ปุจฉา-วิสัชนา สติปัฏฐาน ๔

ปุจฉา ธรรมที่เป็นอุปการะแก่อารมณ์ของวิปัสสนามีอะไรบ้าง

วิสัชนา ถ้าบอกว่า รูปนาม พูดแบบนี้ ผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ ปฏิบัติตามได้ยาก มัวมาท่องอะไรคือ รูป อะไรคือ นาม

ถ้าบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่า รูป
ใจที่รู้อยู่ เรียกว่า นาม

จะเข้าใจมั๊ยเนี่ย เอาเป็นว่า รู้สึกเยอะไปนะ

.

เข้าสู่การปฏิบัติเลยดีกว่า

ที่เรียกว่า วิปัสสนา ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัยให้ วิปัสสนา คือ ไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ปุจฉา สติปัฏฐาน ๔ เป็นสมถะ หรือ วิปัสสนา

วิสัชนา เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา

สมถะ ในที่นี้หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ทั้งที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์ และมีรูปนามเป็นอารมณ์
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
เกิดความรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม
ได้อย่างต่อเนื่อง

วิปัสสนา หมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

.

ข้อปฏิบัติสมถะ(สัมมสมาธิ)และวิปัสสนา(ไตรลักษณ์)

๑. เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

.

๒. เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทานภพ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

๓. การเจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป
คือ ทำทั้งข้อ ๑ และข้อ ๒

.

หาอ่านและศึกษาได้ในปฏิทาวรรค ที่ ๒
ทุกขาปฏิปทา
สุขาปฏิปทา
ปฏิบัติอดทน
ปฏิบัติข่มใจ
ปฏิบัติระงับ

.

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ต้องมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

สมถะเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ ดูตย.สมัยพุทธกาล
ที่บำเพ็ญสมถะแบบฤาษี

.

สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ จะมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนา อันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป

.

วิปัสสนาเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีหรอก
มีหลักฐานยืนยัน อยู่ในพระไตรปิฎก

เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง)

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

สรุป การทำความเพียร ไม่ต้องไปท่องจำ ไม่ต้องไปรู้อะไรมาก
เอาเวลาท่องจำ มาปฏิบัติดีกว่า ยังเห็นผลกว่า

ไม่คิดยกตัว แต่เป็นตย.ให้เห็น
ดูวลัยพรสิ เริ่มต้นทำความเพียร ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว
พระไตรปิฎกไม่เคยอ่าน คำเรียกอะไรๆก็ไม่รู้จัก
ขนาดมีคนถามว่า ดำริคืออะไร ยังตอบไไปว่า คำพูด

แล้วดูปัจจุบันสิ สิ่งที่ขีดเขียนนำมาจากไหน
แจ้งออกมาจากใจทั้งนั้น ที่เรียกว่า สัญญา
เก็บสะสมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นปัญญา
สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

.

หากยังชอบศึกษา ชอบท่องจำ
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนนะ

Advertisements

กว่าจะเอาดีได้

เอาดี

รูปภาพ

วิโมกข์ ๘

วิโมกข์ ๘ มีคุณมาก สำหรับตัวเอง

เมื่อรู้ชัดด้วยตนเอง ในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นทั้งหมดตามความเป็นจริง ของคำเรียกต่างๆเกี่ยววิโมกข์ ๘ วิจิกิจฉาเกี่ยวกับสภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จึงไม่มี เดี๋ยวนี้ สภาวะใดเกิดขึ้น จะมีแค่ ช่างหัวมัน จะไปเอาอะไรกับสภาวะ มีแต่ความไม่เที่ยง แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นพอ

สมัยที่ยังไม่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย ยังมีความสงสัยอยู่นะ
หลังเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1 แล้วมีเหตุปัจจัยให้ กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดเกลี้ยง ตอนนั้น เสียดายเหมือนกันนะ อยากให้กลับมาเหมือนเดิม ยิ่งอยาก การทำความเพียรยิ่งมากตามความอยาก

หลังจากเจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 2 รู้สึกแค่ว่า เรื่องสภาวะต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ นี่เป็นเรื่องปกติ จึงไม่สนใจเรื่องสมาธิเหมือนเมื่อก่อน แต่การทำความเพียร ยังคงทำเหมือนเดิม ทำตามสัปปายะ

รู้ชัดด้วยตนเองนี่ดีนะ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้แล้ว ความติดใจจึงไม่มี

ฉะนั้น เวลาที่มีคนมาขอคำแนะนำ จึงพูดเหมือนทุกครั้งว่า การทำกรรมฐาน ทำแบบไหนก็ได้ จะหลับตาหรือลืมตา ทำแล้วถนัด ก็ทำไป ขอให้ทำเท่านั้นพอ สิ่งที่สำคัญ คือ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ให้พยายามทำ เพราะหากทำตรงนี้ได้ ก็ส่งผลเวลาที่ทำกรรมฐาน

ส่วนอิริยาบทหลัก การเดินก่อนนั่งสมาธิ ถ้ามีเวลา ควรทำตรงนี้ติดไว้ ถ้าคิดว่าไม่มีเวลา ทำเวลานอนก็ได้ เวลานอนดูอาการกาย ท้องพองขึ้น ยุบลง ดูปกติ รู้ปกติ ไม่ต้องไปเพ่ง ถ้าไม่อยากทำ ก็ไม่เป็นไร ไปเน้นตรงพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว

ส่วนคนที่สนใจทำสมาธิจริงๆ จะให้คำแนะนำอีกแบบ

อุภโตภาควิมุติ

ความสำคัญมั่นหมาย “อุภโตภาควิมุติ”

ลักษณะเด่นเฉพาะของ อุภโตภาควิมุติ
คือ ได้วิโมกข์ ๘ เกิดจาก

๑. เจริญวิปัสสนา มีสมถะนำหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง)

๒. การเจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย
มีเกิดขึ้นได้ ก็สามารถเสื่อมลงไปได้ ดังกรณีวิโมกข์ ๘

หากวิโมกข์ ๘ ที่มีเกิดขึ้น ยังดำรงอยู่ตราบจนชีวิตจะหาไม่
เป็นที่แน่ใจได้ว่า เป็นอุภโตภาควิมุติ

แล้วกรณีที่ ยังมีสังโยชน์กิเลสอยู่บางส่วน
แต่มีเหตุปัจจัยให้ เสื่อมจากวิโมกข์ ๘ ล่ะ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีเจริญ ย่อมมีเสื่อม เป็นของคู่กัน
นับประสาอะไรกับจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในวิโมกข์ ๘

สำหรับบุคคลที่เกิดความยึดมั่นถือมั่นในวิโมกข์ ๘
เป็นผู้รู้ปริยัติ เกิดจากการได้ศึกษาพระธรรมคำสอน

ประกอบกับสภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้น
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ย่อมสำคัญมั่นหมาย
น้อมใจเชื่อว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนี้ๆ เป็นอุภโตภาควิมุติ
ซึ่งหมายถึง การเข้าถึงอรหันต์ โดยอัตโนมัติ

เมื่อมีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
ประกอบกับยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งนิพพาน

ถึงแม้จะมีเหตุปัจจัยให้เกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้น
ความสำคัญในอุภโตภาควิมุติ ที่เคยมีอยู่ ย่อมสร้างเหตุตามใจชอบ
เพราะคิดว่า กรรมนั้นๆ ตกไปแล้ว เพราะเข้าถึงความเป็นอรหันต์

นึกจะด่าใครก็ด่าตามใจชอบ
วุ่นวายกับเรื่องทางโลก

พูดถึงแต่สภาวะที่ตนเคยมี เคยเป็น
พูดถึงความมี ความเป็น

พูดถึงนิพพาน มีแต่สมุตติ
อธิบายนิพพานไม่ได้

หากยังไม่ถึงเวลาการทำกาละ
กายยังไม่แตกไปเสียก่อน
เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
ที่เข้าใจ ให้ความสำคัญมั่นหมายอยู่นั้น เป็นความเข้าใจผิด
ยังมีโอกาสกลับตัวกลับใจ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีก

ทีนี้อะไรๆก็คาดเดาไม่ได้
อาจจะไปรู้ชัดตอนทำกาละก็ได้ หรือไม่รู้เลยก็ได้

ในข้อนี้ วลัยพรเคยเป็นนะ
แต่ดีที่กลับตัว กลับใจได้ทัน
เพราะเกิดความสงสัยในสภาวะของตน
หลังจากเกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม
ประมาณว่า อรหันต์อะไร ทำไมยังมีกิเลส

ดีที่ว่า เพราะความอยากตัวเดียวแท้ๆ
อยากให้สภาวะที่เคยมี กลับมาเป็นเหมือนเดิม
อยากมาก การทำความเพียรยิ่งมาก เพียรหนัก
เพราะตอนนั้น ยังไม่รู้ชัดถึงความไม่เที่ยง

ถึงพูดเสมอๆว่า ให้ดูพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เป็นหลัก

อย่าสำคัญมั่นหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น
เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

หากสำคัญมั่นหมายว่าได้อะไรเป็นอะไร
สำคัญได้ แต่ให้กระทำไว้ในใจ อย่านำไปกระทำเป็นกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้น จนกว่าจะแจ้งในนิพพานตามความเป็นจริง

นิพพาน เป็นธรรมที่ดับกิเลส
ดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ต้องประจักษ์แจ้งจากใจตนเอง
ถึงแม้ไม่รู้ปริยัติ หรือศึกษาปริยัติก็ตาม

ไม่ใช่รู้จากการท่องจำ จากการศึกษา
หรือจากที่เคยได้ยิน ได้ฟังมา

เมื่อประจักษ์แจ้งจากใจ ย่อมไม่เชื่อใคร
มีแต่การสำรวม สังวร ระวัง มีแต่เพียรละ
มากกว่าการสร้างกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นอีก

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืชมี ๕ อย่าง เหล่านี้.

๕ อย่าง เหล่าไหนเล่า ? ๕ อย่าง คือ :-

(๑) พืชจากเหง้าหรือราก (มูลพีช)

(๒) พืชจากต้น (ขนฺธพีช)

(๓) พืชจากตาหรือผล (ผลพีช)

(๔) พืชจากยอด (อคฺคพีช)

(๕) พืชจากเมล็ด (พีชพีช)

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า สิ่งที่ใช้เป็น พืช ๕ อย่าง เหล่านี้

ที่ไม่ถูกทำลาย ยังไม่เน่าเปื่อย ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด

ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอันเจ้าของเก็บไว้ด้วยดี แต่ดิน น้ำ ไม่มี.

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืช ๕ อย่าง เหล่านั้นจะพึงเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้แลหรือ ?

หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า สิ่งที่ใช้เป็น พืช ๕ อย่าง เหล่านี้แหละ ที่ไม่ถูกทำลายยังไม่เน่าเปื่อย ยังไม่แห้งเพราะลมและแดด ยังมีเชื้องอกบริบูรณ์อยู่ และอันเจ้าของเก็บไว้ด้วยดี ทั้งดิน น้ำ ก็มีด้วย.

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่ใช้เป็นพืช ๕ อย่าง เหล่านั้นจะพึงเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้มิใช่หรือ ?

อย่างนั้น พระเจ้าข้า !

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณฐิติ ๔ อย่าง (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) พึงเห็นว่า เหมือนกับ ดิน.

ภิกษุทั้งหลาย ! นันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิน) พึงเห็นว่าเหมือนกับ นํ้า.

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัย พึงเห็นว่า เหมือนกับ พืชสดทั้ง ๕ นั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอารูปตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้

เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็น

ที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาเวทนาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสัญญาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสังขารตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์

มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า :-

เราจักบัญญัติซึ่งการมา การไป การจุติ (การตาย) การอุบัติ (การเกิด)

ความเจริญ ความงอกงามและความไพบูลย์ของวิญญาณ

โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนาเว้นจากสัญญา และเว้นจากสังขาร ดังนี้นั้น นี่ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว.

เพราะละราคะได้ อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี อันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไป เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง

เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่ ย่อมดำริ (ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่ และย่อมมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่ออารมณ์ มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี

เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิด (โน เจเตติ) ถึงสิ่งใด ย่อมไม่ดำริ (โน ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใด แต่เขายังมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ

เมื่ออารมณ์มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นครบถ้วน น ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใดด้วย และย่อมไม่มีจิตฝังลงไป (โน อนุเสติ) ในสิ่งใดด้วย ในกาลใด ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย

เมื่ออารมณ์ไม่มี ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี
เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ไม่มี ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล.

เรื่องเล่า

ตอนนี้มีแต่เล่าเรื่องรายละเอียดของสภาวะต่างๆ

พร้อมทั้งการตรวจสอบสภาวะตนเอง
เมื่อเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า
เป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

คือ ไม่ต้องนำไปถามใคร หรือให้ใครมาพยากรณ์
สามารถตรวจสอบสภาวะนั้นๆ ด้วยตัวเองได้
โดยตรวจทานกับพระธรรมคำสอน
เน้นนะ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เป็นหลัก

ยกตย. ตอนที่ได้วิโมกข์ ๘
แล้วเป็นที่มาของความสำคัญมั่นหมายในสภาวะนั้นๆ
คิดว่า เป็นอรหันต์ เพราะกิเลสไม่มีสักนิดเดียว
ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น สักแต่ว่ามีเกิดขึ้น
กระทบปั๊บ ดับทันที ไม่มีคำเรียกใดๆ
ตัวตน เขา เรา อะไรทั้งสิ้น ไม่มี

ได้นำไปเทียบกับ กายสักขีและอุภโตภาควิมุติ
ตรงกับพระธรรมคำสอนแบบเป๊ะๆ

คือ คิดว่ามี คิดว่าเป็น
แต่ไม่ได้มีความยินดี พอใจแต่อย่างใด

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
เป็นครั้งแรกที่รู้ชัดว่า การถ่ายเทสมาธิ ที่มีพูดๆกัน มีอยู่จริง
กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น สามารถถ่ายเทไปหาผู้อื่นได้

ช่วงที่กำลังสมาธิหายไปหมดสิ้น
อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีความคมชัดมาก
เหมือนโดนเข็มแทงเข้าไปในเนื้อ

จึงทำให้เกิดความรู้ชัดเป็นครั้งแรกว่า
อารมณ์ต่างๆเหล่านี้ เรียกว่า กิเลส

ตอนนั้น ยังไม่รู้ชัด ในดีมีเสีย ในเสียมีดี
ยิ่งอยากให้สภาวะเดิมๆ กลับคืนมา
การทำความเพียร ยิ่งเพียรหนักกว่าเดิม
แรกๆ เดินจงกรม 1 ชม.
พอนั่งต่อ สมาธิสักนิดเดียว ก็ไม่ได้แอ้ม
มีแต่ความฟุ้งซ่าน แต่ก็ยังคงทนนั่งจนครบเวลา

เป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า นิวรณ์

เดินให้มากขึ้น บางครั้ง เดินถึง 4 ชม.
พอนั่งลง รู้ชัดจิตเป็นสมาธิ แค่แว๊บเดียว
รู้สึก ดีใจมากมาย

ทำให้รู้ว่า สมาธิ สามารถทำให้มีเกิดขึ้นใหม่ได้
เพียงใช้เวลา และตั้งใจทำความเพียร ไม่ท้อถอย

ตอนนั้น ยังคงถือมั่นสภาวะเก่าๆอยู่
เพราะมีการรู้เห็นอะไรๆมากมาย
สามารถรู้ความคิดของบุคคลอื่น
สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
กำลังสมาธิที่มีกำลังมาก สามารถใช้รักษาตัวได้
แทนที่จะเป็นหนัก กลับทำให้เบาลง
จนกระทั่งหายเป็นปกติ โดยไม่ต้องหาหมอหรือกินยาใดๆ

เวลาจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ โอภาสที่เกิดขึ้นสว่างเจิดจ้า
ขณะนั้น จะสัมผัสได้ถึง กระแสไฟอ่อนๆ ที่ไหลชอกชอน
ไปทั่วทุกอณูของร่างกาย จะรู้สึกชัดแบบนั้นเลย
ทำให้นั่งได้นานกี่ชม.ก็ได้ เวทนาต่างๆ ตัดทิ้งไปได้เลย

และอีกหลายๆอย่าง ที่ทำให้รู้สึกแปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก
แม้กระทั่ง เรื่องการเมือง คือ รู้หมดว่าจะจบยังไง
แล้วก็เป็นจริง ตามสิ่งที่รู้เห็นล่วงหน้า

ปัจจุบัน ยังไม่ได้เศษเสี้ยวของสภาวะในอดีตเลย
แต่ก็เป็นเหตุดีนะ

ก็เป็นครั้งแรกอีกน่ะแหละ
ที่รู้ชัดว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี
ไม่มีอะไรดีที่สุด หรือแย่ที่สุด
ทุกสิ่ง อยู่ที่การกระทำของตัวเอง
ไม่ใช่เกิดจากอะไร หรือใคร
หรือสิ่งใดดลบันดาลให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

เพียงแต่ในตอนนั้น ยังไม่รู้ชัดเรื่อง อุปกิเลส

หัวหมุน

สภาวะเจ้านาย

ถึงเจ้านายจะไม่ได้ทำความเพียรในรูปแบบอย่างต่อเนื่อง แต่อาศัยเวลานอน แล้วกำหนดก่อนที่จะหลับลงไป เวลาจิตเป็นสมาธิ จะรู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ เวลาจะหลับ คือ หลับเลย ยังไม่รู้ทันต้นจิต

ถามเขาว่า ที่ว่าหมุนๆ ใช่แบบนี้หรือเปล่า ทำท่าหัวหมุนให้เขาดู พร้อมกับบอกว่า เมาเลย

เขาบอกว่า เวลาตอนที่หัวหมุน จะไม่รู้สึกอะไรเลย รู้แค่ว่ามันหมุน ใหม่ๆ จะหมุนแบบนั้น รู้ตลอด พยายามดึงกลับ ก็เลยเป็นเหมือนหน้าสะบัดไปทางซ้าย ขวา มันจะดึงกัน แต่ไม่หมุนแบบนั้น

เราถามว่า เวทนายังมีอยู่มั๊ย
เขาบอกว่า มีปกตินะ แต่ก็นั่งได้ต่อเนื่อง

วันนี้ถามเขาว่า เมื่อเช้านั่งกี่นาที
เขาบอกว่า วันนี้ 1 ชม.(ทุกที 50 นาที)
เรายกมือ สาธุ ถามเขาว่า มีสภาวะอะไรรู้ชัดเพิ่มหรือเปล่า

เขาบอกว่า มีนะ แล้วอธิบายภาษาของเขา ตามที่เขาเห็นเอง
เราบอกว่า ปัจจัตังจริงๆ เราไม่รู้เรื่อง 5555

เขาบอกว่า มันแน่นขึ้น
เราถามว่า อะไรแน่น
เขาอธิบายในภาษา ตามที่เขารู้เขาเห็น
เราบอกว่า ปัจจัจตังจริงๆ สภาวะต้องเห็นรายละเอียดมากกว่านี้ จึงจะเข้าใจได้ ถามเขาว่า เห็นเหวอีกหรือเปล่า หรือว่าเห็นหลุม

เขาบอกว่า ยังไม่ใช่ ต้องมีสภาวะจิตสัปหงกก่อน

เราบอกว่า รู้จักด้วย
เขาบอกว่า รู้จักสิ เคยเป็น เวลาเกิดมันเหมือนมีแรงผลัก งุบๆๆๆ สว่าง ถ้าแบบนี้ จะไม่สว่าง แต่รู้ตัวตลอด

เราบอกว่า มันไม่เที่ยงหรอก นี่ไปละ ไปนอน
บอกเขาว่า ไปนิพพานอีกละ

สภาวะของเขาในตอนนี้ เริ่มมีโอภาส แต่ยังไม่สว่างมาก

ความปลอดภัยทางใจ

ความปลอดภัยทางใจ

ถึงแม้ว่ายังมีกิเลส แต่ถ้าพูดเรื่องการทำกาละ
หรือสภาวะจิตดวงสุดท้าย กลับรู้สึกปลอดภัย

เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า
ก่อนที่จะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

สภาวะเปลี่ยนรูปแบบ มาไม่เหมือนเดิม
ไม่ทำให้รู้สึกวิตกกังวลแต่อย่างใด
เพราะมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดกี่ครั้ง
“ไม่มีที่ตั้งแห่งวิญญาณ”

นี่คือ ความรู้สึกปลอดภัย

.

รู้สึกขอบคุณตัวเองทุกครั้ง
ที่เป็นผู้มีความเพียรกล้า และเก็บทุกรายละเอียด
จนกระทั่งมาถึงจุดนี้ได้

 

เหมือนที่เคยมาตลอด เป็นคนชอบเขียน เขียนตามความเป็นจริง

การวิพากย์วิจารณ์ มีแต่เรื่องธรรมะ
เรื่องราวทางโลก ไม่สนใจหรอก กรรมของใครก็ของคนนั้น

การวิพากย์วิจารณ์ธรรมะ ก็พูดตามความรู้ความเห็นของตน
ที่สัมผัสด้วยตนเอง และแจ้งจากจิต ไม่ใช่ท่องจำ หรือลอกใครมา

สังเกตุสิ ยิ่งว่าใคร กรรมนั้นๆ ย่อมย้อนกลับมา
แต่ผู้ที่ขาดความรู้สึกตัว จะไม่รู้ชัดเรื่องพวกนี้

แต่สำหรับเราแล้ว ใจเราไม่มีเจตนาจะว่าใคร
แค่เขียนไปตามสิ่งที่รู้เห็นมาเท่านั้นเอง
เวลากรรมส่งผล(มีผู้อื่นมาวิพากย์ วิจารณ์)
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะมีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น
ตอนนั้นกิเลสยังหนา

ปัจจุบัน แค่มอง อ่อ เขาไม่เข้าใจ เขาจึงวิพากย์วิจารณ์เรา
เราน่ะ ปลอดภัยแล้ว จะทำยังไงก็ได้
กรรมนั้นๆ จึงตกไป

รูปราคะและอรูปราคะ

การละขาดจาก รูปราคะและอรูปราคะ
.

ผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ เกิดได้ ก็เสื่อมได้
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

หากตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง
กำลังสมาธิที่เสื่อมหายไปหมดสิ้น
จะค่อยๆกลับคืนมาเหมือนเดิม
อาจจะเท่าเดิม หรือน้อยกว่าเดิม
.

สภาวะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในปัจจุบัน
เกือบจะเหมือนในอดีต แต่ยังไม่ถึงเนวสัญญาฯ
.

จริงอยู่ ที่รู้สึกยินดีพอใจ กับกำลังสมาธิที่กลับคืนมา
ทั้งหมดนี้ เป็นผลของการทำความเพียร ไม่ใช่มีเกิดขึ้นแบบฟลุ๊คๆ
เกิดแล้วหายไป ไม่มีเกิดขึ้นอีก

แต่ไม่ได้มีความติดใจในสภาวะที่มีเกิดขึ้นทั้งหมด

.

ที่กล่าวว่าละขาดจากรูปภพ และอรูปภพ หมายถึง
ไมได้ทำความเพียรเพื่อให้ได้ฌานนั้นนี้ แต่ทำเพราะรู้

สภาวะปัจจุบัน ที่ไม่ติดใจในวิโมกข์ ๘
เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า ยังมีธรรมอื่นที่ยังกว่า

ฉะนั้นการทำความเพียร จึงไม่เพียรหนักเหมือนเมื่อก่อน
เพียรตามสัปปายะ เพียรแบบไม่ต้องทำความตั้งใจว่า จะทำความเพียร

ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องความมี ความเป็นต่างๆ
แต่เป็นเรื่องของ ขึ้นชื่อว่า การเกิด ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร(ทางโลก)
ไม่ว่าจะได้อะไร เป็นอะไร(ทางธรรม)
ล้วนเป็นทุกข์

เพราะขึ้นชื่อว่าการเกิด ล้วนเป็นทุกข์

จิตที่มั่นคงไม่คลอนแคลน “ขึ้นชื่อว่าการเกิด ล้วนเป็นทุกข์”
เมื่อสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้น ตัณหาจึงไม่สามารถคอบงำได้
เพราะมรณสัญญาตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้ง
อยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า

มรณสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้นภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ทั่วถึงในมรณสัญญานั้น

ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า มรณสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ

หายไปจากชีวิต

ละขาด จากคำที่เรียกว่า “หลับ”

คนทั่วไป การนอนหลับพักผ่อน มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ
นอนน้อย หรือนอนมากไป ส่งผลกระทบทุกอย่าง

.

สำหรับเราแล้ว ละขาดแล้วกับคำว่า “หลับ”
ไม่เคยรู้จักคำว่าหลับหลายปีมาก

การนอน ก็คือ การทำสมาธิ เหมือนอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง
คือ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

บางคืน รู้สึกตัวทั้งคืน ไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อร่างกายและจิตใจ
เพราะที่มองว่าหลับ(ภายนอก) แต่ภายใน จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ทั้งนี้เกิดจาก ผลของการทำความเพียรทั้งหมด

สมัยก่อน ดึกดื่น แม้จะตี ๑ ตี ๒
ยังคงเดินจงกรม ต่อด้วยนั่งสมาธิ

เวลานอน รู้อาการทางกาย ท้องที่พองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าท้องพอง ก็รู้ว่าท้องพอ ลมหายใจออก ท้องยุบ ก็รู้ว่าท้องยุบ รู้ปกติ ไม่ได้ใช้คำบริกรรมใดกำกับ

จะกี่วัน กี่คืนผ่านไป ทำแบบนี้มาตลอด
ปัจจุบัน บางครั้งก็ทำ บางครั้งไม่ต้องทำ

พอหลับตาลง โอภาสสว่างจ้า
เห็นโอภาสเกิดแบบนี้เถอะ ถ้ากำลังสมาธิที่เกิดขึ้นไม่มากพอ
จะรู้สึกตัวทั้งคืน นอนดูโอภาส จนกระทั่งขาดวับ
ดับสนิทจนถึงเวลาที่จะต้องลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวัน

บางคืน มีโอภาสเกิดขึ้นทั้งคืน
จนกระทั่งรู้สึกวูบลงไป

สภาวะดับ กับสภาวะวูบลงไป
ลักษอาการที่มีเกิดขึ้นจะต่างกัน

จึงสามาถพูดได้เต็มปากว่า
อาการที่เรียกว่า หลับ หายขาดไปจากชีวิตที่เหลืออยู่

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน
สภาวะที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ

การกำหนด

การทำความเพียร สำหรับผู้ที่ยังพึ่งพาตนเองยังไม่ได้
ขณะที่มีสภาวะใดเกิดขึ้น ให้กำหนดรู้หนอ

เมื่อกำหนดรู้หนอเนืองๆ
ลักษณะอาการ ที่มีเกิดขึ้นของ

“โยนิโสมนสิการ”
ย่อมมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ได้แก่
การดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
การรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา ทางกาย วาจา
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
(ชาติ การได้ครบแห่งอายตนะ ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม)

.

ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

กระทำไว้ในใจ ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น
ให้กำหนดรู้ว่ามีเกิดขึ้น

อุปกิเลส ที่เกิดจาก ตัณหา จะได้ไม่เอาไปกิน

.

แรกๆ ยังต้องใช้การกำหนด
หากทำความเพียรต่อเนื่อง การกำหนดจะหายไปเอง
จะกลายเป็น รู้ชัด โดยอัตโนมัติ กระทบปั๊บ รู้ชัดขึ้นมาในใจทันที

Previous Older Entries Next Newer Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: