ประกาศอีกครั้ง

บทความที่เขียนไว้ทั้งหมด เป็นการจดบันทึกสภาวะที่ตนเองได้พบเจอมา ขณะกำลังทำความเพียร

สำหรับข้อมูลเก่าๆ ในปีก่อนๆโน้น มีผู้ไม่รู้อีกมากมาย

นำบทความเก่าๆ ไปวิพากย์ วิจารณ์กัน อันนั้นให้อภัยสำหรับผู้ไม่รู้

หากรู้แล้ว จะไม่กระทำกันแบบนั้นอย่างเด็ดขาด

การที่พูดเองเออเอง ตัดสินใจปรุงแต่งกันเอง และไม่รู้ที่มาที่ไป ของบล็อกนี้

การกระทำดังกล่าว จึงเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีกของผู้นั้น นี่แหละความไม่รู้

ทั้งๆที่เคยเขียนบอกไว้แล้วว่า ข้อมูลเก่าๆ ที่เกี่ยวกับสภาวะต่างๆ อย่าไปอ่าน

ถ้าจะอ่าน ในอ่านของปีปัจจุบัน นี่คือ สภาพธรรมตามความเป็นจริง

เรื่องราวในอดีต ให้ดูเรื่อง การทำความเพียร ไม่ใช่ไปดูว่า เขียนอะไร ยังไง อะไรแบบนั้น

หาสาระใดๆไม่ได้เลย แทนที่จะเกิดประโยชน์ กลับกลายเป็นโทษสำหรับผู้ที่เข้ามาอ่านแล้วนำไปวิพากย์ วิจารณ์

อย่ากระทำลับหลังแบบนั้น

สงสัยอะไร ถามกันต่อหน้า

 

แล้วประเภทที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยลอกตำรามา  ต้องอย่างงั้นอย่างงี้

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ มีเกิดขึ้น ก็ยังไม่รู้สึกตัว

ข้าพเจ้าได้แต่มองแบบปลงอนิจจัง มีแต่เรื่องนอกแนว  หาใช่พระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ไม่

 

 

 

 

 

 

เคลียร์บทความเก่าๆ

บางทีไปอ่านเจอ คนที่นำบทความเก่าที่ได้เคยเขียนไว้ แล้วนำไปวิพากย์วิจาณ์

เวลามอง ใจก็คิด นี่แหละความไม่รู้

ทั้งๆที่เราเคยเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า ให้อ่านปัจจุบัน เรื่องราวเก่าๆ ไม่ต้องไปอ่าน

เรื่องราวสภาวะที่เขียนอยู่นี่ เป็นการเขียนตามความเป็นจริง

สำหรับผู้ไม่รู้ ก็คือไม่รู้ หลงนำไปสร้างใหม่ให้มีเกิดขึ้นกันอีก น่าเห็นใจจริงๆ

ตัวกูรู้นี่ มันยิ่งใหญ่นะ เพราะอวิชชาแท้ๆ

จึงหลงกระทำตามตัณหาความทะยานอยาก คนอื่นผิด กูถูกอยู่คนเดียว

เมื่อคิดพิจรณาแล้ว เห็นว่า สภาวะเก่าๆที่เคยเขียนไว้ เป็นภัยต่อผู้ไม่รู้

เริ่มกลับมาทะยอยลบทิ้งไป อย่างน้อยๆ เป็นการช่วยไม่ให้ตัวเองเป็นภัยต่อผู้อื่น

ในการที่เขาเหล่านั้น นำสภาวะเก่าๆที่เคยเขียนไว้ ไปสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้มีเกิดขึ้นใหม่กับพวกเขาเหล่านั้น

เสขสูตร

 

เสขสูตรที่ ๔

ภิกษุ ท. ! สิกขาบท ๑๕๐สิกขาบทนี้
ย่อมมาสู่อุทเทส ทุกกึ่งแห่งเดือนตามลำดับ

อันกุลบุตรผู้ปรารถนาประโยชน์
พากันศึกษาอยู่ในสิกขาบทเหล่านั้น

ภิกษุ ท. ! สิกขา ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่
อันเป็นที่ประชุมลงของสิกขาบททั้งปวงนั้น

สิกขา ๓ อย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
คือ

อธิสีลสิกขา ๑
อธิจิตตสิกขา ๑
อธิปัญญาสิกขา ๑

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล สิกขาสามอย่าง อันเป็น
ที่ประชุมลงแห่งสิกขาบททั้งปวงนั้น

ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้
ทำให้บริบูรณ์ในศีล
ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ
ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา

เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง
และต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ไม่มีผู้รู้ใด ๆ
กล่าวความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม จักเกิดขึ้น

เพราะเหตุสักว่า การล่วงสิกขาบทเล็กน้อย
และการต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านี้

ส่วนสิกขาบทเหล่าใดที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
ที่เหมาะสมแก่พรหมจรรย์,

เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน
มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น
สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ภิกษุนั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้

เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้เข้าถึงแล้วแลอยู่

หรือว่าเมื่อยังไม่ได้ทำให้เกิดมี
ยังไม่ได้แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หมดสิ้นไป

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป
และเพราะราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง

มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น
แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระเอกพิชีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

มาบังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียวเท่านั้น
แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระโกลังโกละโสดาบัน
เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

ยังท่องเที่ยวไปสู่ ๒ หรือ ๓ ตระกูล (ภพ)
แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ก็หรือว่าเมื่อยังไม่ถึง ยังไม่แทงตลอดวิมุตตินั้น
เธอเป็นพระสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน
เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป

ยังท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์อย่างมากเพียง ๗ ครั้ง
แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทำได้เพียงบางส่วน
ย่อมให้สำเร็จได้เพียงบางส่วน
ผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่า ไม่เป็นหมันเลย ฯ

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕

[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๕ ประการ

ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร
จึงมีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบันบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่
ด้วยเหตุ ๕ ประการ?

==========================

๕๘. (๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้ เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม
เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณห้า

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง.

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพาน
ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๑)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(กามภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ(ดำเนินชีวิต)

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

=====================

๕๙. (๒) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุ
นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้.
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า กามทั้งหลาย
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

เพราะกามทั้งหลายแปรปรวนเป็นอย่างอื่น
จึงเกิดความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัส และ
ความคับใจ ท่านผู้เจริญ

เพราะอัตตานี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า
นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่อย่างนี้

หมายเหตุ;

(๒)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก
========================

๖๐. (๓) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ ช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่าปฐมฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยยังมีวิตกและวิจารอยู่ ท่านผู้เจริญ

เพราะอัตตานี้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น

เพราะวิตก วิจารสงบไป
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์
ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๓)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

======================

๖๑. (๔) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า ทุติยฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยยังมีปีติเป็นเหตุให้จิตกระเหิมอยู่

เพราะอัตตานี้มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย

เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติเสวยสุขอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน
เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๔)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

=========================


๖๒. (๕) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า ตติยฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยจิตยังคำนึงถึงสุขอยู่

เพราะอัตตานี้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
มีอุเบกขาเป็นเหตุใ ห้สติบริสุทธิ์ เพราะละสุข ละทุกข์
และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน
เป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๕)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

============================

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง
มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่

สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๕ ประการนี้เท่านั้น
หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

 

 

http://84000.org/tipitaka/read/?9/50

สติ-สัมปชัญญะ-สมาธิ

สติ หมายถึง การระลึกรู้

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สติ

กล่าวคือ รู้ตัวก่อนลงมือทำ
ได้แก่ การคิดพิจรณาหาเหตุผลต่างๆ ก่อนลงมือกระทำ

สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้สึกตัว

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สัมปชัญญะ

กล่าวคือ ความรู้สึกตัว ขณะลงมือกระทำ
ได้แก่ มีความรู้สึกตัว ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ

เมื่อสติกับสัมปชัญญะทำงานรวมกัน
เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ

เมื่อสติกับสัปชัญญะทำงานงานร่วม
และมีสมาธิเกิดขึ้นร่วมด้วย

เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่กำลังมีเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นพื้นฐานของการทำความเพียร

ถ้าไม่ได้ทำความเพียร
ความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นไม่ได้
การเห็นตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

ส่วนจะรู้ปริยัติ หรือไม่รู้ปริยัติ
ไม่ใช่ตัววัดผล

แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
แล้วปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา

เรื่องนอกแนว

เส้นทางของผู้เพียรละเหตุแห่งทุกข์

เรื่องนอกแนว

กว่าจะเข้าใจ และรู้ชัดในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
เกี่ยวกับเรื่องนอกแนว

ต้องได้พบประสบเจอสภาวะนั้นๆด้วยตนเอง
กว่าจะเข้าใจแบบแจ่มแจ้ง

ต้องละ ความมี ความเป็น
ความได้อะไร เป็นอะไรทั้งหลาย
ออกจากใจจนหมดสิ้น

เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ล้วนเป็นเรื่อง นอกแนว

อวิชชา

ความนึกคิด

เวลาที่เกิดความนึกคิดใดๆก็ตาม เดี๋ยวนี้เหมือนจะรู้ไปพร้อมๆกับความนึกคิดที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะมีความนึกคิดใดๆเกิดขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อน มักจะกระทำตามความนึกคิดที่เกิดขึ้น

เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้น เหมือนใจมันสงบ มันแค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น แต่ไม่คล้อยตามจนถึงขั้น กระทำทันที จะรู้แบบเงียบๆ

การเรียนรู้
ตั้งใจเรียนรู้มาตลอด สภาพธรรมใดๆที่มีเกิดขึ้น รู้อย่างเดียว รู้ว่า มีเกิดขึ้น แต่ไม่หลงลงไปเล่นกับความนึกคิด

เมื่อไม่ลงไปเล่นกับมัน จะเป็นเหมือนผู้ดูอย่างเดียว มันอยากคิดอะไร ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่มีอยู่ จะนึกคิดสิ่งใด นั่นแหละเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ทำความเพียรน่ะเรอะ มันจะนึกคิดอย่างไร นั่นแหละเหตุปัจจัยที่มีอยู่ กิเลส ตัณหา ความทะยานอยาก เมื่อยากแล้วไม่ได้ตามใจอยาก มันย่อมทุกข์ เป็นเรื่องธรรมดา

เบื่อหน่าย
บางครั้งก็รู้สึกเบื่อหน่ายเหมือนกัน เบื่อที่จะเรียนรู้ มันจะอะไรนักหนานะชีวิต ทำอะไรกับใครที่ไหนไว้มากมายนัก

เออนะ นี่แหละ ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด มีความไม่รู้ เป็นโทษอันมหันต์ ทำให้ก่อเกิดภพชาติอเนกอนัต์ เวียนว่ายตายเกิด ไม่จบไม่สิ้น

ความไม่รู้เป็นเหตุ ความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ จึงหลงกระทำตามแรงกิเลสที่เกิดขึ้น โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา ความทะยานอยาก เมื่อผู้ใดถูกครอบงำแล้ว ย่อมหลงกระทำภพชาติการเวียนว่ายในสังสารวัฏ ให้มีเกิดขึ้น ไม่จบไม่สิ้น

จิตดวงสุดท้าย

เมื่อรู้ชัดในทุกข์

รู้ชัดในเหตุแห่งทุกข์

ใจที่ยังมีกิเลส
ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจบ้างเป็นบางครั้ง

ที่แน่ๆ รู้สึกเบื่อหน่ายทั้งร่างกาย
และเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เบื่อมากๆ

บางคืนไม่หลับไม่นอน
นอนดูหนังทางใจทั้งคืน

ภาพของเรื่องราวในอดีต
ผุดขึ้นมา เป็นการตอกย้ำว่า

หากไม่ได้ทำกรรมฐาน
ไม่รู้ชัดในอริยสัจ 4 ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง

ชีวิตนี้คงยังทำแต่เรื่องโง่ๆ
มีแต่การสร้างเหตุปัจจัยของการเกิดขึ้นอีกเนืองๆ
ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คิดแล้วสยองจริงๆ
จิตดวงสุดท้าย
จึงเป็นคำตอบของภพชาติของการเกิด

ยาอายุวัฒนะขนานแท้

สังขาร ร่างกายนี้ ไม่เที่ยงจริงๆ

เดี๋ยวเป็นนั่น เดี่ยวเป็นนี่

น่ารำคาญ

เวลาเจ็บหัวใจ ก็คิดนะ
ที่มีชีวิตอยู่รอดได้ทุกวันนี้
เพราะกรรมฐานล้วนๆ

สติ สัมปชัญญะ สมาธิ
นี่แหละ ยาอายุวัฒนะขนานแท้

เวลาที่มีอะไรเกิดขึ้นกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
จิตมันเป็นอัตโนมัติ กระทบปั๊บ รู้ทันที
รู้แบบไม่ได้ตั้งใจที่จะรู้

เหมือนมีการแยกขาดออกจากกันระหว่างรูปกับนาม
ต่างฝ่ายต่างทำงานแยกออกจากกันคนละส่วน

สภาวะเริ่มเปลี่ยนไปอีกแล้ว

การกล่าวคำขออโหสิกรรม

การกล่าวคำขออโหสิกรรมต่อผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน
หรือที่เรียกว่า เจ้ากรรม นายเวร

และการงดโทษ ให้การขอโหสิกรรมต่อการกระทำที่ผู้อื่นได้กระทำกับเรา
ที่ใช้มาตลอดและปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่

หลังจากทำความเพียรเสร็จ

แผ่เมตตาให้กับตัวเอง

แผ่เมตตาให้เหล่าสรรพสัตว์

กล่าวคำขออโหสิกรรม ต่อโทษล่วงเกิน
ที่เคยได้กระทำไว้กับผู้อื่น

กล่าวคำงดโทษ(ไม่เอาโทษ)
และให้การอโหสิกรรม ต่อการกระทำของผู้อื่น
ที่ได้เคยกระทำกับเราไว้

กรวดน้ำ

อธิษฐานจิต

=================

การกล่าวคำขออโหสิกรรม
และการงดโทษอโหสิกรรม

ข้าพเจ้า ขออโหสิกรรม ต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง
ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้
ตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ

ไม่ว่าท่านจะอยู่ภพภูมิใดก็ตาม
ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับผลบุญกุศลนี้

และขอให้ท่านทั้งหลาย
ได้โปรดงดโทษ และอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนา
(เดิมใช้ ด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ)

และด้วยกรรมอันใด ที่ท่านทั้งหลาย
ได้ล่วงเกินข้าพเจ้าไว้ ตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ

ไม่ว่าท่านจะอยู่ภพภูมิใดก็ตาม
ข้าพเจ้าของดโทษและอโหสิกรรมให้แก่ท่านทั้งหลาย

ขอเราอย่าได้มีเวรแก่กันและกันอีกเลย
อย่าได้ก่อภพก่อชาติกันอีกเลย
ข้าพเจ้าขออนุโมทนา

Previous Older Entries

เมษายน 2017
พฤ อา
« มี.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: