เล่าสู่กันฟัง

 30 มค.2009
เช้าวันนี้ พอถึงที่ทำงาน เดี๋ยวนี้ทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิดีมากๆ พอเข้าถึงห้อง ก็เอาหนังสือสวดมนต์ ตั้งใจว่าจะสวดบูชาพระรัตนตรัย แบบที่เคยทำทุกวัน

แต่พอก้มกราบน้อมใจถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาฯ เท่านั้นแหละ จิตมันก็รวมตัวสว่างพรึ่บขึ้นมา

เราก็เลยไม่สวดมนต์ เดินไปนั่งที่อาสนะเลย เรานำอาสนะมาจากห้องพระ พระอาจารย์ที่วัดตาลเอนที่มาอบรมกรรมฐานพนักงาน ท่านทิ้งไว้ให้

สมาธิแรงมาก พอนั่งก็สว่างขึ้นมา เราก็เฉย สุขมา เราก็เฉย สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ เราก็ดู และรู้ อยู่กับมัน แบบเฉยๆ

สว่างก็สว่างไป สุขก็สุขไป นั่งดูอย่างเดียว เพราะรู้แล้วนี่ ถ้าปัญญาเขาจะเกิด เขาก็เกิดของเขาเอง
รู้สึกตัวดีตลอด รู้สึกข้องนอกดับไปชั่วขณะหนึ่ง เสียงแอร์ เสียงตู้เย็น เสียงเครื่องจักรทำงานที่เสียงดังมากๆ ดับไปหมด

รู้ตัวนะตอนที่หัวมันผงกงึ๊กงั๊ก จะทิ่มก็ไม่ทิ่ม จะหงายก็ไม่หงาย เหมือนมันยื้อๆกันอยู่
แต่เรานั้นอยู่ตรงกลาง ดูอย่างเดียว ตัวไม่โยก ไม่เอียง หลังตรงแหนว นั่งไหล่ห่อหลังงอไม่ได้ มันจะดิ่งทันที

ตอนแรกก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม พอมานั่งทบทวนดู อ้อ … สมาธิมันก็แรง แต่สติ สัมปชัญญะมันก็แรง
มันก็เลยมันกำลังออกแรงกระชากกัน ถ้าสติ สัมปชัญญะไม่มากพอไม่หัวทิ่มลงไป
ก็หน้าหงาย หงายหลังลงไป เคยเป็นจึงรู้ ช่วงหัวมันผงก ก็ดูมันนะ ดูอย่างเดียว รู้อยู่อย่างนั้น
สักพักก็แผ่เมตตา และกรวดน้ำ เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน พอขึ้น สัพเพ สัตตา มันจะสว่างไปหมด
สว่างไปจนกระทั่งกรวดน้ำให้ทุกภพภูมิเสร็จ เคยได้ยิน ครูบาฯท่านอื่นพูดกันในทำนองว่า
แผ่เมตตาและกรวดน้ำนี่ ถ้าเกิดโอภาส กุศลที่แผ่ออกไปนั้น ส่งถึงหมด ไม่ว่าจะอยู่ในนรกลึกแค่ไหน
อันนี้ก็ถ้าไม่ลืม จะไปถามครูบาฯว่าจริงหรือไม่

เห็นครูบาฯบางท่านพูดว่า โอภาสนี่ เป็นสมาธิระดับลึกคืออัปปนาสมาธิ
แต่ทำไมเรา เวลานั่งหลับตาธรรมดา ไม่ได้ทำสมาธิ แต่ตาเราที่ปิดอยู่ ตามหลักมันต้องมืด แต่ของเราไม่มืด

มันจะสว่างนวลๆ แต่ถ้าเป็นสมาธิ มันจะสว่างจ้าเลย เวลานอนก็เป็นนะ เราไม่เคยสนใจ
เราหลับได้นะทั้งๆที่ตาในมันยังสว่างอยู่ เป้นคนที่หัวถึงหมอน หลับสนิท ไม่เคยมีนิมิต ไม่เคยฝัน
ยกเว้นว่า อยากรู้เรื่องอะไรก็ เดี๋ยวเห็นเอง ก็เลยไม่สนใจอะไร แล้วจะตื่นมาก้ต่อเมื่อเสียงนาฬิกาดัง
บางทีลืมตั้ง ก็จะตื่นเอง ตรงเวลา

โฆษณา

อุปทานหรือเปล่า

 
     ไม่รู้ว่าเป็นอุปทานหรือเปล่า เป็นมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว วันนี้ก็ยังเป็นอยู่ มันแปลกๆ ไม่ว่าจะหยิบ จะจับ จะทำอะไร มันแปลกมากๆ   มันมีสติรู้ตัวชัดแจ๋วเลย แบบว่า มันรู้ลงไปเองโดยไม่ต้องกำหนดอะไรเลย หยิบก็รู้ ไม่ใช่แค่รู้นะ มันรู้ลงไปทั้งระบบ  มันบอกไม่ถูก ไม่ใช่แบบจงใจไปรู้นะ มันรู้เอง  เหมือนที่เวลาที่พยายามใช้การกำหนดรู้หนอลงไป นี่ไม่ต้องไปทำอย่างนั้น มันรู้เอง สมาธิก็กรุ่นๆอยู่อย่างนั้น ประมาณว่า ถ้านั่งสมาธิก็สามารถเข้าสู่สมาธิได้ทันที  แปลกมากๆเลย ไม่ว่าจะรีดผ้า กวาดบ้าน หรือทำอะไรก็ตาม มันมีความรู้ตัวเกิดขึ้นตลอด  นี่แหละเหมือนที่ตำราเขียนไว้เลย สติ เป็นตัวระลึก  สัมปชัญญะ เป็นตัวรู้ มีทั้งสติ สัมปชัญญะ ก็เป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อม นั่นเอง เลยกลายเป็น สำรวม สังวร โดยอัตโนมัติ 

ดู .. รู้ .. อยู่กับมัน

28 ม.ค. 2009
หลายวันมานี่ เจอครูมาสอนตลอดเลย สติ ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง
ใจสงบบ้าง ไม่สงบบ้าง หาอุบาย เฝ้าหาวิธีการมาตลอด

วันนี้ สมาธิแรงมากๆ ยิ่งนับวันยิ่งแรงมากขึ้น
ทั้งโอภาส ทั้งสุข มาเป็นระลอกๆๆ เกิดอย่างต่อเนื่อง
เราก็นั่งพิจรณา นั่งคิดไปว่า เกิดอะไรขึ้น
นี่เองมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่เที่ยง เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ
นี่คิดไปโน่น เลย รู้ตำรามากไป ใจก็คิดว่า
จะต้องทำยังไง เพราะถ้าเดิน 1 ช.ม. นั่ง 1 ช.ม.
สมาธิก็จะเกิดแรงมากๆ สติ สัมปชัญญะ รู้ตัวตลอด

แต่ในส่วนลึกมันมีความคิดว่า ไม่อยากให้โอภาสมันเกิด ไม่อยากให้สุขมันเกิด
เพราะมันคือตัวสะกั้นปัญญา แต่แท้จริงแล้ว หาใช่ไม่

เพราะความคิดที่เราคิดหาหนทางที่จะแก้ต่างหาก คือ ตัวสะกัดกั้นปัญญาไม่ให้เกิด
แล้วจะทำอย่างไร เราไปบังคับมันไม่ได้ ตอนนั้นยังไม่รู้ ก็เลยไปพยายามหาหนทาง

ทีนี้ไม่รู้จะทำยังไล้ว ก็นั่งดู ดูไปดูมา เพราะไม่รู้จะทำยังไง
คิดไปก็เท่านั้น พิจรณาไปก็เท่านั้น ตีโจทย์ไม่แตก
ก็ดูอย่างเดียว พอสติระลึกได้ว่า
ครูบาฯบอกว่า ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปกำหนดอะไร
ไม่งั้นสภาวธรรมมันจะเปลี่ยนไป ปล่อยมัน ดูอย่างเดียว
ถ้ามันแจ้ง มันก็จะแจ้งออกมาเอง เราก็สะดุดกึกเลย

เมื่อวานนี้ ลืมตัวไปกำหนดสุขหนอๆๆๆๆ เพราะมันสุขมากจริงๆ
สุขแบบบรรยายไม่ถูก ไม่มีคำเปรียบเทียบว่าสุขนั้นสุขยังไง
ข้าวปลาไม่อยากกิน เมื่อคืนตาหลับ แต่ใจไม่หลับ ตื่นอยู่ทั้งคืน

วันนี้ก็เจออีก เป็นมากยิ่งกว่าทุกๆครั้ง
พอสติมันมาบอก จำคำสอนของครูบาฯได้
ก็หยุดเลย หยุดคิด ไม่พิจรณาอะไรทั้งสิ้น ดูอย่างเดียว ดูอยู่อย่างนั้น
เดี๋ยวสว่าง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวก็เกิดทั้งสว่างและสุขเกิดพร้อมๆกัน
เห็นช่วงตั้งแต่ลมที่กระทบตั้งแต่หน้าอกจนถึงท้องที่เคลื่อนไหวอย่างชัดเจน
ลมที่ปลายจมูกแผ่วมากๆ เหมือนหายไป จับไม่ได้
จู่ๆ มันก็มีความคิดเกิดขึ้นมา
เราว่า สติ สัมปชัญญะนี่แหละ เราไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
สภาวะครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้ว มันเกิดก็รู้เองเลย

แต่ครั้งนี้มันเกิดความคิดผุดขึ้นมา
มันบอกขึ้นมาว่า จงดูมัน ดูด้วยความเข้าใจ
จงรู้และอยู่กับมันด้วยความเข้าใจ
เท่านั้นแหละ สว่างพรึ่บขึ้นมา จิตเราสงบนิ่งมากๆ
ไม่มีความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
คือมันสักแต่ว่า แบบอธิบายไม่ถูก
สักแต่ว่าโอภาส มันจะเกิดก็เกิดไป
สักแต่ว่าสุข มันสุขจะเกิดก็เกิดไป มันรู้อยู่อย่างนั้น
แต่จิตเราไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ก็เป็นเวลา 1 ช.ม. เต็มๆที่เสวยอารมณ์ตรงนั้น
แบบว่า จิตมันนิ่งมากๆ นิ่งไม่มีกระเพื่อมเลย
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันสักแต่ว่ารู้ แต่ไม่เข้าไปยุ่ง
นี่แหละคิดว่าใช่นะ สติ สัมปชัญญะ มันทำงานร่วมกับสมาธิละ

ครูมาสอน เราต้องเรียน ไม่เรียนแล้วจะรู้หรือ จะรู้ได้ยังไง
ดีนะที่เชื่อครูบาฯว่า ให้เจริญสติให้มากๆ

        

มีพบ ย่อมมีจาก

 
       เมื่อมีพบกัน ก็ย่อมมีสักวันที่จะต้องจากกันไป ไม่จากกันตอนเป็นก็ต้องจากกันตอนตาย ทุกอย่างมันไม่เที่ยง  อย่าไปจับให้มั่นคั้นให้ตาย ไม่งั้นจะเสียใจตลอดชีวิต ต้องฝึกปล่อยวางให้บ่อยๆ  อารมณ์ใดที่มากระทบ ความคิดใดๆที่เกิดขึ้น  ต้องพยายามรู้ให้เท่าทัน  อย่าปล่อยใจทำตัวเป็นนังกระเชอก้นรั่ว  ตรงไหนรั่ว ต้องรู้ให้ทัน อุดให้ทัน หากยังเห็นรอยรั่วอยู่ตรงไหน ก็หมั่นพยายามอุดให้หมด  สักวันรอยรั่วเหล่านี้ย่อมไม่มีให้เห็นอีก  เส้นทางนี้ยังมีบทที่จะต้องถูกทดสอบอีกเยอะ  สติ สัมปชัญญะเท่านั้น ที่จะพาเราเอาตัวรอดได้ หาใช่คนอื่นๆไม่ 
 
      เมื่อใดที่เริ่มไหลไปตามความคิดที่เกิดขึ้น ให้หมั่นระลึกถึงพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธองค์ ทรงเป็นตัวอย่างที่ดี  ให้ดูมรรคปฏิทา ของครูบาฯทั้งหลาย เป็นตัวอย่าง ปัญหาที่เราเจอหรือข้อสอบที่เรากำลังอยู่ทุกวันนี้ ท่านเหล่านี้ก็เจอมาก่อน และผ่านมันไปได้  มันไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอก ทุกอย่างอยู่ที่ความเพียรอย่างต่อเนื่อง ต้องอดทน ก้าวต่อไป …..

สุขหนอ …..

27 ม.ค. 2009
วันนี้ขณะที่เดินจงกรม จนกระทั่งมายืน เกิดสมาธิไหลต่อเนื่อง
สมาธิแรงมากๆ จนรู้สึกและสามารถที่จะดื่มด่ำในสมาธิตรงนั้น
จนต้องกำหนด สุขหนอๆๆๆๆๆๆๆ มันสุขและอิ่มเอิบใจอยู่อย่างนั้น
จนกระทั่งมานั่งสมาธิต่อ จิตรวมตัวเข้าสู่สมาธิอย่างต่อเนื่อง

วันนี้เกิดอะไรขึ้นหนอ สมาธิแรงทั้งวันเลย
มีบางช่วงที่ดิ่งและดับสนิท เราก็ปล่อย ดับก็ดับ
เดี๋ยวเขาก็คลายของเขาเอง พอสมาธิเริ่มคลายตัวก็ได้ยินเสียงการเดินเครื่องของตู้เย็นดังเป็นอันดับแรก
ต่อมาก็เกิดสมาธิอีก มันสุขมากๆ สุขแบบบอกไม่ถูก ทำไมมันช่างรู้สึกสุขเช่นนี้หนอ
เกิดโอภาสก็ปล่อยให้เกิดไป ไม่สนใจ จิตนั้นเอาแต่ดื่มด่ำในสมาธิ
พอสติ สัมปชัญญะมา ระลึกถึงคำพูดของครูบาฯได้ ระวังเจ้านิกันตินะ
ถ้าติดแล้วจะแก้ยาก เพราะตัวนี้เป็นกิเลส แล้วเป็นกิเลสชนิดกุศลด้วย ที่ติดแล้วแก้ยาก

จิตมันดื่มด่ำความสุขอย่างนั้น ตั้งนาฬิกาไว้ครบ 1 ช.ม.
เสียงนาฬิกาปลุกดัง ใจก็ยังนิ่ง เอื้อมมือไปกดปิด ใจก็ยังอยากที่จะนั่งอยู่แบบนั้น
อีกใจก็บอกว่า พอเถอะ เดี๋ยวจะติดนะ ครูบาฯเตือนไว้แล้ว จะนั่งกี่ช.ม. ก็มีค่าเท่ากัน
ก็เลยแผ่เมตตา พอกำหนดจิตแผ่เมตตา ก็เกิดโอภาสที่สว่างมากๆ จิตอิ่มเอิบมากๆ ขณะที่แผ่เมตตา

รู้สึกว่า สมาธิฟื้นตัวเร็วมากๆ    เวลาเกิดสมาธินั้น เกิดนานมาก  บางทีเกิดตั้งแต่วินาทีแรกที่นั่ง จนกระทั่งครบ 1 ช.ม. บางทีแผ่เมตตาเสร็จ สมาธิก็ยังไม่คลายตัว  
       

ช่วยสัตว์กันหน่อยนะคะ

 
    ถ้าบังเอิญเจอสัตว์ที่เขากำลังลำบาก เมตตาต่อเขาหน่อยนะคะ ช่วยเขาหนอ่ย เขาเองก็ไม่มีความแตกต่างจากเราหรอก เขาก็รักชีวิตของเขา เหมือนดั่งที่เราเองก็รักชีวิตของเรา 
 
    หากแม้นเจอสัตว์ที่กำลังลำบากในการช่วยเหลือตัวเอง เช่น เมื่อวานเจอแมลงปีกแข็ง ไม่รู้ว่าตัวอะไร มันนอนหงายท้องอยู่ แถวบ้านเรียกว่า ไถนา มันกลับตัวเองไม่ได้ ไถแถกๆอยู่อย่างนั้น คล้ายๆแมลงสาป แต่ตัวเล็กกว่า ก็ยืนมองมันก่อน ดูว่ามันช่วยตัวเองได้หรือเปล่า พอเห็นว่า มันช่วยตัวเองไม่ได้ ก็เลยเอานิ้วชี้ สะกิดพลิกมันขึ้นมา พอมันพลิกตัวขึ้นมาได้ มันก็บิน เรายิ้ม รู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนช่วยมัน ก็หันหลังเดินต่อ แต่เจ้าแมลงมันกลับมา บินรอบๆตัวเรา มันคงจะมาขอบคุณเราน่ะ เดาเอา 555555555 ไม่ใช่ว่าจะรู้ภาษาสัตว์หรอกนะ ก็เหมือนที่เคยคุยกับหนู กับ ตะขาบ กับ ปลาช่อน น่ะแหละ คือ พอเห็นมันบินวนรอบๆตัว เราก็บอกเขาว่า รู้แล้ว ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอบคุณหรอก ระวังตัวด้วยนะ  พอเราพูดจบ มันก็วนอีกรอบ แล้วมันก็บินไป  มันก็เป็นเรื่องที่แปลกดี เราว่า สัตว์เขาสัมผัสกระแสเมตตาที่เรามีต่อเขา เขาจึงไว้เนื้อเชื่อใจเรา 555555555 นึกถึงสัตว์ที่เคยช่วยๆไว้น่ะ โดยเฉพาะเจ้าหนูที่มันถูกดักไว้ในกรง หนูนี่มันพูดมากจริงๆนะ  มันส่งภาษาโต้ตอบกับเรา เราฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่ใช้วิธีเดาเอา แล้วก็คุยกับเขา 55555555 ใครมาเห็นเข้า เขาคงจะว่าเราบ้า หนูมันคุยรู้เรื่องจริงๆนะ มันหันกลับมามองเราตั้งหลายรอบ กว่ามันจะยอมไป  แม้แต่ปลาช่อน อย่าไปดูถูกเขานะว่าเขาเป็นแค่ปลา เขาก็ฟังภาษาเรารู้เรื่องนะ มีแต่เราน่ะแหละที่ฟังภาษาของเขาหรือของสัตว์ต่างๆไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเวลาจะพูดจาอะไร ถ้าเป้นถ้อยคำหยาบคาย ก็อายสัตว์กันบ้างเน้อ เพราะเขาฟังภาเรารู้เรื่อง 
 
    การช่วยชีวิตเขาไว้ ย่อมมีผลตอบกลับมาในอนาคตแน่นอน อันนี้กล้ายืนยันได้ เพราะเจอกับตัวเองมาแล้ว  เจ้าสัตว์ที่คุณช่วยๆไว้นี่แหละ คุณจะพูดคุยกับเขารู้เรื่อง แบบสื่อเข้าใจกันได้  แม้แต่แมลงสาป ถ้าเห็นว่ามันกลับตัวเองไม่ได้ นอนหงายท้องเท๊งเต้ง ช่วยสะกิดมันนิดนึง ให้เขากลับตัวขึ้นมาได้
 

เกิดสมาธิ ขณะ กำลังยืน

23 ม.ค. 2009
จิตก็รวมตัวขึ้นเป็นสมาธิ รู้สึกวาบขึ้นมา โอภาสก็เกิดทันที
สมาธิที่เกิดขณะที่ยืนนี้ ไม่แตกต่างจาก สมาธิที่เกิดขึ้น
ขณะที่นั่ง นอน หรือ อริยาบทอื่นๆ เหมือนๆกัน
ก็ดูนะ ดูเฉยๆ ยืนสักพัก โอภาสก็ยังเกิดอยู่ ก็กำหนดนั่งทั้งๆที่ยังมีโอภาส
พอนั่งลงก็ยังเกิดสมาธิอย่างต่อเนื่อง โอภาสก็สว่างอยู่อย่างนั้น

พยายามเรียนรู้กายและจิต อย่างต่อเนื่อง

22 ม.ค. 2009

สำหรับผู้เพียรละเหตุแห่งทุกข์ การจดบันทึกรายละเอียดต่างๆ
ประโยชน์ของได้ระบายคำพูดในการบันทึก เป็นการสร้างเหตุที่ดี
เพราะเราจะได้ตรวจสอบตัวเราได้ตลอดเวลาว่า จิตเรานี้ ตอนนี้เป็นอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ นักปฏิบัติต้องพยายามเพิ่มพูนตัวสติ สัมปชัญญะ ให้สมบูรณ์
รู้เท่าทันกิเลสตัณหาได้อย่างรวดเร็ว เท่ากับความรวดเร็วของจิตที่วิ่งเข้าวิ่งออกเหมือนฟ้าแล่บ
เพราะรู้ไม่ทัน ตัณหาใดเข้ามาก็จะเกิดความคิดปรุงแต่งไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับเรานอนหลับฝันไป
พอรู้สึกตัวก็งัวเงียฝันต่อไป เป็นเรื่องเป็นราวเพลิดเพลิน จนไม่อยากลุกจากที่นอน แล้วก็ไปยึดถือให้เป็นจริงเป็นจัง

นั่งเงียบๆ ดูกาย ดูจิต ของตัวเองไป ไม่ไปวุ่นวายข้างนอก มันเป็นอนิจจัง ซึ่งเกิดขึ้น เดิมๆซ้ำๆ
มนุษย์และสัตว์ต่างก็หมุนเวียนไปตามกรรมของตน อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด
อะไรมันดับ ก็ให้มันดับ หรือ ปล่อยให้มันเป็นไป
อย่าไปหมายมั่นปั้นมือว่า มันจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้

พอใจ

สมาธิระเบิดระเบ้อเลย ดันสติไม่ดี ตั้งนาฬิกาจับเวลาผิด  ผ่านไปตั้งช.ม.กว่าแล้ว สมาธิมันก็เต็มเปี่ยมตลอดไม่มีลด
วันนี้เจอสุขในสมาธิ มันแนบแน่นมากๆ ก็รู้ลงไปอย่างเดียว
ดูมันไป แต่ว่าสุขอยู่นานมาก ยืนซะ เช้า 3 ช.ม. ครึ่ง บ่ายอีก 3 ช.ม. ครึ่ง
   ดีใจที่ว่ามีคนเริ่มเข้าใจสติปัฏฐาน 4 มากขึ้น เริ่มมีคนหันมาทางนี้มากขึ้น ไม่ไปยึดติดกับสมาธิ เราบอกว่า สมาธิน่ะทำให้เกิดขึ้นง่าย แต่สติน่ะ ทำให้เกิดขึ้นได้ยากกว่า  เมื่อคุณมี สติ สัมปชัญญะ สมาธิย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย  จะทำอะไร สมาธิก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พี่ไข่บอกว่า มิน่า เข้ามาทีไร มือไม่เคยว่าง เย็บแต่ผ้า เราบอกว่า สมาธิดีนะพี่ ยิ่งเอาจิตไปจดจ่อ ตั้งสติอยู่กับงานที่ทำ อยู่กับเข็มเย็บผ้า มันมีสมาธิเกิดขึ้นตลอดเวลา ก็ยืนเอา ถ้าสมาธิดี มันไม่เมื่อยหรอก พอสมาธิมันคลายอุปทานมันก็มา มันก็รู้สึกว่าเมื่อย เมื่อยืนเมื่อย ก็เปลี่ยนเป็นเดิน ไม่นั่งหรอก  เสื้อผ้าน่ะตัดไม่เป็นหรอก อาจจะเย็บผิดบ้างถูกบ้างก็ค่อยๆเย็บ ค่อยๆรื้อมันออกไป เดี๋ยวก็เป็นเอง ที่ทำผิดเพราะไม่เคยทำ พอรื้อบ่อยๆ มันก็จะรู้เองว่าควรทำอย่างไรต่อไป
    พอดีคุยกับพี่เขาเรื่องงานที่ทำ เรื่องเงินที่ได้รับ ว่า ถ้าไปอยุธยา ได้วันละ 1000 บาท ค่าเวรน่ะ แต่คนงานน่ะประมาณ 50-60 คนต่อวัน เราว่า เราไม่มีเวลาปฏิบัติแน่ๆ ไหนจะค่าอาหาร ค่าเดินทาง ที่พักเขามีให้ แต่ต้องจ่ายอย่างอื่นเอง เราคิดแล้ว เราบอกพี่ไข่ว่า ทุกอย่างอยู่ที่เราพอใจ ถ้าเราพอใจเสียแล้ว ไม่ว่าจะเอาอะไรมานำเสนอเราก็ไม่สนใจ ถึงแม้ผลที่ได้รับมันจะมากกว่า ( ผลทางโลก ) เราอยู่ที่นี่ดีกว่า ผลทางโลกเราไม่สนใจ เราสนใจผลทางธรรมมากกว่า เพราะถ้าผลทางธรรมดีเสียแล้ว ผลทางโลกย่อมดีเอง 
    จะไปเอาอะไรกับชีวิต จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ไปอยากมี อยากได้อะไรให้มันมากมาย เราเล่าให้น้องเขาฟังว่า เหตุที่เราบอกเลิกกับคนที่เคยคบกันเพราะอะไร  เวลานั่งสมาธิหรือเดินจงกรมทุกๆครั้ง มันจะมีคำถามผุดขึ้นมาเสมอๆ เช่น เมื่อก่อนที่เราทำงาน ร.พ. เวรเราจะมีคนไข้ dead บ่อย บางคนก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น เรียกให้เราช่วย เราก็พยายามที่จะช่วย แต่ช่วยไม่ได้เลยสักคนเดียว  บอกตามตรง ตอนนั้นรู้สึกสังเวชใจมากๆ ทำไมถึงช่วยเขาไม่ได้ เวลามีคนไข้ระยะสุดท้าย ที่ไม่ยอมไป พี่เขาจะต้องตามเราทุกที บอกว่า วลัยพร ไปช่วยเขาหน่อย ให้เขาหมดห่วง นี่เป็นซะเสียอย่างนี้ มีหลายเคสที่เรานำทางไปให้ บางเคสก็นำกลับมาได้ เพราะชะตาเขายังไม่ถึงฆาต บางเคสก็ช่วยไม่ได้ ตอนนั้นยอมว่าทุกข์ใจมากๆ อยากไปปฏิบัติ ก็ไปได้ยาก อยู่แต่เวรดึก พักร้อนทีก็โดนบ่น เพราะหาคนแทนไม่ได้  ตอนเคสสุดท้ายนี่ ยอมรับเลยว่า เราทนไม่ได้ เขาส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญปร่ำว่าจะขาดใจตาย สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น นี่ขนาดผ่านไปนานแล้วนะ คิดถึงเคสนี้ทีไร น้ำตาไหลทุกที สงสารเขามาก เราช่วยเขาไม่ได้เลย เขาเป็นโรค sle  วันนั้นเราเวรบ่ายดึก  เขาก็ยังดูปกติดี ไม่ว่าจะความดัน ชีพจร ปกติดีทุกอย่าง เป็นผู้หญิง อายุ 30 กว่าๆ อวบๆหน่อย  วันนั้นอยู่เวรกันแค่ 3 คน คนขาดน่ะ เราอยู่รอบแรก อยู่ถึงตีสาม ทีนี้ตอนตี 2 เราต้องวัด v/s เขาก็ปกติดีทุกอย่าง น้องไปอีกฟากหนึ่ง คนละฟาก  ตีสองกว่าๆ เราได้ยินเสียงคนร้องไห้ เสียงแบบที่บอกน่ะ เราก็เดินดูว่าเตียงไหน ถามเพื่อว่าได้ยินไหม เขาบอกว่า ได้ยิน ลองไปเดินหากันดู มีคนไข้อยู่ 10 คน  พอลุกขึ้นเดินดู เสียงก็เงียบหายไป ทุกเตียงหลับสนิท เรากลับมานั่ง แป๊บเดียวเอง เอาอีกละ เสียงร้องไห้แบบเดิมอีกละ เป็นแบบนี้ถึง 3 ครั้ง แล้วก็ไม่มีอีก ทีนี้หาไม่ได้นี่ ก็มองหน้ากัน แต่ไม่พูดอะไร เพราะต่างคนต่างก็กลัวว่าอีกคนจะกลัว ตัวเพื่อนเองก็มีสัมผัสเหมือนกัน  พอเปลี่ยนรอบ ทีไหนได้ ตีห้าน้องเขาวัด v/s ต้องลุกขึ้นเลย เขาบอกว่า คนไข้เตียงนี้ dead ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้  เฮ้อ …. คิดแล้วหดหู่ทุกทีเรื่องนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณเขานะที่เขาทำให้เราลาออกจากร.พ. ทำให้เราหันมาปฏิบัติอย่างจริงจัง  เพราะว่าเรากลัวจะเป็นเหมือนคนไข้ที่ต้องตายแบบขาดสติ ไม่มีที่พึ่ง พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ทำไมมันต้องเศร้าอย่างนี้ด้วยก็ไม่รู้
        บางบ้านมาตามเราไปทำแผลมั่ง ไปเฝ้าไข้มั่ง เราบอกแล้ว ถ้าเราไปญาติเขาต้องตาย ไม่มีใครเชื่อ ไปทีไร ตายทุกบ้าน   รู้หนอแบบนี้ไม่ดีเลย แต่บางคนเขาบอกว่าดี ทำให้เขาเตรียมงานศพล่วงหน้าได้ทัน เหมือนน้องที่โรงงาน เขามาปรึกษาเรื่องพ่อเขาที่เป็นโรคไต  เราแนะนำให้เขาอโหสิกรรมให้กับพ่อของเขา กับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา มันจะมาส่งผลที่ตัวเขา เขาไปทำตามที่เราบอก แล้วเราก็บอกว่า ให้พ่อบริจาคร่างกายซะ อวัยวะทั้งหมดน่ะ ท่านจะได้สร้างกุศลครั้งสุดท้าย ให้ติดต่อร.พ.จุฬา เป้นเรื่องที่แปลกมาก ความจริงแล้วน้องเขามีเพื่อนที่อยู่ ร.พ.จุฬา ไม่เคยเจอกันเลยมาสี่ห้าปีแล้ว วันที่เราบอกเขานั้น เขาตั้งใจว่า เช้าจะไปร.พ.จุฬาเอง แต่เพื่อนคนนี้อยู่เวรดึกโทรฯมาหาเขา  เขาก็เลยไม่ต้องไป สรุปแล้ว เรียบร้อยดีทุกอย่าง ผ่านไปสามวัน พ่อเขาเสีย เขาถามเราว่า รู้ได้ยังไงว่าพ่อเขาต้องเสีย เขาเลยทางสะดวกทุกอย่าง งานศพก็หมดไปไม่กี่ตังค์ เพราะญาติต้องการให้จัด ถ้าไม่เตรียมล่วงหน้า ต้องหมดเป็นแสนแน่นอน เราบอกว่า เราไม่รู้อะไรหรอก  มันพูดขึ้นมาเอง เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ตอบไม่ได้ 
      ชีวิตเรานี่ ถ้าเล่าไปก็เหมือนนิยายที่ไม่รู้จบ เล่าได้ไม่ซ้ำตอน ยกเว้นเรื่องคนไข้และอีกหลายๆเรื่องที่จำฝังตาย ส่วนมากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย มากกว่าเรื่องอื่นๆ  ถ้าเราไม่มาพบหลวงพ่อจรัญ ไม่ได้มาเจริญสติปัฏฐาน 4  ชีวิตเราก็คงยังเหมือนๆชาวบ้านทั่วๆไป    เกือบไปแล้วทีแรก กับคนที่เคยคบกัน เพราะผลของการปฏิบัติแท้ๆที่ทำให้เราและเขา เป็นเพียงแค่เพื่อนที่ดีต่อกัน เวลาทำสมาธิหรือเดินจงกรม อย่างที่บอกว่ามันจะมีคำถามขึ้นมา เช่นก่อนจะลาออกจากงาน มันมีคำถามว่า เราต้องการอะไร ต้องการเงินมากๆแบบทุกวันนี้หรือ ต้องทนฟังคนมาขอความช่วยเหลือโดยที่ไม่เห็นตัวเขาอย่างนั้นหรือ  มีเงินมากแล้วช่วยอะไรได้ ชีวิตมีแต่ฟุ้งเฟ้อไปวันๆ  นี่เพิ่งยกชุดนอนให้พี่ไข่ไป เป็นเสื้อนอนตัวใหญ่ ตัวละ 1000 กว่านะนั่น ซื้อไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ใส่ครั้งเดียวเอง ไม่รู้ว่าหน้ามืดซื้อเข้าไปได้ยังไง นี่ไงความฟุ้งเฟ้อ  ถามตัวเองทุกวันช่วงนั้นว่าต้องการอะไร สุดท้ายตัดสินใจลาออก เพราะคิดว่า รวยไปก็เท่านั้น สุดท้ายก้ต้องตาย เอาอะไรไปไม่ได้   เห็นไหม เงินน่ะหาง่าย ความสุขล่ะมีไหม มีเหมือนกัน สุขแบบหลอกตัวเองไปวันๆ สุขทางโลกไม่เหมือนกับสุขทางธรรม  สุขทางธรรมแล้ว ทางโลกยังไงก็ได้ เพราะมันแทบจะไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ทางโลกน่ะ ก็หลุดไปทีละอย่าง ถ้าถามว่า เสียดายเวลาไหม ไม่เสียดายเวลาหรอก  ทุกอย่างเหตุมีผลย่อมมี      ไปปฏิบัติมาเที่ยวนี้ พระอาจารย์ท่านบอกว่า ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน 4 ยิ่งสติ  สัมปชัญญะมากเท่าไหร่ หิริโอตัปปะ ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เหตุนี้เอง เราถึงว่า ตัวเราสกปรก  เรื่องส่วนตัวนี่ ไม่ได้เล่าให้พระอาจารย์ฟัง เพราะเลิกกับคนที่คบกันนี่นานแล้ว  เพียงแต่มาฟังพระอาจารย์พูดเรื่องนี้ถึงได้เข้าใจว่า ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น
       ขึ้นต้นเรื่อง พอใจ จบลงไม่รู้เรื่องอะไร    รู้สึกสบายใจ อยากจะพูดน่ะ ไม่มีอะไร ยิ่งปฏิบัติมันยิ่งสบายใจ มองโลกในแง่ที่ดีมากขึ้น สดใสมากขึ้น   ลูกแมวที่เคยคิดว่าจะเอาไปปล่อย ที่ว่าจิ้มเอาอึมันมาดมน่ะ ว่ามันไม่แตกต่างจากของคนหรอก สุดท้ายก็ทำไม่ได้ ทำไม่ลง  ทุกวันนี้มันโตแล้ว โดยเฉพาะเจ้าตัวแสบ ปีโป้ แต่เราชอบเรียกมันว่า อาโป มันร้ายมากๆนะ มันจะกอดและแนบตัวไปกับตัวเรา ใครจะเอาไปปล่อยได้ลงคอ อ้อ .. เคยสิ ตอนนั้นกำลังโมโห ปล่อยไปบนหลังคา โห … เสียงมันร้องหาเรา เราแอบไปมองมัน มันร้องเสียงแหบเสียงแห้ง เรานอนร้องไห้ทุกคืนเลย สงสารมัน แต่ก็พยายามตัดใจ ใจก็คิดว่า รู้สึกบาปจริงๆ ป่านนี้เจ้าตัวเงินตัวทองกินไปเสียแล้วก็ไม่รู้ ที่ไหนได้ ผ่านไป 1 อาทิตย์ มันมาร้องเรียกเราตรงสวนหน้าบ้าน เราวิ่งออกไปรับมันกลับมาเข้าบ้าน ทุกวันนี้เลยไม่ไปไหนแล้ว บางทีมันเหงา มันก็วิ่งไปสวน หายไปทีเป็นอาทิตย์ แล้วก็กลับมาบ้านเอง มาเรียกที่สวน เราก็จะออกไปรับ แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว มันวิ่งเข้าบ้านเอง ยกเว้นเวลามีหมาอยู่หกน้าบ้าน มันจะเรียกเราให้ไปเฝ้าหมา แล้วมันก็วิ่งเข้าบ้านเอง   แมวมันก็หนาวเป็นนะ มันขึ้นไปนอนซุกบนผ้าห่ม เราเอาผ้าห่มห่มให้มัน นอนหลับปุ๋ยเลย ทั้งสองตัว ไอ้ตัวแสบบบ ขอบอกกกก

มีการบ้านอีกแล้ว

 
         กลับจากวัดแต่ละครั้ง พระอาจารย์ปรีชา ท่านจะให้การบ้านทุกครั้งเลย   มาครั้งนี้ ท่านบอกว่า เห็นใยแมงมุมไหม รู้จักหรือเปล่า เราก็บอกว่า รู้จักค่ะ ท่านถามว่า   แล้วรู้ไหม เจ้าตัวแมงมุมมันอยู่ตรงไหน เราก็ตอบว่า ตรงกลางค่ะ ท่านยิ้มๆ แล้วบอกกับเราว่า  ใยแมงมุมก็เหมือนร่างกายเรานั่นแหละ  ส่วนตัวแมงมุมก็คือ จิต เห็นแมงมุมไหม เวลาเหยื่อมาติดที่ใยมัน มันก็จะจับกินหมด เราเองก็เช่นเดียวกันให้คอยดักจับทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมากระทบ ดับมันให้ทัน ดับให้หมด  แล้วให้ไปศึกษาเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทด้วย  เราก็ตอบว่า ค่ะ ท่านถามว่า มีเรื่องอะไรที่สงสัยอีกไหมเกี่ยวกับการปฏิบัติ เราตอบว่า ไม่มีค่ะ
 
        เรื่อง ขันธ์ ๕ จบ ก็มาต่อปฏิจจสมุปบาทอีกแล้ว  พูดเรื่อง ขันธ์ ๕ ยังง่ายกว่าเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก  เดี๋ยวนี้ส่วนมากเราจะแนะนำให้คนไปที่วัดนาค บางปะหันมากกว่าไปที่อื่น  เพราะท่านสอนแนวทางการปฏิบัติโดยดูสภาวะตามความเป็นจริง  โดยการใช้รูปนามเป็นอารมณ์  ถ้าถามเรานะว่าคิดยังไง เราคิดว่า แล้วแต่จริตของแต่ละคน เราเองก็เติบโตโดยการฝึกแบบพองหนอ ยุบหนอ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ไม่มีหนอแล้ว มันหายไปเอง ตั้งแต่เจอสภาวะ วิปัสสนา หรือ ปรมัตถ์ที่แท้จริง  เดี๋ยวนี้ เข้าใจเรื่อง สมถะและวิปัสสนามากขึ้น  เข้าใจแล้วว่า บัญญัติคืออะไร ปรมัตถ์คืออะไร ทำไมครูบาฯท่านถึงเน้นนักหนาว่า ไม่ว่า สภาวะอะไรเกิดขึ้น ให้ดูตามความเป็นจริง ไม่ให้ไปชอบหรือชัง  ไม่ต้องกำหนดอะไรทั้งสิ้น เพราะการไปกำหนด เท่ากับไปทำให้สภาวะมันเกิดการเปลี่ยแปลง
     
        วันนี้ขณะที่นั่งสมาธิ ก็ยังมีโอภาสเหมือนเดิม แต่ไม่สนใจมันแล้ว นั่งดูอย่างที่ครูบาฯท่านแนะนำ ดูมันอย่างเดียว  สมาธิมันเกิดต่อเนื่อง ตั้งอยู่ได้นานมาก สว่างอยู่อย่างนั้น ใหม่ๆไม่ค่อยชอบเลย เดี๋ยวนี้เฉยๆ  กำลังจะผ่านอีกด่านหนึ่งแล้ว อดทน ใจเย็น ดูมันอย่างเดียว  เวทนาก็เกิด แต่รู้ทันมัน นั่งดูเฉยๆเหมือนกัน เพราะรู้แล้ว ว่า ผ่านได้  อะไรที่ผ่านมาแล้ว มันก็รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกต่อไป มันจะเกิดหมุนๆวนๆอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะเกิดสภาวะใหม่ เหมือนเริ่มต้นเรียนบทเรียนใหม่ๆขึ้นไปเรื่อยๆ ใจมันก็ยิ่งนิ่งขึ้นเรื่อยๆ
 
       ที่วัดนาค บางปะหันนี้ ถ้าใครไปจะได้ทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ ได้ครบหมดเลย เพียงแต่ว่า ถ้าขั้นพื้นฐานนี่ พระครูภาวนานุกูล ท่านจะเป็นผู้ดูแล  ถ้าติดขัดอะไร ก็พระอาจารย์ปรีชา เป็นผู้แก้ พระอาจารย์ปรีชานี่ท่านศึกษามาเยอะทั้งพระไตรปิฎก ทั้งอภิธรรม นี่ท่านเป็นหนึ่งเลย  พระครูภาวนาท่านเล่าให้ฟัง 
 
       
      

มกราคม 2009
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: