ปัจจเวกขณญาณ ๑๖

ผู้เป็นบัณฑิต ย่อมปัจจเวกขณะมรรคญาณ,ผลญาณและพระนิพพาน
และย่อมพิจรณากิเลสที่ประหาณแล้ว และกิเลสที่ยังไม่ได้ประหาณ
แต่ผู้ไม่ได้พิจรณาก็มีบ้าง

ญาณที่ต่อจากผลญาณ ก็คือ ปัจจเวกขณญาณ
ได้แก่ โยคีบุคคล ที่เข้าสู่ความดับไปแล้ว

ครั้นรู้สึกตัวขึ้น ก็พิจรณาว่า ตนเป็นอะไรไป
สภาวะอย่างนี้ ทำไมเกิดขึ้นกับตน

หรือพิจรณาในทำนองที่คล้ายคลึงกันนี้
และนึกย้อนหลังไปถึงการกำหนดที่ผ่านมาก่อน
ที่จะเกิดอาการแปลกประหลาดอันนี้ขึ้น
ซึ่งตนไม่เคยได้ประสบมาก่อนเลยในชีวิต

ลักษณะญาณนี้ก็คือ กำหนดพิจรณาอีกครั้งหนึ่ง
ได้แก่ การหวนกลับพิจรณาถึงสภาวะที่ตนเข้าสู่ความดับดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น

ปัจจเวกขณะ แปลว่า กำหนดพิจรณาอีกครั้งหนึ่ง
ได้แก่ การหวนกลับพิจรณาถึงสภาวะที่ตนเข้าสู่ความดับดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น

บัณฑิตทั้งหลายย่อม พิจรณามรรค,ผล,นิพพาน
เฉพาะท่านที่เป็นพหูสูตรคงแก่เรียน ย่อมพิจรณากิเลสที่ละได้แล้วและที่ยังเหลืออยู่

กล่าวคือ
สำรวจทบทวนดูมรรคว่า
“ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่นอนแล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูผลว่า
“ข้าพเจ้าได้อานิสงส์นี้แล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสที่ละได้แล้วว่า
“ข้าพเจ้าละกิเลสชื่อนี้ๆได้แล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสที่ต้องฆ่าด้วยมรรคทั้ง ๓ เบื้องสูงว่า
“กิเลสชื่อนีๆของข้าพเจ้าที่ยังเหลืออยู่” ๑

และสุดท้าย สำรวจทบทวนดูอมตะนิพพานว่า
“ธรรมนี้ ข้าพเจ้าแทงทะลุโดยอารมณ์แล้ว” ๑

ส่วนโยคีบุคคลนอกนั้น ไม่ได้พิจรณาสอบสวน เพราะไม่รู้ปริยัติ
แต่ทำการกำหนดต่อไป

ญาณความรู้ที่เกิดขึ้น พิจรณาเห็นมรรค,ผล,นิพพาน,
กิเลสที่เหลืออยู่และกิเลสที่ละแล้วโดยอำนาจมรรคทั้ง ๔

หมายเหตุ;

“กิเลสที่เหลืออยู่และกิเลสที่ละแล้วโดยอำนาจมรรคทั้ง ๔”
เป็นเรื่องของ เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ อุปกิเลส มีเกิดขึ้น

ดังพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

สิ้นกิเลสก็แล้วกัน ไม่ต้องรู้ว่าสิ้นไปเท่าไร

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน รอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้ หรือลูกมือของพวกช่างไม้
แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า ด้ามเครื่องมือของเรา วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้ วันอื่น ๆ สึกไปเท่านี้ ๆ
คงรู้แต่ว่ามันสึกไป ๆ เท่านั้น, นี้ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่
ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้ วันอื่น ๆ สิ้นไปเท่านี้ ๆ
รู้แต่เพียงว่า สิ้นไปในเมื่อมันสิ้นไป ๆ เท่านั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเรือเดินสมุทร ที่มีเครื่องผูกทำด้วยหวายอยู่ในน้ำตลอดหกเดือนแล้ว
เขายกขึ้นบกในฤดูหนาว เครื่องผูกเหล่านั้นผึ่งอยู่กับลมและแดด ชุ่มแฉะอยู่ด้วยหมอกอันชื้น
ย่อมยุบตัว เปื่อยพังไปโดยไม่ยากเลย, นี้ ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบการเจริญภาวนาอยู่
สังโยชน์ ทั้งหลาย (ซึ่งเสมือนเครื่องหวายที่อบอยู่กับแดดลมและความชื้น)
ย่อมระงับลง ๆ กระทั่งสูญเสียไป ฉันนั้นเหมือนกัน.

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบการเจริญภาวนาอยู่,
โดยแน่นอน เธอไม่ต้องปรารถนา ว่า

“โอหนอ ! จิตของเราถึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานเถิด”ดังนี้.
จิตของเธอนั้นก็ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานได้เป็นแน่.
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เธอมีการเจริญสติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่
อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด.

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน ฟองไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง
อันแม่ไก่กกดีแล้ว พลิกให้ทั่วดีแล้ว คือฟักดีแล้ว,

โดยแน่นอน แม่ไก่ ไม่ต้องปรารถนา ว่า
“โอหนอ ! ลูกไก่ของเรา จงทำลายกระเปาะฟอง ด้วยปลายเล็บเท้า
หรือจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีเถิด” ดังนี้,

ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถทำลายกระเปาะด้วยปลายเล็บเท้า
หรือจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีได้ โดยแท้, ฉันใดก็ฉันนั้น.

– สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๒๘/๖๘.

 

“เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงศึกษาว่า
จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย”

Advertisements

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนา อันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติไม่เป็นผู้มีโทสะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติไม่เป็นผู้มีโมหะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าอ่อน
เขาย่อมได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ฉับพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ฯ

เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
เมื่อเธอเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าอ่อน
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติเป็นผู้มีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้มีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้มีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯ

[๑๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ การปฏิบัติไม่อดทน ๑
การปฏิบัติอดทน ๑
การปฏิบัติข่มใจ ๑
การปฏิบัติระงับ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติไม่อดทนเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เขาด่า ย่อมด่าตอบ
เขาขึ้งโกรธ ย่อมขึ้งโกรธตอบ
เขาทุ่มเถียง ย่อมทุ่มเถียงตอบ
นี้เรียกว่าการปฏิบัติไม่อดทน ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติอดทนเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เขาด่า ไม่ด่าตอบ
เขาขึ้งโกรธ ไม่ขึ้งโกรธตอบ
เขาทุ่มเถียง ไม่ทุ่มเถียงตอบ
นี้เรียกว่าการปฏิบัติอดทน ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติข่มใจเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ
ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล
คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้
ย่อมรักษาจักขุนทรีย์
ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์

ฟังเสียงด้วยหู …
ดมกลิ่นด้วยจมูก …
ลิ้มรสด้วยลิ้น …
ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย …

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ
ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล
คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้
ย่อมรักษามนินทรีย์
ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า การปฏิบัติข่มใจ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติระงับเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว
ให้ระงับไป กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี

ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งพยาบาทวิตก … วิหิงสาวิตก …
ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วๆ
ให้ระงับไป กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการปฏิบัติระงับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ฯ

หมายเหตุ;

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ
กล่าวคือ ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) กระทำไว้ในใจ

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
(ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้น)

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

เมื่อรู้ชัดใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้นเนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ที่มีเกิดขึ้น

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์
เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

สมาธิที่มีเกิดขึ้น จากจิตที่ปล่อยวางจากผัสสะ
มีชื่อเรียกตามความรู้ชัดในสภาวะนั้นๆ

จิตที่เกิดการปล่อยวางจากผัสสะ เพราะรู้ชัดในอนัตตา
สมาธิที่มีเกิดขึ้น มีชื่อว่า สุญญตสมาธิ ๑

จิตที่เกิดการปล่อยวางจากผัสสะ เพราะรู้ชัดในอนิจจัง
สมาธิที่มีเกิดขึ้น มีชื่อว่า อนิมิตตสมาธิ ๑

จิตที่เกิดการปล่อยวางจากผัสสะ เพราะรู้ชัดในทุกขัง
สมาธิที่มีเกิดขึ้น มีชื่อว่า อัปปณิหิตสมาธิ ๑

ผลญาณ ๑๕

ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว
ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย

มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ
มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น
ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ปฐมมรรค
ซึ่งทำการประหาณกิเลสได้ ๕ อย่าง

สักกายทิฏฐิ ๑
วิจิกิจฉา ๑
สีลัพพตปรามาส ๑
อปายคมนียกามราคะ ๑
อปายคมนียปฏิฆะ ๑

คำว่า อปายคมนียกามราคะ-ปฏิฆะ นั้น คือ
การนำไปสู่อบายได้โดยกามราคะและปฏิฆะนั่นเอง

ปฐมมรรค ทำการประหาณกิเลสนั้น ก็เป็นการประหานอย่างเด็ดขาด
ดุจสายฟ้าที่ผ่าลงบนต้นไม้ตั้งแต่ยอดตลอดถึงรากแก้ว
ซึ่งต้นไม้นั้นต้องเฉาตายลงไปทันที จะฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้

มรรคญาณที่ปรากฏ
ก็ประหาณกิเลสดังกล่าวให้อับเฉาสิ้นไปสิ้นเด็ดขาดดุจเดียวกัน

ปฐมมรรคที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นครั้งเดียว
ต่อจากนั้น ผลญาณ คือผลจิตก็เกิดขึ้นเรื่อยๆไป

มรรคญาณเป็นเหตุ จึงเกิดผลญาณขึ้น อารมณ์เป็นพระนิพพาน
ในการประหาณมี ๒ อย่าง คือ

การประหาณกิเลสในมรรคญาณนั้นเรียกว่า สมุจเฉทประหาน
ส่วนในผลญาณนั้นเรียกว่า ปฏิสัมภนปหาน

มีอุปมาเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้ติดฟืนอยู่
บุคคลต้องการจะดับไฟ จึงเอาน้ำไปรดที่ฟืนนั้น ไฟก็ดับไป

แต่เมื่อไฟดับแล้ว ยังมีไอเหลืออยู่
และการเอาน้ำรดอีก๒-๓ ครั้ง จนไอเงียบหายไปนั้น
เปรียบเหมือนการประหาณอำนาจของกิเลสโดยผลญาณนั่นเอง
ฉะนั้น จึงเรียกว่า ปฏิสัมมภนปหานดังนี้

ผลญาณนี้จัดเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิโดยอนุโลม

ปฏิบัติ ไม่รู้ปริยัติ

เป็นเรื่องของเหตุและปัจจัย

เดิมที วลัยพร เป็นผู้ปฏิบัติ รู้จักสภาวะ/ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
แต่ไม่รู้ปริยัติ พระไตรปิฎก ไม่รู้จักและไม่เคยอ่าน

กล่าวคือ ทำความเพียรอย่างเดียว
เพียรแบบหนักมาก ๒๔ ชม.เลยก็ว่าได้
ทำเพราะเชื่อว่า จะทำให้พ้นจากทุกข์ได้

ท่านที่เป็นอาจารย์ ที่ทำให้ปฏิบัติด้านนี้อย่างจริงจังในครั้งแรก คือ
หลวงพ่อ จรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี

ไม่ได้ปฏิบัติกับท่านโดยตรง
อาศัยฟังท่านเทศน์ เวลาที่ไปปฏิบัติที่วัด
และอ่านหนังสือกฏแห่งกรรม เป็นเรื่องเล่า ที่ท่านได้เล่าไว้

อยู่มาวันหนึ่ง มีเหตุปัจจัยให้ได้รู้เกี่ยวกับการอธิบายความ
ในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกต่างๆ
หรือที่เรียกว่า ปริยัติ

พอเริ่มรู้ปริยัติ ก็ติดกับดักหลุมพรางของกิเลส แต่ไม่รู้ว่าติด
เป็นครั้งแรกของการปฏิบัติ ที่ติดกับดักหลุมพรางของกิเลส
เกิดจาก การนำสภาวะไปเทียบเคียงกับการอธิบายความในหนังสือ

เริ่มต้นจาก รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ
คำที่เรียกว่า สันตติขาด ฆนบัญญัติแตก
มีความสงสัยเรื่อง อุทยัพพยญาณ และภังคญาณ
โดยการนำสภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
นำไปเทียบเคียงกับคำอธิบายในหนังสือที่มีอยู่

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคิดว่า จากที่เคยได้ยิน ได้พูดคุยกับหลายๆคน
มีคำพูดทำนองว่า หากเป็นอริยะ แค่โสดาบัน

ความทุกข์ในชีวิตจะหายไปหมด
จึงทำให้เกิดความอยากเป็นโสดาบัน

แต่ไม่รู้หรอกว่า โสดาบันคืออะไร
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น เขาก็พูดแต่เรื่องการละกิเลส
กิเลส รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง ก็ไม่รู้จัก

หนังสือเกี่ยวกับวิปัสสนาญาณ ญาณ๑๖
ที่วลัยพรได้ครอบครองเป็นเจ้าของอยู่

๑. วิปัสสนาทีปนีฎีกา โดยหลวงพ่อภัททันตระ อาสภมหาเถระ
สำนักวิปัสสนา วิเวกอาศรม ชลบุรี

ได้มาปี ๒๕๕๐ คุณนุ ส่งมาให้(เจอกันในห้องสนทนาลานธรรมจักร)
เป็นผู้ที่วลัยพรได้พูดคุยเกี่ยวกับสภาวะมากที่สุด(ทางโทรฯ)
อยู่มาวันหนึ่ง คุณนุ ได้ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้

๒. หนังสือปกแข็ง วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๑ ภาค ๒ จำนวน ๓ เล่ม
เขียนโดย หลวงพ่อโชดก

มีจำหน่ายที่ คณะ ๕ วัดมหาธาตุ ซื้อมาในปี ๕๒
ไม่แน่ใจว่า ปัจจุบัน ยังมีจำหน่ายอยู่มั๊ย

๓. หนังสือปกอ่อน วิปัสสนานิยม เขียนโดย ธนิต อยู่โพธิ์ เปรียญ ๙ ประโยค
ซื้อมาพร้อมกับวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อโชดก

๔. คัมภีร์วิสุทธิมรรค โดยพระพุทธโฆษาจารย์
ผู้แปลและเรียบเรียง สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถระ)
หนังสือเล่มนี้ เล่มใหญ่มาก ทำบุญกับพระมหาสมปอง วัดมหาธาตุ ได้มาปี ๕๓

หนังสือทั้งหมดนี้ สนใจอ่านในตอนแรกๆ หลังจากนั้นไม่ได้อ่าน
มีอยู่เล่มหนึ่ง ที่สนใจอ่านอย่างจริงจัง วิปัสสนาปนีฎีกา
แรกๆอ่าน งงเหมือนกัน คืออะไร และอะไร เป็นยังไง
อะไรประมาณนี้

หลังจาก รู้ชัดสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ตาย) มาแล้ว ๒ ครั้ง
จึงอ่านหนังสือเล่มนี้ได้แบบสบายๆ ไม่มีความสงสัยใดๆทั้งสิ้น

ณ ปัจจุบัน จึงได้รู้เห็นว่า วิปัสสนาปนีฎีกา
เหมาะสำหรับ ผู้ที่เพียรเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิด
เนื้อหาในหนังสือ ไม่มากเกินไป กล่าวคือ สภาวะที่ควรรู้
เป็นเนื้อความที่กระชับ มี ๑๘๖ หน้า เป็นกระดาษ A 4

แต่ผู้ที่จะอ่านและศึกษาได้
ต้องรู้ชัดในลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นของสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ต้องมีเกิดขึ้น ๒ ครั้งขึ้นไป
เพราะครั้งเดียว จะรู้แบบหยาบๆ

ถ้ายังไม่เคยมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น
อย่าอ่านหนังสือนี้ เพราะจะทำให้ติดกับดักหลุมพรางของกิเลส

การอธิบายสภาวะบางสภาวะไม่ชัดเจน เช่น
ในการหยิบยกตย.ของ อัปปณิหิตวิโมกข์ กล่าวคือ
ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินอยู่
เกิดทุกขเวทนาขึ้นมาอย่างแสนสาหัส เช่น
เกิดแน่นหน้าอกเรื่อยขึ้นมาถึงลำคอ ในที่สุดก็ดับไป

ลักษณะอาการอย่างนี้ เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์
คือ ดับทางทุกขัง หรือเข้าสู่มรรคทางทุกขัง

สำหรับผู้ไม่รู้

เมื่อนำสภาวะไปเทียบเคียง อาจทำให้ ติดกับดัก
ความมี ความเป็นโสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

แล้วได้นำสิ่งที่คิดว่ารู้เห็นนั้น ไปสอนหรือแนะนำคนอื่นๆ
กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอรีก
ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำความเพียร
และสภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร

อนุโลมญาณ,โคตรภู,มรคคญาณ

อนุโลมญาณ

โคตรภูญาณ

มรรคญาณ

บางคนอ่านแล้ว อาจสงสัยว่า
ในเนื้อหาของหนังสือวิปัสสนาทีปนีฎีกา
มีการอธิบายเรื่องอริยะ สอดแทรกอยู่ในเนื้อหา
แต่ทำไม ถึงเลือกที่จะตัดเนื้อความส่วนนั้นออก

ที่เป็นแบบนี้ เพราะเขียนตามลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นในครั้งแรก
ครั้งแรกของทุกๆคน มีเกิดขึ้นเหมือนกันหมดคือ ทำลายอุปทานขันธ์ ๕(สักกายทิฏฐิ)

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า สภาวะที่เกิดขึ้น
เป็นการทำลายอุทานขันธ์ ๕(สักกายทิฏฐิ) ตามความเป็นจริง

และนี่คือเหตุผลที่ตัดเรื่องอริยะออกไป

ควรศึกษาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก่อน

 

บุคคล ๙ จำพวก

“สารีบุตร ! ธรรมปริยายข้อนี้ ยังไม่เคยแสดงให้ปรากฏ
แก่หมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย มาแต่กาลก่อน.

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

เพราะเราเห็นว่าถ้าเขาเหล่านั้นได้ฟังธรรมปริยาย
ข้อนี้แล้ว จักพากันเกิดความประมาท;

อนึ่งเล่า ธรรมปริยายเช่นนี้ เป็นธรรมปริยาย
ที่เรากล่าว ต่อเมื่อถูกถามเจาะจงเท่านั้น; ดังนี้ แล.”

หมายเหตุ;

“เพราะเราเห็นว่าถ้าเขาเหล่านั้นได้ฟังธรรมปริยาย
ข้อนี้แล้ว จักพากันเกิดความประมาท”

กล่าวคือ หากพึงพอใจแค่ โสดาบัน หรือ สกิทาคา หรือ อนาคามี
ชื่อว่า จักพากันเกิดความประมาท เพราะในเมื่อมีกิจอันจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปได้

 

 

“สารีบุตร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม เป็นพวกไหน
และพวกไหนจักรู้จักบุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสสว่าเป็นสอุปาทิเสส
หรือจักรู้จักบุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสว่าเป็นอนุปาทิเสส

สารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้แล เป็นสอุปาทิเสส
เมื่อตายไป
ก็พ้นจากนรกได้
พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานได้
พ้นจากเปรตวิสัยได้
พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาตได้

สารีบุตร ธรรมบรรยายนี้ยังไม่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก่อน
ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะประสงค์ว่า ชนทั้งหลายฟังธรรมบรรยายนี้แล้ว อย่านำมาซึ่งความประมาท
อีกอย่างหนึ่ง เรากล่าวธรรมบรรยายนี้โดยมุ่งถึงปัญหา”

สอุปาทิเสสสูตรที่ ๒ จบ

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=1667&Z=1728&pagebreak=0

 

สมัยพุทธกาล ก็เคยมีมาแล้ว

พระพุทธเจ้า ทรงตรัสกับพระสารีบุตร

[๒๘๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี

สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขา มิคารมารดาในบุพพาราม
ใกล้พระนคร สาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก
ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ภิกษุเหล่านั้น ตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในเป็นไฉน
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

เมื่อแตกกายตายไปภิกษุนั้นย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง
ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเป็นอนาคามีกลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้
นี้เรียกว่าบุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายใน เป็นอนาคามี กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอกเป็นไฉน
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในพระปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
ภิกษุนั้นย่อมบรรลุเจโตวิมุติอันสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง
ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้
นี้เรียกว่า บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอก เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร
ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ภิกษุนั้นย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับกามทั้งหลาย
ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับภพทั้งหลาย
ย่อมปฏิบัติเพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นความโลภ

ภิกษุนั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง
ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย นี้เรียกว่า บุคคลมีสังโยชน์ในภายนอก
เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

ครั้งนั้นแล เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ท่านพระสารีบุตรนั่น กำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน
และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก แก่ภิกษุทั้งหลาย
อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม

ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณา
เสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอาราธนาด้วยดุษณีภาพ

ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระเชตวันวิหารไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระสารีบุตร
ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า
ดูกรสารีบุตร เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปหาเรา จนถึงที่อยู่
ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วบอกว่า
ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน
และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก แก่ภิกษุทั้งหลาย อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส
ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาเสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด

ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง
๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐ องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน

ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาส
แม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง … ๖๐ องค์บ้าง
เป็นจิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน
ดูกรสารีบุตร ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้

ดูกรสารีบุตร ก็จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาส
แม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน
เทวดาเหล่านั้นได้อบรมแล้วในศาสนานี้เอง

เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า
จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย

ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ

ดูกรสารีบุตร พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้
ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ

หมายเหตุ;

“ดูกรสารีบุตร พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ”

หมายถึง ผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยาย ที่พระองค์ทรงตรัสกับพระสารีบุตร(คือ ฟังแค่คำที่สารีบุตรกล่าวไป)

 

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=1667&Z=1728&pagebreak=0

มรรคญาณ ที่๑๔

เมื่อวุกฐาคามินีวิปัสสนาดำเนินไปตามวิถี เพราะอินทรีย์เสมอกัน
(สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) บริบูรณ์เสมอกันไม่ขัดข้อง
จนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่อนุโลมญาณ

ครั้นผ่านอนุโลมญาณ ก็เข้าเขตโคตรภูญาณ เข้าถึงมัคคญาณ
ในทางปฏิบัตินั้น พึงทราบว่า เริ่มก้าวเข้าสู่ความดับตั้งแต่ย่างเข้าเขตโคตรภูญาณแล้ว
แม้มาถึงมัคคญาณนี้ ก็ยังอยู่ในความดับ

และอาการที่เข้าสู่ความดับนั้น ก็ไม่เหมือนกัน
มีลักษณาการต่างกันต่อไปนี้

๑. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม สังขาร มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง เป็นธรรมดา
แล้วค่อยเร็วๆเข้าจนถี่ยิบ และในที่สุดก็ดับไปเลย

ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์
คือ ดับทางอนิจจัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความไม่เที่ยง
มรรคนั้นชื่อ อนิมิตตวิโมกข์

๒. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์
คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์
มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

๓. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆน้อยลง
เหมือนเส้นด้ายที่เล็กที่สุด แล้วขาด ดับหายไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์
คือ ดับทางอนัตตา

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นอนัตตา
มรรคนั้นชื่อ สุญญตวิโมกข์

ถ้ามีคำถามว่า เหตุไฉนโยคีบุคคล จึงเข้าสู่ความดับไม่เหมือนกัน

คำวิสัชนา จึงพึงมีว่า เพราะการสร้างสมบารมีมาแตกต่างกัน ผู้ใดสร้างทางใด ก็ดับทางนั้น

คือ ผู้ที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้า
มีศรัทธาเป็นปุุพพาธิการอันสูง คือได้สร้างสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังส่งให้ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นแจ้งชัดแต่อนิจจลักษณะมากที่สุด

ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่า พระไตรลักษณ์อื่นๆ ก็เห็นเช่นเดียวกัน
แต่ไม่แจ่มแจ้งชัดเท่าอนิจจลักษณะนี้
เพราะอนิจจลักษณะมีกำลังแรงกล้า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือตัววิปัสสนาที่จะเข้าสู่มรรคกำลังเป็นไปอยู่นั้น
ย่อมจะทำให้เห็นรูป,นาม แสดงความไม่เที่ยง แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากอนิจจัง

ผู้ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้า
มีสมาธิเป็นปุพพาธิการอันตนสั่งสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังส่งให้ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดในทุกขลักษณะมากที่สุด
ชัดเจนกว่าพระไตรลักษณ์อื่นๆ
เพราะทุกขลักษณะ มีกำลังแรงกล้า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่นั้น
ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นทุกข์ ให้ปรากฏเห็นชัดเจน แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากทางทุกขัง

สำหรับผู้ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า
มีปัญญาเป็นปุพพาธิการอันตนสั่งสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังแรงส่งให้ในขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นชัดเจนในอนัตตลักษณะมากที่สุด
ชัดเจนกว่าพระไตรลักษณ์ตัวอื่นๆ
เพราะอนัตตลักาณะมีกำลังมากกว่า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นอนัตตา ให้ปรากฏอย่างชัดเจน

เมื่อเห็นอนัตตตาให้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว
วุฏฐาคามินีวิปัสสนาก็จะเข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์
คือ หลุดพ้นทางอนัตตา หรือเข้าสู่มรรคทางอนัตตลักษณะ

นำมาเฉพาะเนื้อหาที่ควรรู้
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา(หลวงพ่อภัททันตระ)

อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ

เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือ ยอดสังขารุเปกขาญาณกับอนุโลมญาณรวมกัน
ดำเนินไปจนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้าย ก็คือถึงสุดยอดของอนุโลมญาณแล้ว

เพราะในการปฏิบัติคือ การกำหนดสังขารอารมณ์นั้น
ความรู้สึกจะมีอยู่ได้เพียงอนุโลมญาณนี้เท่านั้น
ต่อจากนั้นก็เข้าเขตของโคตรภูญาณ

 

นำมาเฉพาะเนื้อหาที่ควรรู้
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา(หลวงพ่อภัททันตระ)

อนุโลมญาณ

อนุโลมญาณ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
จุลปัณณาสก์
อันตวรรคที่ ๑

๑. อันตสูตร ว่าด้วยส่วนคือสักกายะ ๔

[๒๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างเหล่านี้ ส่วน ๔ อย่างเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะ ๑
ส่วนคือสักกายสมุทัย ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธ ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ๑.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายะเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะนั้น ควรจะกล่าวว่า อุปาทานขันธ์ ๕

อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?

อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ได้แก่
อุปาทานขันธ์ คือ รูป ๑
อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑
อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑
อุปาทานขันธ์คือ สังขาร ๑
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายะ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายสมุทัยเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายสมุทัยนั้นคือ ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ
ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายสมุทัย

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธนั้นคือ ความดับโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแล ด้วยมรรค
คือ วิราคะ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่มีอาลัย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธ

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทานั้น ได้แก่อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล
สัมมาทิฏฐิ ๑
สัมมาสังกัปปะ ๑
สัมมาวาจา ๑
สัมมากัมมันตะ ๑
สัมมาอาชีวะ ๑
สัมมาวายามะ ๑
สัมมาสติ ๑
สัมมาสมาธิ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างนี้แล

จบ สูตรที่ ๑.

หมายเหตุ;

ความดับที่แท้จริง
เป็นเรื่องของ การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิด
ไม่ใช่เรื่องของ การบรรลุธรรม ที่นิยมพูดกันในปัจจุบัน

 

สภาพธรรมใดที่มีเกิดขึ้น
ทำให้เกิดการน้อมใจเชื่อว่ามี เชื่อว่าเป็นในสมมุติ
เช่น โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

ล้วนเป็นกับดักหลุมพรางของกิเลส
ที่มีเกิดขึ้นในใจ

แก่นของญาณ ๑๖
อนุโลมญาณ
โคตรภูญาณ
มรรคญาณ
ผลญาณ
ปัจจเวกขณญาณ.

ญาณ ๑๖ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้น
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สมถะ) ที่เป็นสัมมาสมาธิ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดอยู่ภายใยกาย เวทนา จิต ธรรม ได้อย่างต่อเนื่อง

กล่าวโดยย่อ สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่

.

เป็นการเจริญสมถะและวิปัสสนา คู่กันไป
กล่าวคือ มีรูปนามเป็นอารมณ์

Previous Older Entries Next Newer Entries

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: