มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
จิตย่อมหวนกลับ
งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต
ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่

.

มรณสัญญา หมายถึง ปรารภความตายเนืองๆ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

.

สภาวะนี้ เป็นตัวแปรของทุกๆสภาวะที่ปฏิบัติทุกๆรูปแบบ
ซึ่งเคยมีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ภิกษุเกิดนิพพิทากล้า ฆ่าตัวตาย และวานให้ผู้อื่นฆ่าตน

ขณะฆ่าตัวตายหรือขณะที่โดนผู้อื่นปลิดชีวิต

ชั่วขณะจิตนั้น เป็นเรื่องของ สภาวะจิตดวงสุดท้าย
หรือวิโมกข์ ๓ ที่เคยเขียนไว้

บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ทำความเพียร และบุคคลที่ทำความเพียรทุกรูปแบบ
เจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด

เพียงแต่ปถุชนไม่ได้สดับ
ไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

และบุคคลที่ได้สดับและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
แต่การทำความเพียร ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย

เมื่อไม่เบื่อหน่าย ย่อมไม่คลายกำหนัด
จิตย่อมไม่หลุดพ้น

“บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใด ยังไม่ปราศจากราคะ ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมมีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น

ส่วนภิกษุเหล่าใดปราศจากราคะแล้ว ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมไม่มีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น”

กงล้อของเวลา
เวลาเคลื่อน ใจไม่เคลื่อน ตามเวลา

เช้านี้ เล่าให้เจ้านายฟังว่า ตั้งแต่รู้ชัดในความตาย(ครั้งที่ 2)
ใจมันแปลกนะ มันไม่เหมือนเมื่อก่อน รู้สึกชัดมากๆ

ใจแนบแน่นกับความเพียร 24 ชม.
ไม่มีคำว่ากลางวันและกลางคืน
ไม่มีการแยกจากกันว่า
นี่คือกลางวัน
นี่คือกลางคืน

.

เหตุปัจจัยจาก ความรู้ชัดว่า จิตเป็นสมาธิ และจิตไม่เป็นสมาธิ
รู้ชัด ขณะจิตเป็นสมาธิ และจิตที่เป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเนืองๆ

การนอน ไม่ต่างกับการทำความเพียรในกลางวัน
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นเหมือนกันเป๊ะๆ
รู้ชัดขณะจิตเป็นสมาธิ และดับลงไป
จะไม่มีคำเรียกต่างๆเช่น ฌานนั่นนี่
เพราะจิตละบัญญัติเหล่านั้นขาดแล้ว
(หลังสภาวะจิตดวงสุดท้าย/ความตาย ครั้งที่2)

เพราะไม่ถือมั่น เกี่ยวกับคำเรียกต่างๆ ขณะจิตเป็นสมาธิ
และสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
รู้ชัดในท่ามกลางระหว่างการมาและการไป

เป็นปัจจัยให้ ไม่มีความถือมั่น ในรูปภพและอรูปภพ
(สิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ)

กล่าวคือ รูปภพและอรูปภพ ละขาดแล้ว

.

เกี่ยวกับเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
เพียรละเนืองๆ มากกว่าสานต่อ

.

เมื่อพยายามหยุดมากกว่าสานต่อ
เป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ ระงับ
เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัด

ไม่เที่ยง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
(แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย)

เป็นทุกข์ ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
(ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก)

เป็นอนัตตา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
(เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ โดยตัวสภาวะเอง
ไม่ใช่จากใครหรืออะไร ดลบันดาลให้มีเกิดขึ้นหรือให้ดับหายไป)

.

เป็นปัจจัยให้เกิดความเบื่อหน่าย
ทั้งเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และภพชาติของการเกิด
จิตย่อมถ่ายถอนอุปทานขันธ์ 5 ที่มีอยู่

เมื่อความเบื่อหน่ายมีเกิดขึ้นเนืองๆ
ในเหตุปัจจัยและภพชาติของการเกิด
มรณาสัญญา ย่อมมีเกิดขึ้นเนืองๆ

สภาวะจิตดวงสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ/ความตาย
หรือที่เรียกว่า วิโมกข์ 3

เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการของ
ขันธ์ 5 และอุปทานขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
และความถือมั่นใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เป็นคำตอบของภพชาติการเกิดที่ยังมีอยู่
เมื่อถือมั่น จึงเกิดความสะดุ้งหวาดเสียว และกลัวตาย

—–

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงความสะดุ้งหวาดเสียว
เพราะอุปาทานแก่พวกเธอ เธอทั้งหลายจงฟังข้อนั้น
กระทำไว้ในใจให้สำเร็จประโยชน์ เราจักกล่าวบัดนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน
เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ในโลกนี้บุถุชนผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง
ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า
ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ
ไม่ถูกแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ

เขาย่อมตามเห็นอยู่เป็นประจำซึ่งรูป โดยความเป็นตนบ้าง
ย่อมตามเห็นอยู่เป็นประจำซึ่งตน ว่ามีรูปบ้าง
ย่อมตามเห็นอยู่เป็นประจำซึ่งรูป ว่ามีอยู่ในตนบ้าง
ย่อมตามเห็นอยู่เป็นประจำ ซึ่งตนว่ามีอยู่ในรูปบ้าง
แต่รูปนั้นย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นโดยประการอื่นแก่เขา

วิญญาณของเขา
ก็เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไป
ตามความแปรปรวนของรูป
เพราะความแปรปรวนของรูป ไ
ด้มีโดยประการอื่น

ความเกิดขึ้นแห่งธรรม
เป็นเครื่องสะดุ้งหวาดเสียว อันเกิดมาจาก
การเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของรูป
ย่อมครอบงำจิตของเขา ตั้งอยู่

เพราะความที่จิตถูกครอบงำ
ด้วยธรรมเป็นเครื่องสะดุ้งหวาดเสียว
เขาก็เป็นผู้หวาดสะดุ้ง คับแค้น พะว้าพะวัง
และสะดุ้งหวาดเสียวอยู่ด้วยอุปาทาน

(ในกรณีที่เกี่ยวกับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ก็มีข้อความที่ตรัสเหมือนกับในกรณีแห่งรูป)

ภิกษุทั้งหลาย ! ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน
ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

.

.

ผู้ที่ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัว ไม่กลัวตาย
เกิดจาก ผู้ที่ปรารถนาความตายเนืองๆ
เพราะเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยและภพชาติการเกิด
ซึ่งมีเกิดขึ้นเนืองๆ

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้ว
ด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก

จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต
ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต

อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้

ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า มรณสัญญาอันเราเจริญแล้ว
คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่
ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว

การทำความเพียร
สภาวะ(ทางใจ) ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สภาวะของวลัยพร จะหนักไปทางทุกขัง
มากกว่าสภาวะอนิจจัง และอนัตตา

การเขียนเรื่องราวของสภาวะ(ที่จดบันทึกไว้)
จึงค่อนข้างหนักไปทาง ความทุกข์ และ ความเบื่อหน่าย
.

เจ้านาย สภาวะจะหนักไปทางอนิจจัง
มากกว่าทุกขังและอนัตตา

การทำความเพียรของเจ้านาย
จึงเป็นแบบสบายๆสไตล์เจ้านาย

ประมาณว่า ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
เพราะสภาวะ สัมมาสมาธิ ที่มีเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีการเสื่อม
กล่าวคือ ถ้าสมาธิ(ฌาน)เสื่อม แต่ญาณไม่เสื่อม

การทำสมาธิของเจ้านายทุกวันนี้
แค่รู้ลมหายใจปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิทันที
นั่งแต่ละครั้ง เป็นชม.

.

ทั้งนี้ในสมัยก่อน เขาทำตามที่เราให้คำแนะนำ
และเราพาเขาไปเข้ากรรมฐาน ไปด้วยกัน
สมัยก่อนไปบ่อยมาก หลายปีมาแล้ว ที่ไม่ได้ไปอีก

เราบอกเขาว่า ไม่เป็นไร
ชีวิตไม่ค่อยมีอะไร จะเป็นแบบนี้แหละ
ไม่มีตัวบีบบังคับให้ทำความเพียร

ตอนนี้เขาจะอัดเสียงระหว่างที่พูดคุยเกี่ยวกับสภาวะ
บางครั้งเขาให้เราเล่าเรื่องที่เขาอยากรู้
บางครั้ง เขานั่งอ่าน สิ่งที่เราเขียนไว้
และอัดเสียงบันทึกไปด้วย

.

เคยบอกเขาว่า สภาวะที่เล่าให้ฟัง จำไว้ใส่ใจไว้นะ
วันใดเขามาปฏิบัติแบบจริงจัง
เขาเจะเข้าใจในสิ่งที่เราเขียนบันทึกไว้
เกี่ยวกับสภาวะทั้งหมด

เพราะทุกคน ไม่ว่าจะปฏิบัติในรูปแบบไหน
ต้องเจอเหมือนกันหมด เหมือนที่เราเขียนไว้ทุกอย่าง
ทุกคนต้องผ่านสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ต้องยอมตายเท่านั้น จึงจะผ่านสภาวะนี้ได้

.

เคยบอกเขาว่า ถ้าวันไหน เราไม่ตื่นขึ้นมา
ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น ปล่อยให้เรานอนแบบนั้น
จะหลายวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี
หากร่างกายยังปกติ อย่าทำอะไรกับร่างของเรา

ถ้า 1 ปี ผ่านไป เรายังไม่ตื่น
ให้โทรฯเรียก รถจากรพ. ที่เราได้บริจาคร่างกายไว้
ถ้าทางรพ.ไม่ต้องการ ให้นำไปเผาที่วัด ไม่ต้องเก็บไว้
และไม่ต้องจัดพิธีใดๆทั้งสิ้น

กับทางบ้าน ได้บอกน้องไว้แล้วว่า
ถ้าเราไม่ตื่น ให้เจ้านายโทรฯบอกน้องสาวด้วย
แล้วทางบ้าน ไม่ต้องทำอะไรกับร่างของเรา
เราบอกน้องสาวไว้หมดแล้ว

.

เจ้านายเคยชิมลาง สภาวะจิตดวงสุดท้าย ๑ ครั้ง
แต่ไม่ผ่าน เพราะยังไม่มีความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
จึงเกิดความหวาดเสียว ต่อสภาวะที่มีเกิดขึ้น
(ยืนอยู่ปากเหว)

เขาถามว่า อีกนานไหม กว่าจะมีเกิดขึ้นอีก
เราบอกว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย กำหนดเวลาไม่ได้หรอก

.

ครั้งแรก ที่เราเจอสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
คงต้องดูในบันทึก เพราะจำไม่ได้
แต่จดจำสภาวะได้ดี

เป็นครั้งแรก ที่รู้ชัดใน จิตดวงสุดท้าย ก่อนขาดใจตาย
อาการเหมือน คนจมน้ำตาย แล้วขาดอากาศหายใจ
เหมือนตายแล้ว เกิดใหม่ทันที

เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัส ชีวิตแรกเกิด
ตอนที่ออกจากท้องแม่ คลอดโดยใช้เครื่องดูดช่วยดูดออก
ที่รู้ชัด เพราะเคยทำงานอยู่ตึกสูติ รู้โดยอาชีพ
เมื่อมาเจอกับตนเอง จึงรู้ชัด

.

ครั้งที่สอง จำได้แม่นมาก
เป็นวันที่ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสวรรคต
13 ตค. 59

เป็นครั้งแรก ที่รู้ชัดในอาการของหัวใจวาย

รู้ชัดทุกขณะที่เกิดขึ้น เจ็บหัวใจมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว
สั่่นแบบนั้นเลย แล้วก็ขาดใจ

ในการตายครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ตายแล้วไปไหน
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ระลึกถึงสิ่งใด
ไปเกิดตามนั้นทันที ๓๑ ภพภูมิ

บุคคลที่จะเชื่อว่า โลกนี้ โลกหน้ามีจริง
ก็ต่อเมื่อ ได้พบเจอกับตัวเอง จึงจะเชื่อแบบหมดใจ
นี่แหละ เป็นการตาย ก่อนที่จะตายจริง

.

สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า
ทานที่ให้แล้วมีผล
ยัญที่บูชาแล้วมีผล
การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามีคุณ บิดามีคุณ
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ
ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก

นี้เป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ

สัมมาสมาธิ

๑. มีรูปนามเป็นอารมณ์

เป็นสมาธิ ที่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย คือ ไม่ต้องใช้ความพยาม เพื่อให้จิตตั้งมั่น
ไม่ต้องใช้ความเพียรข่มห้ามกิเลส เหมือนอย่างสมาธิของผู้ที่ยังใช้บัญญัติ เป็นอารมณ์

เพราะถึงด้วยความมีธรรมเอกผุดขึ้น คือ มีวิญญาณธาตุรู้ เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
จะยืน เดิน นั่ง นอน จิตเป็นสมาธิเนืองๆ

เมื่อมาถึงจุดๆนี้ คำว่า “หลับ” จะไม่มีเกิดขึ้นอีก
มีแต่ พอหลับตาลง พรึ่บ สว่างทันที สักพัก จะรู้สึกวูบลงไป

จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในที่นี้ ต้องมีเกิดขึ้นเนืองๆใน อิริยาบท ๔
ไม่ใช่มีเกิดขึ้นแค่บางขณะ หรือบางครั้ง บางคราวไม่แน่นอน

 

 

เมื่อทำความเพียรมาถึงสภาวะนี้

การทำความเพียร ยังคงอยู่ในรูปแบบของ อิริยาบท ๔
ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง นอน

กล่าวคือ ทำกรรมฐานอยู่ในอิริยาบท ๔

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน
กาย เวทนา จิต ธรรม ได้อย่างต่อเนื่อง

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นใน รูปฌาน

 

 

วิหารสูตรที่ ๒

[๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการนี้
เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการเป็นไฉน

เรากล่าวว่า กามทั้งหลายย่อมดับในที่ใด และท่านเหล่าใดดับกามทั้งหลายได้แล้วๆ อยู่ ในที่นั้น
ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิว ดับแล้ว ข้ามได้แล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์ฌานนั้นเป็นแน่

ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายย่อมดับในที่ไหน
และใครดับกามทั้งหลายได้แล้วๆอยู่ เราไม่รู้ผู้นี้ เราไม่เห็นผู้นี้

เธอทั้งหลายพึงตอบผู้นั้นอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
กามทั้งหลายย่อมดับในปฐมฌานนี้ และท่านเหล่านั้นดับกามได้แล้วๆ อยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอไม่เป็นผู้โอ้อวดไม่มีมารยาเป็นแน่ พึงชื่นชมยินดีภาษิตว่า
ดีแล้ว ครั้นแล้ว พึงนมัสการกระทำอัญชลีเข้าไปนั่งใกล้ ฯ

เรากล่าวว่า วิตกและวิจารย่อมดับในที่ใด และท่านเหล่าใดดับวิตกวิจาร
ได้แล้วๆ อยู่ในที่นั้น ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิว ดับสนิทแล้ว ข้ามได้แล้ว
ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์ฌานนั้นเป็นแน่ ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า วิตกและวิจารย่อมดับ
ในที่ไหน และใครดับวิตกวิจารแล้วๆ อยู่ เราไม่รู้ผู้นี้ เราไม่เห็นผู้นี้ เธอ
ทั้งหลายพึงตอบผู้นั้นอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุทุติยฌาน
มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะ
วิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแก่สมาธิอยู่ วิตกวิจารย่อมดับในองค์ฌานนี้
และท่านเหล่านั้นดับวิตกวิจารได้แล้วๆ อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอเป็นผู้ไม่
โอ้อวด ไม่มีมารยาเป็นแน่ พึงชื่นชมยินดีภาษิตว่า ดีแล้ว ครั้นแล้วพึงนมัสการ
กระทำอัญชลีเข้าไปนั่งใกล้ ฯ

เรากล่าวว่า ปีติย่อมดับในที่ใด และท่านเหล่าใดดับปีติได้แล้วๆ อยู่
ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิว ดับสนิทแล้ว ข้ามได้แล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์ฌาน
นั้นเป็นแน่ ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า ก็ปีติดับในที่ไหน และใครดับปีติได้แล้วๆ อยู่
เราไม่รู้ผู้นี้ ไม่เห็นผู้นี้ เธอทั้งหลายพึงตอบผู้นั้นอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะ
ปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้
มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ปีติย่อมดับในองค์ฌานนี้ และท่านเหล่านั้นดับปีติ
ได้แล้วๆ อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอเป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาเป็นแน่ พึงชื่น
ชมยินดีภาษิตว่า ดีแล้ว ครั้นแล้ว พึงนมัสการกระทำอัญชลีเข้าไปนั่งใกล้ ฯ

เรากล่าวว่า อุเบกขาและสุขดับในที่ใด และท่านเหล่าใดดับอุเบกขา
และสุขได้แล้วๆ อยู่ในที่นั้น ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิว ดับสนิทแล้ว ข้าม
ได้แล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์ฌานนั้นเป็นแน่ ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า ก็อุเบกขา
และสุขย่อมดับในที่ไหน และใครดับอุเบกขาและสุขได้แล้วๆ อยู่ เราไม่รู้ผู้นี้
เราไม่เห็นผู้นี้ เธอทั้งหลายพึงตอบผู้นั้นอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส
โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อุเบกขาและสุขดับในองค์
ฌานนี้แล ท่านเหล่านั้นดับอุเบกขาและสุขได้แล้วๆ อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอเป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาเป็นแน่ พึงชื่นชมยินดีภาษิตว่า ดีแล้ว ครั้นแล้ว
พึงนมัสการกระทำอัญชลีเข้าไปนั่งใกล้ ฯ

เรากล่าวว่า รูปสัญญาดับในที่ใด และท่านเหล่าใดดับรูปสัญญาได้
แล้วๆ อยู่ในที่นั้น ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิว ดับสนิทแล้ว ข้ามได้แล้ว ถึงฝั่ง
แล้ว ด้วยองค์ฌานนั้นเป็นแน่ ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า รูปสัญญาดับในที่ไหน
และใครดับรูปสัญญาได้แล้วๆ อยู่ เราไม่รู้ผู้นี้ เราไม่เห็นผู้นี้ เธอทั้งหลาย
พึงตอบผู้นั้นอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดย
ประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุ
อากาสานัญจายตนฌาน เพราะคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด รูปสัญญา
ย่อมดับในองค์ฌานนี้ และท่านเหล่านั้นดับรูปสัญญาได้แล้วๆ อยู่ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เธอเป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาเป็นแน่ พึงชื่นชมยินดีภาษิตว่า ดีแล้ว
ครั้นแล้ว พึงนมัสการกระทำอัญชลีเข้าไปนั่งใกล้ ฯ

เรากล่าวว่า อากาสานัญจายตนสัญญาดับในที่ใด และท่านเหล่าใดดับ
อากาสานัญจายตนสัญญาได้แล้วๆ อยู่ในที่นั้น ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิว
ดับสนิทแล้ว ข้ามได้แล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์ฌานนั้นเป็นแน่ ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า
อากาสานัญจายตนสัญญาดับในที่ไหน และใครดับอากาสานัญจายตนสัญญาได้
แล้วๆ อยู่ เราไม่รู้ผู้นี้ เราไม่เห็นผู้นี้ เธอทั้งหลายพึงตอบผู้นั้นอย่างนี้ว่า
ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการ
ทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า วิญญาณไม่มีที่สุด
อากาสานัญจายตนสัญญาดับในองค์ฌานนี้ และท่านเหล่านั้นดับอากาสานัญจายตน-
*สัญญาได้แล้วๆ อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอเป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาเป็น
แน่ พึงชื่นชมยินดีภาษิตว่า ดีแล้ว ครั้นแล้ว พึงนมัสการกระทำอัญชลีเข้า
ไปนั่งใกล้ ฯ

เรากล่าวว่า วิญญาณัญจายตนสัญญาดับในที่ใด และท่านเหล่าใดดับ
วิญญาณัญจายตนสัญญาได้แล้วๆ อยู่ในที่นั้น ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิว ดับสนิท
แล้ว ข้ามได้แล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์ฌานนี้เป็นแน่ ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า
วิญญาณัญจายตนสัญญาดับในที่ไหน และใครดับวิญญาณัญจายตนสัญญาได้แล้วๆ
อยู่ เราไม่รู้ผู้นี้ เราไม่เห็นผู้นี้ เธอทั้งหลายพึงตอบผู้นั้นอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ
อากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรๆ หน่อยหนึ่งไม่มี
วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับในองค์ฌานนี้ และท่านเหล่านั้นดับวิญญาณัญ-
*จายตนสัญญาได้แล้วๆ อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอเป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา
เป็นแน่ พึงชื่นชมยินดีภาษิตว่า ดีแล้ว ครั้นแล้ว พึงนมัสการกระทำอัญชลี
เข้าไปนั่งใกล้ ฯ

เรากล่าวว่า อากิญจัญญายตนสัญญาดับในที่ใด และท่านเหล่าใดดับ
อากิญจัญญายตนสัญญาได้แล้วๆ อยู่ในที่นั้น ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิวดับสนิท
แล้ว ข้ามได้แล้ว ถึงฝั่งแล้วด้วยองค์ฌานนี้เป็นแน่ ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า
อากิญจัญญาตนสัญญาดับในที่ไหน และใครดับอากิญจัญญายตนสัญญาได้แล้วๆ
อยู่ เราไม่รู้ผู้นี้ เราไม่เห็นผู้นี้ เธอทั้งหลายพึงตอบผู้นั้นอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนสัญญาดับในองค์ฌานนี้ และท่าน
เหล่านั้นดับอากิญจัญญายตนสัญญาได้แล้วๆ อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอเป็นผู้ไม่
โอ้อวด ไม่มีมารยาเป็นแน่ พึงชื่นชมยินดีภาษิตว่า ดีแล้ว ครั้นแล้ว พึงนมัสการ
กระทำอัญชลีเข้าไปนั่งใกล้ ฯ

เรากล่าวว่า เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาดับในที่ใด และท่านเหล่า
ใดดับเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาได้แล้วๆ อยู่ ท่านเหล่านั้นไม่มีความหิว
ดับสนิทแล้ว ข้ามได้แล้ว ถึงฝั่งแล้วด้วยองค์ฌานนี้เป็นแน่ ผู้ใดพึงถามอย่างนี้ว่า
เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาดับในที่ไหน และใครดับเนวสัญญานาสัญญายตน
สัญญาได้แล้วๆ อยู่ เราไม่รู้ผู้นี้ เราไม่เห็นผู้นี้ เธอทั้งหลายพึงตอบผู้นั้นอย่าง
นี้ว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
โดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
ดับในนิโรธนี้ และท่านเหล่านั้นดับเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาได้แล้วๆ อยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอเป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาเป็นแน่ พึงชื่นชมยินดีภาษิตว่า
ดีแล้ว ครั้นแล้ว พึงนมัสการกระทำอัญชลีเข้าไปนั่งใกล้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๒

สัมมาสมาธิ

๑. มีบัญญัติเป็นอารมณ์

โมคคัลลานสังยุตต์

[๕๑๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว
ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว

ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ขอโอกาส
เมื่อเราหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ความปริวิตกแห่งใจได้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า
ที่เรียกว่า ปฐมฌานๆ ดังนี้ ปฐมฌาน เป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติ
และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ นี้เรียกว่า ปฐมฌาน

เราก็สงัด จากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยกามย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า
โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาทปฐมฌาน จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

สมัยต่อมา เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

.

[๕๑๖] ที่เรียกว่า ทุติยฌานๆ ดังนี้ ทุติยฌานเป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าทุติยฌาน อันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร
เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ นี้เรียกว่าทุติยฌาน

เราก็เข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยวิตกย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์แล้วได้ตรัสว่า
โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาททุติยฌาน จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

สมัยต่อมา เราเข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

.

[๕๑๗] ที่เรียกว่า ตติยฌานๆ ดังนี้ ตติยฌานเป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย
เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข นี้เรียกว่าตติยฌาน

เราก็มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกาย
เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้
สัญญามนสิการอันประกอบด้วยปีติย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธออย่า
ประมาท ตติยฌาน จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในตติยฌาน จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

สมัยต่อมา เรามีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย
เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำใดว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

.

[๕๑๘] ที่เรียกว่า จตุตถฌานๆ ดังนี้ จตุตถฌานเป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ
บริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่าจตุตถฌาน

เราก็เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละ
สุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยสุขย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ
เธออย่าประมาทจตุตถฌาน จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรม
เอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

สมัยต่อมา เราเข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ
ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

.

[๕๑๙] ที่เรียกว่า อากาสานัญจายตนฌานๆ ดังนี้ อากาสานัญจายตนฌานเป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า อากาศหาที่สุดมิได้
เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้
เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง
นี้เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌาน

เราก็เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า อากาศหาที่สุดมิได้
เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้
เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยรูป สัญญาย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ
เธออย่าประมาทอากาสานัญจายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอากาสานัญจายตนฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

สมัยต่อมา เราเข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า
อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้
เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

.

[๕๒๐] ที่เรียกว่า วิญญาณัญจายตนฌานๆ ดังนี้ วิญญาณัญจายตนฌาน เป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้
เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง นี้เรียกว่าวิญญาณัญจายตนฌาน

เราก็เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้
เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนะย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธอ
อย่าประมาทวิญญาณัญจายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในวิญญาณัญจายตนฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

สมัยต่อมา เราเข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า วิญญาณ
หาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรง
อนุเคราะห์ ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

.

[๕๒๑] ที่เรียกว่า อากิญจัญญายตนฌานๆ ดังนี้ อากิญจัญญายตนฌานเป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี
เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง นี้เรียกว่าอากิญจัญญายตนฌาน

เราก็เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี
เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนะย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า
โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาทอากิญจัญญายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอากิญจัญญายตนฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอากิญจัญญายตนฌาน

สมัยต่อมาเราเข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี
เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความ
เป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า สาวกอันพระศาสดา
ทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

.

[๕๒๒] ที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌานๆ ดังนี้ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง นี้เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

เราก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยอากิญจัญญายตนะย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ ตรัสว่า
โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาทเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ในเนวสัญญานา
สัญญายตนฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

สมัยต่อมา เราเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคล
เมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว
ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

.

[๕๒๓] ที่เรียกว่า อนิมิตตเจโตสมาธิๆ ดังนี้ อนิมิตตเจโตสมาธิเป็นไฉนหนอ
เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่
เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง นี้เรียกว่าอนิมิตตเจโตสมาธิ

เราก็เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่ เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ วิญญาณอันซ่านไปตามซึ่งอนิมิตย่อมมี

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า
โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาทอนิมิตตเจโตสมาธิ จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ

สมัยต่อมา เราเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่
เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดา
ทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้น
กะเราว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ

๒. สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด

๑. มีบัญญัติเป็นอารมณ์

๒. มีรูปนามเป็นอารมณ์
(แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด)

—-

สัมมาสมาธิ

๑. มีบัญญัติเป็นอารมณ์

การใช้คำบริกรรมต่างๆ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เช่น พุทโธ พองหนอ ยุบหนอ และคำบริกรรมอื่นๆ
การทำกสิณ ก็เช่นกัน

เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
ในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
หรือคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด สามารถมีเกิดขึ้นได้
(สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่)

กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน
กาย เวทนา จิต ธรรม ได้อย่างต่อเนื่อง

เป็นสัมมาสมาธิในมรรค มีองค์ ๘
คือ มีความพยายามตั้งใจกระทำให้มีเกิดขึ้น
(มีบัญญัติเป็นอารมณ์)

………

มหาจัตตารีสกสูตร

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ
ที่มีอุปนิสะบ้าง
มีปริขารบ้าง
แก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟังสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะนั้น
จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) อันเป็นอริยะ
ที่มีอุปนิสะ มีปริขาร เป็นอย่างไร

คือ สัมมาทิฏฐิ(เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ(ดำริชอบ) สัมมาวาจา(เจรจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(กระทำชอบ) สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ(พยายามชอบ)
สัมมาสติ(ระลึกชอบ) สภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียว แวดล้อมด้วยองค์ ๗ นี้

เราเรียกว่า สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ ที่มีอุปนิสะ บ้าง
เรียกว่า สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ มีปริขาร บ้าง

บรรดาองค์ ๗ นั้น สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า

สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุรู้ชัดมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ
รู้ชัดสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ’
ความรู้ของภิกษุนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ

มิจฉาทิฏฐิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า
ทานที่ให้แล้วไม่มีผล
ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล
การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วไม่มีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี
โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี
มารดาไม่มีคุณ
บิดาไม่มีคุณ
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะก็ไม่มี
สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ
ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ก็ไม่มีในโลก

นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไร

คือ เรากล่าวสัมมาทิฏฐิว่ามี ๒ ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ

๒. สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค

สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า
ทานที่ให้แล้วมีผล
ยัญที่บูชาแล้วมีผล
การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามีคุณ บิดามีคุณ
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ
ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก

นี้เป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ

๑. มิจฉาสมาธิ

มีบัญญัติเป็นอารมณ์
การใช้คำบริกรรมต่างๆ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เช่น พุทโธ พองหนอ ยุบหนอ และคำบริกรรมอื่นๆ
การทำกสิณ ก็เช่นกัน

เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
ในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
หรือคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ไม่สามาถมีเกิดขึ้นได้

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน
กาย เวทนา จิต ธรรม ได้อย่างต่อเนื่อง

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้
หรือที่เรียกว่า “สมาธิหัวตอ”
(สมาธิบดบังกิเลส)

สมถะ

สมถะ

.

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เป็นสมาธิ

.

.

สมถะ มี ๒ ชนิด

.
๑. มิจฉาสมาธิ

.
๒. สัมมาสมาธิ
(สัมมาสมาธิ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด)

 

 

สมถะ-วิปัสสนา

การทำความเพียร

จุดเริ่มต้นการทำความเพียร
ที่มีความหลากหลาย และนอกเหนือจากกรรมฐาน ๔๐ กอง

ใครเริ่มต้นปฏิบัติแบบใด
เป็นเรื่องเหตุและปัจจัยในแต่ละคน

ไม่ว่าจะเริ่มต้นในรูปแบบใดก็ตาม
สิ่งที่เกิดขึ้น จะมีเกิดขึ้นเหมือนกันหมด

.

กล่าวคือ

๑. เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง)

การปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ
เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

.

ปฏิปทาวรรคที่ ๒
[๑๗๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโสภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว
ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม
ย่อมพยากรณ์การบรรลุอรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค ๔
โดยประการทั้งปวง

หรืออย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดามรรค ๔ ประการนี้

มรรค ๔ เป็นไฉน

.

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

.

.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
เมื่อเธอเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

.

.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
เมื่อเธอเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

.

.

อีกประการหนึ่ง ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรม
สมัยนั้น จิตนั้นย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน
เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ
เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด

.

.

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม
ย่อมพยากรณ์การบรรลุอรหัตในสำนักของเรา
ด้วยมรรค ๔ ประการนี้ โดยประการทั้งปวง
หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดามรรค ๔ ประการนี้ ฯ

 

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=21&A=4083&Z=4299

สมาธิ

ถามจ้านายว่า แรกๆปฏิบัติ ทำไมต้องอาศัยรูปแบบ

เจ้านายตอบว่า เพราะจิตไม่มีที่เกาะ ต้องหาสิ่งที่ทำให้จิตมีที่เกาะ

เราบอกว่า เพราะความไม่รู้ไง

เจ้านายหัวเราะ พร้อมกับบอกว่า ใช่

.

เมื่อจิตเป็นสมาธิเนืองๆ ตั้งแต่ลืมตา
จนกระทั่งเวลานอน คำว่า หลับ ไม่มีเกิดขึ้นอีก
นอนสักแต่ว่านอน เป็นเพียงกิริยาภายนอก

.

ความรู้ชัด ของลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ก่อนจิตเกิดเป็นสมาธิ
จิตกำลังเป็นสมาธิ
สิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
และอาการจางคลายของกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น

.

เมื่อมาถึงจุดๆนี้ ไม่ต้องอาศัยรูปแบบหรือวิธีการ
ไม่มีความพยายามใดๆ เพื่อทำให้จิตเกิดความตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เป็นสมาธิ ที่เป็นไทจากตัณหา

กล่าวคือ เป็นสมาธิ ที่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย
ไม่ต้องใช้ความพยาม เพื่อให้จิตตั้งมั่น
ไม่ต้องใช้ความเพียรข่มห้ามกิเลส

.

ทุกๆการเคลือนไหวของกาย และใจที่รู้อยู่
ล้วนเป็นการทำความเพียร

เป็นการรู้ปกติ
โดยไม่ต้องเจาะจงหรือพยายามที่จะรู้

ผัสสะเกิด กระทบปุ๊บ รู้ชัดทันที

Previous Older Entries Next Newer Entries

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: