ศรัทธา

9 เมย. 18

๘. โคปกโมคคัลลานสูตร (๑๐๘)

[๑๐๖] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์โคปกะ โมคคัลลานะ ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า

ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆ ประการ ที่พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรงถึงพร้อมแล้ว ฯ

ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่งผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรงถึงพร้อมแล้ว

เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงให้มรรคที่ยังไม่อุบัติได้อุบัติ ที่ยังไม่เกิดได้เกิด ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงทราบชัดมรรค ทรงรู้แจ้งมรรค และทรงฉลาดในมรรค

ส่วนเหล่าสาวกในบัดนี้ เป็นผู้ดำเนินตามมรรค
จึงถึงพร้อมในภายหลังอยู่ ก็แหละ

.

[๑๐๘] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ
อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นทรงแต่งตั้งไว้ว่า

เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึงอาศัยของท่านทั้งหลาย
ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ ฯ

อา. ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ ฯ

.

[๑๐๙] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า
อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ ฯ

อา. ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ ฯ

.

ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ก็เมื่อไม่มีที่พึ่งอาศัยอย่างนี้
อะไรเล่าจะเป็นเหตุแห่งความสามัคคีกันโดยธรรม ฯ

อา. ดูกรพราหมณ์ อาตมภาพทั้งหลายมิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัยเลย
พวกอาตมภาพมีที่พึ่งอาศัย คือ มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ฯ

——–

[๑๑๐] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ กระผมถามพระคุณเจ้าดังนี้ว่า
มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่ง
อาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาในบัดนี้

กระผมถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกัน สมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

และกระผมถามต่อไปว่า ก็เมื่อไม่มีที่พึ่งอาศัยอย่างนี้ อะไรเล่าจะเป็นเหตุแห่งความสามัคคีกันโดยธรรม

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ อาตมภาพทั้งหลายมิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัย พวกอาตมภาพมีที่พึ่งอาศัย คือ มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ก็คำที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้วนี้ กระผมจะพึงเห็นเนื้อความได้อย่างไร ฯ

[๑๑๑] อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่แล ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงแสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลาย ทุกๆ วันอุโบสถ อาตมภาพทั้งหลายเท่าที่มีอยู่นั้น จะเข้าไปอาศัยคามเขตแห่งหนึ่งอยู่ ทุกๆ รูปจะประชุมร่วมกัน ครั้นแล้วจะเชิญภิกษุรูปที่สวดปาติโมกข์ได้ ให้สวด ถ้าขณะที่สวดปาติโมกข์อยู่ ปรากฏภิกษุมีอาบัติและโทษที่ล่วงละเมิด อาตมภาพทั้งหลายจะให้เธอทำตามธรรม ตามคำที่ทรงสั่งสอนไว้ เพราะฉะนั้น เป็นอันว่าภิกษุผู้เจริญทั้งหลาย มิได้ให้พวกอาตมภาพกระทำ ธรรมต่างหากให้พวกอาตมภาพกระทำ ฯ


——-

ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ฯ

อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่รูปหนึ่งแล ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย สักการะ
เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ฯ

—–

[๑๑๒] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ กระผมถามพระคุณเจ้าดังนี้ว่า
มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ทรงแต่งตั้งไว้ว่า
เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

กระผมถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์
ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจักพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

กระผมถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ มีอยู่รูปหนึ่งแล ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ คำที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้วนี้ กระผมจะพึงเห็นเนื้อความได้อย่างไร ฯ

[๑๑๓] อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่แล ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสบอกธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสไว้ ๑๐ ประการ บรรดาพวกอาตมภาพ รูปใดมีธรรมเหล่านั้น อาตมภาพทั้งหลายย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชารูปนั้น ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้
ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน

ดูกรพราหมณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ ย่อมเป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย

(๒) เป็นพหูสูต ทรงการศึกษา สั่งสมการศึกษา ธรรมที่งามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เห็นปานนั้น ย่อมเป็นอันเธอได้สดับแล้วมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก เพ่งตามได้ด้วยใจ แทงตลอดดีด้วยความเห็น

(๓) เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

(๔) เป็นผู้ได้ฌาน ๔ อันเกิดมีในมหัคคตจิตเครื่องอยู่สบายในปัจจุบันตามความปรารถนา ได้ไม่ยาก ไม่ลำบาก

(๕) ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอเนกประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้
หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ปรากฏตัวหรือหายตัวไปนอกฝา นอกกำแพง นอกภูเขาได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ทำการผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดิน เหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศโดยบัลลังก์เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากปานฉะนี้ ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้

(๖) ย่อมฟังเสียงทั้งสอง คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกล
และที่ใกล้ได้ด้วยทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์

(๗) ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น และบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือ จิตมีราคะ
ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ว่า
จิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว หรือจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตยังไม่หลุดพ้น

(๘) ย่อมระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ คือ ระลึก
ได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายสังวัฏกัปบ้าง หลายวิวัฏกัปบ้าง หลายสังวัฏ วิวัฏกัปบ้าง ว่าในชาติโน้น เรามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเท่านี้ เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว บังเกิดในชาติโน้น แม้ในชาตินั้น เราก็มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเท่านี้ เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว จึงเข้าถึงในชาตินี้ ย่อมระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ เช่นนี้

(๙) ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์ กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิว
พรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทราบชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม เช่นนี้

(๑๐) ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่ ฯ

ดูกรพราหมณ์ เหล่านี้แล ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑๐ ประการ
อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสบอกไว้ บรรดาพวกอาตมภาพ รูปใดมีธรรมเหล่านี้

อาตมภาพทั้งหลายย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชารูปนั้น ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ฯ

.

หมายเหตุ;

ถ้ามีคนถามแบบนี้ เราเองก็จะตอบแบบนี้เหมือนกัน
รวมทั้งผู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง จะตอบแบบนี้เหมือนๆกัน

ส่วนคำตอบข้อสุดท้าย เรื่องธรรม ๑๐ ประการ เป็นคำตอบตามพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ส่วนใครเชื่อใคร หรือไม่เชื่อใคร ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในแต่ละคน

เมื่อไม่อาจรู้ได้ว่า ผู้ใดมีะรรม ๑๐ ประการตามความเป็นจริง จงมีตนเป็นที่เกาะ เป็นที่พึ่ง กล่าวคือ มีธรรมเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะ ไม่มีอย่างอื่นเป็นที่พึ่ง

.

“จงยังศรัทธาในพระพุทธเจ้าให้มีเกิดขึ้นในใจตน”

Advertisements

อุปทาน ๔

9 เมย. 18

ก่อนที่จะอธิบายเรื่อง ตัวกู ของกู ว่ามีเกิดขึ้นตรงไหนและอย่างไร มาศึกษาพระธรรมคำสอนที่เนื่องด้วย อุปทาน ๔

.

อุปาทาน ๔

[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้. ๔ อย่างเป็นไฉน?
คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขาย่อมไม่บัญญัติ ความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน.
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นพวกเขา จึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๒ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะอย่างหนึ่งนี้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสในศาสดาใด
ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเลื่อมใสในธรรมใด ความเลื่อมใสนั้น
เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความกระทำให้บริบูรณ์ในศีลใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเป็นที่รักและน่าพอใจในหมู่สหธรรมิกใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ ในธรรมวินัยเห็นปานนี้แล
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะข้อนั้น
เป็นความเลื่อมใสในธรรมวินัยที่ศาสดากล่าวชั่วแล้ว
ประกาศชั่วแล้ว
มิใช่สภาพนำออกจากทุกข์
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้.

.

.

อุปาทาน ๔ เป็นไฉน

กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน

บรรดาอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทาน เป็นไฉน
ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม อันใด
นี้เรียกว่ากามุปาทาน

 

ทิฏฐุปาทาน เป็นไฉน
ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล
การบูชาพระรัตนตรัยไม่มีผล ฯลฯ
สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบ
รู้ยิ่งเห็นแจ้งประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน

ยกเว้นสีลัพพตุปาทานและอัตตวาทุปาทาน
มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน

.

สิลัพพตุปาทาน เป็นไฉน
สมณพราหมณ์ภายนอกศาสนานี้
มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยศีลและวัตร ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่า สีลัพพตุปาทาน

.

อัตตวาทุปาทาน เป็นไฉน
ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะเจ้า
ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ

ย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป
ย่อมเห็นเวทนาเป็นตน ฯลฯ
ย่อมเห็นสัญญาเป็นตน ฯลฯ
ย่อมเห็นสังขารเป็นตน ฯลฯ
ย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตนในวิญญาณ

ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน

เหล่านี้เรียกว่า อุปาทาน ๔

 

8  เมย. 18

สภาวะสัญญาหายเงียบไปนานกว่าทุกครั้ง
หลังจากที่ทบทวนสภาวะต่างๆ ก็คิดว่า
คงหมดไส้หมดพุง ไม่มีอะไรจะเขียน

จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง ตอนนี้กลายเป็นเรื่องสังโยชน์
การเขียนอธิบาย ต้องอาศัยการเรียบเรียงสภาวะ
รู้สึกว่า คงต้องอาศัยเวลาในการอธิบายรายละเอียด

เช่น สักกายทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
การรู้ชัดมีตั้งแต่หยาบจนละเอียด

แต่พอให้อธิบายว่า สักกายทิฏฐิ มีเกิดขึ้นตรงไหน
ชะงักเหมือนกันนะ ไม่สามารถตอบได้ทันที

.

ถ้าถามว่า อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้นตรงไหน
อันนี้ตอบได้ทันทีว่า ผัสสะ

แล้วสักกายทิฏฐิ กับ อุปทานขันธ์ ๕ แตกต่างกันตรงไหน
ถ้าในเมื่อมีความหมายเหมือนๆกันว่า ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

ทีนี้ต้องแยกสภาวะออกมา
สักกายทิฏฐิ เป็นเรื่องของสังโยชน์กิเลส
อุปทานขันธ์ ๕ เป็นเรื่องของ ทุกข์ ในอริยสัจ ๔
คนละตัว คนละสภาวะกัน

.

พอดีไปเจอพระสูตรหนึ่ง การอธิบายโดยรู้ชัดแต่สภาวะ แต่ไม่รู้จักปริยัติ ก็ทำให้การอธิบายคำเรียกนั้นๆ ผิดเพี้ยนไปได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับการให้ความหมายสักกายทิฏฐิ ที่ได้กล่าวไปแล้ว

สักกายทิฏฐิ หมายถึง เป็นตนหรือว่าการมีตนในขันธ์ ๕ ได้แก่ อัตตาวาทุปาทาน
การละสักกายทิฏฐิ หมายถึง ไม่เป็นตนหรือการไม่มีตนในขันธ์ ๕
กล่าวคือ รูป,นาม ขันธ์ ๕นี้ สักแต่ว่าสภาวธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตน

ส่วนความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เป็นเรื่องของ อุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เมื่อรู้ชัดในอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีเกิดขึ้น และกิเลสที่ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ
ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะที่เป็นอปายคมนียะ

ถ้านำมากล่าวโดยปฏิจจสมุปบาท
อยู่ในส่วนของ อุปทาน ๔

ทิฏฐุปทาน ได้แก่ ทิฏฐิกิเลส หมายถึง มิจฉาทิฏฐิ

สีลัพพตุปาทาน ได้แก่ สีลัพพตปรามาส

อัตตาวาทุปาทาน ได้แก่ สักกายทิฏฐิ การเห็นขันธ์ ๕ เป็นตัว เป็นตน

กามุปาทาน ได้แก่ กามราคะที่เป็นอปายคมนียะ
กล่าวคือ กามรมณ์ทั้ง ๕ มากระทบทวารทั้ง ๕
แล้วทำให้เกิดความยินดีพอใจเป็นอย่างมาก จนสามารถล่วงอกุศลกรรมบถได้
เช่น ความพอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ สามารถทำให้กระทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้เป็นต้น

.

[๒๒๙] ครั้งนั้น ท่านพระเขมกะยันไม้เท้าเข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ครั้นแล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ได้กล่าวกะท่านพระเขมกะว่า
ดูกรท่านเขมกะ ที่ท่านกล่าวว่า เรามี นั้นคืออย่างไร ฯลฯ

ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ผมไม่กล่าวรูปว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากรูป
ไม่กล่าวเวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ

แต่ผมเข้าใจว่า เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕
และผมไม่ได้พิจารณาเห็นว่า นี้เป็นเรา
เปรียบเหมือนกลิ่นดอกอุบลก็ดี กลิ่นดอกปทุมก็ดี กลิ่นดอกบุณฑริก (บัวขาว) ก็ดี ผู้ใดหนอ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า กลิ่นใบ กลิ่นสีหรือว่ากลิ่นเกสร ผู้นั้นเมื่อกล่าวอย่างนี้ จะพึงกล่าวชอบละหรือ?

ถ. ไม่เป็นอย่างนั้น อาวุโส.

ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็โดยที่ถูก เมื่อจะกล่าวแก้ ควรกล่าวแก้อย่างไร?

ถ. ดูกรอาวุโส โดยที่ถูก เมื่อจะกล่าวแก้ ควรกล่าวแก้ว่า กลิ่นดอก.

ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ผมไม่กล่าวรูปว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่าเรามีนอกจากรูป ไม่กล่าวเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ

แต่ผมเข้าใจว่า เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕ และผมไม่พิจารณาเห็นว่า นี้เป็นเรา.

สังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง แต่ท่านก็ยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามีไม่ได้.

สมัยต่อมา ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า

รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับแห่งรูปดังนี้
เวทนาดังนี้ สัญญาดังนี้ สังขารดังนี้
วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้.

เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อยู่ แม้ท่านยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้ แต่มานะ ฉันทะ และอนุสัยนั้น ก็ถึงการเพิกถอนได้.

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนผ้าเปื้อนเปรอะด้วยมลทิน เจ้าของทั้งหลายมอบผ้านั้นให้แก่ช่างซักฟอก ช่างซักฟอกขยี้ผ้านั้นในน้ำด่างขี้เถ้า ในน้ำด่างเกลือ หรือในโคมัยแล้ว เอาซักในน้ำใสสะอาด ผ้านั้นเป็นของสะอาดขาวผ่องก็จริง แต่ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างขี้เถ้า กลิ่นน้ำด่างเกลือ หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด

ช่างซักฟอกมอบผ้านั้นให้แก่เจ้าของทั้งหลาย เจ้าของทั้งหลายเก็บผ้านั้น ใส่ไว้ในหีบอบกลิ่น แม้ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างขี้เถ้า กลิ่นน้ำด่างเกลือ หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด แม้กลิ่นนั้นก็หายไปฉันใด.

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง
แต่ท่านก็ยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้

สมัยต่อมา ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า

รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับแห่งรูปดังนี้ เวทนาดังนี้ สัญญาดังนี้ สังขารดังนี้
วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้.

เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อยู่ แม้ท่านยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้ แต่มานะ ฉันทะ และอนุสัยนั้น ก็ถึงการเพิกถอนได้ฉันนั้น.

เจโตวิมุตติ

7-4-18

เจโตวิมุติ

.

เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณ
เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต

.

ก็ปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน
และมีพยัญชนะต่างกันเป็นไฉน?

.

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีจิตสหรคตด้วยเมตตา
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไป สู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
และมีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถานทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้

มีจิตสหรคตด้วยกรุณา …
มีจิตสหรคตด้วยมุทิตา …
มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขา
แผ่ไปสู่ที่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขาอันกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันหาประมาณมิได้.

.

๒. เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ เป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยมนสิการว่าไม่มีอะไรๆ อยู่ ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ.

.

๓. เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
พิจารณาเห็นว่า สิ่งนี้ว่างจากตนบ้าง จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนเอง ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง.

.

๔. เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต
เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวงอยู่
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเจโตวิมุตติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต.

ดูกรผู้มีอายุ นี้แลปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้
มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน.

.

หมายเหตุ;

๑. เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเบกขาเจโตวิมุติ

๒. สักแต่ว่าผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น

๓. สุญญตา มหาสุญญตา

๔. นิโรธสมาบัติ

เจโตวิมุติทั้งหมดนี้ หากไม่ประกอบด้วยปัญญาวิมุติ เป็นธรรมที่ยังกำเริบได้ และปัญญาของผู้นั้นยังเป็นโลกีย์

.

[๕๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันสหรคตด้วยเมตตา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเมตตาเจโตวิมุติว่า มีสุภวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัย ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๕๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรุณาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยกรุณา อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกรุณาเจโตวิมุติว่า มีอากาสานัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุผู้ยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๕๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มุทิตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยมุทิตา
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวมุทิตาเจโตวิมุติว่า มีวิญญาณัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๖๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขาเจโตวิมุติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยอุเบกขา
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวอุเบกขาเจโตวิมุติว่า มีอากิญจัญญายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงเป็นโลกีย์.

.

.

เรื่องเกิดขึ้นนานมาแล้ว เกิดขึ้นที่วัด เคยถามผู้หนึ่ง ที่คนมาด้วยเรียกว่าอาจารย์ สมัยนั้น เราติดอุปกิเลสแต่ไม่รู้ว่าติด ได้ถามคำถามกับเขาว่า อุทยัพพยญาณ คืออะไร มีลักษณะอาการเกิดขึ้นแบบไหน

เขาตอบว่า มันเป็นปัจจัตตัง กินมะขามเปรี้ยว คนอื่นไม่เคยกินก็ไม่รู้ว่ามะขามมันเปรี้ยวแบบยังไง

เราไม่พูดอะไรต่อ แต่คิดในใจว่า ถ้าไม่รู้ ก็น่าจะบอกว่าไม่รู้ ดันผ่ามาพูดแบบนี้อีก

สำหรับ ผู้ที่ตอบว่า เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน การตอบแบบนี้เพราะไม่สามารถสั่งสอนใครได้ เหตุปัจจัยจากไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ กล่าวคือ ปัญญินทรีย์ ยังไม่มีเกิดขึ้น

 

ทาน-ทมะ-สัญญมะ

1-4-18

ภิกษุทั้งหลาย ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า
ผลวิบากแห่งกรรม ๓ อย่างนี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มาก…
มีอานุภาพมาก… คือ

(๑) ทาน การให้

(๒) ทมะ การบีบบังคับใจ,

(๓) สัญญมะ การสำรวมระวัง, ดังนี้

อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๔๐/๒๐๐.

.

หมายเหตุ:

เมื่อรู้ชัดในสภาวะผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้นว่า
เพราะเหตุใด สิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด

ทำให้รู้ว่า
สิ่งที่เคยกระทำไว้ทาง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ส่งมาในรูปของ ผัสสะ ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะๆๆๆ

การรู้ชัด ในผัสสะ ที่เกิดขึ้น เช่นนี้ได้
สามารถรู้ด้วยการฟัง รู้ด้วยการอ่าน รู้ด้วยการภาวนา

.

เป็นเหตุให้ เกิดการกระทำเช่นนี้ ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด
(สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด)

ผลแห่งวิบากกรรม ๓(ผลของการกระทำดังนี้) หมายถึง

๑. ทาน การให้ หมายถึง การให้อภัย
ให้อภัยต่อการกระทำของผู้อื่น ที่มีกับตน

๒. ทมะ การบีบบังคับใจ หมายถึง อดทน อดกลั้น กดข่มใจ
กล่าวคือ ไม่สร้างเหตุออกไปทาง(ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไป) ทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่(กายกรรม วจีกรรม) ให้มีเกิดขึ้น
ตามแรงผลักดันของกิเลส ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

๓. สัญญมะ การสำรวมระวัง, ดังนี้
หมายถึง เมื่อกระทำได้เช่นนี้(การหยุดสร้างเหตุนอกตัว)
เป็นเหตุให้ เกิดความสำรวม สังวร คือ ระวัง ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด
จนกระทั่งมีเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องระวังอีกต่อไป

 

คำถามทุกคำถาม เกี่ยวกับการปฏิบัติ
“กำหนดรู้” เป็นคำตอบทุกเรื่องราว
เกินจากนั้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ในแต่ละคน

 

กระชับสุด สั้นสุด

สิ่งใดเกิดขึ้น ดูที่ใจ รู้ที่ใจ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

หยุดสร้างเหตุออกไปตามแรงผลักดันของกิเลส
ที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ชัดในผัสสะเป็นปัจจัย
คิดก็ให้รู้ว่าคิด แต่อย่าสร้างเหตุออกไป

.
สิ่งที่ควรทำ

หมั่นทำกรรมฐาน สร้างเหตุของการรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต
เท่าที่โอกาสหรือสภาวะเอื้ออำนวย

หากหยุดสร้างเหตุภายนอก ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม
เมื่อหยุดการกระทำได้ ทุกๆสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง

หากยังไม่หยุด สภาวะจะหมุนๆวนๆ เดิมๆซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี
เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

 

 

 

 

สิ้นสงสัย

29-3-18

การทำกรรมฐาน เมื่อรู้ชัดในสภาวะทั้งหมด
เวลาที่ปฏิบัติ เดินจงกรมก็ดี สติกับสมาธิ มีกำลังพอๆกัน สัมปชัญญะย่อมเกิด วิญญาณหรือธาตุรู้ ย่อมมีเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้รู้ชัดทุกย่างก้าว ในแต่ละขณะ ขาดออกเป็นส่วนๆ มีอาการเสียวฝ่าเท้า รู้สึกวาบขึ้นมาในใจ

สภาวะเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติ มิใช่ดีกว่าหรือรู้มากกว่าใครๆ แต่เป็นตัวบ่งบอกว่า กำลังของสติและสมาธิไม่ล้ำหน้ากัน เป็นปัจจัยให้สภาวะเหล่านี้มีเกิดขึ้น รู้ไว้ ดีกว่าไม่รู้ จะได้ไม่หลงสภาวะ

.

การทำกรรมฐานในอิริยาบทนั่งก็เช่นกัน
สภาวะใดที่เคยมีเกิดขึ้นแล้ว จำได้หมด ไม่เคยลืม

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ธรรมารมณ์หรือความคิดสามารถมีเกิดขึ้นได้ ถ้าหากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีกำลังมาก ขณะที่มีอาการงุบๆลงไป โอภาสสว่างจ้า ความคิดจะดับหายไป

บางครั้งรู้ชัดกายในกาย รู้อาการที่มีเกิดขึ้นกับกาย เช่น กำลังเพ่ง ก็รู้ว่ากำลังเพ่ง หายใจแบบไหน ก็รู้ชัดว่าอาการที่มีเกิดขึ้นเป็นแบบไหน รู้ชัดทุกขณะ มีสภาวะใดเกิดขึ้น แค่รู้อย่างเดียว

บางวันไม่มีอาการเพ่งแต่อย่างใด แค่หายใจปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

สภาวะเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติ เมื่อรู้ชัดทั้งหมดแล้ว นิวรณ์ต่างๆ จึงไม่มี

.

รู้ชัดเวทนาในเวทนา เวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น ขาเริ่มเป็นเหน็บ รู้สึกขาเริ่มแข็ง แล้วมีอาการซ่าไปตามขา อาการเป็นเหน็บที่กำลังเป็นอยู่ ก็หายไป

บางครั้งปวดขา รู้สึกปวดมากทนไม่ไหว สมัยก่อนนี่ฝืนนะ ทนให้ถึงที่สุด จึงได้มีสภาวะกายแตก กายระเบิดเกิดขึ้น บางครั้ง จะปวดถึงที่สุด แล้วมีอาการซ่าไปตามตัว ตามขา แล้วเวทนาค่อยๆคลายตัวลง

ปัจจุบัน ไม่ฝืนแบบนั้นแล้ว สภาวะสามารถปรับเปลี่ยนเองได้ตลอด เพราะรู้แล้วว่า เมื่อพยายามอดทนจนถึงที่สุด จะเกิดอะไรขึ้น ก็เลยไม่คิดจะฝืนอีกต่อไป เปลี่ยนเป็นเหยียดขาออก สมาธิยังคงเกิดต่อเนื่อง ไม่ได้คลายตัวแต่อย่างใด

บางครั้ง รู้ชัดว่า กายเริ่มหายไปทีละส่วน จนกระทั่งหายไปหมด ยังคงมีสติรู้อยู่อย่างต่อเนื่อง

รู้ชัดจิตในจิต กิเลสต่างๆ สามารถมีเกิดขึ้นได้ แม้ขณะที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

วันไหนอยากพักยาว ก็นั่งบนโซฟา กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นตรงนี้ เข้าสู่ความดับมากกว่า รู้กาย

สิ้นสงสัย ก็ดีอย่างนี้แหละ คือ “ใจปกติ”

ความมั่นคง

27-3-18

ความมั่นคงทางใจ

.
ตราบใดที่ยังมีอุปทานขันธ์ ๕ กิเลสก็ยังทำงานปกติ ให้กำหนดรู้
เมื่อกำหนดรู้ อย่างน้อย ใจสงบลงไปได้ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ก็เป็นการดับรอบเฉพาะตน คือ ดับตัณหา
ไม่ไหลตามตัณหา จนถึงขั้นสร้างเหตุนอกตัว
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

เมื่อเพียรละเนืองๆ โดยการกำหนดรู้ สติ สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้น
จะเริ่มเป็นอัตโนมัติ คือ กระทบ รู้ ไม่ต้องมาคอยกำหนด
หรือใช้ความอดกลั้น กดข่มใจ แบบตอนแรกๆ

สมัยก่อน ตอนที่รู้ชัดและรู้จักว่ากิเลสคืออะไร เราก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ
ใช้การกำหนดรู้ ใช้เรี่ยวแรงอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้นกดข่มใจ
ไม่ปล่อยให้เกิดการกระทำตามแรงผลักดันของตัณหา

ถึงจะมีความประมาทพลาดพลั้ง หลงกระทำไปบ้าง
แต่เมื่อรู้ชัดในเรื่องกรรมและผลของกรรม การยับยั้งชั่งใจก็มีมากขึ้น
สติ สัมปชัญญะก็มีมากขึ้น จนปัจจุบันนี้ ไม่ต้องกำหนด
ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรงมากมายในการอดทน แบบก่อนๆ

รู้แล้วจะมีแต่ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
คือ กรรม(การกระทำ)และผลของกรรม
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด คือ ไม่ปล่อยใจไหลตามตัณหา
กิเลสที่มีเกิดขึ้น รู้แค่ว่ามีเกิดขึ้น ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจ
เหมือนตอนที่แรกรู้ชัดเรื่องกิเลส

ตรงนี้คนละเรื่องคนละอย่างกับทางโลก
ทางโลกจะบอกว่าเข็ด ไม่เอาแล้ว นั่นเกิดจากความกลัว พอผ่านไป ก็ทำอีก
แต่ตรงนี้เป็นเรื่องของความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
สิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ มันต่างกันมากเหมือนหน้ามือกับหลังมือ

ถ้าถามว่า แล้วยังมีหลุดสร้างเหตุนอกตัวมั่งมั๊ย คำตอบคือ ยังมีอยู่ แต่น้อยมาก
และก็ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจเหมือนก่อนๆ
ก็ทำไปแล้วนี่ ยอมรับผลที่ตามมาก็แล้วกัน
ไม่นำมาวิตกหรือกังวลแต่อย่างใด

อีกอย่างที่ไม่วิตกกังวล เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า
เมื่อถึงเวลาทำกาละ เรื่องราวเหล่านี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย
จึงไม่รู้สึกกังวลเพราะเหตุนี้ และการไม่โกหกตัวเอง ไม่ปกปิดตนเอง
ตัวเราย่อมรู้จักตัวเองมากที่สุด

.

อุปทานขัธ์ ๕ จะละขาดได้หมดสิ้นไม่มีเหลือ ก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

 

ตัวแปรของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

จะเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้
หรือจะเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ ในปฏิสัมภิทามรรค ก็ได้

กล่าวคือ เป็นลักษณะเด่นเฉพาะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิเท่านั้น

.
ฉะนั้น การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
เวทนาในเวทนา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
จิตในจิต ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ธรรมในธรรม ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

มีผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.

และมีตัณหา เป็นตัวแปรที่สำคัญอันดับต่อมา ประกอบกับมีเกิดมาการคิดพิจรณาเนืองๆ หรือเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
(เช่น เห็นว่ากายนี้ไม่งาม เต็มไปด้วยมูตร คูถ ต้องชำระล้าง)

มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
(เช่น กินแล้วก็ถ่าย ถ่ายแล้วก็กิน กินเพื่ออยู่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีความติดในในรสชาติของอาหาร)

มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
(เช่น ไม่เห็นความอภิรมย์ หรือความน่ายินดีใดๆในโลก)

 

พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
(เช่น สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เที่ยง แปรปรวน ตามเหตุและปัจจัย ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด)

มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑
(เช่น ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัว แม้ยามที่มีภัยมา อาจทำให้ถึงแก่ชีวิต)

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่
และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ
ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑

 

๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ผู้นับเนื่องในชั้นพรหม ผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒

๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓

๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔

๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕

๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖

๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร
เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗

ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑)
และข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

.

.

ถ้าถามว่า แล้วผู้ที่ยังไม่มีสัมมาสมาธิเกิดขึ้น แต่ทำความเพียรโดยการกำหนดรู้มาตลอด จะมีผลอย่างไร ขณะทำกาละ

คำตอบ ตรงนี้ ผู้ถามยังไม่เข้าใจเรื่องสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิมีเกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะ

๑. เกิดจากการทำกรรมฐาน

๒. เกิดจากการทำความเพียรโดยใช้การกำหนดรู้
ผู้ที่เพียรดับหรือเพียรละเหตุแห่งทุกข์ ด้วยการกำหนดรู้
ขณะที่จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ นี่ก็เป็นสัมมาสมาธิเช่นกัน

เห็นโดยความเป็นอนิจจัง ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า อนิมิตตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นทุกขัง ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า อัปณิหิตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นอนัตตา ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า สุญญตสมาธิ

เพียงแต่ตัวแปรจะเปลี่ยนไป คือ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
แต่เป็นตัณหาเพียงอย่างเดียว

และต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นด้วย คือ อาจจะเกิดจากการคิดพิจรณา หรือเกิดจากเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นด้วยตนเองว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่
และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ
ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

 

อวิชชา

27–3-18

อวิชชา หมายถึง ไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอิรยสัจ ๔

ทุกข์
สมุทัย
นิโรธ
มรรค

.
ส่วนที่นำมาเรียกว่า อวิชชา ๘ ที่เกินจากการรู้แจ้งในอริยสัจ ๔
ได้แก่
ความไม่รู้อดีต
ความไม่รู้อนาคต
ความไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต
ความไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท

เฉพาะตรงนี้ เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท

.
การรู้แจ้งแทงตลอดในปฏิจจสมุปบาทมีเกิดขึ้นก่อน
ที่จะรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔

ฉะนั้น เมื่อนำมากล่าวว่า อวิชชา หมายถึงสิ่งใด
จึงหมายถึง การไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ เท่านั้น

 

อวิชชา ไม่ได้เป็นเหตุปัจจัยให้อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้น

อุปทานขันธ์ ๕ เกิดจาก ตัณหาเป็นเหตุปัจจัย

ความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
มีเกิดขึ้นเพราะตัณหา ไม่ได้เกิดจากอวิชชา

.
อวิชชา หมายถึง ไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔
เมื่อไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ เป็นเหตุปัจจัยให้ไม่รู้ชัดใน
ทุกข์ ได้แก่ อุปทานขันธ์ ๕
เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ตัณหา
ความดับทุกข์ ได้แก่ ความดับตัณหา
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘

.

ภิกษุ ท. ! อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

คือความคลายคืน โดยไม่มีเหลือและความดับไม่เหลือ ความละวาง ความสละคืน ความผ่านพ้น ความไม่อาลัย ซึ่งตัณหานั้นนั่นเทียว.

ภิกษุ ท. ! ก็ ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละได้ ย่อมละได้ในที่ไหน ?
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่ไหน ?

สิ่งใดมีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในสิ่งนั้น,
เมื่อจะดับย่อมดับได้ในสิ่งนั้น.

ก็อะไรเล่า มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ?
ตา… หู… จมูก… ลิ้น… กาย… ใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

รูปทั้งหลาย… เสียงทั้งหลาย… กลิ่นทั้งหลาย… รสทั้งหลาย…
โผฏฐัพพะทั้งหลาย… ธรรมารมณ์ทั้งหลาย…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความรู้แจ้งทางตา … ความรู้แจ้งทางหู … ความรู้แจ้งทางจมูก…
ความรู้แจ้งทางลิ้น … ความรู้แจ้งทางกาย … ความรู้แจ้งทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

การกระทบทางตา… การกระทบทางหู… การกระทบทางจมูก…
การกระทบทางลิ้น… การกระทบทางกาย… การกระทบทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางตา…
ความรู้สึกเกิดแก่การกระทบทางหู…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางจมูก…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางลิ้น…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางกาย…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความจำหมายในรูป…
ความจำหมายในเสียง…
ความจำหมายในกลิ่น…
ความจำหมายในรส…
ความจำหมายในโผฏฐัพพะ…
ความจำหมายในธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความนึกถึงรูป …
ความนึกถึงเสียง…
ความนึกถึงกลิ่น…
ความนึกถึงรส…
ความนึกถึงโผฏฐัพพะ…
ความนึกถึงธรรมารมณ์ …
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความอยากในรูป…
ความอยากในเสียง…
ความอยากในกลิ่น….
ความอยากในรส…
ความอยากในโผฏฐัพพะ…
ความอยากในธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความตริหารูป …
ความตริหาเสียง …
ความตริหากลิ่น…
ความตริหารส…
ความตริหาโผฏฐัพพะ…
ความตริหาธรรมารมณ์ …
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความไตร่ตรองต่อรูป …
ความไตร่ตรองต่อเสียง …
ความไตร่ตรองต่อกลิ่น…
ความไตร่ตรองต่อรส…
ความไตร่ตรองต่อโผฏฐัพพะ …
ความไตร่ตรองต่อธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่าอริยสัจคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

ภิกษุ ท.! ความจริงอันประเสริฐ
คือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุ ท.! ความดับสนิทเพราะความจางคลายไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้นนั่นเทียว, ความละไปของตัณหานั้น,
ความสลัดกลับคืนของตัณหานั้น, ความหลุดออกไปของตัณหานั้น
และ ความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไปของตัณหานั้น อันใด;

อันนี้ เราเรียกว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๔/๑๖๘๑.

หิริ โอตัปปะ

25-3-18

ยิ่งผู้ที่รู้จักกิเลส รู้ชัดในสภาวะของกิเลส
จะทำให้รู้สึกจงชัง จนถึงขั้นรังเกียจตัวเอง
ในโลภะ โทสะ โมหะ ที่ตนมีอยู่ และเป็นอยู่

.
ข้อความตรงนี้ บางคนอาจจะอ่านแล้วไม่เข้าใจ
จึงให้ค่าให้ความหมายตามความเห็นของตนว่า
เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงบอกว่า
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยในแต่ละคนนะ เลือกกันเอง

.

สำหรับผู้ที่ตามอ่านสิ่งที่เราขีดเขียนมาตลอด
รวมทั้งผู้ที่ให้คำแนะนำนี้อยู่ ย่อมรู้ถึงสิ่งที่สือถึงนั้นไปในทางเดียวกัน

กล่าวคือ ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะกิเลส ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จะทำให้รู้สึกจงชัง จนถึงขั้นรังเกียจตนเอง ในโลภะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่
หลงกระทำตามตัณหา ปล่อยกาย ใจ ให้ไหลตามกิเลสที่มีเกิดขึ้น
จนถึงขั้น สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

และเป็นอยู่ หมายถึง ยังคงกระทำอยู่
ถึงแม้จะเพียรละก็ตาม

ด้วยเหตุปัจจัยนี้
บางคนจึงรู้สึกจงชังกิเลสที่มีอยู่ จนถึงขั้นทำให้รังเกียจตนเอง
นี่เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
ที่เป็นแบบนี้ เกิดจาก หิริ โอตัปปะ มีกำลังมาก
คนที่ไม่มีหิริ โอตัปปะ จะมารู้สึกแบบนี้ไม่ได้หรอก
ก็ว่าไปเรื่อย พูดไปเรื่อย ทำไปเรื่อย มีแต่ตามใจตัณหา

.

เมื่อเพียรละเนืองๆ สติ สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดในเรื่องกรรมและผลของกรรม

ผลจากการพยายามเพียรละ ถึงแม้จะมีความประมาทพลาดพลั้งก็อยู่ก็ตาม ก็ยังดีกว่า ไม่รู้จักกิเลส ไม่รู้ชัดกิเลส ยังคงกระทำแต่กรรมเดิมๆซ้ำๆ สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นเนืองๆ ก็ยังไม่รู้สึกตัว

สำหรับผู้ที่เพียรละ ย่อมกำหนดรู้
ชอบใจ ไม่ชอบใจ ก็กำหนดรู้
รู้สึกนึกคิดอย่างไร ก็กำหนดรู้
เพียงแต่การเป็นผู้ไม่ปกปิดตนเอง จึงได้ประโยชน์มากแก่ผู้นั้น
เพราะเรื่องราวของสภาวะ ต้องพูดตามความเป็นจริง
ไม่ใช่เรื่องราวสมมุติขึ้นมา

 

มรรค-ผล

25-3-18

เมื่อพูดถึงมรรค ผล
หมายถึง มรรคญาณ ผลญาณ

มรรคญาณหมายถึง การหลุดพ้นจากอาสวะ
เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง วิโมกข์ ๓
อนิมิตตวิโมกข์
อัปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

เมื่อมรรคเกิด ผลย่อมเกิด
ได้แก่ ความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ขณะหลุดพ้นจากอาสวะ

.
แต่ผลจะสมบูรณ์ได้ ปัญญินทรีย์ต้องสมบูรณ์
ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณที่มีเกิดขึ้น

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

และ

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

ในกรณที่ปฏิบัติเพื่อรู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ
อย่าประมาทในมรรค ผล ที่คิดว่า รู้แล้ว เห็นแล้ว

.

บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า
ด้วยกิจเพียงเท่านี้ พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว
สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ
กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี
พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น

เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย
ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่
สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเสียเลย

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ
ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ ย่อมอภิรมย์
ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ
หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ ฉันใด

ในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ
มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ในธรรมวินัยนี้ มีการศึกษาไปตามลำดับ
มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ
มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง

นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๑
ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
ธรรมวินัยนี้ ก็เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ
สิ่งมีชีวิตในธรรมวินัยนี้ มีดังนี้ คือ
พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล
พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล
พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล
พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์

 

รู้ตามลำดับ ละตามลำดับ

24-3-18

การปฏิบัติเพื่อ รู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ

ได้แก่ โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

ข้อปฏิบัติ มรรค อริยมรรค มีองค์ ๘
กล่าวโดยย่อ การเจริญสมถะและวิปัสสนา
ได้แก่ ปฏิทา ๔

.
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่
ไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่
ไม่ประกอบความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่
ไม่ชอบคณะ ไม่ยินดีคณะ ไม่ประกอบความยินดีคณะ

จักเป็นผู้อยู่รูปเดียวยินดียิ่งในวิเวก
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อเป็นผู้อยู่รูปเดียวยินดียิ่งในวิเวก จักถือนิมิตแห่งจิต
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อถือนิมิตแห่งจิต จักบำเพ็ญสัมมาทิฐิให้สมบูรณ์
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

บำเพ็ญสัมมาทิฐิให้สมบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญสัมมาสมาธิให้สมบูรณ์
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

บำเพ็ญสัมมาสมาธิให้สมบูรณ์แล้ว จักละสังโยชน์
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

ละสังโยชน์ได้แล้ว จักกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ

.
๒. ดูกิเลสที่มีเกิดขึ้น และกิเลสที่ละได้เป็นหลัก
บางคนถึงขั้น นำสิ่งนอกตัว มาสอบอารมณ์ตัวเอง
ซึ่งเป็นการให้ค่าให้ความหมายตามความเห็นของตน
แต่จะเป็นตามความเป็นจริงหรือไม่ คาดเดาไม่ได้

.
๓. ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้เกี่ยวกับการละกิเลส
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้ หรือลูกมือของพวกช่างไม้
แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า

ด้ามเครื่องมือของเรา วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้
วันอื่นๆ สึกไปเท่านี้ๆ คงรู้แต่ว่ามันสึกไปๆเท่านั้น, นี้ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่ ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้ วันอื่นๆ สิ้นไปเท่านี้ๆ
รู้แต่เพียงว่า สิ้นไปในเมื่อมันสิ้นไปๆ เท่านั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.

– สตฺตก. อํ. ๒๓ / ๑๒๘ / ๖๘

.
ผลสูงสุด

สอุปาทิเสนิพพานธาตุ และอนุปาทาสิเสนิพพานธาตุ

.

ถ้าถามความเห็นของวลัยพร
การปฏิบัติแนวนี้ เหมาะกับบุคคลประเภทไหน

คำตอบ เหมาะสำหรับบุคคลที่มีนิวรณ์น้อย
เพราะหากเป็นคนที่มีความคิดฟุ้งซ่านมาก
จะก่อให้เกิดความทุกข์ทางใจแก่ผู้ปฏิบัติ

ยิ่งผู้ที่รู้จักกิเลส รู้ชัดในสภาวะของกิเลส
จะทำให้รู้สึกจงชัง จนถึงขั้นรังเกียจตัวเอง
ในโลภะ โทสะ โมหะ ที่ตนมีอยู่ และเป็นอยู่

บางคนอาจจะบอกว่า “เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม”
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยในแต่ละคนนะ เลือกกันเอง

Previous Older Entries Next Newer Entries

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: