กรรมของใคร ของคนนั้น

เล่าให้เจ้านายถึงเรื่องสภาวะต่างๆ
บอกกับเขาว่า เรื่องคำอธิบายในคำเรียกต่างๆ

หากบอกเล่าเรื่องราว ที่มาของคำเรียกนั้นๆ ที่มีเหตุปัจจัยให้ได้รู้
ก็ต้องบอกเล่าเรื่องราวสภาวะด้วย

ทีนี้ผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน เคยกระทำกรรมาร่วมกัน
มาชาตินี้ มาพบเจอกันอีก ถึงจะเป็นโลกโซเชี่ยลก็ตาม

หากเคยสร้างเหตุเคยว่ากันมา
กรรมนั้นๆยังไม่มีการอโหสิกรรม
ก็มาสร้างให้เป็นกรรมใหม่ เกิดขึ้นอีก(ว่ากัน)

หากเคยสร้างเหตุให้มาฟังกัน
มาชาตินี้ ก็มีเหตุให้มาฟังกันอีก

.

อันตัวเราเอง หากไม่หยิบยกคำจากที่อื่นๆมาเป็นตย.
แล้วนำมาชี้ว่า เป็นแบบนี้ แบบนั้น
ตามที่เราได้พบเห็นมา ขณะเป็นสมาธิ

.

เมื่อเราเองยังมีสร้างเหตุตรงนี้อยู่
เราวิพากย์ วิจารณ์เขา เขาย่อมมวิพากย์ วิจารณ์เรา
ไม่ว่าจะกระทำด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม

เรามีเหตุผลในการกระทำนั้นๆ
เขาเองก็มีเหตุผลที่กระทำนั้นๆเช่นกัน

เมื่อเห็นผลกระทบกลับมา(กรรมและผลของกรรม)
ก็ค่อยๆละมาเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงการเอ่ยเจาะจง
ใช้วิธีการนำคำอธิบายนั้นๆมาอย่างเดียว
ไม่มีการเขียนที่มาแบบก่อนๆว่าเป็นของใคร

ขึ้นชื่อว่า มีเหตุ ผลย่อมมีอยู่

ตรงนี้ไม่ได้เล่าให้เจ้านายฟัง

.

มีหลายครั้งเหมือนกัน ที่เขียนไว้ว่า
จะไม่เขียนบอกเล่าเรื่องราวสภาวะ
(แต่ตอนนั้นมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง)

ทีนี้เวลาอธิบายสภาวะของคำเรียกต่างๆ
จำเป็นต้องบอกเล่าที่มาของการรู้ชัดในสภาวะของคำเรียกนั้นๆ

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้แล้ว
สัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ
สั้นบ้าง(บางวัน) ยาวบ้าง(หลายวัน)
หรือไม่มีเกิดขึ้นเลยอาจจะวันเดียว หรือหลายๆวัน

ที่ไม่โพสอะไรเกี่ยวกับสภาวะต่างๆ บางครั้งเงียบหายไป
เพราะสัญญาเกี่ยวกับพระธรรมคำสอน ไม่มีเกิดขึ้น

รู้สึกเฉยๆนะ บางวันเงียบสงบ บางวันสัญญากระจาย
เวลาที่มีเกิดขึ้นนานพลอยทำให้เกิดความรำคาญ
เพราะไม่ได้อยากรู้อะไรอีก

สิ่งที่ควรจะรู้ ที่เป็นหัวใจพระธรรมคำสอน ก็รู้จนหมดสิ้นแล้ว
รายละเอียดอิ่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
จะรู้ไปทำไม เช่นเรื่อง พระอรหันต์ ประเภทปัญาวิมุติอะไรเงี้ย

ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องรู้ เพราะไม่เคยคิดสอนใคร นิดเดียวก็ไม่มี
เอาตัวเองให้ไปรอดตลอดฝั่งดีกว่า ทำไมต้องแบกอะไรๆไปด้วย
นี่ คิดแบบนี้นะ รู้สึกแบบนี้ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สาระ

.

อีกอย่าง เวลาสัญญาเกิด จะมีเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่จิตเป็นสมาธิ
หากไม่เป็นสมาธิ ไม่เคยมีเกิดขึ้น

จะให้คิดพิจรณาเองน่ะรึ
ฝันไปเถอะ ก็ไม่ได้อยากรู้อะไรนี่ คิดไปทำไม

เสียเวลาค้นหา หาไปก็เท่านั้น
เดี๋ยวก็นำมาตีความเข้าข้างตามทิฏฐิของตน

.

นี่เจอมาหมดแล้วนะ ถึงได้กล้าพูดแบบนี้
เวลาจิตวิตกวิจารณ์เรื่องอะไรขึ้นมา
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้นอย่างเดียว ไม่ไปค้นหา

.
เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม
จะมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอน อธิบายคำเรียกนั้นๆ
โดยไม่ต้องมาคิดว่า ใช่หรือไม่ใช่

.
ประมาณว่า ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน จึงไม่เกิดความอยากรู้อะไรๆ
เพราะรู้ดีกว่า ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม

ถึงไม่ได้อยากรู้อะไร
เดี๋ยวมีเหตุปัจจัย ให้รู้ชัดในคำเรียกต่างๆ
ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

.

สิ่งที่รู้แล้ว มีเกิดขึ้นในตนแล้ว
และสิ่งที่ยังไม่รู้ ก็ไม่เคยขวนขวายที่จะรู้

.

ไม่ได้มี ไม่ได้เป็นอะไรในสมมุติทั้งสิ้น
ที่ทำความเพียรทุกวันนี้ มีจุดประสงค์เดียว
คือ กระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ภพชาติของการเกิด) ที่มีอยู่

ถึงแม้จะดับไม่ได้โดยสิ้นเชิงทันที
แต่ไม่เคยท้อถอยยังคงเพียรละเนืองๆ
หยุด มากกว่าสานต่อ

บางวันมีพลาดพลั้ง แค่รู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี
เวลารับผล ก็แค่รู้ว่า ไม่มีเหตุ ผลจะมาจากไหน

บางครั้ง มีภาพผุดขึ้นมา เหมือนดูหนังเงียบ
บอกถึงเรื่องราว

ที่มีผลเป็นแบบนี้ๆ เพราะเคยกระทำกรรมใดไว้
เป็นเรื่องในปัจจุบันชาตินี้แหละ ที่ลืมไปหมดแล้ว

เพียรละเนืองๆ
ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ไม่ต้องเพียรละอีกต่อไป

เหมือนสภาวะในอดีต กระทบปุ๊บ รู้ปั๊บ ดับทันที
โดยไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง

จากที่เคยเจอมา ของแบบนี้มันเสื่อมได้

ไม่เหมือนการเพียรละ ในปัจจุบันที่ทำอยู่
ค่อยๆเบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย
จนกระทั่งดับไม่มีเหลือในที่สุด

เชื่อมั่นในภาวะจิตดวงสุดท้าย(วิโมกข์ ๓)
เป็นคำตอบของทุกๆคำตอบ(เหตุปัจจัยของการเกิด)

พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ

เจาะลึก พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ

.

เริ่มจับทาง พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ
มีลักษณะเด่นเฉพาะว่าอย่างไร

หรือจะเป็นผู้ไม่ได้ฌาน หลุดพ้นด้วยปัญญาล้วนๆ
ตามที่มีนำมากล่าวอ้างในปัจจุบัน

.

วันนี้มีเหตุให้ เจอพระสูตร ที่เกี่ยวพระอรหันต์ ๔ ประเภท
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ในปวารณาสูตรที่ ๗

พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป
ล้วนเป็นอรหันต์ทั้งหมด

บรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้

ภิกษุ ๖๐ รูป เป็นผู้ได้วิชชา ๓

อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อภิญญา ๖

อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อุภโตภาควิมุติ

ส่วนที่ยังเหลือเป็นผู้ได้ปัญญาวิมุติ ฯ

.
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=6170&Z=6223

.

ขณะกำลังเขียนๆอยู่
สภาวะต่างๆในอดีต วิโมกข์ ๘ ที่เคยมีเกิดขึ้นมาแล้ว
และมีเหตุปัจจัยให้ วิโมกข์ ๘ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
ได้ลิ้มรสชาติที่เรียกว่า จิตที่ไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิต
ความรู้สึกต่างๆ(กิเลส) รู้เห็นเด่นชัดมาก

เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่รู้จักกับคำที่เรียกว่า กิเลส
ที่ว่า กิเลสนั้น มีลักษณะอาการเกิดขึ้นอย่างไร

ครั้งแรกที่สัมผัส ความคมชัดของ ความรู้สึกนึกคิด
ที่มักเขียนถึงประจำว่า ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คมชัดมาก
ตอนนั้น รู้สึกเป็นทุกข์มาก ทุกข์อย่างสาหัส
ความรู้สึกเสียดายกำลังสมาธิ ที่เคยมีเกิดขึ้นมากมายมหาศาล
ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าชอนไชไปทั่วร่างกาย ทุกรูขุมขน
ที่เคยมีตอนจิตเป็นสมาธิ ที่มีโอภาสสว่างจ้า สว่างมากๆ

ช่วงนั้น รู้สึกเป็นทุกข์มาก โหยหาสภาวะเก่าๆมาก
ทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น สักแต่ว่า หายไปหมดเกลี้ยง

นี่แหละ อวิชชา

ซึ่งในตอนนั้น ยังไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว
เกี่ยวกับคำเรียกต่างๆ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
ความไม่รู้ชัดในสภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งแรกในชีวิต
ความชอบใจ ไม่ชอบใจที่มีเกิดขึ้น

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
ตัณหา เป็นเหตุ อยากให้สภาวะเดิมๆ(วิโมกข์ ๘) กลับมา

เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เมื่อความอยากให้กำลังสมาธิที่เคยมีอยู่(วิโมกข์ ๘) กลับคืนมา

เพราะถือมั่น(อุปทาน) จึงเป็นทุกข์

เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
มโนกรรมย่อมเกิด กล่าวโทษนั่นนี่ละ
ถ้าไม่ทำแบบนั้น(ถูกถ่ายเทสมาธิผ่านการพูดคุย)
สมาธิคงไม่หายไปหมดเกลี้ยงแบบนี้

คือ แค่กล่าวโทษนอกตัว
แต่ไม่มีการด่าทอหรือกล่าวคำสาปแช่ง
ไม่มีใจประทุษร้ายต่อผู้นั้น

.

เรื่อง สมาธิที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิโมกข์ ๘ ถึงจะเป็นสัมมาสมาธิก็ตาม
สามารถเสื่อมหายไปหมดสิ้นได้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของบุคคลนั้น
(เคยมีเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต)

คือ เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน
นิพพาน
ปฏิจจสมุปบาท
อริยสัจ ๔

และเป็นปัจจัยให้รู้ชัดใน ผัสสะ
จึงเป็นปัจจัยให้ รู้ชัดใน

อริยสัจ ๔-ผัสสะ
อริยสัจ ๔-ปฏิจจสมุปบาท

และรู้ชัดในปัจจเวกขณญาณ ในที่สุด

นี่แหละที่เรียกว่า ปัญญาวิมุติ
เพราะรู้ชัดในวิญญาณ ฐีติ ๗และอายตนะ ๘

หากไม่เคยหยั่งลงหรือไม่เคยสัมผัส(กายสักขี) วิโมกข์ ๘ มาก่อน
จะมารู้ชัดในวิญญาณฐิติ ๗ และอายตนะ ๒ จะเป็นไปได้อย่างไร
ลองคิดพิจรณากันเองแล้วกัน

.

สำหรับเรื่องนี้

“ผู้ได้วิโมกข์ 8 เมื่อตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นสัทธานุสารี หรือ ธัมมานุสารี อย่างใดอย่างหนึ่ง

ต่อจากนั้นเป็นกายสักขี เมื่อสำเร็จอรหัตตผล เป็น อุภโตภาควิมุต”

ตรงนี้เป็นเรื่องเหตุปัจจัย ไม่เหมือนกันหมดทุกคน
ดูจากตัวเองเป็นตัวอย่าง

.
ตอนที่เกิดสภาวะ วิโมกข์ ๓(จิตดวงสุดท้าย) ครั้งแรก
ตอนนั้น สมาธิยังไม่เสื่อม
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สักแต่ว่า
เหมือนหุ่นยนต์ ไร้ความรู้สึก
เข้านิโรธสมาบัติได้
(เรื่องสมาธิที่เขียนมาตลอด
เป็นสภาวะที่รู้ชัดจากการทำความเพียร
ไม่เคยลอกของใครมา)

เรียกว่า วิโมกข์ ๘ มีเกิดขึ้นครบถ้วนกระบวนความ
ไม่มีขาดไปแม้สักส่วนเดียว

ตอนนั้นหลงนะ หลงคิดว่า เป็นอรหันต์
ก็ความรู้สึกใดๆ ไม่มีเกิดขึ้นสักนิด
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น กระทบปั๊บ ดับทันที
สักแต่ว่า สิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.
ขนาดร่างกายที่เคยคิดว่า เป็นของตัวเองแท้ๆ
เวลาสภาวะเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิด
(สภาวะนี้ เราตั้งฉายาเองว่า สภาวะ หุ่นยนต์
สามาถมีเกิดขึ้นได้ทุกอิริยาบท)

ร่างกายสักแต่ว่าร่างกาย บังคับให้ทำอะไรไม่ได้เลย
มันเป็นอัตโนมัติของมันเอง ควบคุมไม่ได้

ขับๆมอไซค์อยู่ เวลาสภาวะนี้กิด
รถเกือบคว่ำนะ ต้องค่อยๆประคองให้รถหยุด ไม่ขับต่อ
ความรู้สึกตอนนั้น ส่วนต่างๆของร่างกาย เริ่มบังคับไม่ได้
ทุกอย่าง สักแต่ว่า ต้องอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้สภาวะนั้นดำเนินต่อไป
จนกระทั่งสมาธิคลายตัว ร่างกายจึงกลับมาปกติ ใช้งานได้ปกติ
หุห ช่วงนั้น ไปทำงานสายตลอด
เพราะต้องจอดรถเป็นระยะๆ

.

นึกถึงทีไร โอ๊ย!!!! ในความโชคร้าย(สมาธิเสื่อม)
มีความโชคดีเกิดขึ้นแทน(หลุดจากความหลง)
แหม่ อรหันต์ เกือบไปแล้ว

.

เกี่ยวกับพระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ
คงจะมีสภาวะแบบที่เราเคยเจอมานี่แหละ

ทำไมจึงพูดแบบนี้
เพราะดูจาก ปัญญาวิมุติ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
เกี่ยวกับปัญญาวิมุติว่า

“อานนท์ ! เมื่อใดแล ภิกษุรู้แจ้งชัดตามเป็นจริง
ซึ่งการเกิด การดับ รสอร่อย โทษอันต่ำทราม และอุบายเป็น
เครื่องออกแห่ง วิญญาณฐิติ ๗ เหล่า นี้ และแห่ง อายตนะ ๒
เหล่า นี้ด้วยแล้ว เป็น ผู้หลุดพ้น เพราะความไมยึ่ดมั่น.
อานนท์ ! ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ผู้เป็นปัญญาวิมุติ”

สมาธิ

 

เรื่องของกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ
ชื่อเรียกของ คำเรียกต่างๆ
เรียกตามกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น

.

ขณิกะสมาธิ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นระยะสั้นๆ
เช่น อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ

.

อุปจารสมาธิ จิตตั้งมั่น มีกำลังมากกว่า ขณิกสมาธิ
มีเกิดขึ้นนานกว่า ขณิกะ
มีลักษณะเด่นเฉพาะ ที่เรียกว่า นิมิต

เหมือนที่เคยเขียนไว้ว่า เหมือนดูหนังเงียบ

เกี่ยวกับกรรมและการให้ผลของกรรม “ย้อนรอยกรรม”

รู้ทางจิต ไม่ใช่ดูทางตา

.

อัปนาสมาธิ หรือ ฌาน มีลักษณะเด่นเฉพาะคือ โอภาส(แสงสว่าง)
สมาธิที่มีกำลังมากๆ แสงสว่างจะเจิดจ้า

เหมือนบางที่เปรียบเทียบไว้ว่า สว่างไปสามแดนโลกธาตุ
มีเกิดขึ้นได้ทางตาและทางใจ

.

ซึ่งอาจมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า โอภาสที่มีเกิดขึ้น ขณะลืมตาหรือหลับตา
เป็นการเข้าถึงความเป็นนั่นนี่ ตามที่เคยได้ยินมา(มรรคสามัคคี)

โอภาส ทั้งๆที่เป็นเรื่องของกำลังสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะอัปปานสมาธิ

จึงกลายเป็นอุปกิเลส
เพราะความถือมั่นในผัสสะ(โอภาส) ที่มีเกิดขึ้น

.

ตั้งแต่โสดาปัตติผลขึ้นไป
ดูที่ปัจเวกขณญาณ ที่มีเกิดขึ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับโอภาส
แต่เป็นสภาวะที่มีเกิดเฉพาะใน

โสดาปัตติผล

สกทาคาผล

อนาคามีผล

และอรหัตผล

.

.
คำเรียกของรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ
มีเกิดขึ้นจาก กำลังสมาธิที่มีกำลังมากขึ้นในแต่ละขณะ
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ควรแยกให้ออกจากกันนะว่า
ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา นี่คือ กำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะจิตเป็นสมาธิ

กับสมถะ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ตั้งแต่ รูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นอัปปนาสมาธิ
จึงมีชื่อเรียกว่า ฌาน ที่เป็นมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ

ส่วนคำเรียกของรูปฌานในแต่ละคำเรียก
เกิดจากกำลังสมาธิอัปปนาสมาธิ ที่มีเกิดขึ้น

.

สิ่งที่ควรรู้

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็น อัปปนาสมาธิ ในรูปฌานและอรูปฌาน
สภาวะ กาย เวทนา จิต ธรรม สามารถมีเกิดขึ้นได้ปกติ
.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=23&A=9041
.

กิเลสที่มีเกิดขึ้น เป็นกิเลสที่ละเอียด(สังโยชน์กิเลส)
ฉะนั้น แม้ขณะจิตอยู่ในรูปฌาน ความกำหนัด(กาม)
สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

เป็นความปกติของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้น เพื่อให้รู้ว่า สังโยชน์กิเลสตัวนี้ ยังละไม่ได้
.
จึงควรรู้ไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้สมาธิคลายตัว จึงจะคิดพิจรณาได้
หรือต้องกำหนดออกจากสมาธิ จึงจะคิดพิจรณาได้

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ รูปฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ

ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

หากเป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนี้ได้
อรูปฌาน รูป(กาย)หายไปหมด เหลือแต่ใจที่รู้อยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิในอรูปฌาน
เป็นอัปปนาสมาธิ ที่มีกำลังมากกว่า อัปปนาสมาธิในรูปฌาน
จึงเป็นปัจจัยให้ รูปหายไป เหลือแต่วิญญาณธาตุรู้

สุญญตา มีลักษณะเด่นเฉพาะ

เมื่อมีผัสสะ เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก
ทุกสิ่งที่มีเกิดขึ้น สักแต่ว่า มีเกิดขึ้น ปราศจากคำเรียก
กระทบปั๊บ รู้ทันทีว่ามีเกิดขึ้น และดับลงทันที

สัญญายตนสมาบัติ(ฌานสมาบัติ)
เป็นเรื่องของ ความดับที่เกิดจากกำลังสมาธิ ที่มีกำลังมาก
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าอัปปนาสมาธิ จึงเข้าสู่ความดับ

มีความรู้สึกตัวรู้อยู่ ตั้งแต่ดับ(ดับทันที)
และรู้สึกตัวอีกที ตอนสมาธิคลายตัว รู้พร้อมทั้งตัว

นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  อนิมิตเจโตสมาธิ
เป็นเรื่องของ ความดับในสมาธิ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่า
ความดับในสัญญายตนสมาบัติ
และมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นมากกว่าความดับในสัญญายตนสมาบัติ
คือ รู้ตั้งแต่กำลังจะดับ(มีเกิดขึ้น)
ขณะกำลังดับ(ดับทีละส่วน)
และดับลงในที่สุด(จิต)

เมื่อกำลังสมาธิคลายตัวลง
วิญญาณธาตุรู้(จิต) เกิดก่อน
รูป(กาย)จึงปรากฏต่อมา

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ อรูปฌาน ที่เป็นสัมาสมาธิ

ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

หากเป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนี้ได้
ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมถะ
ที่เป็นสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ ในรูปฌานและอรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

ยังมีอีกที่เกี่ยวกับสัมมาสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ธรรมปัจจุบัน(ผัสสะ)

เป็นการเจริญสมถะ มีวิปัสสนานำหน้า
วิปัสสนาเกิดก่อน สมาธิเกิดที่หลัง

สุญญตสมาธิ  เกิดจาก การรู้ชัดในอนัตตา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด(ตัณหา) จึงหลุดพ้น
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า สุญญตสมาธิ

อนิมิตตสมาธิ  เกิดจาก การรู้ชัดในอนิจจัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆฯลฯ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า สุญญตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ เกิดจาก การรู้ชัดในทุกขัง  ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆฯลฯ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า อัปปณิหิตสมาธิ
http://84000.org/tipitaka//attha/v.php?B=18&A=3336&Z=3448
.

 

เมื่อเป็นดังนี้เนืองๆ
การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กัน จึงมีเกิดขึนตามเหตุและปัจจัย
วิโมกข์ ๓(โคตรภูญาณ/สภาวะจิตดวงสุดท้าย)
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย
จนกระทั่งแจ้งใน

นิพพาน

ปฏิจจสมุปบาท

อริยสัจ ๔

สมถะ(สมาธิ)

เรื่องของสมาธิ

หากทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จะสามารถแยกออกได้ว่า นี่คือ กำลังของสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของกำลังสมาธินั้นๆ
มีลักษณะเฉพาะอะไรบ้าง

.

สมถะ ความตั้งมั่นแห่งจิต หรือ จิตเป็นสมาธิ

รู้ชัดว่า จิตกำลังจะเป็นสมาธิ
รู้ชัดตั้งแต่กำลังจะเกิด กำลังเกิด จนกระทั่งจางคลายหายไป

สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สมถะ/สมาธิ
สมาธิที่เกิดขึ้น เป็นมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ

โดยเฉพาะ ลักษณะเฉพาะ ที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ
ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ทุกประการ

.

จึงเป็นที่มาของ อารัมมณูปนิชฌาน-ลักขณูปนิชฌาน

อารัมมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมถะ
สมาธิที่เป็น มิจฉาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘
ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

.

ลักขณูปนิชฌาน เพ่งลักษณะ ได้แก่ สมถะ
สมาธิที่เป็น สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

พราหมณ์

๘. วาเสฏฐสูตร
ทรงโปรดวาเสฏฐมาณพ

ครั้งนั้นวาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ
มีถ้อยคำพูดกันในระหว่างนี้เกิดขึ้นว่า ท่านผู้เจริญ อย่างไรบุคคลจึงจะชื่อว่า เป็นพราหมณ์?

ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้เกิดดีทั้งสองฝ่าย คือ
ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิอันบริสุทธิ์ตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ
ไม่มีใครคัดค้านติเตียนด้วยอ้างถึงชาติได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล บุคคลจึงจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์.

วาเสฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้มีศีล และถึงพร้อมด้วยวัตร
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล บุคคลจึงจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์

ภารทวาชมาณพไม่อาจให้วาเสฏฐมาณพยินยอมได้
ถึงวาเสฏฐมาณพก็ไม่อาจให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้เหมือนกัน.
.
[๗๐๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรวาเสฏฐะ เราจักพยากรณ์
การจำแนกชาติ ของสัตว์ทั้งหลาย ตามลำดับ ตามสมควรแก่ท่านทั้งสองนั้น

เราเรียกบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล
ผู้ไม่ยึดมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดแลตัดสังโยชน์ทั้งปวงได้แล้วไม่สะดุ้ง
เราเรียกผู้นั้นผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง
ไม่ประกอบด้วยสรรพกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้ตัดอุปนาหะดังชะเนาะ
ตัณหาดังเชือกหนัง ทิฏฐิดังเชือกบ่วง
พร้อมทั้งทิฏฐานุสัยประดุจปม มีอวิชชาดุจลิ่มสลักถอนขึ้นแล้ว
ผู้ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดไม่ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่า การทุบตีและการจองจำได้
เราเรียกผู้มีขันติ เป็นกำลังดังหมู่พลนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

เราเรียก บุคคลผู้ไม่โกรธ ผู้มีองค์ธรรมเป็นเครื่องกำจัด มีศีล
ไม่มีกิเลสดุจฝ้า ฝึกฝนแล้ว มีสรีระตั้งอยู่ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำบนใบบัว
หรือดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดบนปลายเหล็กแหลม
เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์

ผู้ใดรู้ธรรมเป็นที่สิ้นทุกข์ของตนในภพนี้เอง
เราเรียกผู้ปลงภาระผู้ไม่ประกอบแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้มีปัญญาอันเป็นไปในอารมณ์อันลึก
มีเมธา ฉลาดในอุบายอันเป็นทางและมิใช่ทาง
บรรลุประโยชน์อันสูงสุด ว่าเป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้ไม่คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์ และบรรพชิตทั้งสองพวก
ผู้ไปได้ด้วยไม่มีความอาลัย ผู้ไม่มีความปรารถนา ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งเป็นสัตว์ที่หวั่นหวาด และมั่นคง
ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า เราเรียกผู้นั้นว่าพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้ไม่พิโรธตอบในผู้พิโรธ ดับอาชญาในตนได้
ในเมื่อสัตว์ทั้งหลายมีความถือมั่น ไม่มีความถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์
ผู้ใดทำราคะ โทสะ มานะ และมักขะให้ตกไป
ดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกจากปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดกล่าววาจาสัตย์ อันไม่มีโทษให้ผู้อื่นรู้สึกได้
อันไม่เป็นเครื่องขัดใจคน เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์

แม้ผู้ใดไม่ถือเอาภัณฑะทั้งยาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม
ที่เจ้าของไม่ให้ในโลก เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใด ไม่มีความหวังทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า
เราเรียกผู้ไม่มีความหวัง ผู้ไม่ประกอบแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดไม่มีความอาลัย ไม่มีความสงสัยเพราะรู้ทั่วถึง
เราเรียกผู้บรรลุธรรมอันหยั่งลงในอมตธรรมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งสอง คือ บุญและบาปในโลกนี้ได้
เราเรียกผู้ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี ผู้บริสุทธิ์นั้น ว่าเป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้ปราศจากมลทิน บริสุทธิ์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ดังดวงจันทร์
มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดล่วงอวิชชาประดุจทางลื่น หรือดุจหล่มอันถอนได้ยาก
เป็นเครื่องให้ท่องเที่ยวให้หลงนี้ได้ ข้ามถึงฝั่งแล้ว มีความเพ่งอยู่
ไม่หวั่นไหว ไม่มีความสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น
เราเรียกผู้นั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดละกามได้ขาดแล้ว เป็นบรรพชิต เว้นรอบในโลกนี้
เราเรียกผู้มีกามและภพสิ้นรอบแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดละตัณหาได้ขาดแล้ว เป็นบรรพชิต เว้นรอบในโลกนี้
เราเรียกผู้มีกามและภพสิ้นรอบแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดละกามคุณอันเป็นของมนุษย์ ล่วงกามคุณอันเป็นของทิพย์แล้ว
เราเรียกผู้ไม่ประกอบด้วย กิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้ละความยินดีและความไม่ยินดี
เป็นผู้เย็น ไม่มีอุปธิครอบงำโลกทั้งปวง ผู้แกล้วกล้านั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดรู้ จุติ และอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง
เราเรียกผู้ไม่ข้อง ผู้ไปดี ตรัสรู้แล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

เทวดา คนธรรพ์และหมู่มนุษย์ไม่รู้คติของผู้ใด
เราเรียกผู้นั้น ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวลทั้งข้างหน้า ข้างหลัง และท่ามกลาง
เราเรียกผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า
ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ผู้ชำนะแล้วโดยวิเศษ ผู้ไม่หวั่นไหว
อาบเสร็จแล้ว  ตรัสรู้แล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้ใดรู้ญาณเครื่องระลึกชาติก่อนได้ เห็นสวรรค์และอบาย
และบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นชาติ  เราเรียกผู้นั้น ว่าเป็นพราหมณ์

อันชื่อคือนามและโคตรที่กำหนดตั้งไว้นี้ เป็นแต่สักว่าโวหารในโลก
เพราะเกิดขึ้นมาตามชื่อที่กำหนดตั้งกันไว้ในกาลนั้นๆ

ทิฏฐิอันนอนเนื่องอยู่ในหทัยสิ้นกาลนาน ของสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้
เมื่อสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ก็พร่ำกล่าวว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติ
บุคคลจะชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะชาติก็หาไม่
จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่

ที่แท้ ชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรม
ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม
เป็นชาวนาเพราะกรรม
เป็นศิลปินเพราะกรรม
เป็นพ่อค้าเพราะกรรม
เป็นคนรับใช้เพราะกรรม
แม้เป็นโจรก็เพราะกรรม
แม้เป็นทหารก็เพราะกรรม
เป็นปุโรหิตเพราะกรรม
แม้เป็นพระราชาก็เพราะกรรม

บัณฑิตทั้งหลายมีปกติเห็นปฏิจจสมุปบาท
ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็นกรรมนั้นแจ้งชัดตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า

โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม
หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม
สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม
เหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น

บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยกรรมอันประเสริฐนี้ คือ
ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ และทมะ

กรรม ๔ อย่างนี้ เป็นกรรมอันสูงสุดของพรหมทั้งหลาย
ทำให้ผู้ประพฤติถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓
ระงับกิเลสได้ สิ้นภพใหม่แล้ว

ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า
ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพรหม เป็นท้าวสักกะ ของบัณฑิตผู้รู้แจ้งทั้งหลาย.
[๗๐๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย
เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด
ด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจะได้เห็นรูปได้ฉะนั้น

ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญกับทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งสองว่าเป็นอุบาสก
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉะนี้แล.

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=13&A=11070&Z=11248

 

สวิฏฐสูตร

ปุคคลวรรคที่ ๓

สวิฏฐสูตร

[๔๖๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล ท่านพระสวิฏฐะกับท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้พากันไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่
ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะท่านพระสวิฏฐะว่า

ดูกรอาวุโสสวิฏฐะ
บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๓ จำพวก เป็นไฉน
คือ กายสักขีบุคคล ๑  ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑  สัทธาวิมุตตบุคคล ๑

ดูกร ท่านผู้มีอายุ บุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ ท่านชอบใจบุคคลจำพวกไหน
ซึ่งเป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า

ท่านพระสวิฏฐะได้ตอบว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร
บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก

๓ จำพวกเป็นไฉน
คือ กายสักขีบุคคล ๑  ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑  สัทธาวิมุตตบุคคล ๑

ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ บุคคล ๓ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ กระผมชอบใจบุคคลผู้สัทธาวิมุตต
ซึ่งเป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะสัทธินทรีย์ของบุคคลนี้มีประมาณยิ่ง
.
ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า

ดูกรอาวุโสโกฏฐิตะ
บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก

๓ จำพวกเป็นไฉน
คือ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑ สัทธาวิมุตตบุคคล ๑

ดูกรท่านผู้มีอายุ บุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ ท่านชอบใจบุคคลจำพวกไหน
ซึ่งเป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า

ท่านพระมหาโกฏฐิตะได้ตอบว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร
บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก

๓ จำพวกเป็นไฉน
คือ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑ สัทธาวิมุตตบุคคล ๑

บุคคล ๓ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้

กระผมชอบใจบุคคลกายสักขี
ซึ่งเป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะสมาธินทรีย์ของบุคคลนี้มีประมาณยิ่ง
.
ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิตะได้ถามท่านพระสารีบุตรบ้างว่า
ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร
บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก

๓ จำพวกเป็นไฉน
คือ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑ สัทธาวิมุตตบุคคล ๑

บุคคล ๓ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ ท่านชอบใจบุคคลจำพวกไหน
ซึ่งเป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า

ท่านพระสารีบุตรได้ตอบว่า
ดูกรท่านโกฏฐิตะ บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก

๓ จำพวกเป็นไฉน
คือ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑ สัทธาวิมุตตบุคคล ๑

บุคคล ๓ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ ผมชอบใจบุคคลผู้ทิฏฐิปัตตะ
ซึ่งเป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะปัญญินทรีย์ของบุคคลนี้มีประมาณยิ่ง
.
ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะท่านพระสวิฏฐะและ
ท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า  ดูกรอาวุโส เราทั้งหมดด้วยกันต่างได้พยากรณ์ตามปฏิภาณของตน
มาไปด้วยกันเถอะ เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
แล้วกราบทูลข้อความนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เราอย่างไร
เราจักทรงจำพระพุทธพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้น

ท่านพระสวิฏฐะกับท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว
ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตร ท่านพระสวิฏฐะ และท่านพระมหาโกฏฐิตะ
ได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค
แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลการเจรจาปราศรัยกับท่านพระสวิฏฐะ
และท่านมหาโกฏฐิตะทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสารีบุตร
การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้
บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ดังนี้ ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย

เพราะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ

บุคคลผู้สัทธาวิมุตตนี้
เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์

บุคคลผู้เป็นกายสักขี ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
ก็พึงเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี

ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ดังนี้
ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย เพราะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ

บุคคลผู้ทิฏฐิปัตตะ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์
บุคคลผู้สัทธาวิมุตตเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี
และแม้บุคคลผู้กายสักขีก็พึงเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี

ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า
ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย ฯ

จบสูตรที่ ๑

บุคคลตกนํ้าเจ็ดจำพวก

ภิกษุ ท. ! บุคคลเปรียบด้วยบุคคลตกนํ้าเจ็ดจำพวก
เหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก.

เจ็ดจำพวกเหล่าไหนเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ :

(๑) บุคคลบางคน จมนํ้าคราวเดียวแล้วก็จมเลย ;

ภิกษุ ท. ! (๑) บุคคล จมนํ้าคราวเดียวแล้วก็จมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้
ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายเดียว โดยส่วนเดียว.
อย่างนี้แล เรียกว่า จมคราวเดียว แล้วจมเลย.

.

(๒) บุคคลบางคน ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย ;

ภิกษุ ท. ! (๒) บุคคล ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย
มีหิริดี มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี
มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย.

แต่ว่า สัทธาเป็นต้นของเขา
ไม่ตั้งอยู่นาน ไม่เจริญ เสื่อมสิ้นไป.

อย่างนี้แลเรียกว่า ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย.

.

(๓) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ลอยตัวอยู่ ;

ภิกษุ ท. ! (๓) บุคคล ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ

มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย
มีหิริดี มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี
มีปัญญาดีในกุศลธรรม ทั้งหลาย.

และ สัทธาเป็นต้นของเขา
ไม่เสื่อม ไม่เจริญ แต่ทรงตัวอยู่.

อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่.

.

(๔) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบๆ อยู่ ;

ภิกษุ ท. ! (๔) บุคคล ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบๆ อยู่ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย
มีหิริดี มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี
มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย.

บุคคลนั้น เพราะสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม
เป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า.

อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว เหลียวดูรอบ ๆ อยู่.

.

(๕) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง ;

ภิกษุ ท. ! (๕) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย
มีหิริดี มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี
มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย.

บุคคลนั้น เพราะสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม
และเพราะความเบาบางแห่งราคะโทสะโมหะ
เป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

อย่างนี้แลเรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง.

.

(๖) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้วเดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว ;

ภิกษุ ท. ! (๖) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว
เดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย
มีหิริดี มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี
มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย.

บุคคลนั้น เพราะสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งห้า
เป็นโอปปาติกะ มีการปรินิพพานในภพนั้น
ไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา.

อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว.
.

(๗) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว
เป็นพราหมณ์ยืนอยู่.

ภิกษุ ท. ! (๗) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว
เป็นพราหมณ์ยืนอยู่ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย
มีหิริดี มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี
มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

บุคคลนั้น ได้ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้

เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วอยู่.

อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว
เป็นพราหมณ์ยืนอยู่.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล บุคคลเปรียบด้วยบุคคลตกน้ำเจ็ดจำพวก
ซึ่งมีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก.

– สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๐/๑๕.

บุคคลที่เหลือเชื้อและหมดเชื้อ

ภิกษุ ท. ! สิกขาสามอย่างเหล่านี้ มีอยู่
อันเป็นที่ประชุมลง ของสิกขาบททั้งปวงนั้น.

สิกขาสามอย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล สิกขาสามอย่าง
อันเป็นที่ประชุมลง แห่งสิกขาบททั้งปวงนั้น.

.

อรหันต์

ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ ทำให้บริบูรณ์ในศีล
ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา.
เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง
และต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง.

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะ เหตุว่า ไม่มีผู้รู้ใด ๆ
กล่าวความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม จักเกิดขึ้น
เพราะเหตุสักว่า การล่วงสิกขาบทเล็กน้อย
และการต้องออกจาก อาบัติเล็กน้อยเหล่านี้.

.
ส่วน สิกขาบทเหล่าใด ที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
ที่เหมาะสมแก่พรหมจรรย์,

เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น
สมาทานศึกษาอยู่ ในสิกขาบททั้งหลาย.

ภิกษุนั้น ได้ กระทำให้แจ้งซึ่ง
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่.

.

.

อนาคามี ๕ ประเภท

.
หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอดซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์เบื้องต่ำห้า

จึงเป็นอันตราปรินิพพายี
ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง

.
หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอดซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์เบื้องต่ำห้า

จึงเป็นอุปหัจจปรินิพพายี
ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด.

.
หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอด ซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์เบื้องต่ำห้า

จึงเป็นอสังขารปรินิพพายี
ผู้ปรินิพพานด้วยไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง.

.
หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอดซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์เบื้องต่ำห้า

จึงเป็น สสังขารปรินิพพายี
ผู้ปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง.

.
หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอด ซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์เบื้องต่ำห้า

จึงเป็น อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปถึงอกนิฏฐภพ.

.

สกทาคามี

หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอด ซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์สาม
และเพราะความที่ราคะ โทสะ โมหะ ก็เบาบางน้อยลง

เป็น สกทาคามี
ยังจะมาสู่เทวโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น
แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

.

โสดาบัน ๓ ประเภท

.
หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอด ซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สาม

เป็น เอกพีชี
คือจักเกิดในภพแห่งมนุษย์หนเดียวเท่านั้น
แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

.
หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอด ซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สาม

เป็น โกลังโกละ
จักต้องท่องเที่ยวไปสู่สกุลสองหรือสามครั้ง
แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

.
หรือว่า (บางพวก) ยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอด ซึ่งอนาสววิมุตติ,
แต่เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สาม

เป็น สัตตักขัตตุปรมะ
ยังต้องท่องเที่ยวไปในภพ
แห่งเทวดาและมนุษย์อีกเจ็ดครั้ง เป็นอย่างมาก
แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

.
ภิกษุ ท. ! ผู้กระทำได้เพียงบางส่วน ย่อมทำให้สำเร็จได้บางส่วน.
ผู้ทำให้บริบูรณ์ก็ย่อมทำให้สำเร็จได้บริบูรณ์;
ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า สิกขาบททั้งหลาย
ย่อมไม่เป็นหมันเลย, ดังนี้แล
– ติก. อํ. ๒๐/๓๐๑/๕๒๘.

ความแตกต่าง มรรค-อริยมรรค

ความแตกต่างระหว่าง มรรค-อริยมรรค มีองค์ ๘
ระหว่าง พระเสขะ ผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง
กับพระเสขะ ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

ซึ่งมีเขียนไว้แล้วก่อนหน้านี้
ผู้เหลือเชื้อ ๙ จำพวก
อนาคามี ๕ ประเภท
สกทาคามี
โสดาบัน ๓ ประเภท
(ที่รู้แจ้งอริยสัจและยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ ด้วยตนเอง)

.

พระเสขะ ผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งในอริสัจ ๔ ด้วยตนเอง

ข้อปฏิบัติ การปฏิบัติสมควรแก่ธรรม(โยนิโสมนสิการ)

สมถะ(สัมมาสมาธิ/สัมมาวิมุติ)
และวิปัสสนา(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

ย่อมมีเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย(เพียรละ)

.

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑

สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ ฯ

.
[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่
สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ

.
[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ
ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้
ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดา
มีเพราะ มิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น
ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้ว
และกุศลธรรมเป็นอเนก
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ
.
ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้…
ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้…
ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้…
ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้…
ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้…
ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้…
ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้…
ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้…
ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้
ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี

เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น
ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว
และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย”

.

.

กับ

พระสขะ ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

ข้อปฏิบัติ การเจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)
และวิปัสสนา(อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา)คู่กัน

ประกอบด้วย การปฏิบัติสมควรแก่ธรรม(โยนิโสมนสิการ)

.

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความงด
ความเว้น

เจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล

สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

“[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ
เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล
พระเสขะผู้ ประกอบด้วยองค์ ๘

จึงเป็นพระอรหันต์
ประกอบด้วยองค์ ๑๐”

.

 

๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗)

[๒๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ
อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

[๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ
คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล
เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ
[๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ
รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ
ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี
โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี
บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี
สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี
นี้มิจฉาทิฐิ ฯ

.
[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
.
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ
ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่
นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ  ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้  มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่
สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ
.
[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปัญญา
ปัญญินทรีย์
ปัญญาพละ
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรคของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล

สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
.

.
[๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ
รู้จักสัมมาสังกัปปะว่าสัมมาสังกัปปะ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาสังกัปปะเป็นไฉน คือ
ความดำริในกาม
ดำริในพยาบาท
ดำริในความเบียดเบียน
นี้มิจฉาสังกัปปะ ฯ
.
[๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

.
[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ

ความดำริในเนกขัมมะ
ดำริในความไม่พยาบาท
ดำริในความไม่เบียดเบียน
นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาสังกัปปะได้  มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่
สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ
.
[๒๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความตรึก
ความวิตก
ความดำริ
ความแน่ว
ความแน่
ความปักใจ

วจีสังขาร ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล

สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

.
.

[๒๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น
ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉาวาจาว่ามิจฉาวาจา
รู้จักสัมมาวาจาว่าสัมมาวาจา
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาวาจาเป็นไฉน คือ
พูดเท็จ
พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ
เจรจาเพ้อเจ้อ
นี้ มิจฉาวาจา ฯ

.
[๒๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาวาจาเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
.
[๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ
งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ
นี้ สัมมาวาจา ที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาวาจาได้ มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่
สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาวาจาของภิกษุนั้น ฯ

.
[๒๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความงด
ความเว้น
ความเว้นขาด
เจตนางดเว้น

จากวจีทุจริตทั้ง ๔ ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล

สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
.

.
[๒๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน
ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉากัมมันตะว่า มิจฉากัมมันตะ
รู้จักสัมมากัมมันตะว่า สัมมากัมมันตะ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉากัมมันตะเป็นไฉน คือ
ปาณาติบาตอทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร
นี้ มิจฉากัมมันตะ ฯ

.

[๒๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมากัมมันตะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
.
[๒๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ เจตนา
งดเว้นจากปาณาติบาต
งดเว้นจากอทินนาทาน
งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
นี้สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่อบรรลุสัมมากัมมันตะ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉากัมมันตะได้ มีสติบรรลุสัมมากัมมันตะอยู่
สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมากัมมันตะของภิกษุนั้น ฯ
.
[๒๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความงด
ความเว้น

เจตนางดเว้น จากกายทุจริตทั้ง ๓ ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล

สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
.

.

[๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉาอาชีวะว่ามิจฉาอาชีวะ
รู้จักสัมมาอาชีวะว่าสัมมาอาชีวะ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน คือ
การโกง
การล่อลวง
การตลบตะแลง
การยอมมอบตนในทางผิด
การเอาลาภต่อลาภ
นี้มิจฉาอาชีวะ ฯ
.

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ ฯ
.
[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่
สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ
.
[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความงด
ความเว้น

เจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล

สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
.

.
[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น
ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้
ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดา
มีเพราะ มิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น
ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้ว

และกุศลธรรมเป็นอเนก
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ

.
ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้…
ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้…
ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้…
ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้…
ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้…
ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้…
ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้…
ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้…

ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้
ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี

เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น
ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว

และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย
.
[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ
เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล
พระเสขะผู้ ประกอบด้วยองค์ ๘
จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐
.

ไม่ควร

คำว่า ไม่ควร ที่เกี่ยวกับ
การกระทำเพื่อละเหตุแห่งทุกข์
.
ไม่ควรประมาณในบุคคลอื่น
เพราะกรรมและการให้ผลของกรรม
เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล จึงไม่ควรประมาณในผู้อื่น
.
ชีวิตของแต่ละคน มีความเป็นไปอย่างไร
ขึ้นอยู่กับการกระทำของบุคคลนั้นๆ
ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อื่นไปตัดสินว่า
ทำกรรมแบบนี้ ต้องได้รับผลแบบนั้นๆ
ซึ่งไม่ใช่ ตามความเป็นจริงของบุคคลนั้น
การประมาณบุคคลอื่น
เป็นการทำลายมรรค มีองค์ ๘
========
ตรัสกับพระอานนท์ปรารภเหตุนางมิคสาลากล่าวแย้งพระพุทธเจ้า
เรื่องการพยากรณ์ความเป็นอริยบุคคล
ระหว่างบิดาของตนเองผู้ประพฤตพรหมจรรย์
และเพื่อนของบิดาผู้ไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์
แต่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ทั้ง ๒ บุคคลว่า
เป็นสกทาคามีได้กายดุสิตเหมือนกัน.
อานนท์ ! … เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคล
ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต.
อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ
เธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล
และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล
เพราะผู้ถือประมาณในบุคคลย่อมทำลายคุณวิเศษของตน
เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้.
-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๐/๗๕.
.
หมายเหตุ;
ทำลายคุณวิเศษของตน
หมายถึง มรรค มีองค์ ๘
=============
.
สภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
.
สติ ความระลึกได้ ถึงพระธรรมคำสอน(ที่ผุดขึ้นมา)
จะเป็นตัวบอก
หรือเป็นภาพต่างๆผุดขึ้นมา
แสดงให้เห็นถึง กรรมและผลของกรรมที่เคยกระทำไว้
(เราเคยว่าเขา/ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เขาจึงว่าเรา)
เช่น เมื่อคำพูดหรือการโพสใดๆก็ตาม
ถึงแม้จะเป็นธรรมะก็ตาม
ถ้ามีการเอ่ยถึงบุคคลอื่น
ประมาณว่า อย่างงั้น อย่างงี้
นี่เป็นการประมาณในบุคคลอื่น
คือ บุคคลกระทำกรรมเช่นใด
เขาเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ตามความเป็นจริง
เพราะความไม่รู้ที่อยู่ จึงนำกรรมของผู้อื่น
มาสร้างให้เป็นกรรมใหม่ มีเกิดขึ้นอีก
ทุกสิ่งไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา
ทุกข์ ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
ทุกข์มาก ทุกข์น้อย ขึ้นอยู่กับความถือมั่นที่มีอยู่
อนัตตา ไมได้เกิดจากการดลบันดาลจากใครๆให้มีเกิดขึ้น
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยของสิ่งๆนั้นอยู่แล้ว
.
หากตัณหามีกำลังมากกว่าสติ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่
จึงหลงกระทำตามตัณหาที่มีเกิดขึ้น
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
จึงควรทำความเพียร(สมถะ-วิปัสสนา)
ต่อเนื่องเพราะเหตุนี้
.
ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ว่า
“เพราะเหตุอย่างนี้ ๆพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ไปแล้วดว้ยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์” ดังนี้.
..
มีตนเป็นที่เกาะ
โดยการเจริญสมถะและวิปัสสนา
.
มีธรรมเป็นที่เกาะ มีความศรัทธาหยั่งลงมั่นในพระธรรม
มีสติ ระลึกรู้ ถึงกรรมที่ได้กระทำลงไปด้วยความประมาที่มีอยู่
พระธรรมคำสอน ที่ผุดขึ้นมา เป็นตัวบอกว่า ประมาทในเรื่องอะไร
บางครั้ง เป็นภาพผุดขึ้นมา
ให้รู้ว่า ผลของกรรมนี้ๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย
จึงเป็นปัจจัยให้ ตั้งใจเพียรละเนืองๆ ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และเชื่อมั่นว่า เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม
ย่อมอยู่ท่ามกลางของสิ่งที่มีเกิดขึ้น(โลกธรรม ๘) ได้อย่างปกติ
โดยดูตัวอย่างจาก พระอริยสาวกในสมัยพุทธกาล
.
.
การกระทำให้ดู ให้เห็น เป็นตัวอย่าง
ดีกว่าการสร้างกรรมทางกาย วาจา(สอนผู้อื่น)
เพราะตราบใดที่อวิชชายังมีอยู่
ภพชาติของการเกิด ย่อมมีอยู่
เอาตัวเองยังไม่รอด
จึงไม่เคยคิดจะสอนใคร
.
.
ยิ่งใครมาเรียก อาจารย์
มานะ นี่พองหรา ตัวกู ของกู อย่างกับงูพิษ
พร้อมฉกตัวเองและผู้อื่นได้ทุกเมื่อ
.
คิดถึงภพชาติของการเกิดแล้ว
ขนพองสยองเกล้า
เพราะรู้รสชาติของภพชาติการเกิดว่า
มีเกิดขึ้นได้อย่างไร
จึงไม่มีมีความคิดเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ในการที่จะสอนใครๆ
พูดง่ายๆ วิสัยของความเป็นครู ข้าพเจ้าไม่มี
.
.
เมื่อมีผู้มาขอแนะนำ
คำแนะนำที่จะบอกเป็นส่วนมาก
จะเป็นเรื่องของ การทำความเพียร(สมถะ-วิปัสสนา)
ที่คนๆนั้น เป็นผู้เลือกรูปแบบเอง
แต่เราจะเล่าให้ฟังว่า กว่าจะมาถึงในวันนี้
เริ่มต้นจากการปฏิบัติแบบไหน
ซึ่งไม่ต่างจากการเริ่มต้นของคนอื่นๆ
.
และโยนิโสมนสิการ
นี่จะเน้นมาก เพราะหากทำได้
เห็นผลไวกว่า การเจริญสมถะ-วิปัสสนา
ในแง่ของ การเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์ ในระดับหนึ่ง
เป็นเรื่องของ กรรม ผลของกรรม กรรมเก่า กรรมใหม่
.
หากต้องการให้ผลยิ่งๆขึ้นไป
ต้องเจริญสมถะ-วิปัสสนา
ส่วนการให้ผลนั้น คาดเดาไม่ได้
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่ทำให้มีเกิดขึ้นใหม่
ที่แน่ๆ หากทำจริง
ย่อมได้รับผลตามที่กระทำนั้น แน่นอนที่สุด

Previous Older Entries

มิถุนายน 2017
พฤ อา
« พ.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: