การขอขมาโทษลับหลัง และการอธิษฐานจิต

เรียงตามลำดับไปเลยค่ะ
เวลาสวดมนต์จบทุกครั้ง  ควรจะสวดบทนี้เสริมท้าย ( เพราะเป็นการอธิษฐานจิตเสริมเข้าไปก่อน )   แล้วเราจึงค่อยอธิษฐานจิตอีกครั้ง     แล้วจึงค่อยกล่าวขอขมากรรม   แล้วจึงค่อยปฏิบัติ
อิจเจวเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง  วัตถุตตยัง  วันทะยะตาภิสังขะตัง  ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัมพพุปัททะวา  มา โหนตุ  เว  ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา
บุญใดที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม  คือ พระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่งด้วยส่วนเดียว  ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้  ขออุปัทวะ ( ความชั่ว ) ทั้งหลาย  จงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลย  ด้วยอำนาจความสำเร็จอันเกิดจากบุญนั้น

                                               การอธิษฐานจิต

                    ยังมีคนอีกมากที่เข้าใจผิดคิดว่า  การอธิษฐานคือการขอเพื่อที่จะได้ในสิ่งที่หวังเอาไว้  ( อันนี้คือการขอพร )  การอธิษฐานจิตจริงๆแล้ว  คือ อธิษฐานเพื่อตั้งใจทำ   ควรอธิษฐานให้ติดเป็นนิสัย  อธิษฐานเวลาหลังสวดมนต์  หรือ ทำบุญใส่บาตร  หรือทำทานต่างๆ  และหลังทำกัมมัฏฐานแล้วทุกครั้ง
                ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน  ขออนุภาพบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ …. ( สวดมนต์ , ทำสังฆทาน , ทำบุญ , ปฏิบัติ ฯลฯ ) แล้ว ณ วันนี้  ขอผลบุญกุศลหนุนนำให้ข้าพเจ้า ปฏิบัติ  ได้เกิดปัญญาญาณ  บรรลุมรรคผล ล่วงพ้นบ่วงมาร เห็นแจ้งในพระนิพพาน ในปัจจุบันธรรมนี้ด้วยเทอญ ฯ
     
                         การที่เราตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ข้าพเจ้า  … คำว่า ขอให้นี้ คือตัวกิเลส คือความอยากมี อยากได้ อยากเป็น  การอธิษฐานเช่นนี้จะมีกำลังส่งผลให้น้อย      แต่ถ้าเราตั้งจิตน้อมระลึกถึงผลบุญกุศลที่เราได้กระทำมา  แล้วอธิษฐานให้บุญกุศลเหล่านั้นเป็นตัวมาช่วยหนุนนำเพิ่ม  ตัวนี้คืออธิษฐานเพื่อจะทำ  ไม่ใช่เพื่อจะอยากได้   ในการปฏิบัติ  พึงระวังความทะยานอยากให้ดีๆ  ถ้าทำเพราะอยากจะได้ อยากจะเป็น  สภาวะจะติด จะไปไม่ได้ไกล จะวนๆอยู่อย่างนั้น  ความอยากจะได้ อยากจะเป็น จะทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นร้อนรนทุรนทุราย  เพราะทำแล้วไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองหวังหรือปรารถนาเอาไว้
เวลาอธิษฐานต้องรู้จักฉลาดในการอธิษฐาน   ไม่งั้นเสร็จกิเลสมัน  กิเลสมันเอาเราไปกินหมด
                                      
                                                           ให้กล่าวก่อนที่จะปฏิบัติ
         กายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 กรรมอันใดที่ข้าพเจ้าได้พลาดพลั้งสบประมาทตือบิดามารดา  ครูอุปัชฌาย์อาจารย์  ผู้มีอุปการะคุณทั้งหลาย  ต่อหน้าก็ดี  ลับหลังก็ดี  เจตนาก็ตาม ไม่เจตนาก็ตาม   ระลึกได้ก็ดี  ระลึกไม่ได้ก็ดี  บัดนี้ข้าพเจ้าได้กระทำการขอขมาลาโทษลับหลัง  ต่อหน้าพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ขอบิดามารดา  ครูอุปัชฌาย์อาจารย์  ผู้มีอุปการะคุณทั้งหลาย  จงงดโทษอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า  ไม่ให้เป็นบาปเป็นเวรเป็นกรรมต่อไปในภายภาคหน้า   สาธุ  สาธุ สาธุ อนุโมทนามิ
โฆษณา

อย่างไหนดีกว่ากัน

 
                  ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้เท่าไรนัก   บางทีก็ถามตัวเองว่า  ใจเราหายไปไหน   ความรู้สึกเราหายไปไหน   บางครั้งมีกระทบว่าดูเหมือนจะเศร้า  แต่ไม่ทันจะได้สะกดคำว่าเศร้า  มันหายไปภายในพริบตา   เราก็งงๆ  ไม่ได้ทำอะไรเลย   แล้วมันหายไปได้ยังไง   ตกลงตอนนี้เราเป็นคนหรือเป็นอะไรสักอย่างกันแน่    บางครั้งเหมือนเรายังมีตัวตน  แต่ส่วนมากรู้สึกเหมือนตัวเองนั้นไม่มี  ไม่มีตัวตน
 
                   ความรู้สึกต่างๆมันหายไปไหน  มันไปอยู่ตรงไหน  แล้วความสดชื่นที่มีอยู่ตอนนี้มันดีตรงไหน  ความรู้สึกแบบทั่วๆไปทำไมมันอยู่ไม่นาน มันมาแป๊บเดียว  มันก็หายไปภายในพริบตา  แล้วนี่คืออะไร   แล้วควรทำยังไงกับตัวเอง  สับสนมากๆเลยตอนนี้
 
                     เหมือนหุ่นยนต์ไซเบอร์   ที่เพียงแค่เลียนแบบคนเท่านั้นเอง   บางครั้งมีจิตใจเหมือนคนเมื่อบางขณะเกิดการรับรู้   เช้านี้  ตื่นขึ้นมาด้วยความสับสน    ถามตัวเองว่า ตัวตนเราหายไปไหน  ความรู้สึกต่างๆที่เราเคยมีมันหายไปไหน  มันมีเหลือไม่กี่ตัวที่เหลืออยู่   ฟุ้งจริงๆเลยเช้านี้   ลืมตาตื่นขึ้นมาก็คิดแล้ว    เฮ้ย ….  นี่มันตัวฉันคือใครกันแน่   ใจฉันหายไปไหน   ….  ครึ่งผีครึ่งคน  ….
 
                     มีบางครั้งได้เป็นตัวของตัวเอง  ดีใจซะไม่มี แว๊บเดียว   ความดีใจหายไปแล้ว  ทำไมหนอ …  ให้แค่คิด ให้แค่พูด  แต่ทำไมไม่ให้ความรู้สึกให้มันยาวนานขึ้นมาหน่อย      ทำเหมือนท่องขยาน  ปากอ้าพะงาบๆ  แต่ใจไม่มี  …. ปากหัวเราะ   แค่แว๊บเดียวกลายเป็นความว่างเปล่า  มีอีกตัวคอยดูอยู่  มันอะไรกันแน่
 
                     จะต้องอยู่ในสภาวะแบบนี้อีกนานไม๊เนี่ย  …  เราได้แต่ดู  ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรเลย  ยังไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับสภาวะนี้เท่าไรนัก

นิพพานนั้นมีจริง

                   มันรู้สึกตะหงิดๆบางอย่างอยู่ในใจ    เกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น  มันมีบางอย่างที่เราพลาดไป  แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร  หลังจากคุยกับวาแล้ว  อาการปวดหัวมีมากขึ้น  ขอขึ้นปฏิบัต แต่มึนหัวไปหมด  นั่งได้แค่แป๊บเดียว ทำอะไรไม่ได้เลย   ปวดมากๆก็เลยนอน  ยังดีนะ  ต่อให้ปวดหัวมากแค่ไหน แค่เราคิดว่าเราจะนอน หัวถึงหมอนก็หลับสนิททันที  
                    เช้า .. ลืมตาตื่นขึ้นมา อันดับแรกที่รู้สึกได้คือ ปวดหัวมากๆ  ตื่นสายเมื่อเช้า 6 โมงกว่า   รอบๆตาบวมเหมือนคนอดนอน ทั้งๆที่นอนมากกว่าทุกวัน  พอลุกขึ้นนั่งได้ ก็นั่งไล่สภาวะอีกว่าตัวเองพลาดอะไรไป
                    ไปถึงที่ทำงาน   หลังจากนั่งสมาธิแล้วก็ได้คำตอบว่าตัวเองพลาดอะไรไป  
                    มันไม่ใช่แล้วนะ  ที่ไปคิดว่าอนาคามี  เพราะอนาคามีจะละได้ราคะกับโทสะ  ยังมีการเกิด-ดับอยู่    แต่ตรงที่เราเข้าไปชิมลางมานี่นี่มันความว่างเปล่านะ  ไร้การเกิด-ดับ  ไร้ตัวตน ไร้สรรพสิ่ง   มันคือ อนัตตา  ไม่มีอะไรทั้งสิ้น  สงสัยเรากระโดข้ามไปเสียแล้ว   ไม่ใช่อนาคามีหรอก    ไม่อยากจะคิดเลยเรา  ทำเอาเราเกือบถึงตาย   คงเหลือแต่ร่างทิ้งเอาไว้  โดยไม่มีใครรู้ แล้วต้องคิดว่าเราหัวใจวายตายแน่ๆเลย
                      คงเนื่องจากเบื้องบนที่เราเคยนิมิตมาก่อนหน้านี้ คำว่า ฟ้า  เราตีโจทย์ผิด  ที่แท้เกี่ยวข้างกับเรื่องนี้นี่เอง  เพื่อให้เราเป็นสื่อกลางมาบอกกับคนอีกหลายๆคน  เพื่อจะได้มีกำลังใจในความเพียร  ในการปฏิบัติกันว่า  นิพพานนั้นมีจริง
                   สิ่งที่เราผ่านไปมานั้น  ไม่ใช่สภาวะของพระอนาคามี แต่เป็นของพระอรหันต์  ดินแดนที่เราเข้าไปมานั้นคือ  นิพพานนั่นเอง    แสดงว่า  เราเข้าใจผิดที่คิดว่า ถ้าพระอนาคามีแล้วถึงจะเห็นเหมือนกันหมด   ต้องพระอรหันต์เท่านั้น จึงจะเห็นเหมือนกัน
                       เช่นเดียวกับเวลาที่กลวงๆเกิด  เวลาเราคุยกับใคร  เราฟังเขารู้เรื่องแต่ไร้ความรู้สึก  แบบว่าอธิบายไม่ถูก  คือมันไม่รู้สึกอะไรเลย  เพียงแต่เหมือนอะไรสักอย่างกำลังทำงานโดยอัตโนมัติ
                      เราควบคุมตัวเองไม่ได้  3 สภาวะ เกิดๆดับๆ สลับกันอยู่ในตัวเรา  เหมือนครึ่งผีครึ่งคน
                       ถ้าเราคุยเมื่อไร  กลวงๆจะเกิดบ่อยมาก  ถ้าอยู่ตัวคนเดียว ตัวเราจะเกิด แต่เราจะปวดหัวตลอดเวลา นี่ก็ปวดอยู่   งงๆกับสภาวะของตัวเองเหลือเกิน  เวลากลวงๆเกิด  ข้าวปลาอาหารนี่ไม่หิวเลย  ไม่มีอิ่ม ไม่มีอะไรเลย  อยู่ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องทานอะไร  แม้แต่น้ำก็ไม่หิว  ปกติทานน้ำวันละ 2 ลิตรอย่างต่ำ   มันไม่รู้สึกอะไร เหมือนไม่ใช่เรา ว่างเปล่าไปหมด
                       แล้วภาพที่เราบอกว่าเราเห็นแว๊บๆระหว่างที่ถูกดูดเข้าไปนั้น  เป้นภาพแต่ละชาติของเรา  แต่ความที่ว่ามันไวมากๆ  มันเหมือนเราวิ่งผ่านภาพเหล่านั้นด้วยความเร็วสูง  ดูไม่ได้เลย   ไม่รู้ว่าเกิดมาแล้วกี่ชาติ
                       ผลที่เราเข้าไปตรงจุดนั้น  แม้จะช่วงเวลาไม่นาน  แต่สิ่งที่ได้รับคุ้มค่ามากๆ  ความเสียใจ ความเศร้าใจ ความทุกข์ใจต่างๆที่เคยมีเมื่อก่อนนั้น  มันหายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ตะกอน  เวลาเราไปย้อนอ่านสิ่งที่เราเคยอ่านแล้วจะรู้สึกเสียใจมากๆ เสียใจทุกๆครั้งหรือทุกข?ใจมากๆในสิ่งที่ผ่านมา  พอไปอ่าน กระทบปั๊บมันเป็นความสดชื่นขึ้นมาแทน  ตัวสุขใจหายไป  ไม่รู้หายไปไหน   ระหว่างความสบายใจกับความสดชื่น เราว่าต่างกันนะ  สบายใจมันจะมีสุขแฝงอยู่  แต่สดชื่นคือสดชื่นไม่มีสุขแฝงอยู่  อธิบายไม่ถูก  เพราะถ้าสุขใจ มันต้องมีความอิ่มเอิบใจตามมา  นี่มันไม่ใช่แบบนั้น  เหมือนเราเดินในทุ่งหญ้าแล้วสูดอากาศ สดชื่นแบบนั้นน่ะ   เวลากลวงๆเกิด  แม้แต่ลมหายใจยังจับไม่ได้เลย   กลวงไปหมดจริงๆ  
                       นี่อาการแปลกๆเกิดอีกละ  เหม็นคาวคน  เมื่อก่อนเคยทานเจ  แต่ต้องเลิกทาน เพราะดันไปเหม็นคาวคนจนทำงานไม่ได้  นี่มาอีกละอาการนี้  โดยเฉพาะ  ใครที่เพิ่งทานอาหารมา หรือไปโรงอาหารมา เราจะเหม็นมากๆ  จนทนไม่ไหว  วันนี้แม่บ้านเข้ามาหา เราเหม็นเขาจนคลื่นไส้  เราถามเขาว่าเพิ่งมาจากโรงอาหารใช่ไหม  เขาบอกว่าใช่  แล้วถามว่าเรารู้ได้ไง   ได้กลิ่นเหรอ  เราบอกว่าได้กลิ่น  เขาบอกว่า ไม่เห็นมีใครบอกเขาเลย  แล้วเขาก็ดมเสื้อเขา แล้วบอกว่า ไม่เห็นมีกลิ่นอะไร  ตอนนั้นเราน่ะผอืดผอมแล้ว เหม็นคาวสุดๆ กลั้นใจบอกเขาไปว่า ไปทำงานต่อเถอะ  เขาก็ไป  เราต้องเอาแอร์เฟรชมาฉีดดับกลิ่น เราได้กลิ่นกับข้าวทั้งห้อง เหม็นมากๆ
                            วันนี้ปฏิบัติ ตั้งเวลานั่ง 1 ชม. เหมือนเดิม ลองเสี่ยงทายดู  สุดท้ายพอสมาธิแรงๆ โดนคนเข้ามาหาตลอด  เรากลับบ้าน  6 โมงกว่า   สมาธิมันแรงเหลือเกิน มันไม่ยอมคลาย ทำเอาเราปวดหัว มึนหัวไปหมด
                        เดี๋ยวนี้จิตไวมากๆ ในการเป็นสมาธิ  แค่นั่งคิดอะไรบางอย่างก็เป็นสมาธิทันที  คือนั่งคิดว่า มีชามกับจานแก้ว ที่ซื้อๆเก็บเอาไว้ ตอนแรกว่าจะส่งกลับบ้าน  แต่มาคิดดูแล้ว ที่บ้านมีเยอะแยะ เราก็เลยจะให้คนที่ทำงานเทศบาล เขามากวาดขยะที่หมู่บ้านประจำ มีลูก 3 หรือ 4 ไม่แน่ใจ   ก็ว่าจะเอาชามกับจานให้เขาไป นั่งนึกถึงรูปชามแก้ว  พอเห็นภาพชาม จิตเป็นสมาธิทันที  นี่ก็แปลกดี  เมื่อก่อนไม่เป็นขนาดนี้  ตอนนี้เรารู้สึกตัวเรามีแต่เรื่องแปลกๆ  
หมายเหตุ:
๑๖ กค.๕๖
ไม่ต้องการให้ใครหลงสภาวะ บทความนี้ เป็นสภาวะเก่า มีเหตุปัจจัยให้เจอ สิ่งที่เขียนไว้ เพียงจะบอกว่า สิ่งที่พบเห็นในครั้งนี้ เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติของจิต ขณะที่เป็นสมาธิอยู่ ไม่ใช่สภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง
จะแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป้นจริง ต้องผ่านความตายก่อน คือ ตายในสมาธิ ก่อนที่จะตายในชีวิตจริง อ่านต่อไปเรื่อยๆ จะเจอเอง สิ่งที่เขียนไว้ว่า ตายในขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่นั้น มีอาการ และลัษาณะที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร
อย่างน้อย ถึงแม้จะเข้าใจสภาวะผิด แต่ก็ทำให้ เกิดความศรัทธา และตั้งใจทำความเพียร

กำลังเรียนรู้

 
             ตอนนี้เราเหมือนคนที่ได้เกิดใหม่อีกครั้ง  ถึงแม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100%  ก็ตาม   ตอนที่กำลังพิมพ์อยู่นี่ จิตกำลังยิ้ม  ยิ้มเมื่อตากระทบหลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง   ไม่มีความดีใจ ไม่มีความสุขใจ  แค่รู้ว่า ยิ้ม ..
 
             ในตัว .. ตอนนี้ เหมือนมีสิ่งที่แสดงลักษณะ 3 ลักษณะด้วยกัน กลวงๆ  หนา และเรา  .. มันจะสลับกันอยู่ตลอดเวลา  .. เวลากลวงๆเกิดขึ้น  เราจะรู้แค่ว่า มันกลวงๆไปหมด  กายที่เรียกว่ากาย มันก็กลวงๆ สมองกลวงๆ  ลมหายใจจับไม่ได้ มันจะกลวงๆไปหมด  
 
              วันนี้เห็นได้ชัดเจนมากๆ ตอนที่คุยกับปุ๋ย  กำลังอธิบายสภาวะของปุ๋ยให้ปุ๋ยฟัง  ว่าแท้ที่จริงสิ่งที่เราพูดค้างไว้เมื่อเช้าคืออะไร  เราเห็นว่ากายนี้กลวง  ลมหายใจไม่มี  มันว่างไปหมด แต่ปากมันพูดขยับๆ  จิตมันทำงานเอง  แล้วเราดูอยู่  เรานี้ไม่มีตัวตน  มันแค่รู้   
 
 รู้เหมือนๆกัน  พูดเหมือนๆกัน   แตกต่างแค่การสื่อ ( สภาวะ )    
 ผู้ที่เอาแต่ศึกษาปริยัติ และผู้ที่ปฏิบัติ   แต่ยังไม่เห็นสภาวะที่แท้จริง เลยมาถกเถียงกันไม่รู้จบ  
ต่างคนต่างอ้างว่าตัวเองนั้นรู้  อ้างในสิ่งครูบาฯรู้  ที่ตัวเองนั้นอ่านเจอ  แล้วคาดเดาเอาเองว่าใช่    
แทนที่จะเป็นสร้างเหตุที่เป็นกุศลต่อกัน  เลยกลายเป็นว่า มาสร้างเหตุที่เป็นอกุศลต่อกัน 
ผู้ที่ได้ประโยชน์คือใครล่ะ  ไม่มีเลย มีแต่เสียประโยชน์  แต่ทุกอย่าง ล้วนมีเหตุและผล
ในคำตอบว่าทำไมถึงต้องมาถกกัน  เพราะเคยสร้างเหตุร่วมกันมานั่นเอง 
ไม่ว่าจะกุศลหรืออกุศลก็ตาม  นี่แหละ .. อวิชชา  ( ความไม่รู้ )
 
เวลากลวงๆเกิด  ไม่รู้ความรู้มาจากไหนมากมาย 
ทั้งๆที่เรานั้นไม่เคยจะรู้เรื่องในสิ่งที่กำลังพูดอยู่เลย แม้แต่สักนิดเดียว  
เวลาทุกสิ่งที่มากระทบ กระทบแล้วก็หายไป เหมือนหายไปในอากาศ 
 
ยิ่งเวลาทำสมาธิด้วย  จะมีแต่โอภาสที่สว่างเจิดจ้ามากๆ  
เหมือนจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  เพียงแต่มันยังไม่ถึงเวลาที่จะเกิดเท่านั้นเอง 
 
ไม่มีเวทนา ไม่มีอะไรเลย สักแต่ว่ากลวงๆเท่านั้นเอง 
แต่หูได้ยินเสียง รับรู้สิ่งภายนอกทั้งหมด  แต่ไม่กระทบถึงภายใน 
 เวลากลวงๆเกิดขึ้น เราคิดว่า 5 นาที ที่ไหนได้ เป็นเวลาเกือบชม. 
 
เริ่มจะเข้าใจในบางอย่างที่แม่ใหญ่   อุบาสิกาสุ่ม  ศิษย์หลวงพ่อจรัญเขียนไว้  
เรื่องที่หมอชลอ  พ่นควันบุหรี่ใส่   ( ถ้าจำไม่ผิดนะ )  แม่ใหญ่บอกว่า รู้ว่าเขาพ่นใส่ แต่ไม่มีผลไปถึงข้างใน มันแค่รู้
 
              
หรือถ้าไม่ได้ทำสมาธิ  เวลาที่กลวงๆเกิดขึ้น  กายนี้สักแต่ว่ากาย  รู้แค่ว่าไอ้นั่น ไอ้นี่ขยับ  
วันนี้เกือบไป  เกิดกลวงๆขณะที่ขับมอไซค์   ไม่จอดรถนะ แต่ขับช้าลง แล้วดู  ..
สิ่งๆรอบๆตัวเปลี่ยนไปในความรู้สึก  เหมือนแค่รู้  ว่าอวัยวะต่างๆกำลังทำงานร่วมกัน 
โดยไม่ต้องมีอะไรมากำกับว่าต้องทำอะไรบ้าง   ทุกอย่างทำงานตามระบบของมันเอง 
เกิดกลวงๆขึ้นชั่วขณะหนึ่ง  แล้วถึงเกิดเราขึ้น  เกิดหนาๆขึ้น  สลับกันอยู่แบบนี้ จนถึงบ้าน 
 แม้แต่กำลังพิมพ์อยู่นี่  ก็เกิดสลับกันตลอดเวลา  ..
 
             
ตัวหนาๆ  .. ตัวหนาๆนี่เป็นอีกแบบหนึ่ง อันนี้เริ่มมีความรู้สึกมากขึ้น 
แต่ยังไม่มีเราเข้ามาเกี่ยวข้อง  เริ่มมีการรับรู้เวลาอะไรมากระทบ  แต่มีผลถึงภายในเล็กน้อย แล้วก็ดับไป 
เวลานั่งสมาธิ  มดกัด  เวลาเป็นกลวงๆ เป็นหนาๆ จะไม่รับรู้  พอเกิดมีเราขึ้นเมื่อไหร่ รู้ทันที   ถ้าเกิดเรานานเมื่อไหร่ เริ่มทนไม่ได้ ทุกขเวทนา  ..
 
 
เวลากลวงๆเกิดจะรู้ทันที  สมาธิแรงมากๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นั่งสมาธิก็ตาม 
หลับตาลงนี่ โอภาสสว่างมากๆ   ช่วงนี้กำลังปรับตัว  กำลังเรียนรู้สภาวะ ..
แต่ที่รู้ๆตอนนี้คือ จิตสว่างมากๆ  ไม่ขุ่นมัวเหมือนเมื่อก่อน …          

รู้สึกแปลกๆ

 
                ลืมตาตื่นขึ้นมา ..  ความรู้แรกที่กระทบในจิตเรา   เหมือนมันแปลกๆ  อธิบายไม่ถูก  … เหมือนใจไม่มีสลับกับมี   แบบว่า   ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี  มันเหมือนอยู่ตรงกลางๆ  เอ้อ … แปลกดีเรา ทำไมมันรู้สึกอะไรแบบนั้น  สลับไปสลับมา  กลับไปกลับมา
 
                จะว่ารู้สึกก็ไม่ใช่  ไม่รู้สึกก็ไม่ใช่  จะว่าดีใจก็ไม่ใช่ จะว่าเฉยๆก็ไม่ใช่ คือว่า เหมือนจะดีใจแค่จิ๊ด  จิ๊ดเดียงแบบน้อยมากๆ แล้วมันก็ดับ  นี่ก็แปลกอีก  กระต่าย  ไดม่อนน่ะ   คือเราสงสัยตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว  มันแค่จิ๊ดเดียวเหมือนกันแล้วมันก็ดับ  คำว่า กอดน่ะ  มันไม่มีแล้วจริงๆหรือ เจ้าความรู้สึกนั้นนะ
 
                ฮ่าๆๆๆๆ อยากหัวเราะ เลยพิมพ์ลงไป แต่มันไม่ได้หัวเราะ  เอาไดม่อนมาลองกอดดู  นี่ก็แปลกอีก  พอจับไดม่นขึ้นมา เหมือนเราจับอะไรบางอย่าง  ไม่ใช่จับกระต่าย  แต่เป็นแค่อะไรบางอย่าง  พอเราลองเอามากอดดู  ทุกทีถ้าเรากอดไดม่อน เราจะรู้สึกเคลิ้มๆเหมือนจะหลับ   นี่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย มันแค่รู้สึกว่า กอดอะไรอย่างหนึ่ง   สมองเราเพี้ยนไปหรือเปล่าก็ไม่รู้
 
                แค่รู้ว่ามันแปลกๆ .. เดี๋ยวดูว่าวันนี้จะเป็นยังไง   แล้วก็เมื่อคืนเรามีอาการปวดหัวมากๆ เหมือนหัวเราจะระเบิด  หลังจากเขียนบล็อกทั้งสองบล็อกเสร็จ เราก็นอนเลย หลับสนิท  เมื่อคืนไม่ได้ปฏิบัติ  เพราะมันรู้สึกแปลกๆ  มันบอกไม่ถูก  รู้แต่ว่า มีความกลัวกับความเฉยๆมันสลับกัน  คือ เหมือนจะจำสภาวะตรงนั้นได้   จำได้ว่าเรากลัว กลัวมากๆ  กลัวตอนช่วงที่มีความรู้สึกว่าถูกดูดเข้าไป  สมาธิตอนนั้นแรงมากๆ เหมือนลมบ้าหมู  บอกไม่ถูก  แต่ตอนที่ว่ากลัวมากๆ  แต่มันกลับมามีสติ สัมปชัญญะรู้ตัวดี  เรารู้แล้ว  ที่เราคิดว่า เรากำลังจะตายมาหลายวันนี่คืออะไร  เจอสภาวะเมื่อวานนี้ถึงได้เข้าใจ   นี่เราเหมือนตายไปแล้วแค่ครึ่งชีวิต แล้วหลุดออกมาได้   ใช่ตอนที่เรากลัวมากๆ คือเราคิดว่าเรากำลังจะตาย  แล้วภาพต่างๆก็ผุดขึ้นมา เกิด-ดับ เร็วมากๆ จับไม่ได้ ว่าคือภาพอะไร  รู้แต่ว่าช่วงนั้นใจมันจะขาด  แว่บแรกคือกลัวตาย  แต่ก็มีสติบอกว่า ตายเป็นตาย ถ้าตายไปตอนนี้มันก็คุ้ม  เพราะรู้ว่าจะไปเกิดที่ไหน  เลยปล่อยเลย  อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้เกิด  มันเลยกลายเป็นแค่รู้  แค่รู้อย่างเดียว  ช่วงวินาทีสุดท้าย ที่กำลังถูกดูดเข้าไปเต็มตัว  เสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้ดังขึ้น  เรารู้สึกว่าหลุดออกมาเลย กำลังของสมาธิผ่อนแรงลง  จิตนี่มันชั่งมหัศจรรย์จริงๆ  เหมือนอีกมิติหนึ่งที่ซ่อนอยู่ 
 
 นี่ลองทานข้าว ว่ายังรู้รสชาติเหมือนเดิมไม๊  ยังคงรู้รสชาติอาหารเหมือนเดิม 
แต่ใจนี่สิที่เปลี่ยนไป   แปลกๆในตัวเองบอกไม่ถูกแฮะ   …
 
ไม่เป็นไร ไม่หาคำตอบ  เดี๋ยวได้คำตอบเอง ปฏิบัติไปก่อน
เหมือนมีชีวิตใหม่เลยแฮะ  เหมือนไม่ใช่เราที่เคยเป็นเรา  ไม่ใช่เรา  อธิบายไม่ถูก  …

วินาทีเฉียดความตาย

 
               ที่เขียนหัวข้อแบบนี้ เพราะสภาวะที่ได้เจอวันนี้ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ  วินาทีเฉียดตาย  อาการของคนที่รู้ว่าตัวเองใกล้จะตาย   ถ้าขาดสติ สัมปชัญญะ  อาจจะทำให้บ้าได้  ไม่แปลกใจแล้ว  กับคำที่เคยมีคนกล่าวว่า ทำสมาธิโดยไม่มีครูบาฯสอนหรือแนะนำ อาจจะทำให้คนๆนั้นเป็นบ้าได้

               หลายวันมานี่  กำลังของสมาธิยังไม่มั่นคงขึ้นๆลงๆตลอด  หลังจากนั้น 2 วันมานี่  กำลังของสมาธิเริ่มคงที่  ซึ่งตัวเราเองนั้น เคยเข้าใจว่า กำลังสมาธิที่มีอยู่นั้นยังไม่ไพอแท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่เลย  วิปัสสนาญาณเขาจะเกิดก็เกิดเอง  คาดเดาไม่ได้เลย จิตนี่มันชั่งมีความมหัศจรรย์เสียจริงๆ
               วันนี้ก็เช่นเดียวกัน .. ก็ปฏิบัติตามปกติ  สมาธิก็เกิดแบบปกติอย่างต่อเนื่อง  รู้ตัวตลอดเวลา  สักพักกำลังของสมาธิเปลี่ยนไป  แรกๆยังไม่คงที่ ขึ้นๆลง  จำได้เกิดภวังค์จิต  แต่ไม่ได้นับว่ากี่ครั้ง  เพราะทุกครั้งที่เกิดภวังค์จิต  สมาธิจะมีกำลังแรงขึ้นกว่าเดิม  โอภาสจะสว่างมากๆ   ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน  สมาธิเริ่มแรงขึ้นๆๆๆเรื่อยๆ    โอภาสสว่างมากๆ สว่างไปหมด    ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูก  เหมือนถูกดูดเข้าไปในอะไรสักอย่างมันสว่างมากๆ   รู้สึกเหมือนคนที่กำลังจะขาดใจ  นี่เองกระมังอาการของคนที่กำลังจะขาดใจตาย   มีภาพต่างๆผุดขึ้นมา  เกิด-ดับๆๆๆ  แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร    ช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายที่เรารู้สึกว่ามันจะขาดใจแล้ว  คือมันรู้  แค่รู้  บอกไม่ถูก   เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเวลาไว้ ดังขึ้น  กำลังของสมาธิลดลง  เราหลุดออดมาจากสภาวะตรงนั้น   เรากำหนดเข้าสมาธิต่อ  แต่เราไม่ได้ล็อกประตูห้องทำงาน  เสียงตะโกนถามว่า ยังไม่กลับอีกเหรอ  กำลังของสมาธิลดลงไปอีก  แล้วเสียงประตูห้องปิดดังปัง  สมาธิลดลงกลับมาเป็นสมาธิปกติ  
              เราคงเคยสร้างเหตุที่ไม่ดีไว้ในอดีต  คงเคยไปรบกวนผู้ปฏิบัติด้วยความไม่รู้  เรื่องเลยเป็นเช่นนี้  ดูสิ เสี้ยววินาทีสุดท้ายจริงๆ   ก็ไม่เสียดายอะไรนะ   มันรู้สึกเฉยๆ  คือ แบบว่า  ถ้าถึงเวลามันก็ผ่านไปได้เอง  ถ้ายังไม่ถึงเวลามันก้ต้องมีเหตุน่ะแหละ   ตอนที่หลุดออกมาจากสภาวะนั้นใหม่ๆ   ความรู้สึกที่รู้สึกตอนนั้นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างมันชั่งว่างเปล่าเสียจริงๆ  เหมือนไม่มีอะไรเลย สมองกลวงๆ ไม่มีความคิด มันว่างไปหมด  ความคิดสักนิดก็ไม่มี  ความรู้สึกต่างๆไม่มี ไม่ว่าจะความสุข ความอิ่มเอิบ ฯลฯ   แม้แต่ร่างกายของตัวเองแท้ ยังรู้สึกเหมือนอะไรสักอย่าง  ที่ไม่ใช่ร่างกาย เหมือนเราเพียงแค่อาศัยอยู่ประมาณนี้ … 
              เพิ่งรู้นะว่าความว่าง   ว่างที่แท้จริงน่ะมันเป็นยังไง  ขนาดหลุดออกมาแล้ว ไม่ได้เข้าไปเต็มตัว ..  การเจริญสติปัฏฐาน 4 นี่สำคัญมากๆเลยนะ  ถ้าขาดสติเพียงนิดเดียว  เป็นบ้าได้เลย   เพราะตอนที่เกิดสภาวะตรงนั้น พลังของสมาธิมีกำลังแรงมากๆแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อนเลย
              นิดเดียวจริงๆ  นิดเดียวก็พ้นแล้ว  แต่ไม่เป็นไร ทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ล้วนเกิดจากเหตุที่เคยกระทำไว้ในอดีต   ผลจึงเป็นเช่นนี้  ก็ทำเหมือนเดิม  เพียรอย่างต่อเนื่อง  เดี๋ยวสภาวะเขาจะเกิดก็เกิดเอง  
               ก็รอดูตอนเช้าละกัน ว่าจะเป็นยังไง  … ยังงงๆ กับสภาวะนั้นอยู่  เกี่ยวกับความว่าง  มันว่างจริงๆนะ มันไม่มีอะไรเลย เหมือนไม่มีใคร ไม่มีอะไรทั้งสิ้น   มันว่างไปหมด

อนุโลมญาณ

 
           เมื่อไม่มีเหตุขัดข้องประการใดประการหนึ่งตามที่กล่าวไว้ ในไม่ช้าโยคีผู้ปฏิบัติก็จะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่  นั้นคือการเข้าสู่ ความดับ อันความดับนี้ วิปัสสนาจารย์พึงเข้าใจให้ดี  เพราะเป็นจุดที่สำคัญที่สุด  เป็นจุดสุดยอดของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ขาดความรอบคอบแล้วก็จะทำให้ผิดพลาด  ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์อาจกอดคอกันตกลงในห้วงเหวแห่งความเข้าใจผิด  ซึ่งเป็นอันตรายอย่างหนักที่สุดของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เพราะความดับที่ไม่แท้นั้นอาจะเกิดขึ้นได้โดยเหตุหลายประการคือ
 
           ๑. ดับด้วย  ปิติ
           ๒. ดับด้วย  ปัสสัทธิ
           ๓. ดับด้วย  สมาธิ
           ๔. ดับด้วย  ถีนมิทธะ
           ๕. ดับด้วย  อุเปกขา
 
            ทั้ง ๕ ประการนี้เป็นความดับเทียม ใช้ไม่ได้ เป็นการล่อให้หลงเข้าใจผิด   ส่วนมากเกิดขึ้นในอุทยัพพยญาณอ่อน ๑ ในมุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ในสังขารุเปกขาญาณ ๑ ถ้าเกิดขึ้นในญาณเหล่านี้พึงตัดสินเลยว่าเป็นของเทียมใช้ไม่ได้
 
             ส่วนความดับแท้จริง  ที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้  ก็คือ  ความดับโดยมรรค  ขณะที่สังขารุเปกขาญาณถึงความแก่กล้าที่สุด   สังขารอารมณ์ซึ่งอ่อนละเอียดมีอาการสม่ำเสมอเป็นธรรมดานั้น ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นๆจนถี่มาก ( วิปัสสนาจารย์ควรบอกไว้ล่วงหน้าว่า เมื่อกำหนดรูป,นามอารมณ์ไม่ทันก็ให้กำหนดรู้หนอๆ ) แล้วก็กลับช้าลงเป็นธรรมดาอีก  ต่อไปก็จะมีอาการเร็วขึ้นๆแล้วค่อยๆช้าลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยๆ โดยเป็นไปตามสภาวะของญาณ
 
              ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร  ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย  ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน  เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน  เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป  นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย  ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว  ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
 
                เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ  สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
 
              สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท  ก็ปล่อยความเป้นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว  เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา  ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง  เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
 
                                                   วุฏฐานคามินีวิปัสสนา
 
              การปฏิบัติตั้งสติกำหนดเอาอาการสังขารอารมณ์ซึ่งค่อยๆถี่ขึ้นๆอันเปรียบเหมือนนกกาบินหาฝั่งนั้น  ท่านอนุรุทธาจารย์เรียก  วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ  ซึ่งได้แก่ยอดสังขารุเปกขาญาณ หรือ สิขาปัตตสังขารุเปกขาญาณ และพร้อมด้วย  อนุโลมญาณ  ดังที่ท่านได้แสดงไว้ว่า-
 
                  ยา  วิปสฺสนา  สิขาปตฺตา  สาว  สานุโลมา  สงฺขารุเปกฺขา  วุฏฺฐานคามินีวิปสฺสนาติ  จ  ปวุจฺจติ.
 
               ยอดของสังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณเรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ
 
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา  รจนาโดย หลวงพ่อภัทันตะ  อาสภะมหาเถระ อัคคมหกัมมัฏฐาน  ธัมมาจริยะ

พักนี้เป็นบ่อย

 
                    วันนี้สมาธิดีมากๆ  แต่ช่วงเช้าวูบแล้วดับไป  ขาดสติ  ช่วงบ่าย ตั้งแต่บ่าย 2 โมง ถึง 6 โมงเย็น  สมาธิดีตลอด  เวลาเกิดโอภาสก็จะมีปีติเกิดร่วมด้วย  วันนี้เป็นตลอดเลย เกิดๆดับๆอยู่อย่างนั้น  เราก็ตั้งใจน้อมอธิษฐานให้กับทุกคนให้ได้ดวงตาเห็นธรรม  แต่ให้แม่ก่อนคนแรก
 
                     ตอนที่เป็นสมาธิ เกิดอาการเย็นหน้าอกไปหมด  เป็นเบบเดิมอีกแล้ว  ความเย็นแผ่ไปทั่วหน้าอก   รู้สึกถึงกระแสของความเย็นข้างในที่แผ่กระจายออกมาถึงเนื้อหน้าอกด้านนอก
 
                    เราน่ะทุกวันนี้ ถ้าไม่ได่สมาธิรักษาจิตก็แย่เหมือนกัน  รับพังสติ สัมปชัญญะ เรายังมีไม่มากพอ  เลยต้องใช้สมาธิเข้าช่วย  แล้วก็ได้ผลทุกครั้ง   ครั้งนี้ก็เช่นกัน  จากสิ่งที่คิดๆ   หลังจากออกจากสมาธิแล้ว จิตมันผ่อนคลายลงไปเยอะมากๆ  มีความสุขใจที่เป็นผลของการทำสมาธิเกิดขึ้น  รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง  ก็ตั้งใจไว้  จะทำความเพียรเพิ่มแบบที่หลวงปู่มั่นทำ   ท่านยังทำได้ แล้วทำไมเราถึงจะทำไม่ได้
 
                    ทุกวันนี้ กลางคืนก็เหมือนเราจะไม่ได้หลับแบบปกติเหมือนเมื่อก่อนแล้ว  พอหลับตาลงโอภาสเกิดตลอด   เราก็วูบไปตอนไหนก็ไม่รู้   วูบจากท่านั่ง มาเป็นท่านอนเท่านั้นเอง  มี 2 คืนที่ผ่านมา  ไม่มีโอภาส  อาจจะเกิดจากจิตเราเศร้าหมอง  ตื่นมานี่เหมือนคนนอนไม่เต็มอิ่ม  ไม่สดชื่นเลย
 
                    แต่ก็ไม่ไปคิดอะไรมาก  ไม่ไปโทษใคร  ก็เข้าไปอ่านนะในบอร์ด  อ่านเจอในสิ่งที่คนๆนั้นเขียนเอาไว้   อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด  งงๆเหมือนกัน   แต่ชั่งเถอะ  ผู้ชาย สักแต่ว่าพูด มีแค่นั้นเอง  เราไม่โกรธเขาหรอก  ตอนนี้คิดได้แล้ว  อยากจะขอบคุณเขาด้วยซ้ำ  ที่เขามาช่วยทุบเรา  ทำให้เราฮึดสู้ขึ้นมา แล้วทำความเพียรเพิ่ม   ไม่คิดจะไปเรื่อยๆแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว   แต่จะไปพูดขอบคุณแบบนั้นไม่ได้  เดี๋ยวไปพูดแบบนั้นกับผู้หญิงอื่นๆอีกละตายเลย  ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่รู้จักพลิกสถานการณ์ล่ะตายเลย

นิวรณ์จริงๆหรือ

 
                 ตอนนี้เราโดนนิวรณ์เล่นงานหนัก  ยิ่งทำนิวรณ์ยิ่งเกิด นิวรณ์แต่มีโอภาสสว่างจ้า  แล้วมันคือนิวรณ์หรืออะไรกันแน่    เราชอบเรียกว่าวูบ  ระหว่างวูบกับหลับ มีลักษณะอาการที่แตกต่างกันอย่างไร
 
                 ทุกวันนี้  บางวันไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม  มีอาการเหมือนๆกัน  บางคืนเหมือนเราไม่ได้นอนเลย  แต่ไม่เพลีย  บางคืนนอนยาว แต่ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนคนนอนไม่เต็มอิ่ม   ที่ทำงานก็เหมือนกัน  บางวันเราว่าเราง่วง  พอเราไปนั่งเพื่อจะขอหลับสักงีบ  พอหลับตาลง โอภาสสว่างพรึ่บขึ้นมา   เราก็ดูไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าวูบไปตอนไหน  บางที 5 ชม. เต็มๆ  บางครั้งก็ 2 ชม.  3 ชม. แล้วแต่   
 
                 ความแตกต่างระหว่างวูบกับหลับคือ ถ้าหลับนี่ จะมีโอภาสปกตินี่แหละ แต่แค่แสงระเรื่อๆ  เวลาเราหลับไปแล้ว  เมื่อตื่นมาจะรู้สึกงัวเงีย  ตานี่จะแดงกล่ำ   แต่ถ้าวูบ  พอหลับตาลง โอภาสจะสว่างมากๆ  แล้วก็การรับรู้ทุกอย่าง  มันดับหมดเหมือนกับการนอนหลับ  แต่พอรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมา จะสดชื่นมากๆ ตานี่จะใสแจ๋ว  ไม่มีอาการตาแดงๆเกิดขึ้น   นี่คือกลางวัน
 
                 กลางคืนก็เหมือนกัน บางคืนเรานอนเพียง 1 ชม. จะรู้สึกสดชื่นมากๆเวลาลืมตาตื่นขึ้นมา  แต่บางทีนอนถึง 5 ชม.นี่สำหรับเราถือว่าเยอะมากนะ  ตื่นมายังงัวเงียอยู่เลย  อยากจะนอนต่อท่าเดียว  อาการที่ตื่นมาแล้วสดชื่นคือเวลาหลับตาลง โอภาสจะเกิดสว่างมากๆ เราแค่นอนดูเฉยๆ  แล้วมันก็จะดับสนิทไปเลย  พอรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมานี่จะสดชื่นมากๆ   บางคนเรียกว่าฌาน  แต่เราไม่เรียกอะไรทั้งสิ้น รู้แค่ว่ามันวูบแล้วก็ดับสนิทเท่านั้นเอง  เหมือนเราได้พักเต็มที่  ไม่ว่าจะกี่ชม.ก็ตาม  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดับไปถึง 5 ชม. ช่วงนั้นกำลังเหนื่อยและท้อสุดๆแบบหาที่ไปไม่ได้เลย มันไม่ไหวจริงๆ  เหมือนปิดสวิทช์เลย  ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
 
                ส่วนสมาธิ  ถ้านั่งบนโซฟานี่ สมาธิจะตั้งมั่นนานมากๆ  บางทีถึง 5 ชม.ก็เคย มันจะเกิดสมาธิอย่างต่อเนื่อง เกิดแล้วดับ สลับกันอยู่อย่างนั้น  ไม่เมื่อยทั้งๆที่คอไม่ได้พิงอะไร นั่งหลังตรงธรรมดา  แต่สมาธิแบบนี้ไม่ดี  มันแค่สงบ รู้ตัวทุกอย่าง แต่สงบอย่างเดียว  จับกายไม่ค่อยชัด  เหมือนมันนิ่งไปหมด  ไม่เหมือนนั่งขัดสมาธิกับพื้น แบบนี้จะมีสติ สัมปชัญญะมากกว่า  แบบนั้นไม่เกิดปัญญา

ต้องโดนทุบซะบ้างถึงจะดี

 
                    การทำความเพียร  ทำให้จิตเราสงบลง อย่างน้อยก็ชั่วคราว เวลาจิตสงบลงทำให้เราเริ่มมีสติ สัมปชัญญะรู้จักพิจรณาใคร่ครวญถึงเหตุและผล ว่าเพราะอะไร ทำไม มันก็จะมีคำตอบออกมาให้  ที่ว่ากำลังทุกข์อยู้ก็ลดลงไป  แต่พอเกิดการกระทบขึ้นมาอีก กิเลสก็แทรกเข้ามา  กิเลสนี่มันไวมากๆนะ มันจ้องจะเล่นงานตลอดเวลา  ทุกๆทางเลย มันจะให้เราเลิกให้ได้  มันจะคอยบอกกับเราว่าเลิกเถอะๆ  แค่นี้ก็พอแล้ว  ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขดีกว่า  จิตมันจะย้อนถามทันทีเลยว่า  สุขนั้นสุขอย่างไร  สุขแบบนั้นมาไวก็ไปไว  ที่เหลือมีแต่กองทุกข์ทิ้งไว้ให้  สู้เส้นทางที่กำลังเดินอยู่นี่ไม่ได้  เพียงเรากัดฟันอดทนทำความเพียรต่อไป  สุขที่แท้จริงที่ใครๆใฝ่ฝันกันนักหนา รออยู่ปลายทางแล้ว  ไปเชื่ออะไรกับกิเลสโง่ๆที่เฝ้าคอยตามหลอกตามหลอนไม่เลิกลา
 
                   จริงๆจะว่าไปแล้ว  เราเองก็ค่อนข้างดื้อพอสมควร  จ้องจะทำไปเรื่อยๆท่าเดียว   โดนเลยพอมาอ่านเรื่องที่หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้    จะว่าไปแล้ว  อยากจะขอบคุณกับคนที่มาว่าเราแบบให้อับอายแบบนั้น  เพราะเขาเหมือนมาทุบให้เราเจ็บ  เมื่อเจ็บทำให้เราคิดสู้   เมื่อคิดสู้  เราก็คิดสู้ไม่เหมือนใคร  เราเอาความเพียรเข้าสู้  เหมือนคราวที่โดนคุณไข่ทุบเอาเลย  ใช้ปริยัติทุบแล้วมีคำแปลให้พร้อม  เราเลยฮึดสู้  ทำความเพียรจนกระทั่งผ่านด่านที่ 1 มาได้  ครั้งนี้ก็เหมือนกัน  โดนทุบอีก  ทุบซะเล่นเอาเราทรุด  แต่ใจเรามันสู้   มันเหมือนมากระตุ้นเรา  ว่าจะอยู่ให้คนอื่นเขามาว่าทำไม  ทำความเพียรสิ    แถมเมื่อเราไปไกลแล้ว  เรายังย้อนกลับมาช่วยคนอื่นๆได้
 
                  จิตนี่ตัวสำคัญมากๆ ถามตัวเองว่าสู้ไหม  จิตเรามันบอกว่าสู้    เพราะตอนนี้เบื่อสภาพของตัวเองมากๆ  ไหลไปตามกิเลสอยู่เรื่อย  จับทางนี้ ทางโน้นโผล่  ทำให้รู้สึกสับสนวุ่นวายไปหมด   ขอรักษาจิตไว้ด้วยวิธีนี้แหละ   พอดีที่ทำงานเราเอื้อแก่เรามากๆ  ถ้าง่วงไม่ไหวก็หลับได้   เหนื่อยนะตอนนี้ยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ  เหนื่อยก็ให้รู้ว่าเหนื่อย อยู่กับมัน ไปทำอะไรไม่ได้เลย
 
                    หอมกลิ่นมะลิในห้องทำงานมากๆ  .. บางทีก็มีนะ รู้สึกเสียดายในสิ่งที่เราเคยมี  เราเคยมองเห็นสิ่งที่คนอีกหลายๆคนมองไม่เห็น  แต่เดี่ยวนี้มองไม่เห็นแล้ว ได้แต่สัมผัสทางกลิ่นอย่างเดียว แต่ก็มีบางครั้งที่เราจะตั้งใจดูก็ยังทำได้อยู่  แต่ไม่กล้าทำเพราะครูบาฯสั่งห้ามไว้ว่า ไม่ให้ไปแตะหรือไปข้องเกี่ยว รู้สักแต่ว่ารู้  มันมีผลต่อสภาวะของเรา  ก็ต้องทำตามที่ท่านสั่งไว้

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2009
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: