การรักษาตัว

การป่วย

วันก่อนเล่าให้เจ้านายเรื่องที่พบหมอ ทั้งสองหมอ พูดตรงกัน แนะนำให้เราใส่เรื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจนผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ

เป็นการฝังเครื่องมือคล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ (ventricular fibrillation) ซึ่งอาจอันตรายต่อชีวิต โดยเมื่อหัวใจเต้นช้า เครื่องมือจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นหัวใจ แต่เมื่อหัวใจเต้นเร็ว เครื่องมือจะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสมเพื่อกระตุกหัวใจให้กลับมาเต้นปกติทันที ราคาประมาณ 350,000 บาท สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิ 30 บาท ไม่ต้องเสียค่าใช้

.
การปฏิบัติตนภายหลังการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
เมื่อใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเข้าไปในร่างกายเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยต้องพักในหออภิบาลผู้ป่วยเพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาล 1-2 วันเพื่อให้แพทย์ดูแลว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจทำงานเรียบร้อยดีและหัวใจผู้ป่วยเต้นถูกจังหวะ

ไม่ควรยกแขนด้านเดียวกับที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจขึ้นสูงเหนือไหล่

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก

ห้ามยกของหนักเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน

พบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษาตามระยะ โดยแพทย์จะตรวจสอบการทำงานของเครื่องว่าเป็นปกติหรือไม่ โดยปกติแบตเตอรีของเครื่องสามารถให้พลังงานได้ถึง 10 ปี

อาการผิดปกติที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบภายหลังจากใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจแล้ว หากมีอาการต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์

– มีเลือดออก บวม หรือปวดบริเวณที่ใส่เครื่อง
– มีไข้
– เจ็บหน้าอก
– หายใจติดขัด

.

และที่แน่นอน การผลกระทบ เช่น

– มีเลือดออกหรือมีก้อนเลือดที่เกิดจากการมีเลือดออกและคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง หรือติดเชื้อบริเวณที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

– มีอาการแพ้ยาที่ได้รับระหว่างการใส่เครื่อง

– หลอดเลือดได้รับความเสียหาย

– สายสื่อสัญญาณไฟฟ้าหลุดเลื่อนจากตำแหน่งเดิม

– เนื้อปอดหรือหัวใจเกิดรูรั่ว

– เกิดลิ่มเลือดอุดตันทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาวะอื่นซึ่งพบได้น้อยมาก

– เสียชีวิต (โอกาสเกิดน้อยมาก)

.

เรื่องตายจะมีหรือไม่มี ตัดทิ้ง เราไม่สนใจ

เราบอกเจ้านายว่า ผลของการทำกรรมฐาน ทำให้เราเป็นคนที่มีความอดทนต่อทุกขเวทนามากๆ ฉะนั้น เราคิดว่า พอกันทีกับการรักษา และตั้งแต่สมองมีปัญหา เราไม่ต้องความเจ็บปวดต่างๆกับทางกาย เช่น หากมีอาการหัวใจวาย ก็ไม่ต้องเจ็บปวด มันจะแค่ทำให้ทรมาณใจ เป็นช่วงๆ เหมือนคนจะหายใจไม่ออก ก็อาศัยกรรมฐาน ไม่ต้องทำอะไร เวลาจิตเป็นสมาธิ สักพักอาการต่างๆจะหายไปเอง

เรื่องยาที่อาจจะช่วยได้ หมอบอกว่า ใช้ยากับเราไม่ได้ เพราะหัวใจเราเต้นไม่สม่ำเสมอ เดียวเต้นเร็วมาก(160+) บางครั้งเต้นช้า(30+) บางครั้งค่าออกซิเจน 34+ 50+ จึงทำให้เหมือนจะขาดใจตาย และไม่ตาย

จึงบอกเจ้านายว่า ปล่อยไปเถอะ ให้การกำหนดเอา ไม่ต้องทำอะไรกับร่างกายออกแล้ว เบื่อนะ ขอใช้กรรมฐาน ใช้สมาธิเท่านั้น

.

สัญญาเสื่อม

เรื่องสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น มันก็คุ้ม ตรงที่ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งสภาวะที่ไม่เคยเข้าใจว่า นี่คือสภาวะอะไร ทำให้รู้ว่าคืออะไร

ส่วนใครทำกรรมใด เป็นเรื่องของอวิชชาที่มีอยู่

คิดดูละกัน ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

โฆษณา

ความน่าอัศจรรย์แห่งจิต

สมัยที่มีสมาธิมาก ก็คิดว่า จิตนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงนัก
เกี่ยวกับการรู้เห็นต่างๆ

มาปัจจุบัน ถึงแม้กำลังสมาธิที่มีอยู่ ไม่มากเท่าเมื่อก่อน ก็ยังเห็นความน่าอัศจรรย์ของจิตอีก ก็มันน่าอัศจรรย์จริงๆ

การเจริญสมถะและวิปัสสนา ประกอบด้วยการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ การพยายามระงับทุกขเวทนาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นทั้งกายและใจ

ทุกๆผัสสะที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเป็นบททดสอบโดยตัวสภาวะเอง แบบถูกทำข้อสอบชนิดที่เรียกว่า ไม่มีการรู้ล่วงหน้า การเจ็บป่วย ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย เรียกได้ว่า มาไว เคลมไว ยิ่งกว่าสิ่งใด

สิ่งที่ช่วยได้ มีแค่ สติ สัมปชัญญะ ที่เป็นตัวช่วยหยุด
ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

สมาธิมีบทบาทสำคัญ เกี่ยวกับความรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต เป็นเหตุปัจจัยให้เห็นธรรมตามความเป็นจริง

คุณประโยชน์ของการเจริญสมถะและวิปัสสนา
นั้นมีมากมายยิ่งนัก ส่วนการรู้เห็นนั้นเป็นเช่นไร
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้ปฏิบัติ

.

เมื่อทำความเพียรมาถึงจุดๆหนึ่ง
ที่มีสภาวะแยกรูปนาม เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ไม่ปะปนกัน

จิตที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง
เวลามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกาย จะส่งผลกระทบต่อจิตน้อยมาก

เมื่อก่อนก็คิดว่าเข้าใจในสภาวะแยกรูปนามในระดับหนึ่งแล้วนะ อันนั้นรู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ พอมาป่วย ทำให้เกิดความรู้ชัดขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

.
สิ่งที่มีเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ กายทุกข์(ป่วย)
แต่ใจไม่ทุรนทุรายตามกาย มีแต่ปรับตัวให้เข้ากับอาการที่มีเกิดขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาที่แพทย์สอบถามอาการทางใจ มักจะไม่ตรงกับอาการทางกายที่ปรากฏ

ซึ่งสภาวะตรงนี้ ก็มีผลต่อการรักษาด้วย
ประมาณว่า อาการทางกาย(ป่วย) แสดงออกอีกอย่าง
แต่อาการที่มีเกิดขึ้นทางจิต(อารมณ์) กลับเป็นอีกอย่าง

เช่น อาการป่วยที่เราเป็นอยู่ อาการที่เกิดขึ้นทางกาย กับ อาการที่เกิดขึ้นทางใจ มันไปกันคนละทาง คือ เวลาหมอซักถามอาการ สิ่งที่เราตอบไป มันคนละเรื่องกับอาการทางกายที่ตรวจด้วยเครื่องมือแพทย์

ไม่ว่าจะเรื่องหัวใจเต้นพริ้ว หมอตรวจเจอเพราะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ตรวจ แต่ใจเรากลับไม่เป็นอะไร อาการเหนื่อยมีแค่เวลาเดินขึ้นบันได นอนได้ปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย ส่วนจะหลับเร็วหรือหลับช้า ก็เรื่องปกติ ถ้าสมาธิมาก มันก็ดิ่งลงไปเอง ถ้าสมาธิน้อย จะรู้สึกตัวเนืองๆ มันก็รู้อยู่อย่างนั้น จนเกิดความเคยชิน ฉะนั้นหลับหรือไม่หลับ จึงไม่มีปัญหา

.
การทำกรรมฐาน เหมือนอย่างที่หลวงพ่อจรัญท่านเคยเทศนาไว้ คนหายใจยาว ได้ประโยชน์มากกว่าคนหายใจสั้น นี่ก็เพิ่งมาเห็นประโยชน์ในตอนนี้

ตอนที่หมอถามเรื่องการหอบ หรือหายใจไม่เต็มอิ่มมีมั่งมั๊ย
เราบอกว่า ไม่มีค่ะ หายใจปกติ

หมอถามว่า มีเหนื่อยหรือเพลียมั่งมั๊ย
เราบอกว่า เหนื่อยเฉพาะเวลาขึ้นบันได

แบบว่าอาการอ่อนเพลียเราไม่รู้จัก
เรารู้แต่ว่า จิตเป็นสมาธิกับจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็เลยไม่รู้จะตอบกับหมอยังไง

ครั้งล่าสุด เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปตามที่หมอรพ.รามนัด
วันนั้น ตอนที่วัดชีพจร และ ค่าออกซิเจนในร่างกาย
ปรากฏว่า ค่าออกซิเจนในร่างกายต่ำ
ครั้งแรกที่วัดที่นิ้วข้างขวา ค่าอยู่ที่ 44
จนท.เลยเปลี่ยนเป็นนิ้วข้างซ้าย ค่าอยู่ที่ 51 เกือบ 52
เขาจึงเรียกพยาบาลให้มาสอบถามอาการ

พยาบาลถามว่า มีเวียนศรีษะ หรือหน้ามืด ใจสั่น
มีอ่อนเพลียหรือมีผิดปกติอะไรมั๊ย

เราบอกว่า ปกตินะ

.
ปรากฏว่า จากที่จะต้องตรวจเป็นคนที่ 7 หมอเรียกตรวจเป็นคนแรก หมอสอบถามอาการต่างๆก่อน แล้วให้ไปตรวจคลื่นหัวใจ

ระหว่างรอ อากาศเย็นสบาย จิตเป็นสมาธิ เหมือนตัดขาดจากภายนอก สักพักมีจนท.มาเรียกให้เข้าพบแพทย์

หมอบอกว่า บางครั้งหัวใจเรามีหยุดเต้น
หมอจะติดเครื่องตามดูอาการ 24 ชม.
เพราะหมอไม่แน่ใจว่า เกิดจากยาที่แพทย์จากรพ.จุฬาภรณ์ให้กินหรือเปล่า เป็นยาบล็อกการเต้นหัวใจ ไม่ให้เต้นเร็ว หรืออาจจะเกิดจากไฟฟ้าในหัวใจเสื่อม

หมอบอกค่าใช้จ่าย (เราก็คิดนะ เสียเงินอีกแล้วเหรอเนี่ย)
หมอบอกว่า ให้ทางแพทย์ที่จุฬาภรณ์ดูก่อน
.

วันนี้ไปพบแพทย์ที่รพ.จุฬาภรณ์ตามนัด
เล่าอาการให้หมอฟังทั้งหมด
รวมทั้งเรื่องอาการหน้ามืดกับอาการวูบ

เวลารู้สึกหน้ามืด จะลืมตาไว้ เพราะถ้าหลับตา มันจะหน้ามืด แล้วถึงจะมีอาการหน้ามืด แต่มันจะมีสติคอยรั้งเอาไว้ ถ้าจะวูบ ก็จะกลับมารู้ที่กาย แบบว่าอธิบายได้ยาก

.
คือ เวลาคนที่จะเป็นลม จะมีเหงื่อออกเยอะมาก
อาการทางกายเวลาที่หน้ามืด ของเราเป็นแบบนั้นทุกอย่าง
แต่ไม่มีเวียนหัว แค่รู้สึกว่า หน้ามืด ทั้งๆที่ลืมตาอยู่

แล้วถ้าหากเป็นมาก จะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
สักพักอาการนั้นจะหายไป

รอดูผลการตรวจครั้งต่อไป

.

ถ้าถามความรู้สึกในตอนนี้ เรามองว่า มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนะ แบบไม่ต้องทรมาณมาก ตอนนี้อาการเจ็บหัวใจ เหมือนเริ่มกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง คือ อาการเหมือนตอนที่เริ่มเป็น เราเองก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรกับมัน คือ อยู่กับมันได้

ลืมเล่าเรื่องยา ยาที่กินก็ส่งผลกระทบต่อใจเหมือนกันนะ ทำให้เรามีอาการที่ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง อาการเหมือนสมัยที่เกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมน่ะ คล้ายๆแบบนั้น คือ ฟุ้งซ่าน ทนต่อสิ่งที่มากระทบได้ยาก หงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุ มีเกิดขึ้นตั้งแต่หลังช๊อตไฟฟ้า ก็สังเกตุมาเรื่อยๆนะ มาแน่ใจตอนที่เริ่มหยุดกินยานี่แหละ ใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ กลับมาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

วิบากแห่งสังขาร

เกี่ยวกับสภาวะนี่ ต้องแยกให้ถูกนะ อย่านำมาปะปนกัน เช่น กรณีอาการป่วยที่วลัยพรเป็นอยู่ ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น แยกออกเป็น 2 สภาวะ

กล่าวคือ

1. วิบากของสังขาร(อัตภาพร่างกาย)

2. จิตหรือใจ

.
ที่ถูกแยกออกแบบนี้ เพราะเป็นคนละส่วน คนละสภาวะกัน อาการที่มีเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนกัน ทุกขเวทนาทางกาย ก็เรื่องของกาย ใจส่วนใจ ยังคงมีสุขที่เกิดจากสมาธิที่เกิดขึ้นเนืองๆ

ถ้านำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรม คนป่วยส่วนมาก กินข้าวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีสมาธิ บางคนวิตกกังวลมาก ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าไปก็มี

แต่เรากลับไม่มีอาการเหล่านั้น ยังคงกินข้าวได้ปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆเป็นปกติ การนอนปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย สภาวะใดเกิดขึ้น แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น ปรับท่านอน ไม่ไปรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของกายที่เกิดจากหัวใจเต้นแรง แปบเดียว จิตเป็นสมาธิ บางครั้งก็ช้า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ก็แค่นอนเฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน สมาธิจะเกิด เดี่ยวก็เกิดเอง ไม่ต้องไปบังคับให้เกิด

.
คือ ไม่ไปทุกข์กับอาการที่มีเกิดขึ้นทางกาย เพราะรู้ดีว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย มันไม่เที่ยง

กล่าวคือ เป็นการแยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริงโดยตัวสภาวะเอง ไม่ได้คิดจะจับแยก

จึงเป็นที่มาของสิ่งที่นำมาโพส

จิตฺตํํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

.
แล้วเจ้าความเจ็บป่วย อาการที่เป็นอยู่เนี่ย กลับมองว่า เหมือนมีตัวกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัวเนืองๆ ทำให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่มีอยู่

เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกคนล้วนต้องตาย ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้ แล้วทำยังไงจึงจะใช้ประโยชน์จากชีวิตนี้ ที่มีอยู่ในตอนนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ หายใจทิ้งไปวันๆ

.
สิ่งที่เขียน เขียนตามความเป็นจริง เรื่องของกายก็เป็นเรื่องของกาย เป็นวิบากของขันธ์ เขียนเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เขียนแล้วนำมาเป็นเครื่องกังวล

ใจก็ส่วนใจ คนละส่วนกัน

นี่แหละประโยชน์ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้หมด ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรแบบเอกอุ แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคุ้มค่าแบบประมาณมิได้

.

เจลสูตร
ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง

[๗๔๑] สมัยหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะปรินิพพานแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แทบฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้อุกกเจลนคร ในแคว้นวัชชี กับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งที่กลางแจ้ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่งอยู่ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า เมื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศนั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น.
[๗๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใดได้มีมาแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็มีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด จักมีในอนาคตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็จักมีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

.
[๗๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นความอัศจรรย์ของสาวกทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของสาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายจักกระทำตามคำสอน และกระทำตามโอวาทของพระศาสดาและจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพและสรรเสริญของบริษัท ๔ เป็นความอัศจรรย์ของตถาคต เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของตถาคต

เมื่อคู่สาวกแม้เห็นปานนี้ปรินิพพานแล้วความโศกหรือความร่ำไรก็มิได้มีแก่พระตถาคต เพราะฉะนั้น จะพึงได้ข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้.

.
[๗๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่ ลำต้นที่ใหญ่กว่าพึงทำลายลง ฉันใด เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ซึ่งมีแก่น ดำรงอยู่ สารีบุตรและโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

.
[๗๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ …
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ …
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล.

.
[๗๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในกาลที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุเหล่านี้นั้น ที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักเป็นผู้เลิศ.

การรักษา

30 ตค.

ความรู้สึกเหมือนกำลังทำวิทยานิพนธ์
เรื่อง รู้กายใจด้วยสมถะและวิปัสสนา

เกี่ยวกับกายและจิต ในภาวะปกติและขณะเจ็บป่วย
การรับมือกับสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 4

การทำความเพียร เจริญสมถะและวิปัสสนา ให้เป็นกรณีศึกษา

การดำเนินชีวิต ขณะที่มีชีวิตอยู่ ให้เป็นกรณีศึกษา

ชีวิตตอนเจ็บป่วย ให้เป็นกรณีศึกษา

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ให้เป็นกรณีศึกษา

 

1 พย.61

กราบขอบพระคุณ คุณหมอ สมศักดิ์ เอกปรัชญากุล รพ.รามคำแหง

และคุณหมอชนกพร เปี่ยมพริ้ง รพ.จุฬาภรณ์

คุณหมอสมศักดิ์ ให้การรักษาตั้งแต่แรก จนกระทั่งค่าใช้จ่ายรับมือไม่ไหว ทำให้หาทางเลือกใหม่ โดยการเสริชกูเกิ้ล เจอรพ.จุฬาภรณ์ หรือศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์ จึงไปลองติดต่อดู พร้อมกับบอกเหตุผลว่า ที่ไม่รักษาที่รพ.รามต่อเพราะอะไร และบอกอีกว่า แนวทางการรักษาขั้นต่อไป คุณหมอได้บอกไว้แล้วว่า จะต้องตรวจอะไรเพิ่ม และทำอะไรต่อ

.

พอไปถึงรพ.จุฬาภรณ์ สิ่งแรกที่ประทับใจ ห้องน้ำสะอาด แอร์เย็นฉ่ำ โดยเฉพาะที่ศูนย์หัวใจ แอร์เย็นมาก จนท.ให้บริการดีมาก แล้วได้คุณหมอชนกพร เปี่ยมพริ้ง เป็นแพทย์ประจำตัว

ตอนที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณหมอฟัง
คุณหมอถามว่า มีประกันมั๊ย มีสิทธิพิเศษอะไรมั๊ย

เราบอกว่า มีบัตรทองของแพทย์ปัญญา ซึ่งจนท.แนะนำว่า สามารถให้ทางรพ.แพทย์ปัญญาส่งตัวมารักษาได้

แต่แล้วต้องผิดหวัง พอไปสอบถามข้อมูล
ปรากฏว่า รพ.แพทย์ปัญญา ได้ถอนตัวจากคลีนิคที่ใช้บริการอยู่ ตอนนี้ขึ้นกับรพ.พระมงกุฏ

ได้โทรฯติดต่อกับจนท.ศูนย์หัวใจรพ.พระมงกุฏ ซึ่งบอกว่า ที่พระมงกุฏ ก็มีศูนย์หัวใจ จึงไม่สามารถออกใบส่งตัวให้ได้

พอนัดเจอครั้งต่อมา ได้บอกกับคุณหมอชนกพรว่า
ต้องการรักษากับคุณหมอต่อ ไม่อยากเปลี่ยนหมออีก

คุณหมอชี้แจงคร่าวๆว่า ต้องทำอะไรบ้าง
แล้วให้พยาบาล ไปสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายมาให้
สรุป ค่าใช้จ่ายประมาณหนึ่งหมื่นบาท

คุณหมอถามว่า พอจะไหวมั๊ย
เราบอกว่า ไหวค่ะ

คุณหมอจึงนัดวันตรวจ และต้องนอนรพ. 1 คืน

.

การรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจเต้นระริก(AF) หรือหัวใจเต้นพริ้ว การช๊อตไฟฟ้าที่หัวใจ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา

หมอจะนัดล่วงหน้า นอนรพ. 1 คืน
พร้อมทั้งบอกการเตรียมตัวล่วงหน้า
เช่นงดน้ำงดอาหารตั้งแต่กี่โมง

.
วิธีการช๊อตไฟฟ้า

ขั้นแรก ให้กลืนกล้อง ผ่านหลอดอาหาร
เพื่อตรวจดูหัวใจว่า มีลิ่มเลือดออกหรือเปล่า

หากมี จะไม่สามารถทำการช๊อตได้
หากไม่มี ก็สามารถช๊อตได้
การช๊อต วัตถุประสงค์เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ

.

หลังจากส่องกล้องดูหัวใจแล้ว
ก่อนช๊อตไฟฟ้า หมอจะให้ยานอนหลับ
แล้วให้ยาลดการเต้นของหัวใจ รอจังหวะที่ช่วงหัวใจหยุดเต้น
หมอจึงใช้เครื่องช๊อตที่หัวใจในตอนนั้น

เครื่องสำหรับช๊อต
ก็เครื่องที่ใช้ซ๊อตช่วยชีวิตในกรณีที่ผู้ป่วยหัวใจวาย

.
การรักษาด้วยการช๊อต เป็นสเต็ปแรก
คือ ใช้เครื่องปั๊มหัวใจ แบบที่เคยเห็นในหนัง
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมทั้งนอนรพ. ประมาณหนึ่งหมื่นบาท

ถ้าไม่หาย หมอจึงจะใช้วิธีที่ 2 เรียกว่า จี้ไฟฟ้า
วิธีการทำก็คนละอย่าง ราคาตรงนี้ไม่รู้นะ แบบไม่ได้ถามจนท.

.

หลังช๊อตไฟฟ้า

ระหว่างอยู่รพ. จะมีเครื่องกระตุ้นหัวใจติดตัว
ตรวจจังหวะหรือกระตุ้นก็ไม่รู้นะ เห็นคนไข้มีติดตัวทุกคน

มีใส่เข็มให้น้ำเกลือแบบลอยๆไว้
ถ้าไม่มีน้ำเกลือ ก็ใส่ไว้แบบนั้น ถึงเวลากลับบ้าน
พยาบาลจะถอดหัวเข็มออกให้

.

แนวทางการรักษา อ่านเจอมาเยอะมากว่ารักษาแล้วไม่ได้ผล

สิ่งที่สำคัญมาก หวังพึ่งหมอฝ่ายเดียวไม่ได้
ตัวเราเองต้องจดบันทึกทุกอย่างเกี่ยวกับอาการทางกายและใจ และพฤติกรรมการบริโภคส่วนตัว เช่น กรณที่เป็นไทรอยด์ด้วย อาจมีนน.ตัวขึ้น หรือนน.ลดลงมากผิดปกติ รักษาไปมากลับกลายเป็นอ้วนฉุ

.
เมื่อกลับมาอยู่บ้าน

1. ควรมีเครื่องวัดความดันติดบ้านไว้
เพราะต้องตรวจวัดความดัน และดูการเต้นของหัวใจตลอด

2. ตั้งแต่เริ่มกินยา กินแล้วมีอาการอย่างไร

3. ควรมีสมุดจดบันทึกอาการทั้งหมด เวลาไปหาหมอ หมอจะได้รู้รายละเอียดทั้งหมด ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

4. อาหารเสริมทุกชนิด ให้งด เพราะอาหารเสริมบางชนิดส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ยาที่หมอใช้รักษาจึงไม่ได้ผล หรือเห็นผลไม่ชัดเจน

5. ยาสมุนไพรทุกชนิดให้งด เช่นเดียวกับอาหารเสริม

6. เวลาหมอถามว่า มีอาการใจสั่นมั๊ย
อาการใจสั่นหมายถึง รับรู้ได้ถึงการเต้นของหัวใจ โดยไม่ต้องใช้หูฟัง จะรู้ชัดขึ้นมาเอง บางครั้งรัวเหมือนปืนกล บางครั้งเต้นช้า ตุ้บหนึ่งแล้วหายไปนาน เต้นไม่สม่ำเสมอ บางคืนไม่หลับไม่นอนเพราะได้ยินเสียงหัวใจเต้นทั้งคืน บางครั้งส่งแรงสะเทือนไปทั้งตัว บางคนมีเรียกว่า จิตตื่น ระวังให้ดีนะ จิตตื่น แต่ร่างกายไม่ตื่น กายส่งสัญญาณว่า กำลังป่วยแล้วนะ

.

เรื่องอาหารเสริม ปกติจะกินแคลแม็กดี เพื่อให้แคลเซี่มกับร่างกาย กินวิตมินซีสะกัดจากผลอะเซเรอร่าเชอร์รี่ กินเลซิติน มีกินสามตัวนี้แหละ ที่งดเอง โดยดูจากค่าของความดัน และการเต้นของหัวใจ พอหยุดสามตัวนี้ ความดันและหัวใจกลับมาเต้นจังหวะปกติ ผลการตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า ออกมาดี ไม่มีลักษณะของหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

ส่วนโปรตีนที่ผสมกับน้ำผลไม้ ตัวนี้ไม่มีผลกระทบกับยา

.

ตอนที่หมออ่านสมุดรายงานเกี่ยวกับอาการทั้งหมด ที่เราจดบันทึกทุกวัน หมอบอกว่า เราสองคนคุยกันได้นะเนี่ย

คือเราไม่ได้บอกกับหมอว่า เคยประกอบวิชาชีพใดมาก่อน
เราอาศัยพื้นฐานด้านการรักษาหรือความรู้ พร้อมทั้งประสพการณ์ที่ผ่านมาจากการดูแลคนไข้ มาใช้กับตัวเอง

ประกอบกับได้แนวทางมาจากการทำกรรมฐานของตัวเอง การจดบันทึกรายละเอียดของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความเคยชินที่จะทำแบบนี้ โดยที่หมอไมไ่ด้แนะนำให้ทำ

.

แล้วก็มีข่าวดี หมอบอกว่า ตอนนี้หัวใจเรากลับมาเต้นปกติ
แต่ยังต้องกินยาเพื่อปรับระดับการเต้นของหัวใจไปก่อน

หมอนัดอีกที วันที่ 29 พย.’61 หมอบอกว่า ต่อไปไม่ต้องทำ EKG หมอใช้หูฟังเพียงอย่างเดียวได้

ที่ว่าข่าวดีก็คือ หมอบอกว่า ถ้าเราสามารถจัดการเรื่องยาและการเต้นของหัวใจด้วยตนเองได้ หมอาจจะให้งดยา ไม่ต้องกินยาอีกต่อไป ถ้าเกิดเป็นอีก ให้กินยาหัวใจที่หมอให้มา กินทีเดียว 2 เม็ด การเต้นของหัวใจจะกลับมาปกติเอง

หัวใจเต้นระริก(AF)

15 ตค.

วันนี้จนท.จากแผนกหัวใจโทรฯมาแจ้งว่า วันที่ 25 ตค.นี้ เดิมนัดทำแอคโค เพียงอย่างเดียว แล้วนัดอีกครั้งวันที่ 30 ตค. เพื่อส่องกล้อง หากไม่เจอลิ่มเลือดให้หัวใจ จะช๊อตไฟฟ้า เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่เป็นอยู่(โรค AF)

หมอเปลี่ยนแปลงการนัด ทำทุกอย่างในวันที่ 25 ตค.
การเตรียมตัว งดน้ำ งดอาหาร หลังเที่ยงคืน นอนรพ.ห้องไอซีญู 1 คืน แล้วหากต้องมีการรักษาอย่างไรต่อ หมอจะบอกอีกที

.
ตกลงสิทธิบัตรทองของรพ.แพทย์ปัญญาใช้ไม่ได้ เพราะคลีนิคที่เคยรักษาอยู่ รพ.แพทย์ปัญญาได้ถอนคอนแทคออก ตอนนี้คลีนิคที่ใช้รักษาอยู่ มีคอนแทคกับรพ.พระมงกุฏ

เรารู้ดีว่ารพ.รัฐบาลนั้นเป็นอย่างไร
หากไม่มีคนที่รู้จักในรพ.นั้น อะไรๆค่อนข้างทุลักทุเล
กล่าวคือ ถ้าไม่อับจนหนทางจริงๆ ไม่คิดจะไปรักษา

.
นับว่าเป็นเหตุดีอีกอย่าง ที่ในปัจจุบันมีรพ.จุฬาภรณ์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ถึงแม้จะต้องเสียเงินเองก็ตาม อย่างน้อย ค่ายาและค่ารักษา ยังพอเหมาะพอควร พอที่จ่ายได้ ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเหมือนรพ.เอกชน

ในความรู้สึกส่วนตัว รพ.เอกชน เหมาะสำหรับการใช้งานแบบฉุกเฉิน แต่ถ้ามีการรักษาระยะยาว ต้องเปลี่ยนรพ. เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เหมือนที่เราทำในตอนนี้

.

สำหรับฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของท่าน ตรงนั้นไม่สนใจ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ทุกคนจะอยู่สูงหรืออยู่ต่ำ มีค่าเท่ากัน ไมแ่แตกต่างกัน แตกต่างแค่ฐานะหรือเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่

แต่ท่านใช้วิกฤติเป็นโอกาส โดยการคิดค้นหาวิธีการรักษาการเจ็บป่วยที่ท่านเป็นอยู่ ประชาชนแบบเราๆก็เลยได้รับอานิสงส์ตรงนั้นไปด้วย

.

เรื่องการพึ่งพาคนอื่น ไม่ว่าจะพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลูก หรือเพื่อนฝูง อย่างที่เคยบอกไว้ พึ่งพาใครไม่ได้ ซึ่งมีเหตุเดียวคือ เพราะไม่เคยคิดจะพึ่งพาใคร จะสู้ด้วยตัวเอง ยืนบนลำแข้งตัวเองมาตลอด จะคิดพึ่งพานอกตัวก็ต่อเมื่อจนหนทางแล้วจริงๆ

ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ว่าจะแม่ ญาติพี่น้อง ลูก หรือเพื่อน ที่เราสามารถพึ่งพาได้นั้น มีอยู่นะ ไม่ใช่ไม่มี บางที่คำพูดที่เราพูด อาจดูเหมือนว่าไม่มีใคร ตามความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น

เพียงจะบอกว่า การทำความเพียร เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เวลาทำอะไร จะคิดพิจรณาตลอด หากคิดยืมจมูกคนอื่นหายใจ เวลาเจอปัญหา ก็คิดแต่ถึงคนอื่น มากกว่าเรียนรู้ด้วยตนเอง แล้วเมื่อไหร่ ใจจะเป็นอิสระจากบ่วงต่างๆได้

เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม

 

16 ตค.

เห็นอัตภาพร่างกายนี้ โดยความเป็นทุกข์

.
เช้านี้ จู่ๆ เจ็บหัวใจ ตามมาด้วยแน่นกลางอก ทนสักพัก จนกระทั่งทุเลา จึงไปรพ.ราม หาหมอคนเดิม ตามที่นัดไว้ อีกอย่าง อยากจะถามเรื่องยาด้วย หน้าอกก็มาเจ็บวันนี้พอดี มีเหตุจริงๆ

ก่อนพบหมอ ได้ทำ EKG ตอนพบหมอ หมอบอกว่า การเต้นหัวใจยังเหมือนเดิม ไม่ดีขึ้นเลย

เล่าอาการเมื่อเช้าให้หมอฟัง หมอสั่งเจาะเลือดว่ามีหัวใจตีบหรือเปล่า พอได้ผลเลือดมา หมอบอกว่า ค่าบอกว่า ไม่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ น่าจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ

นำยาที่หมอหัวใจและหมอไทรอยด์ ให้กิน บอกหมอว่า หมอไทรอยด์ ให้งดยาเก่าทั้งหมด ให้กินยาตัวใหม่ methimazone 5 mg 3 เม็ด หลังอาหารเช้า

หมอถามว่า ค่าไทรอยด์ขึ้นเหรอ
เราบอกว่า เห็นหมอไทรอยด์บอกว่า ปกติ แล้วเปลี่ยนยาตัวใหม่ ยาตัวเก่าptu ให้งด รวมทั้งยาลดการเต้นของหัวใจinderal หมอบอกว่า ใจไม่สั่น ไม่ต้องกิน

หมอฟังแล้ว พูดว่า ทำไมมางดยาของหมออื่น อีกอย่าง ยาตัวใหม่ไทรอยด์น่ะ ยาตัวนี้เป้นยาstep 2 เตรียมสำหรับคนกลืนแร่ ยาที่หมอให้เรากิน เป็นยาstep1 ถ้าไทรอยด์ดีขึ้นหรือปกติ ก็ลดจำนวนกินลง ไม่ใช่ไปเพิ่มขนาดของยาให้แรงขึ้น

สรุป หมอให้กินยาไทรอยด์ตัวเดิม แต่ลดเหลือ 3 เม็ด กินมื้อเดียวในตอนเช้า ยาลดการเต้นของหัวใจให้กินต่อ ห้ามงด และยาตัวใหม่ที่หมอหัวใจที่จุฬาภรณ์สั่งเพิ่มมา ให้กินต่อ สังเกตุด้วยว่า ถ้าความดันต่ำกว่า 90 ให้หยุดยาชั่วคราว หรือชีพจรเต้นต่ำกว่า 50 ก็ให้หยุดยาชั่วคราว เพราะยาัวนี้ทั้งลดความดันและลดการเต้นของหัวใจ อาจมีผลข้างเคียงได้

เราบอกว่า ขอรักษาไทรอยด์กับหมอเหมือนเดิม ส่วนเรื่องการตรวจหัวใจที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เราสู้ไม่ไหว ขอรักษาที่จุฬาภรณ์

หมอบอกว่า ได้นะ ขอผลการตรวจมาให้หมอดูด้วยนะ

คือได้เล่าให้หมอฟังว่า หมอที่จุฬาภรณ์ นัดวันที่ 25 นี้ ทำแอคโค่ แล้ววันที่ 30 นัดส่องกล้อง ถ้าไม่มีลิ่มเลือด จะช๊อตไฟฟ้า เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ นอนรพ. 1 คืน

.

วันนี้ค่าตรวจ ค่าแล็ป ค่าบริการ ไม่มียากิน เพราะยายังมีอยู่เยอะ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1938 บาท ก็ยังดีกว่ามียานะ ราคายาต่างกันมาก คือ ก็เข้าใจนะว่า นี่เป็นเอกชน อย่างน้อย ราคาค่ารักษายังถูกกว่าที่เวชาธานี

.
รู้สึกเหนื่อยใจ พรุ่งนี้ต้องไปติดต่อรพ.แพทย์ปัญญา เพื่อขอใบส่งตัวไปรับการรักษาที่รพ.จุฬาภรณ์ ดีนะที่ยังมีบัตรทอง ถ้าไม่มีล่ะก็ ต้องเสียเงินอีกเยอะ

รู้สึกขอบคุณ รัฐบาลคุณทักษิณ ที่มีหมออยู่ในกลุ่มด้วย  คุณหมอสงวน  จึงได้มีโครงการณ์นี้เกิดขึ้น

 

 

18 ตค.

สิ่งที่ได้จากการรักษาตัวคือ การทำกรรมฐาน รักษาทุกโรค
โรคต่างๆ ล้วนเกิดจากใจเป็นหลัก กายเป็นรอง
หากรักษาใจได้ การเจ็บป่วยทางกายไม่ใช่ปัญหา
ค่อยๆใช้สติ ปัญญาในการแก้ไข คิดพิจรณาเนืองๆ
เพื่อหาทางที่จะอยู่กับสภาวะนั้นๆได้

.

การรักษามี 2 ประเภท

1. รักษา เพราะความกลัว กลัวเป็นนั่นนี่

2. รักษา เพื่อบรรเทา ไม่มีความกลัวแต่อย่างใด

การที่เรารับการรักษานั้น เพื่อบรรเทา ไม่ได้กลัว
รักษาเท่าที่รักษาได้ แบบไม่ต้องมาทรมาณสังขาร

.
เริ่มต้นจากความไม่รู้ ต้องเสียค่าครูก่อน
คือเสียทรัพย์สิจะมีอะไร แบบเอาสะดวกไว้ก่อน
ทีนี้เริ่มจะรับมือไม่ไหวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
หาทางออกให้กับตัวเอง เริ่มหาข้อมูลในทางเลือกอื่นๆ

เจอทางเลือกใหม่ ก็ติดขัดอีก
เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ถึงจะไม่มากเหมือนที่เก่าก็ตาม
กลับมาเริ่มใหม่ทีละขั้น ติดต่อสิทธิบัตรทองก่อน
ปรากฏว่า รพ. แพทย์ปัญญา ได้ถอนคอนแทคกับคลีนิคนี้ไปแล้ว
ตอนนี้ต้องขึ้นตรงกับรพ.พระมงกุฏอย่างเดียว

สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่า รพ.พระมงกุฏ เป็นของรัฐบาล
คนไข้เยอะมาก ที่เคยเจอมาเรื่องการจองบัตรคิวเข้าตรวจ
จะยุคสมัยไหน เหมือนกันหมด ถ้าไม่เรียงตามคิว คงวุ่นวาย
แต่ก็มีพวกใช้สิทธิพิเศษลัดคิวไปก็มี

วันนี้โทรฯติดต่อกับสายด่วนศูนย์หัวใจสิริธร
ตรงนี้ติดต่อได้ไว เพราะเป็นมือถือ

สอบถามข้อมูลทั้งหมดกับจนท.
ปรากฏว่า จะเข้ารพ.อื่นได้ ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
เพราะทางรพ.พระมงกุฏ สามารถรักษาโรคนี้ได้
นึกถึงคิวอันยาวเหยียด นึกถึงต้องเปลี่ยนหมอใหม่
นึกถึงยา ที่อาจถูกเปลี่ยนใหม่อีก แล้วส่งผลกระทบต่อร่างกาย
เหมือนเริ่มต้นรักษาใหม่อีกครั้ง ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม กับสิ่งที่เพิ่งเจอผ่านมา

.
ตัดสินใจว่า เอาละ ต้องคุยกับคุณหมอที่รักษาอยู่
โทรฯถามเรื่องค่าใช้จ่ายว่า พอที่จะรับมือได้มั๊ย
ถ้าไม่ไหว ขอเลือกกินยาเพื่อประทังอาการไว้ก่อน

ช่วงนี้ ออกจะดูวุ่นๆกับการเจ็บป่วย
กรรมฐานน่ะยังเหมือนเดิม
แต่เริ่มยืนกับเดินระหว่างวันมากขึ้น

อาหาร หลักๆ เค็มน้อย
หลีกเลี่ยงแบบสำเร็จรูป ทำอาหารกินเอง
ของที่กินทุกอย่าง ดูส่วนประกอบของเกลือเป็นหลัก

มาม่า ราเม็ง ก๋วยเตี๋ยวตามร้าน มีเกลือสูง ให้หลีกเลี่ยง
แต่ถ้าอยากกินจริงๆ ไม่กินบ่อย

ชาไทย ชาเขียว หากอยากกินจริงๆ
อาทิตย์หนึ่งค่อยกินสักครั้ง

โปรตีน เน้นไข่เป็นหลัก กินเหมือนที่เคยกิน ไม่เพิ่มปริมาณ ไข่ วันละ 3-4 ฟอง ถือว่า พอแล้ว ดื่มโปรตีนเสริม วันละหนึ่งช้อน

ข้าว ปกติหุงกินเอง
เป็นข้าวกล้องผสมกับข้าวกล้องงอก และควินัว

 

โลก

2 ตุลาคม 61

วันนี้ไปพบแพทย์ตามนัด ระหว่างนั่งรอผลเลือด มองออกไปด้านนอก
เห็นคนนอนรถเข็น สายระโยงระยาง มองแล้วก็ปลง ชีวิตคนเรามีแค่นี้เองนะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เกินจากนั้น ก็เป็นเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม ที่ได้กระทำลงไป เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่
กว่าจะรู้ หลงสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ไหวจะเคลียร์

หลังจากหมอตรวจเสร็จ แล้วบอกถึงสิ่งที่จะให้เราทำต่อ พร้อมกับแจ้งราคาค่าใช้จ่าย
เราฟังแล้วก็คิดพิจรณา ชีวิตคนเรานี่ ๑ ชีวิต ราคาถูกกว่าซื้อควายหนึ่งตัว ชีวิตคนเรามีค่าแค่นี้เองเหรอ

เหตุที่ควายราคาแพง ตอนมีชีวิตอยู่ นำไปใช้งานได้ เวลาตาย เนื้อก็นำมาขายได้
ส่วนคนตาย ตายแล้วก็แล้วกัน ให้ฟรี ก็ไม่มีใครอยากได้ ยกเว้นบริจาคที่รพ. เพื่อเป็นอจ.ใหญ่

ทางเลือกสำหรับตัวเอง
หมอบบอกว่ามีสองทางเลือก
เพราะอาการหัวใจที่เป็นอยู่ น่าจะเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน

ตามหลักแล้ว ไทรอยด์เป็นพิษ
ถ้าผลเลือดกลับมาปกติ หัวใจจะกลับมาเต้นปกติ
แต่หัวใจเรายังคงเต้นผิดปกติ

.
นี่เปลี่ยนยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่
ตัวเก่ากินแล้วมีผลข้างเคียง

ครูมาสอนคือ ไม่ต่างกับหนูทดลองยา
แต่ทำไงได้ อย่างน้อยไม่ต้องทรมาณแบบเมื่อก่อน

เมื่อก่อน เวลาที่เจ็บหัวใจแต่ละครั้ง
อาการเหมือนจะน็อคอยู่เรื่อย
ตั้งแต่กินยามา อาการเจ็บหัวใจยังมีอยู่
แต่ไม่รุนแรงแบบเมื่อก่อน คือเจ็บแบบยังรับมือได้

 

 

3 ตุลาคา 61

เมื่อคืนเล่าให้เจ้านายฟังถึงสิ่งที่หมอบบอกว่า รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ เป็นค่าส่องกล้องหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าเจอสะเก็ดเลือด ค่าช๊อตไฟฟ้าหัวใจ ค่านอนรพ. 1 คืน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ห้าถึงหกหมื่นบาท
ถ้าไม่เจอ ก็ไม่รู้ว่าหมอจะคิดรักษาแบบไหนต่อ

เมื่อวาน หลังจากได้ยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่เพิ่มมาอีกตัว ค่ายาตัวนี้แพงมาก
ยาแค่ 26 เม็ด ราคาประมาณสองพันบาท

ยาตัวนี้กินหลังอาหารเช้า-เย็น หลังจากกินยาตัวนี้ไป มีอาการเจ็บหัวใจ
เมื่อคืนเจ็บหัวใจเกือบทั้งคืน แต่ก็ทนได้ เพราะที่เคยเจ็บมา เคยเจ็บมากกว่านี้

.
สติ สัมปชัญญะ ทำให้เกิดการคิดพิจรณา

เมื่อคืน ขณะที่เจ็บหัวใจ ก็คิดพิจรณาไปด้วย เกี่ยวกับยาที่เคยกิน
กินแล้ว อาการเจ็บหัวใจเบาลง ไม่เกิดบ่อย

พอหมอเพิ่มยาละลายลิ่มเลือดทีไร จะเป็นแบบนี้ทุกที
คือ เจ็บหัวใจมากกว่าเดิม และมีเกิดขึ้นบ่อย

ก็คิดนะว่า เกี่ยวกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น มองเป็นเรื่องของสภาวะ
พยายามหลบหลีกสภาวะหนึ่ง ก็มาเจอสภาวะหนึ่งแทน

กล่าวคือ ได้หลีกเลี่ยงการเดินจงกรมกับนั่งสมาธิ(เต็มรูปแบบ)
เพราะความที่ไม่อยากรู้เห็นอะไร แต่หันมานั่งสมาธิบนโซฟาแทน
ผลคือ อาการขาแข็งที่มีเกิดขึ้นเนื่องจากไม่ได้นั่งขัดสมาธิที่พื้น เส้นก็เลยยึด

เช้านี้บอกเจ้านายว่า ตัดสินใจจะใช้กรรมฐานรักษาตัวแบบที่เคยทำมา
จะกลับมาเดินจงกรมต่อด้วยนั่งสมาธิที่พื้น เหมือนที่เคยทำ
คือ มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด
ต่อให้พยายามรักษาแค่ไหน ก็หนีไม่พ้น

.
กรรมของการฆ่าปู

เล่าให้เขาฟังว่า น่าจะเป็นผลของกรรมในอดีต ที่เคยฆ่าปู สมัยอยู่ที่ปากน้ำ เป็นคนชอบกินปู
ตอนนั้นซื้อปูทะเลที่ตลาด แม่ค้าบอกว่าปูตายแล้ว ตอนที่ซื้อมาเหมือนปูตายแล้วจริงๆ
แต่ตอนที่นำไปต้มนี่สิ ปูยังไม่ตาย ไต่ขึ้นปากหม้อหนีน้ำร้อน

จับปูขึ้นมา แล้วใช้อีโต้สับครึ่งตัว แล้วนำไปต้มต่อ หลายตัวเหมือนกันนะ
หลังจากนั้นมา เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก แรกๆไม่ได้คิดอะไร สงสัยว่าน่าจะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ
วานให้พี่ที่ทำงานทำ EKG ตรวจคลื่นหัวใจให้ แล้วนำไปขอให้หมอช่วยอ่านค่าให้ หมอบอกว่า ปกติ

.

ในตอนนี้ หลังจากที่หมอบอกว่า อาการที่เป็นอยู่ หมอยังหาสาเหตุไม่ได้ จึงขอส่องกล้อง
เพื่อดูข้างในของหัวใจว่า มีอุดตันตรงไหนหรือเปล่า แต่ความที่ว่าค่ารักษาที่แจ้งมานั้นราคาสูงมาก
เมื่อคืนจึงเสริชหาศูนย์โรคหัวใจ เจอรพ.จุฬาภรณ์

เช้านี้โทรฯติดต่อแผนกศูนย์หัวใจ

จนท.ถามว่า มีบัตรใช้สิทธิอะไรบ้าง
บอกเขาว่า มีบัตรทอง ของรพ.แพทย์ปัญญา

จนท.ซักประวัติคร่าวๆเรื่องการรักษาตัว แล้วให้คำแนะนำว่า ให้ไปติดต่อที่รพ.แพทย์ปัญญาก่อน
ถ้าหมอทางนั้นไม่สามารถรักษาได้ ให้ทางรพ.แพทย์ปัญญา ทำหนังสือส่งตัวมารับการรักษาที่รพ.จุฬาภรณ์
แล้วนำประวัติการรักษาจากรพ.ราม ที่เคยรักษามาทั้งหมดมาด้วย

 

5 ตค. 61

ตกลงสามารถติดต่อรพ.จุฬาภรณ์ได้
แล้วหมอนัดเจอวันที่ 11 ตค.นี้ ในตอนบ่าย

เสริชหาเส้นทาง และวิธีการเดินทาง

ถ้าไปรถเมล์ กลัวเจอจราจรติดขัด
ไปสถานีรถไฟฟ้า ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปลงจตุจักร

แล้วเดินข้ามไปฝั่งจตุจักร ตัดสินใจนั่งแท็กซี่
เพราะเพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าเส้นทางเป็นแบบไหน

.
ที่ไปหาหมอที่จุฬาภรณ์
อย่างแรกเพราะ ค่าใช้จ่ายน่าจะถูกกว่ารพ.รามคำแหง
อีกอย่างจนท.บอกว่า หากมีการตรวจรักษาพิเศษ
ถ้ามีค่าใช้จ่ายสูง สามารถใช้บัตรทองได้
ทางจนท.จะช่วยประสานงานให้

.
อย่างที่สอง คิดว่า ถ้าส่องกล้องก็ดีเหมือนกัน
จะได้รู้ไปเลยว่า ตกลงเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน
หรือเป็นเพียงเรื่องของสภาวะ

 

เมื่อคิดพิจรณา จะว่าไปแล้ว อาการเจ็บหน้าอกแต่ละครั้ง ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น มากน้อยไม่เท่ากัน
ช่างเหมือนกับทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน ไม่แตกต่างกันเลย

เพียงแต่ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน เกิดที่กายเป็นหลัก
เมื่อยังมีความยึดมั่นถือมั่นในกายอยู่ จึงส่งผลกระทบต่อใจ เจ็บมาก เจ็บน้อย
ขึ้นอยู่กับความยึดมั่นถือมั่น ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
เรียกว่า เป็นการรู้เห็นทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้นแบบหยาบๆ

ทีนี้อาการเจ็บหัวใจ ที่ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย ยังหาสาเหตุไม่ได้
เป็นเรื่องของกายมีส่วนประกอบ  แต่ก็ยังน้อยกว่าใจ ซึ่งมองเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีอวิชชา หากมีความยึดมั่นถือมั่นมาก ผลที่ตามมา
คือ ความกลัว ความวิตกกังวลว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งก่อให้เกิดความเครียด
นับว่าเป็นเหตุดี ที่ตัวเองไม่ได้มีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นแต่อย่างใด

.
ถ้าถามความรู้สึกแล้ว ตั้งแต่กินยาที่หมอให้มา เฉพาะยาสองตัวที่กินประจำ แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
อย่างน้อยๆ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บที่มีเกิดขึ้น แทนที่จะเกิดบ่อย ทำให้เกิดน้อยลง นานๆถึงจะเกิด
แต่ถ้าต้องกินยาระยะยาว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ยาที่กิน จะส่งผลกระทบอย่างไรกับร่างกายบ้าง
ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยอีก ถ้ามีเหตุ ผลย่อมมี ไม่ใช่บังเอิญเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

.
รู้สึกไม่ดีกับการกินยาละลายลิ่มเลือด ทุกครั้งที่หมอจ่ายตาตัวนี้เพิ่มมา ผลกระทบที่ตามมาคือ เจ็บหัวใจบ่อยขึ้น
ใจเรานั้น อยากได้ยาแค่ช่วยบรรเทาอาการไว้ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเร่งรักษา ไม่ต้องไปอยากรู้นั่นรู้นี่
เหมือนกับการทำกรรมฐาน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามสภาวะ เรามีหน้าที่ คือ มีสติ รู้อยู่กับปัจจุบัน ทำแค่นี้พอ
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง นอกนั้นเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

หากจะตาย จะอายุมาก อายุน้อย เรื่องของอายุ นั้นไม่เกี่ยว
เรื่องของโรคภัยก็ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

โรคภัยมาจากไหน
ล้วนเกิดจากการกระทำ
ที่เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่ทั้งสิ้น
สิ่งที่กระทำที่มีเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ ขณะดำเนินชีวิต
ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
ทุกๆการกระทำ ล้วนส่งผลกระทบกลับมาให้รับผล
ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต รวมทั้งโรค ภัย ไข้ เจ็บ

.
เมื่อยังอร่อยกับเนื้อหนังมังสาของผู้อื่น
ทุกๆการบริโภค ล้วนมีข้ออ้าง
ผลกระทบกลับมา ก็ต้องยอมรับ

เมื่อการสำรวมทางกาย วาจา ใจ ยังไม่มากพอ
ทุกๆการกระทำ ล้วนมีข้ออ้าง
ผลกระทบกลับมา ก็ต้องยอมรับ
.
สิ่งที่เกิดขึ้น
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

หากไม่เคยทำ ผลจะมาจากไหน
เรื่องบังเอิญไม่มีในโลก
พอๆกับของฟรี ไม่มีในโลก

.

ระหว่างหมอกับเรา มีความเห็นไม่ตรงกัน

หมอ ย่อมพยามใช้วิธีการแบบหมอ
คือ ต้องหาช่องทางรู้ให้ได้ว่า คนไข้เป็นอะไร
จึงต้องมีการทดลองเกิดขึ้นตามมา
มีการทดลองแบบถูกกฏหมาย และ ผิดกฏหมาย

สำหรับเรา เมื่อกินยาแล้ว อาการบรรเทาลง แค่นี้ก็พอใจ
ไม่จำเป็นต้องไปค้นหารากเหง้าของอาการ

ประกอบกับค่าใช้จ่าย เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มจะรับมือไม่ไหว
เราจึงต้องหาทางออกให้กับตัวเอง โดยการหาทางเลือกใหม่
ที่รักษาพื้นฐานเดิม แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

ในตอนแรกยังคิดไม่ได้หรอก เอาสะดวก เอาใกล้ไว้ก่อน

เห็นทุกข์ จึงทำให้เกิดปัญญา

“เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม”

 

6 ตค.61

จากการเจ็บป่วย ทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น
ไม่แตกต่างกับทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน

ขณะทำกรรมฐาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกาย เป็นหลัก
เช่น รูปฌาน(รูปภพ) กายมีอยู่(รูปปรากฏ) 
เวทนาที่เกิดขึ้น มีกายเป็นหลัก ใจเป็นรอง
เพราะเมื่อสมาธิมีกำลังมาก เวทนาย่อมหายไป

.
อรูปฌาน(อรูปภพ) กายหาย(รูปไม่ปรากฏ)
เหลือเพียงใจที่รู้อยู่

เมื่อจิตคลายจากสมาธิ
เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของใจ

.
ความเจ็บป่วย(กามภพ) เช่น การเจ็บหัวใจ
เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของกายและใจ

.
เวลาที่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เป็นเรื่องของกายและใจ
ไม่ใช่แค่กายหรือใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่มีเกิดขึ้นทั้งสองอย่าง

ทำให้เกิดการคิดพิจรณา เริ่มมองเห็นโลก ในมุมมองใหม่
ค่อยๆเกิดความรู้ชัดทีละนิด “อายตนะ”

.
ทำไมพระพุทธเจ้า เวลาพูดถึงโลก
เหตุปัจจัยใดจึงใช้คำว่า อายตนะ
แทนที่จะทรงตรัสเช่นเดียวกับคำว่าโลก
ความหมายของโลก เหมือนที่คนทั่วๆไปใช้พูดกัน

.
เพราะอาศัยธาตุทั้งหลาย 6 ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี

ภิกษุ ท.! ที่เรากล่าวว่า ธาตุ ๖ อย่าง นั้น
เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว?

เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ ธาตุเหล่านี้มีหก คือ
ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ
เตโชธาตุ
วาโยธาตุ
อากาสธาตุ
วิญญาณธาตุ

.
อายตนะทั้งภายในและภายนอกนี้ มีอย่างละ 6 แล คือ

จักษุและรูป
โสตและเสียง
ฆานะและกลิ่น
ชิวหาและรส
กายและโผฏฐัพพะ
มโนและธรรมารมณ์
เหล่านี้แล อายตนะทั้งภายในและภายนอกอย่างละ 6

.

โลกสูตรที่ ๑๐

[๑๙๖] เทวดาทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมชมเชยในอะไร
โลกยึดถือซึ่งอะไร โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร ฯ

[๑๙๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น
โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะ ๖
โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละ
โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖ ฯ

 

11 ตค.

วันนี้ไปพบหมอที่รพ.จุฬาภรณ์
 
ความที่ว่า ไม่ได้ไปไหนไกลๆ ต้องเรียนรู้เรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าใต้ดิน แบบเป็นงงมาก ก็ถามกับคนแถวๆนั้นแหละ ขาไปไม่เท่าไหร่ ขากลับนี่ เรียกชื่อสถานีไม่ถูก
 
รถใต้ดินจะใช้เหรียญ ยืนดูคนอื่น เขาใช้แต่บัตรกัน เราก็รอดูว่าเผื่อมีคนใช้เหรียญ หาไม่เจอสักคน ถามคนแถวนั้นว่าใช้ยังไง ไม่เห็นมีรูให้หยอดเหรียญ เขาบอกว่า ใช้แตะลงไป โอเค!!!!
 
ลงหน้าจตุจักร นั่งแท็กซี่ ค่ารถประมาณ 85 บาท เศษที่เหลือยกให้คนขับ เขาขอบคุณใหญ่โต
 
ตอนที่มองเห็นรพ.ครั้งแรก โห!!!! พื้นที่กว้างใหญ่มากๆ มีศูนย์วิจัยด้วย ถามตลอดทางว่าไปทางไหน สำหรับโรคหัวใจ ต้องนั่งรถตู้ไปตึก 17 ไร่ เป็นรถบริการจากทางรพ. แบบดูไฮโซมาก การบริการดีมาก แอร์เย็นกระหน่ำ แบบถูกใจมาก
 
ตอนพบหมอ หมอสอบถามอาการและเหตุที่มีรักษาที่รพ.นี้ ได้เล่าเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้กับรพ.รามให้ฟัง เราบอกว่า ไม่ได้มีรายได้อะไรมากมาย  แรกๆ พอรับมือไหว แต่นี่ตั้งห้าหมื่น รับมือไม่ไหว ลองหาในกูเกิ้ล เจอรพ.จุฬาภรณ์ จึงคิดว่า ค่าใช้จ่ายพอจะรับมือได้
 
หมอถามเรื่องสิทธิการรักษา
เราบอกว่า จ่ายเงินสด เบิกไม่ได้ แล้วทางจนท.ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า หากต้องมียอดค่าใช้จ่ายสูง ทางรพ.จะประสานงานไปกับรพ.แพทย์ปัญญาให้(บัตรทอง) จึงตัดสินใจที่จะมารับการรักษาที่นี่
 
หมอบอกว่า ตกลงรักษาที่นี่ต่อนะ หมอจะได้นัดต่อเนื่อง แล้วก็มีทำแอ็คโค่ มีส่องกล้อง ถ้าไม่เจอลิ่มเลือด หมอจะช๊อตไฟฟ้าที่หัวใจ เพื่อระงับอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว หมอจะให้นอนรพ. 1 คืน แล้วหมอให้พยาบาลไปสอบถามเรื่องราคา
 
ค่าส่องกล้อง ที่รพ.รามคิด 1 หมื่น
ที่รพ.จุฬาภรณ์ 2000 บาท
 
แล้วเรื่องยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่ หมอบอกว่า ยาตัวนี้ ราคาเม็ดละ 100+ เหมือนกัน เราเอาใบเสร้จให้หมอดู ค่ายา ปกติ แบบไม่มียาละลายลิ่มเลือด ราคาประมาณ 1000+ ไม่เกิน 2000 บาท  พอมียาละลายลิ่มเลือดเพิ่มมาอีก 28 เม็ด ราคาทั้งหมด 6000+
 
หมอสั่งยาให้ พร้อมกับถามว่า ถ้าค่ายาประมาณ 2000 บาท ไหวมั๊ย
 
เราบอกว่า ไหวค่ะ
 
หมอนัดอีกสองอาทิตย์ ได้ยาละลายลิ่มเลือดมา 40 เม็ด ยากดการการเต้นของหัวใจ 20 เม็ด
 
ตอนรับยา เภสัชดีมาก เขาถามว่า เคยกินยาตัวนี้หรือยัง(ยากดการเต้นของหัวใจ) 
 
เราบอกว่า ยังไม่เคย พร้อมกับถามว่า มีอะไรหรือเปล่าคะ?
 
เภสัชบอกว่า เห็นมียาช่วยลดการเต้นของหัวใจอยู่แล้ว ยาตัวนี้ออกฤทธิ์คล้ายๆกัน แต่จะแรงกว่า เดี่ยวขอโทรฯถามหมอก่อน
 
สรุป หมอบอกให้กินยาตามที่สั่ง
 
เภสัชบอกว่า ถ้ากินแล้ว มีอาการหน้ามืด ให้มารพ.
เรากล่าวคำขอบคุณเขา
 
ที่นี่จะแยกการตรวจโรค หมอหัวใจรักษาหัวใจอย่างเดียว ไทรอยด์ หมอให้หมอเฉพาะทางแยกรักษาต่างหาก พรุ่งนี้นัดเจาะเลือด และพบหมอรักษาไทรอยด์
 
ขากลับ แท็กซี่บอกว่า ไปลงที่สถานีพหลโยธินมั๊ย อยู่ใกล้เซ็นทรัล 
 
เราบอกว่า ถ้ามั่นใจว่ารถไม่ติด ไปส่งที่นั่นก็ได้
เขาถามว่า แค่สถานีเดียว ไม่นั่งรถเมล์เหรอ
 
เราบอกว่า จากเซ็นทรัล ไปแยกรัชดา คือ เปรียบเทียบกับนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน  ถ้าขึ้นรถเมล์ ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ารถไม่ติด แต่รถไฟฟ้าใต้ดิน รับประกันได้
 
สรุป โชเฟอร์ไปส่งที่สถานี้รถไฟฟ้าใต้ดิน จตุจักร
 
.
 
บอกเจ้านายว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นตีสี่ ออกจากบ้านตี 5  เพราะหมอนัด 9 โมงเช้า วันนี้ออกจากบ้าน 10 โมงเช้า กว่าจะถึงรพ. ปาเข้าไปบ่ายโมง
 
เขาบอกว่า นั่งเรือสิ ไปลงที่ท่าอโศก เดินอีกประมาณ ไม่เกิน 100 เมตร แล้วขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน แปบเดียวก็ถึงละจตุจักร ออกจากบ้าน 6 โมงเช้าก็ได้ ไม่ต้องรีบ
 
เราก็คิด เออ .. จริงสิ ไปเรือเร็วกว่าติดอยู่บนรถเมล์ รถไฟฟ้ากะเวลาได้ รถเมล์ กะเวลาที่แน่นอนไม่ได้
12 ตค.

สองหมอ ต่างความคิดเห็นในเรื่องการรักษา คนที่อยู่ตรงกลางก็คือ ฉันเอง อย่างที่เคยเกริ่นไว้ เหมือนหนูทดลองยา แต่ก็ต้องทำใจ ถ้าถามว่า แล้วเราทำยังไง?

หมอหัวใจ ไม่คิดค่า DF
หมอไทรอยด์ ไม่คิด DF

ค่ายาราคาถูกกว่าเอกชนยิ่งกว่าครึ่งต่อครึ่ง
.

หมอถามว่า ยังมีอาการใจสั่นอยู่อีกมั๊ย
เราก็ปากไว ไม่คิดก่อนตอบ น่าจะถามหมอก่อนว่า อาการใจสั่น ที่หมอถามมาเป็นแบบไหน ดันตอบไปทันทีว่า ไม่มี มีแต่เจ็บหัวใจ

ตอนที่ขึ้นลงบันไดเลื่อนนั่นแหละ มันรู้สึกเสียวๆขึ้นในใจ เหมือนเวลาเดินข้ามสะพานลอย ก่อนกินยา สะพานลอยเดินข้ามคนเดียวไม่ได้เลยนะ ต้องหาคนเกาะ ไม่งั้นเดินไม่ได้

เพียงแต่ตอนนี้ เดินข้ามสะพานลอย เริ่มเดินคนเดียวได้ ดันมาเป็นตอนขึ้นบันไดเลื่อน แบบมันสูง มันรู้สึกเสียววาบๆ ขึ้นมาในใจ

.

เรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมอหัวใจสั่งยาไทรอยด์ตัวเก่าให้กินต่อ ส่วนยาลดการเต้นของหัวใจ เพิ่มมื้อกลางวันอีกหนึ่งมื้อ ให้กินสามเวลาหลังอาหาร เนื่องจากยังมีอาการเจ็บหัวใจอยู่ แล้วเพิ่มยาลดความดันในหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งยาละลายลิ่มเลือดที่ให้กินต่อ

มาวันนี้ หมอไทรอยด์กลับบอกว่า ยาไทรอยด์กับยาลดการเต้นของหัวใจตัวเก่า ไม่ต้องกิน จะเปลี่ยนยาไทรอยด์ตัวใหม่

เราบอกว่า ยังเจ็บหัวใจอยู่เป็นระยะๆ
หมอบอกว่า มันไม่เกี่ยวกัน เพราะค่าไทรอยด์กลับมาปกติแล้ว

เราก็คิดในใจว่า อ้าว … หมอหัวใจบอกว่า ต้องกินลดการเต้นของหัวใจต่อนะ เพราะยาตัวนี้ ช่วยให้ไม่เจ็บหัวใจ ที่ยังเจ็บหัวใจเป็นระยะๆ เพราะหมอคนเก่าที่เคยรักษามา ไปลดจำนวนการกินลง ถึงแม้ค่าไทรอยด์ จะกลับมาปกติก็ตาม ถ้ายังเจ็บหัวใจอยู่ ให้กินต่อ และเพิ่มเวลากินอีกหนึ่งมื้อ เป็นสามเวลาหลังอาหาร

เมื่อหมอสองคน มีความเห็นไม่ลงรอยกัน คนที่อยู่ตรงกลางอย่างเราล่ะ หากกินยาตามหมอหัวใจสั่ง ถ้าอาการไทรอยด์แย่ลง หมอไทรอยด์อาจบอกว่า ก็บอกแล้วไงให้เลิกกิน

ถ้าไม่กินยาต่อ ตามที่หมอไทรอยด์สั่งมา แล้วอาการหัวใจแย่ลงล่ะ เมื่อคิดพิจรณาแล้ว ก็ปลงตก บอกกับตัวเองว่า อะไรจะเกิด ยังไงมันก็ต้องเกิด ทุกคนเกิดมาที่มาเกี่ยวข้องกัน ล้วนมีกรรมต่อกัน เมื่อคิดแล้ว นึกถึงยาอีกตัว ที่หมอหัวใจสั่งเพิ่มมา แล้วเภสัชบอกว่า การออกฤทธิ์ จะคล้ายๆยาตัวเก่าที่กินอยู่ เภสัชถึงได้โทรฯไปถามหมอหัวใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หมอหัวใจยืนยันว่า ให้กินทั้งสองตัว

มาคิดๆดูแล้ว ก็ลองงดยาหัวใจตัวเก่า ทำตามที่หมอไทรอยด์สั่ง เพราะยังมียาสำรองอีกตัว ที่กินได้ หมอไทรอยด์ไม่ได้สั่งงด

.
เล่าเรื่องการเดินทาง วันนี้ออกจากที่พักประมาณ 06.40 น. ถึงท่าเรื่อ 06.55 น. เจ้านายบอกตั้งแต่แรกแล้วถ้า ถ้าเกิน 7 โมงเช้า เรือจะไม่ค่อยมี คือ ขาดระยะ

ไม่ได้นั่งเรือนานละ จำไม่ได้แล้วว่า ท่าอโศกอยู่ตรงไหน เลยบอกคนขับว่า ถึงแล้วบอกด้วย เมื่อใกล้จะถึง คนขับบอกว่า ท่าต่อไปเป็นท่าอโศก จากท่าอโศกจะเป็นประตูน้ำ ตอนนี้จำได้ละ พอขึ้นจากท่า เดินอีกนิดหน่อย ถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ต้องดูป้าย จำไมไ่ด้ว่า ขึ้นฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา ไปฝั่งจตุจักร ต่อแท็กซี่ถึงรพ. 8 โมงกว่านิดๆ ไปสอบถามเรื่องที่หมอนัดไว้

ทีนี้เจอปัญหาตอนจ่ายเงินและรับยา เขาให้การ์ดสีชมพูมา เราไปนั่งรอหน้าห้องยา เพราะคิดว่า เดี่ยวคงเรียกเหมือนที่อื่นๆ นั่งรอตั้งนาน ไม่เรียกสักที พอดีจนท.เขามอเห็นบัตรที่ถืออยู่ในมือ เขาจึงบอกว่า ถ้าไม่นำบัตรสีชมพูมายื่น ก็จะไมไ่ด้ยา

เราก็นำบัตรไปเสียบไว้ตามที่เขาบอก แล้วนั่งรอเรียกชำระเงิน สักพักเรียกชำระเงิน หลังจ่ายเงิน จนท.บอกว่า ให้ไปรับยาได้

เราก็ทำเหมือนเดิม คือ นั่งรอหน้าห้องยา เพราะคิดว่าเดี่ยวคงจะเรียก รอเกือบชม. คนมาที่หลัง รับยาไปหมดแล้ว เรามองที่เคาท์เตอร์ กะจะไปถามว่า เรียกชื่อเราไปแล้วหรือยัง พอดีมีคนนำใบเสร็จไปยื่นรับยา เราก็ทำแบบเขามั่ง

จนท.ถามว่า ไปอยู่ไหนมา ไม่มารับยา
เราบอกว่า นั่งรออยู่ตรงนี้เป็นชม.แล้ว เพราะคิดว่าต้องรอเรียก จึงจะรับยาได้

จนท.จึงบอกว่า ขอโทษค่ะ
เราบอกว่า เพิ่งเคยมาใช้บริการเป็นครั้งแรก ก็คิดว่าทางรพ. คงให้บริการเหมือนที่อื่นๆ คือ ตึกด้านหลัง ที่ไปมาเมื่อวาน ต้องรอเรียกชื่อ จึงจะรับยาได้ แต่ตึกข้างหน้า ให้บริการคนละแบบ

สรุปแล้ว ถ้าไม่รวมกับการที่เสียเวลารอรับยา ถือว่า เมื่อเดินทางถูกช่องทาง ระยะเวลาที่ใช้ในการการเดินทางดีกว่านั่งรถเมล์ จากนั่งเรือและนั่งแท็กซี่ถึงรพ. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม.

 

 

การเกิดและการตาย

2 กันยายน 61

โรคภัยไข้เจ็บ ไม่ได้เป็นสิ่งที่คร่าชีวิต

.
หากดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท
โรคภัยไข้เจ็บ ก็ไม่ต่างกับสิ่งต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

มองการเกิดและความตาย
ไม่แตกต่างกับการกินแล้วต้องขับถ่าย

กินแล้วต้องถ่าย
เกิดแล้วตาย ไม่ต่างกัน

.

สิ่งที่คร่าชีวิต พรือพรากชีวิต
ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

เมื่อเกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ความสะดุ้ง ความหวาดกลัว ย่อมมีเกิดขึ้น

.

สาเหตุของการตาย

๑. หมดอายุขัย

๒. กรรมตัดรอน

๓. ความกลัวตาย
(ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง)

.

เหตุปัจจัยของการตายแล้วไม่ต้องเกิด เกิดแล้วไม่ต้องตาย

๑. วิชชา

๒. ทำลายที่ตั้งแห่งวิญญาณ(ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕)
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

.

เหตุปัจจัยของการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

๑. อวิชชา

๒. ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.

๓. เหตุปัจจัยที่เป็นรากเหง้า ต้นตอของการเกิด
ของผู้ที่หนาแน่นด้วยอวิชชา

๑. ตัณหา

๒. อุปทาน ๔

 

 

3 กันยายน

เมื่อคืน รู้สึกเจ็บหัวใจเป็นระยะๆ
พอจิตเป็นสมาธิ อาการเจ็บก็หายไป
สมาธิรักษาใจ

.

สภาวะ ณ ตอนนี้ อุปมาอุปมัย
เหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ที่แกว่งไปมา

โดยมีสติ สัมปชัญญะ และสมาธิ
เป็นเหมือนกับมีไม้ค้ำถ่ออยู่ในมือ

เมื่ออดทนจนถึงที่สุด ก็จะผ่านไปได้
สภาวะก็เป็นเช่นนั้นเอง เพียงใจไม่แกว่ง
ตัณหาและกิเลสที่ยังมีอยู่ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

.

รู้ชัดในสภาวะ ใจย่อมโปร่งโล่ง เบาสบาย
แม้สิ่งที่เรียกกันว่า ความตายนั้น อยู่ตรงหน้า
ความสะทกสะท้านใจ หาได้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

 

4 กันยายน

วันนี้ไปพบหมอนัดไว้
หมอสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบหรือเปล่า จึงให้ทำอัลตร้าซาวด์
ตรวจภายช่องท้องทั้งบนและล่าง เพื่อหาความผิดปกติ

หลังตรวจเสร็จ กลับไปทำ EKG ก่อนพบหมอประจำตัว
หมอบบอกว่า มีไขมันพอกตับเล็กน้อย ไม่เป็นอันตราย
ไตปกติ ถุงน้ำดีปกติ ไม่มีนิ่ว ผลตรวจโดยรวมคือ ปกติ

มีเนื้องอกที่มดลูกขนาด 2.4 cm.
หมอถามว่า เคยตรวจมดลูกหรือเปล่า

เราตอบ เคยค่ะ ที่เวชธานี

หมอถามว่า แล้วมีนัดตรวจอีกมั๊ย

เราตอบว่า หมอบอกว่าปกติ ไม่ต้องตรวจอะไรอีกค่ะ

หมอบอกว่า ครั้งต่อไป ถ้าไป เอาผลอัลตร้าซาวด์ไปให้หมอดูด้วย

เราบอกหมอว่า เรื่องเนื้องอก เคยตรวจเจอนานแล้ว ประมาณเกือบ 30 ปี แล้วไม่เคยตรวจอีก

หมอบบอกว่า งั้นไม่ต้อง มันอาจจะฝ่อลงเองได้

.

คุยกันเรื่องอาการเจ็บหัวใจ และเจ็บกลางอกครั้งล่าสุด

หมอถามว่า ตอนนั้นทำอะไรอยู่
เราบอกว่า นั่งอ่านหนังสืออยู่ แล้วจู่ๆก็เจ็บกลางอก

หมอถามว่า ใช่กรดไหลย้อนมั๊ย
เราบอกว่า ไม่มีอาการของกรดไหลย้อนค่ะ

หมอถามว่า เราทำยังไงในตอนนั้น
เราบอกว่า เดินไปนั่งที่โซฟา อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนั่งกึ่งนอน นอนยาวไม่ได้ หายใจไม่ออก
นั่งท่านี้จะนั่งได้ แล้วพยายามสูดหายใจยาวๆ มีอะไรเกิดขึ้นปล่อยให้เกิด
พอดีขึ้น ก็นอนตะแคง อาการนี้เป็นอยู่ประมาณเกือบชม. แล้วก็หายเอง

หมอบอกว่า สงสัยร่างกายเราปรับตัวเข้ากับอาการที่เป็นอยู่

ส่วนตัวเราเองก็คิดว่า น่าจะใช่ มันไม่แตกต่างจากเวลาเกิดเวทนาขณะทำกรรมฐาน
แค่ปวดขา ปวดแขน นี่เจ็บหัวใจ เวลาเวทนากล้า ถึงจะเกิดที่แขน ขา ก็ไม่แตกต่างจากที่มีเกิดขึ้นขณะเจ็บหัวใจ
เช่น เวทนาหนักๆจนกระทั่งกายแตก กายระเบิด มันก็มีความดับเกิดขึ้นตามมา หัวใจก็เช่นกัน
เวลาเจ็บหนักๆ บางคนอาจเรียกว่าหัวใจวาย มีความดับเกิดขึ้นเหมือนกัน

แต่เราไม่ได้มองเป็นโรคนะ มองเหมือนเวทนาที่มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน แต่ไม่ได้พูดออกไป แค่คิดในใจ

.

หมอให้ทดสอบเดินบนสายพาน เพื่อหาเส้นเลือดตีบ

ตอนที่หมอปรับระดับในตอนแรก แบบเร็วเกินไป
เราบอกหมอว่า อาการเหมือนเวลาเดินบนสะพานลอย มันจะเสียว

หมอบบอกว่า เป็นอาการกลัว

เราบอกว่า ไม่ได้กลัว แค่หวาดเสียวค่ะ

หมอลดระดับลงมา ตอนนี้มีคนมาช่วยจับด้านหลังไว้ เพื่อให้เราเดินได้ทันตามระดับความเร็วที่หมอปรับ

หมอบอกว่า ถ้าไม่ไหวบอกได้นะ จะได้หยุด
เราเดินได้แค่แปบเดียว หอบเลย เหมือนเดินขึ้นเขา
บอกหมอว่า ไม่ไหวแล้วค่ะ ใจเริ่มสั่น

หมอลดระดับความเร็วลง พร้อมกับบอกว่า ค่าของเราต่ำมาก
เราบอกว่า ไม่เคยออกกำลังกายค่ะ แบบวิ่งหรือเดินเร็ว เคยแต่เดินปกติ

ช่วงที่หมอลดความเร็วลง สิ่งที่รู้สึกได้ชัด มันจะรู้ชัดทุกย่างก้าวที่เดิน รู้ขึ้นมาในใจ จิตเป็นสมาธิ
เราบอกว่า ถ้าความเร็วระดับนี้ ให้เดินเป็นชม. ก็ไม่เหนื่อย เพราะเดินจนชิน

หมอบอกว่า งั้นพอละ พร้อมกับบอกว่า ผลออกมา ไม่มีอาการเส้นเลือดตีบ
แต่หมอแปลกใจว่า ทำไมค่าไทรอยด์กลับมาปกติ แต่ค่าการเต้นของหัวใจกลับไม่ปกติ ยังผิดปกติ ซึ่งยังหาสาเหตุไม่ได้

.

ย้อนกลับไปเรื่องเนื้องงอกที่มดลูกสักนิด สมัยก่อนตั้งแต่แรกมีปจด. มาอย่างต่ำ 7 วัน สูงสุด ครึ่งเดือน
มาแต่ละครั้ง ช่วงสามวันแรกต้องหยุดเรียน ถ้าไม่หยุด ก็ต้องนอนห้องพยาบาล ปวดท้องมากทุกครั้งที่มีปจด.
มาแต่ละครั้งเหมือนคนตกเลือด เลือดจะเป็นลิ่มๆ และออกเยอะมาก

เท่าที่อ่านเรื่องเล่าจากคนที่เป็นเนื้องงอกที่มดลูก ส่วนมากมีอาการเหมือนๆกัน มีอาการปวดท้องมากๆร่วมด้วย
ปจด.มาทีละเยอะ มาหลายวัน เปลืองผ้าอนามัยมากกกก

จำได้ว่า แม่เคยเอากล่องผ้าอนามัยเขวี้ยงใส่ พร้อมกับบอกว่า ไม่ได้เป็นเมียเจ้าของโรงงานผลิตผ้าอนามัย
แบบเราใช้เยอะมาก วันละห่อ

พอโดนแม่ว่าแบบนั้น เราก็ประหยัดผ้าอนามัย ผลคือ เดินตูดแดง แล้วไม่อายด้วย เดินทั้งอย่างนั้นแหละ

แม่ถามว่า ทำไมไม่ใส่ผ้าอนามัย
เราบอกว่า ใส่แล้ว แต่แม่บอกว่าเปลือง ก็เลยนานๆเปลี่ยน

ตอนนั้นอยู่ชั้นประถมปลาย ฉะนั้นกางเกงที่ใส่จึงมีแต่สีดำ เวลาเมนส์มา นั่งตรงไหน ตรงนั้นแดง
แม่เลยเลิกบ่นเรื่องผ้าอนามัย

หุหุ .. นึกถึงสมัยนั้น เราเองก็ใช่ย่อย เล่นเอาแม่เอือมระอา

 

7

หัวใจ

29 สค.

จากที่เคยแค่เจ็บหัวใจเพียงอย่างเดียว

ตอนนี้จะเจ็บแน่นกลางหน้าอก

ไม่ได้ใช้วิธีกำหนดแต่อย่างใด
คือ ไม่ใช้กำหนดรู้หนอ สำทับลงไปในอาการที่มีเกิดขึ้น
จะใช้วิธีปล่อยให้ทุกสิ่งมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

อาการเจ็บแน่นกลางหน้าอก นานๆจะเกิด
จะไม่มีเกิดขึ้นบ่อยเหมือนเจ็บหัวใจ
ตั้งแต่กินยา อาการเจ็บหัวใจมีเกิดน้อยลง

.

ตอนที่รู้สึกเจ็บแน่นกลางหน้าอก จะนอนราบก็นอนไม่ได้
นั่งที่โซฟา ลองนั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน
ยังคงรู้สึกเจ็บมาก หายใจลำบาก
สูดลม หายใจเข้าออกยาวๆลึกๆ หายใจช้าๆ
เอามือทาบไว้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องทำแบบนั้น

สักพักนำเสื่อโยคะมาปูนอน ลองนอนราบดูอีกครั้ง
ครั้งนี้นอนได้ นอนตะแคงขวา เอามือรองแก้ม
แขนข้างซ้าย มาวางบนข้อศอกที่รองแก้ม
รู้ชัดไปตามอาการที่มีเกิดขึ้น

สักพักจิตเป็นสมาธิ
ยังคงนอนในท่านั้น ไม่ขยับตัว
รู้ชัดอาการจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วคลายตัวลง
แล้วตั้งมั่นเป็นสมาธิใหม่ แล้วคลายตัว
มีเกิดขึ้นสลับกันไป

จนกระทั่งอาการเจ็บหายไป
นอนอยู่อย่างนั้นยังไม่ลุกขึ้น
ผ่านไปสักพักแบบอาการที่เป็นอยู่หายไปหมดแล้ว จึงลุกขึ้น
มองดูนาฬิกา ช่วงเวลาที่มีอาการเกิดขึ้นทั้งหมดเกือบ ๑ ชม.

.

ถ้าไม่ได้กรรมฐาน
ไม่รู้ว่าจะทนได้แบบนี้หรือเปล่า

 

 

6 กค.

เหมือนติดเครื่องกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัว

.

อาการเจ็บหัวใจ เป็นเหมือนเครื่องกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตัว
เจ็บแป๊บเหมือนฟ้าแลบ เจ็บสั้นๆ แต่เจ็บบ่อย

ความรู้สึกเจ็บที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการคิดพิจรณา
ทบทวนเรื่องราวของชีวิต สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เกิดมานี่ ใช้ชีวิตคุ้มจริงๆ มีทั้งสูง ทั้งต่ำตม ขมขื่น หวานชื่น เปรี้ยวปริ๊ด ฯลฯ ได้ลิ้มลองทุกอย่าง ล้มลลงไป ก็ลุกขึ้นมาใหม่ ลุกไม่ไหว ก็คลานเอา

ผลของการเจริญสติที่ทำมาต่อเนื่อง ทำให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่มีท้อถอย ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต มีแต่คิดพิจรณาถ่ายถอนอุปาทานที่มีอยู่

.
เมื่อคืนประมาณตี ๔ มีเสียงเคาะประตูเป็นระยะห่าง ประมาณ ๔ ครั้ง ตอนแรกที่ได้ยิน คิดว่าหูแว่ว ใครที่ไหนจะมาเคาะประตูเล่นในช่วงนั้น

มีภาพผุดขึ้นมา เคาะโลงเรียก

พอมีเสียงเคาะอีก เรานึกในใจว่า ยังไม่ตายโว๊ย ไม่ต้องมาเคาะ

เสียงเคาะก็เงียบหายไป

 

 

12 กค.

อ่านเจอเรื่องการถอนฟันกับไทรอยด์เป็นพิษ
ทำให้คิดพิจรณาว่า โรคทั้งหลายทั้งปวง
ไม่มีอะไรที่ยิ่งไปกว่า ใจหรือจิตดวงนี้

.

เราได้ถอนฟันไป ๒ ซี่ๆละปี ถอนตอนกลับบ้าน
ก่อนถอนฟัน ทางรพ.จะให้เซ็นเอกสาร การยอมรับการรักษา
หากมีเหตุอันทำให้ถึงแก่ชีวิต จะไม่เอาความกับรพ.
ตอนที่อ่านแล้วเซ็น ความรู้สึกตอนนั้น เฉยๆนะ
และก็ยังไม่รู้ว่า โรคที่เป็นอยู่ ห้ามถอนฟัน
เนื่องจากยาชาที่ใช้ ส่งผลกระทบกับหัวใจ
ตอนนั้น เรายังไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้
เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วย จึงไม่ได้หาข้อมูลใดๆทั้งสิ้น

.

ปีก่อน ถอนฟันครั้งแรก
เป็นคนกลัวการถอนฟัน เพราะฝังใจในตอนเด็ก
ตอนนั้นเหงือกบวม แล้วหมอฉีดยาชา
เจ็บปวดยิ่งกว่าอะไร จึงทำให้กลัวการถอนฟัน

ครั้งนี้ ใช้วิธีกำหนดรู้หนอๆ กำหนดไปเรื่อยๆ
รู้ชัดทุกขณะที่หมอฉีดยาชาที่เหงือก ด้านนอกและด้านใน
ความรู้สึกเหมือนถูกมดกัด

หลังถอนฟันเสร็จ
ขอหมอดู เเหลือแค่รากฟันที่เป็นเศษเล็กๆ
หลังกลับมาจากรพ. นอนอย่างเดียว ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น
นอนจนตะวันตกดิน จึงลุกขึ้น ดึงผ้าก๊อซออก แล้วเอามาดม
กลิ่นเหมือนเนื้อเน่า มีเลือดสีคล้ำๆ ยังไม่กล้ากินอะไร ดื่มแต่น้ำ
อาการปวดฟันไม่มี

วันรุ่งขึ้นกินข้าวปกติ เคี้ยวอาหารด้านที่ไม่ได้ถอนฟัน
จำไม่ได้ว่ากี่วันเนื้อเหงือกจึงขึ้นเต็ม รู้แต่ว่าไม่นาน

.

ปีนี้ ถอนฟันครั้งที่ ๒
เป็นฟันกรามเช่นกัน สาเหตุจากเคี้ยวน้ำแข็ง ฟันแตกครึ่ง
ตอนที่หมอฉีดยาชา ไม่มีกำหนดรู้หนอ แต่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ชัดทุกขณะที่หมอฉีดยาชา ด้านนอกเหงือก ด้านในเหงือก และในโพรงฟัน
ความรู้สึกเหมือนโดนมดกัด

วิธีถอนฟันครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งแรก หมอใช้คีมช่วยดึงฟัน
กว่าจะถอนออกได้ นานเหมือนกัน

พอถอนเสร็จ ขอฟันจากหมอ
กลับมาถึงบ้าน รู้สึกเหงือกระบม นอนอย่างเดียว
ตอนที่ดูฟัน รากฟันอยู่ครบ ฟันถึงได้ถอนยาก

ตกเย็น เอาผ้าก๊อซออก เลือดสีคล้ำๆ มีกลิ่นเหม็นเน่า
ไม่มีการใช้ผ้าก็อซอีก อมน้ำแล้วบ้วนทิ้ง
ต้องกินพารา รู้สึกระบมที่เหงือก
ตอนกินข้าว เคี้ยวข้างที่ไม่ได้ถอนฟัน
ครั้งนี้กินข้าวเร็วกว่าครั้งก่อน เพราะต้องกินยาแก้ปวด

.

แบบว่าอ่านแล้วแปลกใจ ที่มีคนมาแชร์เรื่องการดูแลหลังถอนฟัน ห้ามนอนราบ ควรเปลี่ยนผ้าก๊อซทุกคครึ่งชม.หรือ 45 นาที
เพื่อป้องกันเลือดแข็งตัวติดผ้าก๊อซ
2-3 วันแรกของการถอนฟัน ไม่ควรดื่มน้ำโดยใช้หลอดดูด

แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้นเลย
ทั้งนอนราบ และไม่มีการเปลี่ยนผ้าก๊อซ
อาหารกินปกติ ดื่มน้ำก็ใช้หลอดดูด
หลังกินอาการเสร็จ จะกลั้วปากเบาๆ
หลังถอนฟัน ประมาณ ๒ อาทิตย์ เหงือกขึ้นเต็ม
แบบว่า แอบส่องดูทุกวัน

ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
ความวิตกกังวล ทำให้ใจป่วย ส่งผลกระทบต่อร่าง

 

 

24 กค.

วันนี้หมอนัด ก่อนพบหมอ ตรวจคลื่นหัวใจ
การเต้นของหัวใจยังไม่ปกติ

หมอบบอกว่า ถ้าค่าไทรอยด์กลับมาปกติ จะมีอาการหนาว
เราบอกว่า งั้นชาตินี้คงไม่หาย

หมอบอกว่า แสดงว่าเป็นมานานมาก
เราบอกว่า เปล่าค่ะ โดยปกติเป็นคนชอบอากาศเย็น เป็นมาตั้งแต่เด็ก คำว่าหนาว คนทั่วไปอาจจะหนาว แต่เราไม่เป็น

(เรื่องนี้เคยคุยกับเจ้านายนะ ตอนไปแพร่ มีแต่คนถามว่า ไม่หนาวเหรอ ตอนนั้นหน้าหนาว แต่ละคนใส่เสื้อหนา บางคนหลายชั้น เราใส่เสื้อแขนยาวบางๆ เราบอกว่าไม่นะ อากาศกำลังสบาย เราบอกเจ้านายว่า อาจเป็นเพราะกสิณไฟที่เคยฝึกมา ทำให้ร่างกายจะอุ่นเกือบร้อน แต่เหงื่อไม่ค่อยมี)

หมอบอกว่า เพิ่มยาละลายลิ่มเลือด(orafarin สีฟ้า ๑ เม็ด หลังอาหารเช้า) อีกสองอาทิตย์เจาะเลือด

หมอถามว่า บอกเรื่องหัวใจโตแล้วใช่มั๊ย
เราบอกว่า ค่ะ

หมอบอกว่า ระวังเรื่องเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจห้องบน ถ้ามีเศษลิ่มเลือดหลุดออกมาแล้วขึ้นสมอง เสี่ยงอัมพาต จึงต้องให้ยาละลายลิ่มเลือด

ตอนไปรับยา เภสัชถามว่า ได้เจาะเลือดหรือยัง
เราบอกว่า ยังค่ะ
เขาถามว่า หมอให้กินยาก่อนเจาะเลือดเหรอ
เราบอกว่า หมอให้กินยาก่อน อีกสองอาทิต์เจาะเลือด
เขาให้หนังสือคู่มือ ให้เราจดสีของยา และขนาดของยา
บอกว่า อ่านคู่มือให้ละเอียด ระวังการมีแผลหรือเลือดออก
ถ้าเลือดออกผิดปกติ ให้รีบมารพ.

ตอนเจ้านายกลับมา เราบอกเขาว่า ต้องระวังผักสีเขียว พอดีไม่ชอบกินผัก ก็เลยรอดตัวไป ถ้าเป็นเขาคงลำบากเพราะเขาชอบกินผัก

.

วันนี้หลังจากจ่ายค่ายา ก็คิดพิจรณาว่า เออหนอ.. นึกถึงคนที่ไม่มีเงินหรือมีรายได้น้อย แล้วป่วยแบบเรานี่ ทางรอดมีน้อยมาก ตายอย่างเดียวจริงๆ

 

7 สิงหาคม

วันนี้ไปตรวจตามที่หมอนัด ผลเลือดค่าไทรอยด์ลดลงปกติ แต่หมอยังให้กินยาต่อ

ยาสำหรับลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ให้กินต่อ

ยาละลายลิ่มเลือด หลังจากเล่าอาการให้หมอฟัง หมอบอกว่า เพิ่งเจอเป็นเคสแรกที่มีอาการแบบนี้ คือ หลังกินยา จะมีความรู้สึกเหมือนกลิ่นบุหรี่อยู่ในคอ แล้วได้กลิ่นบุหรี่บ่อยมาก ทั้งๆที่อยู่คนเดียว ไม่มีใครสูบบุหรี่ และมีอาการเจ็บหัวใจบ่อยกว่าตอนที่ยังไม่กินยาตัวนี้ หมอจึงให้งดยาไว้ก่อน

ตอนแรก หมอถามก่อนว่า ขอหมอลองเปลี่ยนยาตัวใหม่มั๊ย แต่ยาตัวนี้เม็ดละ 10 บาท

เราบอกว่า ไม่ค่ะ

ดีที่หมอยังให้ตามที่เราบอก คือ ไม่ลองเปลี่ยนยาตัวใหม่

เหตุที่เราเราปฏิเสธ ไม่ใช่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องของผลกระทบต่อร่างกายที่มีเกิดขึ้นตามมา ซึ่งคิดว่า จะรักษาแบบที่เคยรักษามา อาจจะใช้เวลา แต่ดีกว่ามาลองยาตัวนั้น ตัวนี้

.

รอบนี้ผลเลือดเกี่ยวกับตับ จากที่โปรตีนในเลือดต่ำ ค่ากลับมาปกติ แต่ค่าตับอีกตัวจากที่เคยปกติ กลับมีค่าสูงมาก

sgpt จาก 16 กระโดดไปที่ 95

ส่วนค่าน้ำย่อยในตับที่เคยสูงนั้น ลดลง แต่ก็ยังสูงอยู่

หมอถามว่า เคยป่วยเป็นโรคตัวเหลือง(โรคตับมั๊ย)
เราบอกว่า ไม่เคยค่ะ เคยเจาะเลือด มีภูมิคุ้มกันอยู่

หมอถามว่า เคยดื่มสุราหรือของมึนเมามั๊ย
เราบอกว่า ตอนวัยรุ่นเคยดื่ม

หมอถามว่า ดื่มมากมั๊ย บ่อยมั๊ย
เราบอกว่า ไม่ 6 โมงเช้า ยังไม่กลับบ้าน

หมอถามว่า แล้วเลิกได้ยังไง
เราบอกว่า เพราะทำกรรมฐาน

หมอบอกว่า ดีจริงๆ
เราบอกว่า ขึ้นอยู่กับเพื่อนที่คบ คบเพื่อนเที่ยว ย่อมชอบเที่ยวเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ แล้วถามหมอว่า เราเป็นคนที่ไม่รู้จักคำว่าหลับ ถามหมอว่า หมอเข้าใจคำว่าหลับใช่มั๊ยคะ?

หมอพยักหน้า

เราบอกว่า สิบกว่าปีแล้ว เราไม่เคยหลับ และไม่รู้จักคำว่าหลับ รู้จักแต่สมาธิ เวลานอน ถ้ากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีน้อย จะรู้สึกตัวทั้งคืน ถ้ากำลังสมาธิมีมาก จะรู้สึกวูบลงไป แล้วสว่าง ต่อมามันจะดิ่ง แล้วทุกอย่างจะดับหายไป เป็นแบบนี้มาตลอด พร้อมกับถามหมอว่า แบบนี้ส่งผลต่อร่างกายมั๊ยคะ?

หมอบอกว่า ไม่ส่งผล

(ตอนที่หมอบอกว่าไม่ส่งผล ในใจเราก็ค้านนะ คือ ไม่เห็นด้วย เรามองว่า ถ้าร่างกายยังคงมีความรู้สึกตัว มันก็เหมือนคนที่ไม่นอน อวัยวะต่างๆของร่างกายย่อมทำงานอยู่ ไม่งั้นหัวใจเราคงไม่เป็นแบบนี้ คือ แค่คิด แต่ไม่พูดออกไป)

.

การตรวจครั้งต่อไป หมอขอตรวจเกี่ยวกับตับ และหัวใจยังคงต้องดูอาการต่อเนื่อง หมอนัด 1 เดือน

 

 

 

ไทรอยด์เป็นพิษและหัวใจเต้นผิดจังหวะ(AF)

๑๐ พค. ๖๑

ทุกขเวทนากล้า

.

เมื่อวาน ขณะนั่งสมาธิอยู่ สภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเกือบจะเหมือนๆเดิม ตอนที่ใกล้ครบเวลาที่กำหนดไว้(๑ ชม.)

จู่ๆ เป็นตะคริวตั้งแต่เอวขึ้นมาถึงศรีษะ โดยเฉพาะแผ่นหลัง อาการที่มีเกิดขึ้นเหมือนสมัยสภาวะกายแตก กายระเบิด

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่เคยเจอสภาวะกายแตก กายระเบิด และเป็นตะคริวหนักแบบนี้ คงตกใจกลัว กลัวเป็นอัมพาต

แต่ครั้งนี้ไม่ตกใจ รู้ไปตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีเกิดขึ้น โดยเฉพาะตะคริว รู้สึกเจ็บมาก ยิ่งกว่าเป็นตะคริวที่ขา

หากตอนไหนปวดมาก กำหนดรู้หนอๆๆๆ ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น
สักพัก อาการที่เกิดขึ้นค่อยๆจางคลายหายไป

.

วันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิ รู้สึกเจ็บกลางหน้าอก เจ็บมากๆ จึงล้มตัวนอนยาว เพื่อให้บรรเทาอาการเจ็บปวด แต่ทำแล้ว ยิ่งเจ็บกว่าเดิม เจ็บมากๆ
จนรู้สึกว่า เจ็บจนทนไม่ไหว เจ็บยิ่งกว่าครั้งที่เจ็บหัวใจ(ตอนที่หัวใจวาย)

เปลี่ยนจากนอน มานั่งที่เก้าอี้ จับชีพจร หัวใจเต้นเร็วมาก จับได้ ๑๒๕ ครั้งต่อนาที ตอนที่รู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว สูดลมหายใจยาวๆลึกๆ หายใจเข้า ช้าๆ ยาวๆ หายใจออก ช้าๆยาวๆ มีภาพผุดขึ้นมา เป็นคนไข้ที่ใช้เครื่องช่วยอาหายใจ(ออนเบิด) อาการที่ตัวเองเป็นอยู่ เป็นอาการเดียวกันเป๊ะๆ

ยังคงหายใจยาวๆลึกๆ สักพักรู้ชัดที่ตำแหน่งของหัวใจ เหมือนหัวใจถูกแปะไว้ที่หน้าอกด้านนอก เหมือนงอกออกมาจากข้างใน มาอยู่ข้างนอกแทน ยังคงกำหนดรู้ แล้วอาการต่างๆคลายตัวลง

.

ตอนที่มีอาการต่างๆเกิดขึ้น ตอนนั้นรู้แค่ว่า เจ็บมากๆ แต่ไม่มีความรู้สึกตกใจหรือหวาดหวั่นแต่อย่างใด จะมีสภาวะเกิดขึ้นสองสภาวะ

๑. ความรู้สึกที่เจ็บมาก เกิดขึ้นทางกาย

๒. ใจที่รู้อยู่นั้น สงบมาก

.

ลมหายใจที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง มีประโยชน์มากนะ

 

 

๒๑ พค.

อาการเจ็บหัวใจ มีเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เจ้านายเลิกพูดละว่าให้ไปหาหมอ เพราะรู้ว่าพูดยังไงเราก็ไม่ไป คือ เราไม่สนใจทั้งการมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่ แค่อยู่ตามเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง อย่างที่เคยบอกไว้ ถ้าไม่ถึงคราวตาย ยังไงก็ไม่ตาย ถ้าถึงเวลาตาย อะไรก็ฉุดไม่อยู่

ก่อนหน้านี้ อาจมีคนสงสัยว่า ครั้งล่าสุดที่เจ็บหัวใจมาก ทำไมต่องกำหนดด้วย

คำตอบ การกำหนด “รู้หนอ” พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ทำให้จิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปตามทุกขเวทนาทางกายที่มีเกิดขึ้น

ส่วนครั้งที่แล้ว ก่อนที่จะหัวใจวาย ก็ใช้วิธีกำหนดแบบเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่สภาวะที่มีเกิดขึ้นหลังจากนั้น ที่มีเกิดขึ้นแตกต่างกัน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

นี่เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง การกำหนดให้จิตรู้อยู่กับปัจจุบัน ทำให้ไม่ไหลตามกิเลสที่มีเกิดขึ้น ไม่ให้ค่าให้ความหมายกับสภาวะที่มีเกิดขึ้น เนื่องจากรู้ว่า สภาวะที่มีเกิดขึ้นนั้นไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

หากไม่กำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่มีเกิดขึ้นแน่นอน คือ อุปทานขันธ์ ๕ เพราะอวิชชาที่มีอยู่ ตัณหาจึงมีกำลังกล้า ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะที่มีเกิดขึ้น การให้ค่าให้ความหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

ทุกๆสภาวะที่มีเกิดขึ้น ไม่แตกต่างกับสมัยที่เรียนหนังสือ การเรียนต้องอาศัยท่องจำ จึงจะทำข้อสอบผ่าน แต่สภาวะที่มีเกิดขึ้นจากการทำความเพียร ไม่ต้องอาศัยการท่องจำ แต่ใช้ความชำนาญแห่งจิต ในการจดจำสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง คือ เรียนแล้วจบภพจบชาติ ผิดกับทางโลก เรียนเท่าไหร่ มีแต่การสะสม มากกว่าเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

ตรงนี้แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนด้วย แค่พูดไปตามเนื้อผ้า แต่หาใช่ตามความเป็นจริงที่มีเกิดขึ้นในแต่ละคน ที่ล้วนมีความแตกต่างกันไปตามเหตุและปัจจัย

ไม่เรียนหรือจะรู้ ไม่ดูหรือจะเห็น
ไม่ทำหรือจะเป็น จะรำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตาย

ทุกสภาวะที่มีเกิดขึ้น ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง
ไม่ได้เกิดจากการให้ค่าให้ความหมาย
หรือจากการทำนายทายทักของใครๆ

จะหลุดจากความหลงได้
มีแต่การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เท่านั้น

 

 

 

๑๖ มิย.๖๑

อีกครั้งกับทุกขเวทนากล้า

เมื่อคืน จู่ๆเกิดอาการเจ็บตั้งแต่บริเวณหน้าอก
จนถึงช่วงท้องน้อย ร้าวไปถึงช่วงหลัง

ครั้งแรกรู้สึกเจ็บเป็นบริเวณกว้าง เจ็บแบบบอกไม่ถูก
เดินไปที่โซฟา จะเอนตัวลงนอนก็ไม่ได้ รู้สึกตึงไปหมด
เดินไปจะนั่งที่เก้าอี้เหมือนครั้งก่อนที่เคยทำ
นั่งแล้วอาการดีขึ้น แต่ครั้งนี้นั่งไม่ได้

ตอนที่เจ้านายถามว่า เป็นอะไร ไปรพ.มั๊ย
บอกเขาว่า ไม่ไป แม้แต่จะพูดก็ลำบาก รู้สึกเหมือนคอตีบ
ตอนนั้นรู้สึกเจ็บมาก เจ็บที่หัวใจ ร้าวไปถึงหลัง
พยามกำหนดปวดหนอ นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรกำหนดแบบนั้น
จึงกำหนดรู้หนอ พยายามหายใจยาวๆลึกๆ แบบที่เคยทำ
หายใจก็ลำบาก แน่นไปหมด เหมือนหายใจไม่ค่อยจะออก

ตอนนั้นภายนอกดับหมด รู้ที่กายเพียงอย่างเดียว
รู้ชัดในทุกขเวทนาที่เกิดต่อเนื่อง

นั่งลงกับพื้น ก้มหน้าฟุบกับขอบโซฟา รู้สึกเจ็บหัวใจมาก
ขณะที่ฟุบหน้าอยู่ ที่กำหนดรู้หนอนั้นหายไป

แปบนึง รู้ชัดถึงความว่างที่มีเกิดขึ้น คือ กายหายไปหมด
มีเพียงสองสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่
อาการเจ็บที่กำลังเป็นอยู่ เงียบสงบลงไป
แล้วกลับมารู้ที่กายที่ยังฟุบหน้าอยู่กับขอบโซฟา
ล้มตัวลงนอนยาวกับพื้น ณ ขณะนั้นๆ เงียบสงบมากๆ
นอนไปสักพัก ก็ลุกขึ้น

เจ้านายนั่งทำงานอยู่ เขาเล่าให้ฟังทีหลังว่า
ตอนที่เรากำลังเกิดอาการปวด เขาบอกว่า ตอนแรกตกใจ
เมื่อกี้เห็นยังดีๆอยู่ พอเขาออกมาจากห้องน้ำ เจอเราเป็นแบบนี้ เขาแปลกใจมันเจ็บขนาดนี้เลยหรือ จากที่เขามองเห็น
เขาจึงถามว่า ไปรพ.มั๊ย?

เราบอกว่า สตินี่สำคัญมาก ถึงบอกว่าไม่ไปรพ.
คิดดูละกัน ถ้าไปรพ. ต้องนอนรพ. และต้องเสียค่าใช้จ่าย
คนที่ทำกรรมฐานจนสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว

คนเหล่านั้นจะไม่กลัวตาย ไม่มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด
จะกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบัน คือ ทุกขเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น
ถ้าถึงคราวจะต้องตาย ยังไงก็ต้องตาย
ถ้ายังไม่ถึงคราวที่จะต้องตาย จะกลับมารู้ที่กายเอง

ตอนที่เขาถามว่าไปรพ.มั๊ย ถึงตอบเขาว่า ไม่ไป
เพราะเชื่อในผลของการทำกรรมฐาน การรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อในเรื่องของเหตุและผล จะไปห่วงอะไรกับการมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่

.

จากทุกขเวทนาครั้งก่อน ก็รู้สึกว่าความรู้สึกที่เคยมีอยู่นั้น(กิเลส) เปลี่ยนไป คือรู้สึกว่าเบาบางลง

ดูจากการกลับไปบ้านครั้งนี้ แม่จะเป็นตัวสอบอารมณ์สำหรับเรา ในเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ไปครั้งก่อนๆ ไม่ว่าแม่จะพูดอะไร ถ้าเราไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบใจ ความรู้สึกภายในจะมีเกิดขึ้นอย่างเด่นชัด

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนก่อนๆ มันจะสงบ
แล้วพูดกับแม่ด้วยเสียงปกติ
ตอนที่กลับมา ก็คิดว่า ที่มีอาการแบบนี้
เพราะเริ่มจะชินกับสิ่งที่แม่กระทำเดิมๆซ้ำๆหรือเปล่า
อะไรในทำนองนี้

.

วันนี้ ตอนที่รู้ตัว รู้ที่กายเป็นสิ่งแรก ภายในสงบ
มีปีติ สุข เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

จากทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้
เป็นหลักฐานยืนยันในสิ่งที่เขียนไว้เมื่อวาน
สมถะและวิปัสสนา มีบทบาทำสำคัญทั้งขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และขณะทำกาละ

ถ้าไม่ได้สมถะ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง จิตที่ตั้งมั่นดีแล้วในสัมมาสมาธิ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ช่วยกดข่มทุกขเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า หากไม่มีสมาธิ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจะมีมากขนาดไหน คงแทบจะขาดใจตายได้กระมัง คือนึกถึงสมัยที่จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นจะคมชัดมาก เหมือนโดนเข็มทิ่มแทง

ถ้าไม่ได้วิปัสสนา ผลของการกำหนดรู้อย่างต่อเนื่อง อาจจะยังยึดมั่นถือมั่นในกายนี้ว่าเป็นตัวตน ยังคงนึกถึงแม่ พี่น้องหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง จิตมีแต่วิ่งแล่นออกนอกกาย ปรุงแต่งไปตามกรรมที่เคยกระทำไว้ และสิ่งที่ยังเกาะเกี่ยวเอาไว้

 

 

ความเจ็บป่วย

ปีที่ผ่านมา(59) เป็นปีที่เจอความเจ้บป่วยมากที่สุด

ไทรอยด์เป็นพิษ ขาบวมฉึ่ง

รักษาเองจากภูมิความรู้ที่มีอยู่ รักาาตัวอยู่ 7 วัน ร่างกายจึงกลับมาปกติ

โอกาสหัวใจวายฉับพลัน

ใช้สมาธิรักษา

พอเริ่มปี60 ป่วยตั้งแต่ต้นปี

ป่วยเป็นไข้หวัด รักษาเอง ซื้อยากินเอง จนหาย

Previous Older Entries

มิถุนายน 2019
พฤ อา
« พ.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: