็มีความ ยึดมั่นถือมั่นว่า
‘เราเป็น’บ้าง
‘เราเป็นนี้’บ้าง
‘เราจักเป็น’บ้าง
‘เราจักไม่เป็น’บ้าง
‘เราจักมีรูป’บ้าง
‘เราจักไม่มีรูป’บ้าง
‘เราจักมีสัญญา’บ้าง
‘เราจักไม่มี สัญญา’บ้าง
‘เราจักมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่’บ้าง
ภิกษุทั้งหลาย ก็อินทรีย์ ๕ ประการ ตั้งอยู่ได้เพราะการพิจารณาเห็นนั้นแล

เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับ ก็ละอวิชชาในอินทรีย์เหล่านั้น วิชชา๓- จึงเกิดขึ้น
เพราะอวิชชาคลายไป เพราะวิชชาเกิดขึ้น  อริยสาวกนั้นจึงไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่า
‘เราเป็น’ บ้าง
‘เราเป็นนี้’ บ้าง
‘เราจักเป็น’ บ้าง
‘เราจักไม่เป็น’ บ้าง
‘เราจัก มีรูป’ บ้าง
‘เราจักไม่มีรูป’ บ้าง
‘เราจักมีสัญญา’ บ้าง
‘เราจักไม่มีสัญญา’ บ้าง
‘เราจักมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่’ บ้าง”

สมนุปัสสนาสูตรที่ ๕ จบ

 

หมายเหตุ :

๑. มนะ ใจ
ธรรม ธรรมารมณ์

๒. อวิชชาธาตุ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

เกิดจากผัสสะอันสัมปยุตด้วยอวิชชา.
เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ อุปทานขันธ์ ๕ ย่อมมีเกิดขึ้น
เมื่อความยึดมั่นถอมั่นในขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้น “เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา”
๓. วิชชาเกิด การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ (ปัญญินทรีย์)
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกอินทรีย์ ๕ ได้แก่ จักขุอินทรีย์ โสตินทรีย์ฯลฯ
เป็นเรื่องของ อุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นกับปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ฯลฯ

สำหรับอริยสาวก จักขุอินทรีย์ ฯลฯ ทรงตรัสเรียกว่า อินทรีย์ ๖

นี่เป็นความต่างของคำเรียก”อินทรีย์ ๕” ในพระอริยบุคคลกับปถุชน

ความตาย

๔. อนุราธสูตร ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

 

[๒๐๘] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี.
ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุราธะอยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค.
ครั้งนั้นอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พากันเข้าไปหาท่านพระอนุราธะจนถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอนุราธะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วจึงได้กล่าวกะท่านอนุราธะว่า
ดูกรท่านอนุราธะ พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ ในฐานะ ๔ นี้ คือ
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมไม่เกิดอีกอีกก็หามิได้ ๑.

 

เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุราธะได้กล่าวกะอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า
ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัตินอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.
เมื่อท่านพระอนุราธะกล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านพระอนุราธะว่า
ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชแล้วไม่นาน ก็หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.
ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวรุกรานท่านพระอนุราธะด้วยวาทะว่าเป็นภิกษุใหม่ และเป็นผู้โง่เขลาแล้ว พากันลุกจากอาสนะหลีกไป.

 

[๒๐๙] เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระอนุราธะได้มีความคิดว่า
ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว
และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

 

ลำดับนั้น ท่านพระอนุราธะ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ฯลฯ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์อยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค
ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นอันมาก พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ ฯลฯ กล่าวกะข้าพระองค์ว่า
ดูกรท่านพระอนุราธะ พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะทรงบัญญัติในฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์จึงได้กล่าวกะพวกเขาว่า
ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ นอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า
ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน ก็หรือว่าเป็นเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น รุกรานข้าพระองค์ด้วยวาทะว่า เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้เขลาแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป.

เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ข้าพระองค์เกิดความคิดว่า
ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าว ตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว
และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

 

[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา
อ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. เพราะเหตุนี้แล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่าฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

[๒๑๑] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นรูปว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ

อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. เธอย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นสัตว์บุคคลหรือ?

อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๒] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในรูปหรือ
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

 

[๒๑๓] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๔] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?

อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูกรอนุราธะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม  เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑

อ. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.

พ. ถูกละๆ อนุราธะ ทั้งเมื่อก่อนและทั้งบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์

.

หมายเหตุ;

ทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ 5
ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน(ดับตัณหาและอวิชชา)

พระเสขะ ผู้เจริญอินทรีย์

สำหรับพระเสขะ(โสดาบัน สกิทาคา อนาคามี) ผู้เจริญอินทรีย์
.
[๘๖๒] ดูกรอานนท์ ก็พระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่เป็นอย่างไร
ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
เธอย่อมอึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้น

เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต …
เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ …
เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา …
เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย …
เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน …
เธอย่อมอึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้น

 

ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าพระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่ ฯ

อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว
ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว
มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น
เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น
ให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”

.

หมายเหตุ;
“เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น
เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น
ให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น”

.

๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒)

[๘๖๓] ดูกรอานนท์ ก็พระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว เป็นอย่างไร

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
เธอถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆว่า เป็นของปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะวางเฉยเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้น อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ
ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้ ฯ

.

[๘๖๔] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต …
เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ …
เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา …
เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย …

เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมมีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะวางเฉยเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้น อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ
ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้

 

ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าพระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ฯ

สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว
ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว
สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ

เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป
ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่

ภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะของภิกษุนั้น
เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ”

.

หมายเหตุ;
“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่”

.

๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒)

[๘๕๖] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

ดูกรอานนท์ ก็การเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ เป็นอย่างไร

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบอาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา ฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๕๗] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ ขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยการเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลัง ดีดนิ้วมือโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๕๘] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบ ใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างหยาดน้ำกลิ้งไปบนใบบัว ย่อมไม่ติดในที่ที่กลิ้งไปสักน้อยหนึ่ง ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๕๙] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น แล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ตรงปลายลิ้น แล้วถ่มไปโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๖๐] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้โดยเร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก  เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๖๑] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบากอย่างนี้ เหมือนบุรุษมีกำลัง หยดหยาดน้ำสองหรือสามหยาดลงในกระทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน ความหยดลงแห่งหยาดน้ำยังช้า ทันทีนั้น หยาดน้ำนั้นจะถึงความสิ้นไป แห้งไปเร็วทีเดียว ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนอย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

ดูกรอานนท์ อย่างนี้แลเป็นการเจริญอินทรีย์อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

สภาวะมรณะ

ตั้งแต่ที่คนทั่วๆไปเรียกว่า ป่วย
สำหรับเรา สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ป่วย)
เป็นเรื่องของการละอุปาทานขันธ์ 5
ได้แก่ สภาวะจิตดวงสุดท้าย กล่าวคือ มรณะ

แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ

1. ขณิกมรณะ เช่น หัวใจเต้นสลับหยุดเต้น ที่เกิดจากหัวใจขาดเลือด อาการที่มีเกิดขึ้นชัดคือ หากหยุดเดิน 5 วินาที จะรู้สึกวูบ เหมือนคนจะเป็นลม บ้างครั้งมีอาการหน้ามืด เกิดระยะสั้นๆ ประมาณ 10-20 นาที

หากหยุดเดิน 8 วินาที สลับหัวใจเต้นเร็ว จะรู้สึกวูบ มีอาการเหมือนจะขาดใจ(หายใจไม่ออก) เกิดระยะสั้นๆ ประมาณ 10-20 นาที

กว่าจะรู้ว่าอาการที่เราเรียกว่า วูบๆ เกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติ(เกิดจากไทรอยด์เป็นพิษ) ที่ยังมีเป็นอยู่ แต่เกิดน้อยลง ต่างกับเมื่อก่อน จะตายเนืองๆ(หายใจไม่ออก) ทรมาณมาก

ใจสั่น ในความหมายแพทย์ หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ

สมาธิช่วยทำให้ไม่ทรมาณมาก เช่น เมื่อเกิดใจไม่ดี แล้วเริ่มวูบ หายใจไม่ออก จะหยุดทุกสิ่งที่ทำอยู่ จะนั่ง 90 องศา(หัวสูง) ขาเหยียดยาว รู้ตามความเป็นจริง แปบเดียวจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สำหรับผู้ที่มีสภาวะรู้ชัดรูป,นาม ตามความเป็นจริง จะไม่ต้องตั้งใจทำสมาธิ ไม่มีความพยายามทำให้จิตตั้งเป็นสมาธิ ขณะรู้อยู่ว่า หายใจไม่ออก ก็แค่รู้ว่ามีสภาวะเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง จิตตั้งเป็นสมาธิเป็นอัตโนมัติ แล้วเข้าสู่ความว่าง(กายหาย) สลับมารู้ที่กาย เกิด-ดับ จนกระทั่งรู้ว่า อาการวูบและใจสั่นหายไป จึงกลับมาทำงานปกติ เท่าที่สังเกตุมา จิตจะเป็นสมาธิประมาณ 1 ชม.

.

2. สมมติมรณะ หมายถึง ที่เรียกว่า มรณะ/ตาย จะตายด้วยเหตุปัจจัยก็ตาม ที่ชื่อว่า สมมุติมรณะ คนทั่วๆไป ที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5

.

3. สมุจเฉทมรณะ ในที่นี้
หมายเอาเฉพาะขณะเกิดมรรค ผล
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ) ได้แก่

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
อรหันตมรรค อรหันตผล

 

เพิ่มเติมรายละเอียดสภาวะมรณะ
ที่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อนิพพาน(ดับภพ)

โดยพระสูตร ๔. อนุราธสูตร
ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

.

๔. อนุราธสูตร

ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

[๒๐๘] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี. ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุราธะอยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค.
ครั้งนั้นอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พากันเข้าไปหาท่านพระอนุราธะจนถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอนุราธะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วจึงได้กล่าวกะท่านอนุราธะว่า
ดูกรท่านอนุราธะ พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ ในฐานะ ๔ นี้ คือ
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมไม่เกิดอีกอีกก็หามิได้ ๑.

เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุราธะได้กล่าวกะอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า
ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัตินอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

เมื่อท่านพระอนุราธะกล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านพระอนุราธะว่า ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชแล้วไม่นาน ก็หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวรุกรานท่านพระอนุราธะด้วยวาทะว่าเป็นภิกษุใหม่ และเป็นผู้โง่เขลาแล้ว พากันลุกจากอาสนะหลีกไป.

[๒๐๙] เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระอนุราธะได้มีความคิดว่า ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

ลำดับนั้น ท่านพระอนุราธะ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ฯลฯ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์อยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นอันมาก พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ ฯลฯ กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ดูกรท่านพระอนุราธะ พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติในฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์จึงได้กล่าวกะพวกเขาว่า ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ นอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน ก็หรือว่าเป็นเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น รุกรานข้าพระองค์ด้วยวาทะว่า เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้เขลาแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป. เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ข้าพระองค์เกิดความคิดว่า
ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าว ตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา
อ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. เพราะเหตุนี้แล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่าฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

[๒๑๑] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นรูปว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นสัตว์บุคคลหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๒] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในรูปหรือ
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๓] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๔] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูกรอนุราธะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑
อ. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.
พ. ถูกละๆ อนุราธะ ทั้งเมื่อก่อนและทั้งบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์

หมายเหตุ;
ทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ 5
ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน(ดับตัณหาและอวิชชา)

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: