ศูนย์ศึกษาและปฏิบัติ วิปัสสนา นานาชาติ วัดมหาธาตุ สนามหลวง

วันวิสาขบูชา ไปปฏิบัติที่นี่

 

IMG_0924 IMG_0925 IMG_0926 IMG_0927 IMG_0928 IMG_0929 IMG_0930 IMG_0931 IMG_0933 IMG_0934 IMG_0935

วันวิสาขบูชา

นั่งเรือจากท่าเรือ เดอะมอลล์บางกะปิ ลงท่าผ่านฟ้า เจ้านายชวนเดิน เดินจากท่าเรือผ่านฟ้า แวะวัดราชนัดดา แวะตามรายทาง หาข้าวกินข้างถนนน อันนี้เรื่องจริง กินตามสะดวก

เดินไปเรื่อยๆ จนถึง ศูนย์วิปัสสนา เล่นเอาวลัยพร เมื่อยขาซะไม่มี ขนาดแวะพักแล้วนะ ที่ห้องสมุด

 

ที่พักผ่อน ของคนเมือง

การเดินทางไปปฏิบัติที่วัดมหาธาตุ ระหว่างเส้นทางของการเดินทาง ทำให้รู้ว่า ที่พักผ่อนของคนเมือง มีหลายสถานที่จริงๆ

ที่ห้องสมุดนิทรรศการณ์รัตนโกสินทร์ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ห้ามนำน้ำและอาหารเข้าไป มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ ค่าบริการ ชม.ละ ๒๐ บาท แอร์เย็นฉ่ำ มีที่นั่งให้เลอกตามสบาย ทั้งโต๊ะนั่ง ทั้งโซฟา ทั้งเบาะนั่งพิง สบายจริงๆ

มีเด็กๆจากรร.วัดราชนัดดา มาทำกิจกรรมที่นี่กัน รู้สึกดีจริงๆ ที่เ็กๆใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ บางคนเอาการบ้านมาทำ

ก่อนจะอออกจากห้องสมุด ถามเจ้าหน้าที่ว่า มีกล่องหยอดเงิน ช่วยค่าไฟไหมคะ

เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่มี

เรารู้สึกเสียดาย ที่เขาไม่กล่องวางไว้ ไม่งั้นจะช่วยค่าไฟบ้าง ก็ยังดี ขอบคุณสถานที่ดีๆ ที่มีให้พักพิงได้ แม้ชั่วคราว ก็ยังดี เดินมาร้อนๆ เจอแอร์ แปบบเดียว เจ้านายไปแล้ว สมาธิดีจริงๆ ส่วนเรา นั่งได้สักพักหนึ่ง ไม่นานเหมือนเจ้านาย เกิดสุข ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เจ้านายเองก็เช่นกัน เขาเล่าให้ฟัง

ออร่า

ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสภาวะที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังอยากรู้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้นนั้น มีคำเรียกไหม

เหตุเนื่องจาก เมื่อต้นปีใหม่ ปีที่แล้ว ที่ได้ไปตั้งโรงทาน แจกน้ำปานะ มีรู้ที่ถ่ายออกมา มีสีขาวเป็นวงกลม ช่วงใบหน้าเรา ตอนนั้น แปลกใจเหมือนกันว่า คืออะไร แต่ใจคิดว่า จิตคงเป็นสมาธิในช่วงนั้น ช่วงถ่ายรูป

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อก่อน เคยมีพระ ประมาณว่า ท่านเห็นหนอ ท่านถามว่า โยมรู้ไหม เวลาที่เดินไปไหน โยมจะมีรัศมี สว่างจ้า เดินไปไหน จะสว่างตลอด

เราบอกว่า ไม่รู้หรอกค่ะ

ท่านบอกว่า ที่โยมทำอยู่ ท่านทำท่านั่งสมาธิ ท่านบอกว่า ที่ทำอยู่น่ะ ดีแล้ว ทำต่อไปนะ ตอนนั้น ฟังแล้ว เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร

วันวิสาขบูชา ช่วงระหว่างเดินทาง เจ้านายชวนเดินไป เดินจาก ท่าเรือผ่านฟ้า ข้ามไปอีกฝ่าย แวะวัดราชนัดดา เข้าไปในโบสถ์ มีพระเทศน์อยู่ ถือโอกาสนั่งสมาธิ และได้ทำบุญผ้าป่า

แวะเข้าไปในโลหะปราสาท มีโต๊ะ สำหรับนั่งสมาธิ ในสมัยก่อน เดินขึ้นไปข้างบน วลัยพรเดินได้แค่ชั้น ๓ ไม่เดินขึ้นต่อ เนื่องจากรู้สึกหวาดเสียวกับบันไดวน มองเห็นข้างล่าง ส่วนเจ้านาย เดินขึ้นไปถึงชั้นบน

ช่วงลงมาข้างล่าง ให้เจ้านายนั่งบนโต๊ะ ที่สำหรับนั่งสมาธิในสมัยก่อน ระหว่างเจ้านายนั่ง เราถ่ายรูปเจ้านาย ปรากฏว่า มีสีขาวเป็นวงกลม ช่วงใบหน้า เหมือนที่ภาพเราเคยถ่ายไว้ เพียงแต่ ความส่วางไม่เท่ากับของเรา

ก็เลยลองหาในกูเกิ้ล หาคำว่า ออร่า เจอเรื่อง ออร่า เจอเขียนไว้แบบนี้

สีขาว หมายถึง เป็นสีที่มีความสมดุลมากที่สุด มักพบในนักบุญหรือผู้ที่เจริญสมาธิอยู่เสมอ ถ้าปรากฏเป็นเส้นสีขาวผ่านซ้อนแสงหมายถึง การสื่อกับมิติอื่นได้

เป็นสีของญาณสมาบัติพบในมงคลวัตถุแสดงว่าผู้เสกสร้างได้สมาธิระดับสมาบัติชั้นสูง สีขาวเป็นการผสมของสีต่างๆอย่างสมดุลลงตัว

เป็นสีที่บอกประการหนึ่งของพลังด้านบวก เป็นตัวปรับสมดุลเครื่องรางที่มรสีขาวจะมีผลทางด้านส่งเสริมให้จิตใจผู้สวมใส่เป็นสมาธิได้ง่าย และยังใช้ในการอธิษฐานขอเรื่องต่IMG_0722างๆได้ด้วย

ในความเห็นส่วนตัว เราบอกกับเจ้านายว่า สิ่งที่คิดไว้ว่า เป็นผลของจิตเป็นสมาธิ คิดแค่นั้น ไม่ได้มองเห็นว่าเป็นของวิเศษใดๆ

เห็นวิเศษที่วลัยพรมองเห็นคือ รู้ชัดในอิยสัจ ๔ รู้ชัดในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง นี่แหละคือ ความเห็นอันวิเศษ เพราะ สามารถดับเหตุของการเกิด การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ส่วนการเห็นอื่นๆ วลัยพรมองว่า เป็นเพียงสัญญา เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง ส่วนจะมีชื่อเรียกว่าอะไรนั้น ถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้เอง ไม่ต้องไปถามใคร จะกลายเป็นการสร้างเหตุให้กับผู้อื่นไปเปล่าๆ

 

นี่ของวลัยพร เมื่อปีใหม่ ปีก่อน เห็นความเหมือนกันทั้งสองภาพ คือ แสงสว่าง ที่หน้า เพียงแต่กลางคืน อาจจะเห็นแสงสว่างชัดกว่า เจ้านายนั่งสมาธิ วลัยพรเป็นคนถ่ายรูป ภาพออกมา เห็นความสว่างของสีขาว ช่วงใบหน้า เหมือนที่วลัยพรเคยเจอ ช่วงไปตั้งโรงทาน ที่วัดตาลเอน

 

เรื่องแสงสว่าง

ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อให้เห็นตัวอย่าง ในเรื่องแสง ที่ปรากฏช่วงใบหน้า เพียงอยากจะบอกว่า ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไร เป็นเรื่องปกติของจิต ขณะเป็นสมาธิอยู่ ณ ขระนั้นๆเอง

ที่ว่า ทำไมแสงสว่างจึงปรากฏขึ้น อาจเป็นเรื่องของช่วงจังหวะ เท่านั้นเอง ภาพที่ถ่ายออกมา จึงป็นเช่นนั้น

ให้ดูการกระทำ อย่าไปหลงดูแสงสี อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่ทำมากันนะ

 

walai

ส่งผลหมด

เรื่องกระเป๋า ที่ซื้อไว้ ตั้งใจจะให้กับน้องสาวของเจ้านาย เหตุจาก รู้สึกเกรงใจเขา เวลาที่ต้องไปส่งเราและเจ้านาย ที่ท่าบขส.

เนื่องจากมีนิสัยอย่างหนึ่ง ใครให้อะไรมาหรือให้ความช่วยเหลืออะไรก็ตาม ถ้าตอบแทนกลับไปได้ จะให้ทันที จึงตั้งใจให้กระเป๋าเพราะเหตุนี้ เนื่องจากเคยให้เงินเขา แล้วเขาไม่เอา

นึกขึ้นได้ เรื่องเงินที่เขาเคยขอยืมไป โดยใช้บัตรเครดิตของเจ้านาย รูดซื้อสินค้า ช่วงเขาแต่งงาน มีเตียงนอนกับเครื่องนอน ราคารวม ๔๑๕๘๔ บาท เครื่องฟอกอากาศ ราคารวมดอกเบี้ย ๕๕๐๐ บาท

เมื่อเจอหน้ากัน ไม่เคยพูดถึงเงินตรงนี้ว่า จะใช้ให้เมื่อไหร่ ไม่มีการเอ่ยถึงเลย เจ้านายไม่เคยทวง และไม่เคยถาม

เราบอกกับเจ้านายว่า เขามีวิบากเยอะนะ มีแต่คนมาเอาเงินเขาไป แล้วไม่เคยเอ่ยถึงกันเลย เวลาพูด มีแต่เรื่องที่เขาเคยช่วยเหลือเจ้านาย แต่ทีเวลาที่เจ้านายให้ไป หลักแสนนะ กลับไม่เคยเอามาพูดกันบ้างเลย

เราบอกกับเจ้านายว่า ไม่ต้องไปทวงเขา ถ้าเขาไม่ให้มา ถือเสียว่า ให้เขาไป จะได้ไม่ผูกใจเจ็บ เพราะเงินเป็นเหตุ และจะได้ไม่มีเวรต่อกัน

เจ้านายไม่เคยมีความลับกับเรา เพราะเราสองคนเห็นตรงกัน ให้พูดตามความเป็นจริง ที่รู้สึกนึกคิด ไม่โกหกกัน และไม่มีเรื่องปกปิดกัน

วิบากเรื่องเงินของเจ้านาย เราบอกกับเขาว่า เมื่อฟังเรื่องของเขาทั้งหมด ที่เขาเล่าให้ฟัง เราบอกว่า ในเมื่อเคยเบียดเบียนคนอื่นไว้ จึงต้องเจอคนอื่นเบียดเบียนแบบนี้

เวลาคนอื่น พูดเรื่องเจ้านายให้เราฟัง มีแต่เรื่องที่ เขาเสียเงินให้กับเจ้านาย ความเป็นหนี้ของเขา สมัยที่ยังเรียนหนังสือ

เขาพูดแต่เรื่องที่เขาเสียกัน แต่ทีเรื่อง ที่เขาได้รับเงินกับเจ้านาย และทั้งที่มาขอยืมเจ้านายไป กลับไม่มีใครพูด มีแต่พูดความไม่ดีของเจ้านาย ทีตัวเองที่เอาเงินจากเจ้านายไป กลับไม่มีการพูดถึง เงินไม่ใช่น้อยๆนะ หลักแสน

บางคนเอาไปจากเจ้านายหลายแสน หายไปเลย ไม่เคยติดต่อกลับมา เราบอกกับเจ้านายว่า ถ้าเขาเอามาคืน ก็แล้วไป ถ้าเขาไม่คืน ถือเสียว่า ให้เขาไป ไม่ต้องมีเวรต่อกัน

ต่อไปนี้ อย่าให้ใครยืมเงินอีก เพราะ ให้แล้ว ไม่เคยคืน แถมเวลาพูดถึง ไม่เคยพูดถึงเจ้านายในแง่ดี

เจ้านายบอกว่า ไม่มีให้แล้ว ไหนจะให้ยาย แล้วค่าส่งห้อง ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเนต ค่าโทรรายเดือนของเจ้านาย ค่าที่กู้ตอนเรียน ต้องส่งอยู่

สรุปค่าใช้จ่าย ที่ยังไม่รวมรายจ่ายรายวันของเจ้านาย ที่ไปทำงาน แค่นี้ประมาณ ๒๐๐๐๐ บาท

เจ้านาย เงินเดือน ๓๐๐๐๐ บาท มีเงินใช้จ่ายในบ้าน ๑๐๐๐๐ บาท คิดดูละกัน เราสองคน ใช้ชีวิตแบบสบายๆได้ยังไง โดยไม่มีการกู้หนี้ยืมสินใครเขามา แถมมีใช้บัตรเครดิต จ่ายค่าบัตรเครดิตอีก

ที่เราอยู่กันได้ โดยไม่ต้องไปหยิบยืมใคร นั่นเพราะ เรารู้จักคำว่าพอ ใช้ชีวิตแบบสมถะ ไม่มักมาก ไม่มีเที่ยวเตร่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่

กินของแพง ยังกินอยู่ กินตามที่อยากกิน แต่ไม่กระทบกับรายจ่ายของครอบครัว เพราะ ไม่ได้กินทุกวัน กินแบบรู้จักกิน คือ ซื้อมาทำเอง ไม่ไปนั่งกินตามร้านอาหาร

กับข้าวบางอย่าง ที่เป็นอาหารเหนือ อันนี้ต้องซื้อ เพราะวลัยพร ทำไม่เป็น แต่กับข้าวภาคกลาง น้อยครั้งที่จะซื้อ ส่วนมากทำเอง

อยากกินสเต๊ก ก็ทำเอง บางครั้งซื้อหมูที่หมักแล้ว มาย่างเอง อยากกินกุ้งเผา ก็ซื้อมาย่างเอง เมื่อวานอยากกินปลาย่าง ตอนแรกเดินดูที่ร้าน ปลานิลเคล้าเกลือย่าง ตัวละ ๑๒๐ บาท เลยซื้อปลาสด มาย่างกินเอง ตัวละ ๗๐ บาท

ที่ห้อง มีเตาถ่าน ๓ เตา มีหลายขนาด ไว้สำหรับเวลาอยากกินของปิ้งย่าง ถ่านถุงละ ๒๐ บาท ใช้ได้นานกว่าจะหมด

เวลาใช้ถ่าน ใช้แบบก้อนใหญ่ ให้พอดีกับเตา เวลาถ่านไม่ใช้แล้ว นำไปแช่ในน้ำ เพราะดับไฟ ปล่อยให้แห้ง นำมาใช้ได้อีก ดีกว่า ใช้ถ่านก้อนเล็กๆ ใช้แล้ว ใช้เลย นำมาใช้ไม่ได้อีก

เปลียนคำพูด

เมื่อก่อน เวลามีคำถามว่า ทำงานอะไร มักตอบว่า เป็นแม่บ้าน

พอได้ยินคำตอบแบบนั้น ส่วนมากจะเจอคำว่า สบายดีจัง ไม่ต้องทำงาน

อันนี้ผิดที่ตัวเราเอง ไม่คิดว่า จะเป็นเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ที่คนภายนอกจะคิดแบบนั้น ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน สบาย

แก้ตัวใหม่ ถ้ามีคนถามอีก จะตอบว่า ประกอบอาชีพ เขียนหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติ ถึงจะมีเหตุอยู่บ้าง ดีกว่าพูดว่า เป็นแม่บ้าน

 

สิ่งที่ตั้งใจไว้

รับผิดชอบงาน งานบ้าน ทุกอย่าง ที่ตัวเองยังต้องทำอยู่ ให้มากที่สุด ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน

เรื่องการทำความเพียร ตอนนี้มีแต่การปรับเปลี่ยนตัวเอง นอกนั้น มีแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และเหตุใหม่ ที่ได้พลั้งเผลอทำลงไป

 

คู่ครองแบบเจ้านาย

 

หาได้ยากมาก ที่สามารถรับรู้เรื่องราวของสภาวะ และสามารถพูดแบบตรงๆได้

เมื่อพูดตามความเป็นจริง จะเห็นสิ่งที่ตนเอง เป็นอยู่ และมีอยู่ ทำให้สามารถปรับปรุงตัวเอง ได้ทันมากขึ้น

อพรัมจริยา

ชีวิตคู่ มาใช้ชีวิตแบบ อพรัมจริยา โดยไม่เป็นการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่ ผู้ที่ยังเสพกาม เกี่ยวข้องกับกาม ติดใจรสสัมผัสในกาม น่าจะเป็นทุกข์นะ ถ้าต้องทำแบบนี้

กาม การเสพกาม เป็นโทษมากกว่าคุณ เมื่อมีติดใจในกามคุณ จิตย่อมฟุ้งซ่าน ตั้งมั่นได้ยาก

การใช้ชีวิตคู่แบบ อพรัมจริยา ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตั้งใจ พยายามทำให้เกิดขึ้น การใช้ชีวิตคู่แบบนี้ และรู้ทั้งเรื่องของสภาวะ ชีวิตคู่ จึงไม่มีวิวาทะหรือมีปากเสียงต่อกัน มีแต่ มุ่งดูตัวเองเป็นหลัก

เมื่อมีการสร้างเหตุลงไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น พอมีสติกลับมา ทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป มีแต่เป็นเหตุให้ เกิดการ สำรวม สังวร ระวัง มากขึ้น

ทำตามเหตุกับผลที่ได้รับ(๒๗ พค.๕๖)

วันนี้ ทำสมาธิได้ ครึ่งวัน เมื่อรู้ว่าจิตเป็นสมาธิแต่เช้า จึงทำสมาธิเพราะเหตุนี้

เมื่อมุ่งดับเหตุแห่งทุกข์ แล้ววลัยพรยังทำตัวแบบนี้ ก็ต้องทุกข์อยู่ร่ำไป เพราะการทำแบบนี้ ทั้งสติและสมาธิ ยังด้อยกว่ากิเลส โดนกิเลสลากไปกินหมด

เนื่องจากรู้วิธี การดับเหตุของการเกิด จึงรู้ว่า ควรทำอย่างไร ถึงจะรู้วิธีดับ แต่ยังไม่พ้นจากทุกข์ ที่เกิดขึ้น อยู่ดี

ทุกๆการกระทำ ต้องผิดพลาดก่อน ถึงจะรู้ ก่อนจะรู้ กินทุกข์ซะท้องกาง สุดท้าย ทุกข์ที่มีอยู่ก็ดับหายไป ตามเหตุปัจจัย(ไม่สานต่อ) ท้องก็แฟบลงมาชั่วคราว

เพราะไม่อยากทุกข์ ทั้งกายและใจ จึงต้องทำไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

 

ผลที่ได้รับ

เมื่อไปปฏิบัติที่วัดบ่อยๆ ผลที่ได้กลับมาคือ

รู้ชัดในสภาวะของตนเอง มากขึ้น

เวลากินอาหาร กำหนดตลอด โดยใช้การนับคำข้าว ขณะที่กำลังเคี้ยว เป็นเหตุให้ ความอยากในรสชาติอาหาร ลดน้อยลง

เมื่อกลับมาอยู่บ้าน ถึงไม่นับคำข้าว ขณะที่เคี้ยวอยู่ ความอยากในอาหาร ก็ไม่เกิดแบบก่อนๆ อาจเนื่องจากช่วงไปอยู่ที่แพร่ด้วย มีแต่กับข้าว ที่กินไม่ค่อยได้ จึงกินแต่ มาม่า และก๋ยวเตี่ยว เป็นหลัก

ถึงแม้ภายหลัง เพิ่งมารู้ว่า มีร้านตามสั่ง ตัวเองมองว่า ฟุ่มเฟือยโดยใช่เหตุ เพราะเมื่อกินแล้ว อิ่มแล้ว มีค่าเท่ากัน อีกอย่าง ไกลบ้านด้วย

รู้วิธีการ แก้ไข ปรับปรุงในสิ่งที่ตนเอง มีอยู่(ฟังธรรมแล้ว ไม่ชอบใจ) การแก้ไขชั่วคราว ใช้หูฟังเสียบหู ช่วงขณะที่ฟังธรรม

การหลบหลีกเหตุ นี่ได้จากตอนที่ ไปเข้าคอส ๗ วัน เป็นเรื่องปกติของการชอบพูดคุยกัน โดยเฉพาะ ช่วงกินน้ำปานะ หรือ แม้กระทั่งในเวลาอื่นๆ

เวลาคนมาพูดคุยด้วย ส่วนมาก ชอบชวนคุยกันไปเรื่อยๆ เช่น มาบ่อยไหม อยู่ที่ไหน ทำงานอะไร ฯลฯ สารพัดที่จะมีเรื่อง ที่จะต้องพูดคุยกันไปแบบ เรื่อยเปื่อย

บางครั้ง มีการแนะนำวัดกัน วัดโน้นดี วันนี้ดี ที่นั่น ที่นี่ คือ พูดไปเรื่อย ตามเหตุปัจจัย ที่มีต่อกัน

ตอนที่เจอคำถามแบบนั้น ยกป้ายให้เขาดู มีสติ งดพูด ทำแบบนั้น ทำให้เขาไม่พอใจ กลายเป็นโกรธเคืองเราไปอีก ต้องผิดพลาดก่อนนะ ถึงจะรู้ปรับเปลี่ยนตัวเอง

การเข้าคอส ๗ วัน สิ่งที่ได้กลับมาคือ รู้วิธี ที่จะรับมือกับคนที่มีเหตุด้วยมากขึ้น ให้ทำตัว สงบเงียบให้มากที่สุด อย่าสนใจหรือแอบมอง เวลาเขาคุยกัน ทำตัวแบบอยู่คนเดียว อย่าเข้าไปคลุดคลีกับใครๆ

เมื่อเจออะไร ที่ไม่ถูกใจ ใช้ความสงบอย่างเดียว ไม่ต้องไปบอกกับเจ้าหน้าที่ เพราะเรามีหน้าที่แกไข ในสิ่งที่ตัวเอง มีอยู่(ความไม่ชอบใจ)

เมื่อรู้จักฟังมากกว่าพูด จึงได้เห็นข้อบกพร่องของตนเองที่มีอยู่ บางครั้ง ยังมีพลาดพลั้งลงไปบ้าง ยังมีสติกลับมารู้ทัน ระงับเหตุของตนเอง ได้ทันมากขึ้น

พูดในสิ่งที่ควรพูด ถึงแม้ อริยสัจ ๔ เป็นสิ่งที่ควรพูด ถึงจะรู้ แต่ไม่อยากจะพูด เพราะพูดไปแล้ว ผลย่อมย้อนกลับมาทดสอบตัวเอง ไม่อยากเหนื่อยใจอีกต่อไป

นิพพาน เป็นสิ่งที่ควรพูด ถึงจะรู้ แต่ไม่อยากจะพูด เพราะพูดไปแล้ว ผลย่อมย้อนกลับมาทดสอบตัวเอง ไม่อยากเหนื่อยใจอีกต่อไป

ปริยัติ/คำเรียกต่างๆ เลิกสอบถาม เลิกค้นหา เพื่อมาเติมในสภาวะที่เกิดขึ้น เหตุจาก เห็นแล้วว่า

เป็นเหตุให้ ผู้อื่น มาสร้างเหตุกับตัวเอง โดยการชอบปรามาสหรือตำหนิติติงเรา หาว่า เป็นการอวดอุตริ ในสิ่งที่เขียนไว้ จึงเลิกทำแบบที่เคยทำ เพราะไม่อยากสร้างเหตุให้กับผู้อื่น และไม่อยากให้ผู้อื่น มาสร้างเหตุกับเรา

ที่สำคัญ จากสภาวะต่างๆที่ผ่านมา รู้แล้วว่า สภาวะสัญญา จะค่อยๆเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวมีเหตุให้รู้เอง

ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ปิดจมูก กายสัมผัส ให้แค่รู้ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น นั่นแหละเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ มีหน้าที่ ยอมรับ และตั้งใจทำความเพียรต่อไป

ปรับเปลี่ยน

ตอนนี้ อยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยนตัวเอง กับสภาวะที่เป็นอยู่

 

เมื่อไปอยู่ที่โน่น โอกาสเดิน แล้วต่อนั่ง ทำได้ยากมากกกก เนื่องจาก สัปปายะ หาได้ยาก

และไปอยู่ในสถานที่ ที่มีแต่คนรู้จักเพียง การทำบุญใส่บาตร งานบวช รู้ว่า แค่นี้คือ การทำบุญ ที่ให้บุญอย่างยิ่ง

เรื่อง การทำกรรมฐาน ไม่มีการสื่อสารเท่าที่ควร รู้แต่สิ่งเรียกว่า การนั่งสมาธิ และต้องนั่งที่วัดเท่านั้น เมื่อเราไปนั่งให้เขาเห็น ขนาดหาที่หลบแล้วนา ยังอุตส่าหาจนเจอ แล้วแอบดูกัน กลายเป็นเรื่องตลก ในสายตาของเขาเหล่านั้น

รู้จักแต่สิ่งที่เรียกว่า สวรรค์ ส่วนนิพพาน พอถามไป เขาบอกว่า เรื่องตลก พร้อมกับถามว่า เป็นเรื่องตลกใช่ไหม

การกลับมาในครั้งนี้ ถูกความทุกข์บีบคั้น ทั้งสภาวะและสังขารหรือร่างกายนี้ เห็นแต่ทุกข์จริงๆ รู้แต่ว่า ถ้าไม่ทำ อยู่ไม่ได้

ถึงจะรู้ ว่าอยู่ไม่ได้ คือ ยังทุกข์ไม่จริง ถ้าทุกขืจริง จะยอมทำแบบถวายหัว เหมือนที่เคยทำในสมัยก่อน

ครั้งนี้แค่รู้ รู้ว่าทุกข์ แต่ยังมีความขี้เกียจอยู่ รู้สึกเหนื่อย อยากพัก ทำสักแต่ว่าทำ ทำตามอารมณ์ พอรู้ว่า จิตเป็นสมาธิก็ทำ ทำทุกวัน ไม่เคยขาด

แต่ถือว่า ยังมีความขี้เกียจอยู่ ที่ต้องทำ เพราะรู้ว่า ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองได้ นอกจาก การทำความเพียรเท่านั้น

เมื่อไปวัดบ่อยขึ้น เริ่มมีความเพียรมากขึ้น เห็นช่องโหว่ที่ตัวเองมีอยู่ ในการฟังธรรม ขณะอยู่ที่วัด

เวลาฟัง เมื่อเจอสิ่งที่ไม่ตรงกับสภาวะ เช่น ผู้พูดพยายามอธิบายสัมมาทิฏฐิ เรื่อง ความเห็นถูก แต่ไม่ตรงกับสภาวะ มีแต่ความเห็นถูกทางโลก เช่น กุศล อกุศล

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เป็นเหตุให้ มีการตำหนิติติงผู้พูดอยู่ในใจ ทำนองว่า เมื่อไม่รู้ ไม่ควรพูด ควรพูดเรื่องที่ตนเองชำนาญจะดีกว่า

เหมือนเรื่อง วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ ที่พยายามนำมาอธิบายว่า เป็นวิญญาณ ๖ ฟังแล้ว เกิดความรู้สึกไม่พอใจทุกครั้ง ในเมื่อรู้แค่ตำรา ไม่รู้ดดยสภาวะ ไม่ควรนำมาพูด มีแต่ทำให้สัญญา(ความรู้/ปริยัติ)วิปลาส

เห็นสภาวะของตัวเองเป็นแบบนี้ ได้แค่รู้ว่า มีอยู่ มาตลอด มาวันนี้ พรุ่งนี้ตั้งใจไปวัด กลับอีกวัน คือ ไปสองวัน

จิตคิดพิจรณาว่า ไม่พ้นการสร้างเหตุทางมโนแน่ๆ หวนให้คิดถึง ตอนที่ไปอยู่ที่โน่น ใช้หูฟังเสียบหู เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงชัดเจน

เมื่อรู้ชัดในสภาวะของตนเองดีว่า ติดขัดสิ่งใดอยู่ ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะนั้นๆ การไปครั้งนี้ หาอุบายให้กับตัวเอง โดยการเสียบหูฟังเปล่าๆ เอาสายใส่ไว้ในเสื้อ อย่างน้อยๆ จะได้หยุดการสร้างเหตุทั้งนอกและใน ได้ชั่วคราว ก็ยังดี

รู้สึกว่า จะมีที่เสียบหู สำหรับปิดรูหู โดยไม่มีสาย ลักษณะเหมือนหูฟังไร้สาย ว่าจะเดินไปหาอยู่ อย่างน้อยๆ เวลาไปวัด คนที่อยู่ในสถานที่ร่วมกับเรา จะได้ไม่เข้าใจผิด คิดว่า ฟังอื่นๆอยู่

 

พรุ่งนี้ไปวัด

วัดที่ถูกกับสัปปายะของตนเอง จะมีส่วนช่วยในการปรับสภาวะ ให้ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

ต้องรู้จักทบทวนดูสภาวะของตนเอง ที่ยังมีอยู่และเป็นอยู่เนืองๆ พยายามหยุดตัวเองให้ทัน ไม่สร้างเหตุออกไป ขณะที่ผัสสะเกิด

ตอนนี้อยู่ในช่วง ปรับสภาวะของตนเอง จึงต้องไปปฏิบัติที่วัดบ่อยขึ้น แต่ไม่ทำให้ คนในครอบครัวเดือดร้อน

โดยใช้วิธี ไปสองวัน เว้นหนึ่งวัน เท่ากับ สะสมหน่วยกิต อาทิตย์ละ ๔ วัน คูณ ๒๔ ชม. ดีกว่าอยู่บ้าน ในเมื่ออยู่บ้าน สภาวะไม่ไปไหน สมาธิลุ่มๆดอนๆ มีแต่ความขี้เกียจ

อาทิตย์ไหน เจ้านายหยุด ก็หยุดวันจันทร์ ไปวัน อังคารพุธ หยุดพฤหัส ไปศุกร์ เสาร์ คือ ดูวันที่เจ้านายหยุดทำงานเป็นหลัก เพราะไปปฏิบัติด้วยกัน

รักตัวเอง

ตอนนี้เซฟตัวเองแบบสุดๆ เพราะเห็นแล้วว่า ทุกๆการกระทำ ส่งผล แม้กระทั่ง ไม่มีบุคคลที่นำมากล่าวถึง อยู่ในเหตุนั้นๆด้วยก็ตาม

 

เรื่องราว สภาวะ

เรื่องราวของสภาวะต่างๆ ทำให้รู้อย่างหนึ่งว่า บุคคลที่มีสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว มีสภาวะจิตคิดพิจรณาเกิดขึ้นบาง ขณะ ในขณะที่ จิตเป็นสมาธิอยู่ แม้กระทั่งมีโอภาสเกิดขึ้นด้วยก็ตาม

เมื่อสภาวะเกิดขึ้นแบบนี้แล้ว จะมีเหตุให้ เป็นบุคคลที่ใฝ่รู้ แรกรู้จะเหมือนๆกันหมด คือ รู้ชัดในเรื่องเหตุและผล(กรรม) รู้ต่อมา อุปทนาขันธ์ ๕ แล้วแต่ว่า จะรู้สภาวะขันธ์ ๕ ตัวไหนก่อน นี่ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย

เจ้านาย รู้ชัดในเรื่องเหตุและผล เชื่อในเรื่องของกรรม/การกระทำ และผลของกรรม/ผลของการกระทำ ทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม

ตอนนี้เจ้านายเจอสภาวะ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ กายหายไปหมด แต่สัญญายังมีอยู่ รู้ว่ากายนั้นมีอยู่ ถึงแม้จะไม่มีกายปรากฏอยู่ก็ตาม

หมายถึง ปกติ ถึงแม้จิตเป็นสมาธิอยู่ ยังรู้ถึงการปรากฏส่วนต่างๆของกายได้ เช่น ท้องพองยุบ โพรงจมูก การเต้นของชีพจรตามจุดต่างๆของร่างกาย ก้นที่นั่งอยู่ กายที่นั่งอยู่ สุดแต่ว่า จะรู้ชัดตรงไหน จะมีรู้อยู่

สภาวะที่เจ้านายเจอ มีสติรู้อยู่ แต่ไม่มีกายปรากฏ เนื่องจาก เจ้านายฟังเราบอกเล่าเรื่องสภาวะมาตลอด คำถามส่วนมาก จะถามเฉพาะเวลาที่มีสภาวะเกิดขึ้น จะไม่มีการถามล่วงหน้า

เพราะเหตุนี้ สภาวะอุปกิเลสแบบหยาบ จึงไม่สามารถทำอะไรกับเขาได้ เนื่องจาก เขารู้ว่า สภาวะเหล่านั้นคืออะไร

แต่จะมีสภาวะอุปกิเลสแบบละเอียดที่เกิดขึ้น คือ การเห็นหลุมดำ ทุกครั้งที่สภาวะนี้เกิด เขาจะเกิดความยินดี เมื่อตัณหาเกิด จิตกลับมารู้ที่กายทันที

เราบอกกับเขาว่า สภาวะเหล่านี้ จะผ่านไปได้ ต้องไม่มีกิเลสเข้าแทรก สมาธิที่เขามีอยู่ ยังมีกำลังไม่มากพอ สติก็ยังไม่มากพอ เพราะฟังจากที่เขาเล่าสภาวะต่างๆให้ฟัง

เช่น เมื่อมีนิมิตเกิด ไปอยู่ในสถานที่มีแต่แสงสว่าง ถ้ามีสติ จะนั่งลงทันที ไม่เดินไปทางไหน เมื่อนั่งลง มีสติรู้อยู่ จิตจะกลับมารู้ที่กายทันที

หรือมีนิมิตอื่นๆ เช่น ปรากฏว่า อยู่ในที่มีแต่ความมืด จะไม่เดินไปไหน จะนั่งลงที่ตรงนั้น มีสติรู้อยู่ จิตจะกลับมารู้ที่กายทันที

ผิดกับเจ้านาย เวลาเจอสภาวะเหล่านี้ เขาจะเดินๆๆๆ จนกระทั่งมีสติ ไม่เดินต่อ มีสติรู้อยู่ จิตจะกลับมารู้ที่กาย

ส่วนสภาวะที่จะผ่านเข้าไปได้ ได้บอกกับเขาไปแล้ว จะเหมือนมีพลังบางอย่างหรือมีกระแสลมที่มีพลังมากๆๆๆๆ ดูเข้าไปเอง ไม่ใช่เดินผ่านเข้าไป

เหมือนครั้งที่แล้ว ที่เขาเล่าให้ฟังว่า จู่ๆไปปรากฏอยู่ในที่ๆที่หนึ่ง มีความสว่างมาก ไม่มีสิ่งอื่น นอกจากแสงสว่าง รู้อยู่อย่างนั้น และกลับมารู้สึกตัว

เขาบอกว่า ไม่ใช่โอภาส เขารู้จักสภาวะโอภาส แต่นี่เหมือนไปในสถานที่หนึ่ง ที่มีแต่ความสว่าง ตั้งแต่นั้นมา ทำให้เกิดความศรัทธามาก และตั้งใจทำความเพียร ทุกครั้ง ที่มีโอกาส

สภาวะที่เขาได้พบเจอมานี้ เราบอกว่า ไปหาอ่านในบล็อกของเราเถอะ มีเขียนไว้ทั้งหมด ทุกวันนี้ก้ยังไม่รู้ว่าคืออะไร เป็นสถานที่ไหน ไม่สนใจจะค้นหา เพราะ รู้ดีว่า เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เท่านั้นเอง

นี่แหละเหตุของเจ้านาย เหตุที่คลาดแค้ลวจากอุปกิเลสแบบหยาบมาได้ ไม่เหมือนวลัยพร กว่าจะรู้ ต้องหลงไปเสียก่อน

โดน ๑ ดอก

ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน เจ้านายถามเกี่ยวกับคำเรียก วิปัสสนากรรมฐาน กับวิปัสสนาภาวนา ที่มีคนนำมาถามในที่นั้น แต่คนตอบ ตอบไม่เคลียร์ คนฟังไม่เข้าใจ

เราบอกว่า วิปัสสนากรรมฐาน กับวิปัสสนาภาวนา ชื่อเรียกต่างกัน แต่สภาวะที่เกิดขึ้น เป็นตัวเดียวกัน

วิปัสสนากรรมฐาน/วิปัสสนาภาวนา เป็นการปฏิบัติ เป็นรูปแบบที่ใช้ รูปนาม เป็นอารมณ์

เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก ก็รู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รู้ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก ก็รู้ไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตามลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

โดยไม่ต้องคำบัญญัติอื่นๆ ที่ใช้ในการบริกรรมภาวนาลงไปสำทับสภาวะ/สิ่งที่เกิดขึ้นอีกที หมายถึง รู้ไปตามความเป็นจริงของสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

แล้วตอนที่นั่งสมาธิอยู่ จิตเป็นสมาธิอยู่ ร่างกายไม่ปรากฏ จิตมันคิดว่า เวลาหายใจปกติ จะสัมผัสที่ปลายจมูก ท้องก็จับไม่ได้ รู้ว่ามีร่างกาย แต่กายไม่ปรากฏ

เราตอบว่า นั่นแหละ กำลังเรียนรู้สภาวะเรื่อง อรูปฌาน บางครั้ง ทุกอย่างหายไปหมด เหลือจิตรู้อยู่อย่างเดียว รู้ถึงว่า มีความว่างที่เกิดขึ้น ซึ่งแท้จริง มันไม่ว่าง มีสติ มีจิต(ตัวรู้) รู้อยู่ ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สภาวะนี้ เป็นเรื่องปกติของสภาวะสัมมาสมาธิ ถ้ามีสติ สัมปชัญญะ และสมาธิมากขึ้น กำลังของสมาธิที่ปรากฏ จะมีชื่อเรียกต่างๆ ตามลักษณะอาการที่เกิดขึ้นของสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่ ขณะนั้นๆ

มีถามต่ออีก ถามว่า สมถะ คืออะไร

ตอบไปว่า ไปหาในกูเกิ้ลโน่นนนน รำคาญ ถามอยู่ได้ บอกแล้วว่า เดี่ยวก็รู้เอง ทำไป และบอกต่อไป สมถะ คือ การทำอารมณ์ให้ สงบ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง โดยอาศัยบัญญัติในการภาวนา เห็นวลัยพร เป็นตู้หนังสือเคลื่อนที่ไปได้ ทำไปๆๆๆ

 

ความเสื่อมของสังขารกับวิบากของคำพูด

มีอาการปวดหัวเข่า ตั้งแต่กลับมาจากที่โน่นแล้ว ตอนไปวัด ช่วงที่ปฏิบัติ ถ้าสมาธิแนบแน่น เวทนาจะไม่รู้ พอเลิกนั่งสมาธิ มีอาการปวดเข่ามาก อาศัยนั่งที่เก้าอี้บ้าง สลับกัน

ขาไม่ปวด ปวดแต่หัวเข่าอย่างเดียว ไม่มีลักษณะบวม แต่มีเนื้อเยอะช่วงหัวเข่า เกิดจากนน.ลด เนื้อลงไปกองอยู่รอบเข่า ลองกดดูแล้ว ไม่ใช่อาการบวม ก้ว่าจะไปหาหมอ

เมื่อก่อน ไม่เคยรู้ว่า อาการปวดหัวเข่า เป็นยังไง อาจเนื่องจากวัย และเหตุที่เคยพูดกับแม่ไว้ แนะนำให้แม่นั่งสมาธิ แม่บอกว่า นั่งไม่ได้ ปวดเข่า ก็เลยบอกว่า นั่งเก้าอี้ หรือนอนทำก็ได้ นี่แหละ วิบากของคำพูด ส่งผลไวจริงๆ

 

เหตุ

ถึงจะอยู่เฉยๆ ถ้าเหตุยังมีอยู่ เหตุวิ่งมาชนเอง

มีหน้าที่เพียง แค่รู้ ไม่สร้างเหตุต่อ สงบได้มากเท่าไหร่ เหตุใหม่ ย่อมน้อยลง

เฮ้อออ … กี่ภพ กี่ชาติ กี่กัปป์ กี่กัลล์ ที่หลงสร้างเหตุ เพราะ ความไม่รู้

เมื่อรู้แล้ว จึงต้องอดทนสุดๆ ที่จะสงบเงียบ เพราะรู้แล้วว่า ยิ่งอธิบาย ยิ่งแนะนำ ถึงแม้จะเป็นเหตุของฝ่ายดับก็ตาม

ถ้าอยากรู้เรื่องราว ส่วนมากแนะนำว่า อ่านในบล็อกละกัน เขียนไว้ตลอด

เหตุที่แนะนำแบบนี้ ทุกสิ่งที่แนะนำตัวต่อตัว เหตุมี ผลย่อมมี ตัวเองจะต้องเจอบททดสอบ

เหตุจากการให้คำแนะนำกับผู้อื่น ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจกับสภาวะหลายๆครั้ง จึงขออยู่แบบเงียบๆ ถ้าอยากรู้อะไร หาอ่านในบล็อกก็แล้วกัน

สาธุ(๒๖ พค.๕๖)

เมื่อวาน ได้รับเงินเร็วมาก เจ้านายมาถึง ยกเงินขึ้นจบ และส่งเงินให้ เราก็ถามว่า เงินออกแล้วหรือ ทำไมออกเร็วจัง

เรารับเงิน พร้อมกับพูดว่า สาธุ ขอบคุณที่เลี้ยงดู

เจ้านายบอกว่า สาธุ

หมายเหตุ: เคยบอกกับเจ้านาย เวลาจะให้เงินยาย หรือให้เรา หรือไม่ว่าจะให้ใครก็ตาม ให้ยกเงินขึ้นจบก่อน เพระเงินนั้น หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง

การให้ใครก็ตาม ถือว่า เป็นการทำทานอย่างหนึ่ง ให้ตั้งจิตอธิษฐานก่อนที่จะให้

 

ตัดเล็บเท้า

เช้านี้ เจ้านายกินข้าวไปด้วย พร้อมกับให้เราตัดเล็บเท้าไปด้วย การกินข้าว จึงอยู่ในท่า นั่ง แต่ยกขาข้างหนึ่งพาดบนขาวลัยพร เพื่อจะได้ตัดเล็บให้

แม้เวลาไปทำงาน บางครั้ง เชือกรองเท้าหลุด ก็จะผูกเชือกรองเท้าให้ หรือรองเท้าใส่ไม่ถนัด ก็ช่วยจับใส่ให้

การกระทำใดๆก็ตาม อย่าไปคิดว่า ใครควรทำหรือไม่ควรทำ การใช้ชีวิตคู่ คือ การแบ่งปันการใช้ชีวิตร่วมกัน

 

เพิ่งกลับมาจากวัด 

รู้สึกว่า ทั้งสติ กับสมาธิ เริ่มมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ

สภาวะของการปฏิบัติ จะก้าวหน้าได้ ต้องทำความเพียรต่อเนื่อง และ ไม่คล้อยตามกิเลส สร้างเหตุออกไป เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ณ ขณะ นั้นๆ

ชนะ

การเอาชนะ ไม่ใช่ทำเพื่อชนะใคร ทำเพื่อชนะตัวเอง ไม่ให้ไหลตามหรือคล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้น จนกระทั่ง หลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

 

เจ้านายทำบุญ ๓ ชุด ในวันนี้
“ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพเบาะปูนอนสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม จำนวน 100 ผืน ผืนละ 350 บาท ร่วมบริจาคได้ที่ พระมหาไสว โสภา ธนาคารกสิกรไทย ออมทรัพย์ เลขที่ 645-2-00552-0”

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2013
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: