โคตระภูญาณ

สภาวะสมุจเฉทประหาน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โคตระภูญาณ

 

ปากทางเข้าถ้ำ 
สภาวะนี้ จะเจอตอนที่ วลัยพรเขียนไว้ว่า ตายแล้วเกิดทันที เหมือนคลอดออกจากท้องแม่ แต่ไม่ต้องอาศัยคลอดจากท้องแม่ คือ

ต้องเจอสภาวะความตาย ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่นี่แหละ จะรู้ชัดในสภาวะความตาย ตั้งแต่แรกเริ่มขาดอากาศหายใจ ำลังจะหมดลมหายใจ

แรกๆดิ้นรน ตะเกียกตะกาย เพราะหายใจไม่ออก

สภาวะนี้ เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ประจวบกับ ไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย ในชีวิต จิตเกิดการปล่อยวาง เลิกดิ้นรน ตายก้ตาย

มีสติรู้อยู่ ปล่อยทุกอย่างทิ้งหมด พอปล่อยปั๊บ จะมีอาการเหมือนถูกดูดเข้าไปทันที มีแรงดูด ที่แรงมาก

จึงเปรียบเสมือน เหมือนตายแล้ว เกิดทันที มีแรงดูดมากมายมหาศาล ดูดเข้าไป

นี่แหละ สิ่งที่เรียกว่า “รู” ตามคำบอกเล่าของหลวงพ่อเยื้อน

สภาวะนี้ “สภาวะความตาย” เป็นลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีเกิดขึ้นเฉพาะในสัมมาสมาธิเท่านั้น มีชื่อเรียกว่า โคตระภูญาณ
10365948_749535668419489_4519154480165733809_n

โฆษณา

๓๑ พค.๕๗

ครึ่งวัน ทำงานบ้าน ตัดชิ้นส่วนกางเกงยีนส์ แขนเสื้อ ขากางเกง แยกออกเป็นชิ้นๆ จะทำเป็นกระเป๋า

เวลาไปแพร่ จะได้ไม่ต้องใช้ถุงพลาสติกใส่กล่องกระดาษ(ใส่ถุงผ้า ที่ใส่ข้าวเหนียว ประมาณ ๑ ถัง กลับมากทม.)

รอยด้ามกรรไกร บีบเนื้อถลอก แดง แสบ

พอเห็นมือตัวเอง นึกถึงยายเจ้านาย นิ้วที่ปูดโปน จากการจับกรรไกรตัดผ้า

บ่ายโมงกว่าๆ(วันนี้เกินเวลาไป ชม.สี่สิบห้านาที)

นั่ง ๑ ชม. จิตเป็นสมาธิอย่างง่ายดาย มีสัปหงกเป็นระยะๆ รู้สึกตัวตลอด ไม่มีนิมิต

มีบางช่วง มีสภาวะจิตสัปหงกเกิด มีโอภาสเกิดเป็นระยะๆ สักพักคิดว่าพอแล้ว

เปลี่ยนเป็นนอนบนโซฟา ทำสมาธิต่อ  ๓ ชม. แผ่เมตตา กรวดน้ำ

หลังจากนั้น สุขเกิดตลอด

เจ้านายกลับมา บอกกับเจ้านายว่า ตั้งแต่ปรับเปลี่ยน แบ่งเวลาเป็น ๒ ช่วง รู้สึกว่า มีสมาธิมากขึ้น สุขเกิดบ่อย

วันไหนถ้าไม่ได้ทำ สังเกตุเห็นอยู่อย่าง หงุดหงิดง่าย เจ้านายนี่ตัวสอบอารมณ์นะ

เจ้านายบอกว่า อ๋อเหรออออ

เราบอกว่า ก็จริงๆนี่นา

 

ตอนนี้ ความอยากไปวัด ยังมีอยู่

มีวางแผนนะ แต่ไม่คาดหวัง เมื่อมีเหตุไม่ให้ได้ไป จึงไม่รู้สึกอะไร

เพราะปกติ ทำที่ห้องอยู่แล้ว เพียงแต่รู้สึกอยากไป เท่านั้นเอง

 

๓๐ พค.๕๗

วันนี้ทำสมาธิ ๓ ชม.

ทำเหมือนเดิม ครึ่งวัน ทำงานบ้าน อยากเข้าเนต อยากเล่นเกมส์ ก็ทำปกติ ไม่ฝืนใจ ไม่บังคับ ไม่กดข่มตัวเอง

แค่รู้ว่า ยังคงมีอยู่ และเป็นอยู่

ความรู้สึกอยากไปวัด ยังคงมีอยู่ แต่มีเหตุให้ไม่ได้ไป ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ที่อยากไป เพราะ คิดถึงวัด

การกระทำใดๆก็ตาม ถึงแม้เป็นการทำความเพียร การกระทำนั้นๆ ไม่เคยคิดเบียดเบียนคู่ครอง

ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จ ไม่มีงานอะไรแล้ว จึงทำสมาธิ

หากยังมีกิจวัตร งานบ้านอื่นๆ ทำให้ไม่ได้ทำสมาธิ ไม่รู้สึกเดือดร้อนใจแบบก่อนๆ อาศัยทำตามความสะดวกมากกว่า

การรู้ชัดสัปปายะ รู้ชัดวิธีการกระทำ เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ การรู้ชัดในผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น
เพราะเหตุปัจจัย ในการรู้ชัดสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ เป้นเหตุปัจจัยให้ ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ ลดน้อย เบาบาง ลงไปเรื่อยๆ

จากเหตุปัจจัยตรงนี้ เป็นเหตุให้ ใจเป็นทุกข์ น้อยลง

เมื่อก่อน เหตุของการทำความเพียร จุดเริ่มต้น เริ่มจาก ความทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต

ตอนนี้ เหตุของการทำความเพียร เกิดจาก ความเบื่อหน่าย ในธาตุขันธ์ และ เหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ (การสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ที่ยังมีกระทำอยู่)

เมื่อพบเจอสิ่งเหล่านี้เนืองๆ เหตุจาก เหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่(สิ่งที่เคยทำไว้ ส่งมาให้รับผล ในรูปของผัสสะที่เกิดขึ้น/สิ่งต่างๆในชีวิต)

และเหตุปัจจัยจาก การที่ยังมีสติไม่มากพอ ที่จะหยุดตัวเอง ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อเป็นดังนี้ เวลาเจอกับผลที่ได้รับ ถึงแม้ใจทุกข์น้อยลง แต่เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความเบื่อหน่าย ยิ่งนัก

ความเบื่อหน่าย มักเกิดขึ้นเนืองๆ เบื่อหน่ายต่อกิเลสที่ยังมีอยู่ และผลกระทบต่างๆ ที่ส่งกลับมา ยังมีอยู่

เป็นเหตุปัจจัยให้จิต เกิดการพิจรณามากขึ้น ไม่ว่าจะทำสิ่งใด จิตมักเกิดการคิดพิจรณาอยู่เนืองๆ

พิจรณาเห็นแต่ ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด

เพราะเหตุนี้ เป้าหมายที่ชัดเจน ความไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลอน แต่เป้าหมายในชีวิต
คือ มุ่งกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(การเกิด) ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต ไม่เคยทำให้เกิดความรู้สึกท้อถอย ในการทำความเพียร
และ การพยายามไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ถึงแม้ว่า การพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว ยังต้องใช้การกดข่ม อดกลั้น ไม่สร้างออกไป ไม่ทำ เพราะ รู้

อาจมีหลงสร้างออกไปบ้าง ซึ่งน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก

เมื่อมีผลกระทบกลับมา ใจจึงคิดยหยุด มากกว่าที่จะสานต่อ

มีหลายครั้ง ที่อยากเตือนผู้ที่มุ่งกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ เส้นทางเหล่านั้น เคยผ่านมาแล้ว

อยากจะเตือนสติพวกเขา ให้รู้ว่า หลงอะไรกันอยู่

พอพูด บอกออกไปแล้ว เห็นผลกระทบกลับมา วาจาที่อีกฝ่ายยอกย้อน

ทำให้เกิดการวางเฉยต่อเรื่องนอกตัวมากขึ้น เพราะเขาไม่รู้ เขาจึงแสดงวาจาแบบนั้น

หากเขารู้แล้ว เขาจะขอบคุณเรามากกว่า ที่ชี้ขุมทรัพย์ ช่องโหว่ที่เขามีอยู่ ให้เห็น

ทีนี้ อาจจะไม่เคยสร้างเหตุให้มาเชื่อกัน จึงทำให้เกิดการกระทำแบบนั้น
ต่อให้อีกฝ่าย ใช้วาจากล่าวโทษต่อเราแค่ไหน ก็ไม่คิดจะสานต่อกับเขา คือ ปล่อยเลย เหตุใคร เหตุมัน แก้กันเอาเอง

ยิ่งยุ่งนอกตัวน้อยลงเท่าไหร่ ใจยิ่งเบาสบาย
สภาวะไม่ติดขัด อะไรที่ติดขัดอยู่ เริ่มเบาบางลงมากขึ้น

เป็นเหตุปัจจัยให้ กลับเข้าสู้เส้นทาง ที่ตรงทางมากขึ้น
ไม่แวะเวียนนอกตัว แบบก่อนๆ

๒๘ พค.๕๗

วันนี้ทำสมาธิ ๕ ชม.

 

ทบทวนตัวเอง

จิตมีคิดพิจรณาเนืองๆ

การดำเนินชีวิตในตอนนี้ เป็นแบบเรียบง่าย

ไม่แต่งตัว หากอยู่ห้อง ใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงยีนส์ขาสั้น

หากไปตลาดหรือเดินห้าง ใส่เสื้อยีนส์ กับกางเกงยีนส์

หากพบะปะกับน้องๆ ใส่เสื้อเชิตลินิน กับกางเกงยีนส์

หากไปแพร่ เสื้อยีนส์ กางเกงยีนส์

เหตุที่ใช้กางเกงยีนส์เป็นหลัก เพราะ ไม่ต้องกังวลเรื่องความเลอะเทอะของเนื้อผ้า

ไม่แต่งหน้า ไม่ใช้เครื่องสำอางค์ ไม่เข้าร้านทำผม ผมตัดเอง

อาหารการกิน กินไม่เกิน ๔๐ บาท กินเฉพาะเวลาออกนอกบ้าน(บางครั้ง) และเวลาที่เกิดการเบื่ออาหาร(บางครั้ง)

ส่วนมาก กินแบบง่ายๆ มีอะไรในห้อง ก็กิน ชอบกินข้าวไข่เจียว(ทำเอง ใส่ต้นหอม หัวหอม ผักชี ใช้น้ำมันมะกอกเล็กน้อย ใช้หม้อเทปล่อนทอดไข่ กับผัดกระเพราปลาทูน่า/ซื้อแบบซองของโรซ่า)

มีแกงไตปลาแบบแห้ง น้ำพริกต่างๆแนมเป็นบางครั้ง คือ มีอะไรก็กินไปตามนั้น ยกเว้นเวลาเบื่อ จะไปกินข้างตึก ๓๕ บาท
การทำความเพียร ส่วนมากเป็นอิริยาบาทนอน(บนโซฟา)

นานๆถึงจะทำในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง

ถึงแม้จะนานๆนั่ง สภาวะยังคงที่ รู้ชัดอยู่ภายในกาย(ทุกขเวทนาทางกาย อาการที่เกิดขึ้นกับกาย)
เวทนา(ความชอบใจ ไม่ชอบใจ)
จิต(กิเลส)
ธรรม(ความนึกคิด มีบางครั้งฟุ้งซ่าน)

ยังคงมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วม ขณะจิตเป็นสมาธิ มีโอภาสเกิดเป็นระยะๆ
บางครั้งจิตวางเฉยต่อสภาวะที่เกิดขึ้น เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้น
บางครั้งจิตมีเกาะเกี่ยวกับทุกขเวทนาทางกาย ที่เกิดขึ้น

การนั่งไม่แน่นอน บางครั้งชม.กว่า บางครั้งไม่กี่นาที
สิ่งที่เกิดขึ้น มาสอนตลอดเวลา

เมื่อรู้ชัดในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว
จึงทำให้ไม่เกิดความทุกข์ใจ ต่อสภาวะที่เกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นความปกติของสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า ผัสสะ

ความเนียน ละเอียดของกิเลส

กิเลสมีสภาพหยาบ ละเอียด อยู่ที่อวิชชาที่มีอยู่

หากรู้ชัดในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ความยึดมั่นถือมั่น สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ลดน้อยลงไป ตามเหตุปัจจัย

จิตวางเฉยต่อผัสสะที่เกิดขึ้น แค่รู้ว่ามี
เป็นเหตุปัจจัยให้ มีสติ รู้ทันต่อสิ่งที่ยังมีอยู่ และเป็นอยู่ของตัวเอง

ใจเป็นทุกข์ เกิดจาก การนำตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับผัสสะที่เกิดขึ้น
หากสติไม่ทัน หลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด

เมื่อการกระทำนั้นๆ ส่งผลกลับมา ให้เจอทุกข์
เจอทุกข์ตอกย้ำ ใจไม่อยากทุกข์ เป็นเหตุให้ เกิดการอดทน อดกลั้น กดข่มการกระทำไว้ได้

เมื่อเจอผัสสะต่างๆ เกิดขึ้น เดิมๆซ้ำๆ (แตกต่างแค่เรื่องราว แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ยังคงมีอยู่)

เจอทุกข์บ่อยๆ เริ่มหยุดที่ตัวเองมากขึ้น

เมื่อไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ มากขึ้น

จะทำให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลอดเวลา

เดี่ยวดี เดี๋ยวไม่ดี ล้วนเกิดจาก การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อหยุดการกระทำลงไปได้เนืองๆ(หยุดสร้างเหตุนอกตัว)

เป็นเหตุให้ เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งที่เกิดขึ้น บังคับให้เป็นไปตามใจคิด ก็ไมได้

จิตเกิดการปล่อยวางมากขึ้น เป็นเหตุปัจจัย เกิดความเบื่อหน่าย

เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย จิตจะเกิดการคิดพิจราณา ดิ้นๆหาทางออกให้กับสภาวะที่ตนเป็นอยู่

ส่วนจะเกิดการลงมือทำเมื่อไหร่นั้น อยู่กับเหตุปัจจัยที่ตนมีอยู่และที่ทำให้เกิดขึ้นใหม่

แค่รู้ไปเรื่อยๆ หากยังไม่ถึงเวลา ต่อให้อยากทำแทบตาย พยายามทำแทบตาย
จะเจอการขัดขวาง จากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ จึงมีหน้าที่เพียง แค่รู้ว่า รู้สึกนึกคิดอย่างไร รู้ไปตามนั้น

หากทำตามความอยาก เจอทุกข์อีก ใจก็จะไม่เอาอีก

พอเริ่มอีก เจอทุกข์อีก ใจไม่เอาอีก จะทำตามสัปปายะ ตามเหตุของตนแทน

จิตจะเกิดการคิดพิจรณาเนืองๆ เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เริ่มจัดสรรเวลา ให้กับตัวเอง

อันนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคนด้วย ใช่ว่า จะทำเหมือนกันหมด

สำหรับผู้ที่มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลอน ต่อความคิด ไม่อยากเกิดอีกต่อไป
บุคลลเหล่านี้ ถึงแม้บางคน ไม่รู้ชัดสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า ผัสสะ

แต่อาศัยการมีกัลยาณมิตร แนะแนวทางให้ เหตุปัจจัยจาก เคยสร้างเหตุร่วมกันมา ให้มาเชื่อกัน จึงเชื่อในคำแนะนำนั้นๆ

เกิดความศรัทธา เห็นผลของการทำความเพียร และหยุดสร้างเหตุนอกตัว

บุคคลจำพวกนี้ จะมีความอดทน อดกลั้น กดข่มตัวเอง มากกว่า ผู้ที่ยังไม่มีเป้าหมายชัดเจน หรือ พวกที่ไม่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ
ยังมีอยู่

การทำความเพียร ที่กระท่อนกระแท่น ใช้อิริยาบทนอนมากกว่า อิริยาบทอื่นๆ วลัยพรถือว่า กระท่อนกระแท่น

หากทำในอิริยาบทยืน เดิน นั่ง กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีการพัมนาอย่างต่อเนื่อง

ผสมผสานกับ การทำความเพียร ในรูปแบบของ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว เหตุของการพยายามไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

แค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) จิตเกิดการปล่อยวางมากขึ้น และกำลังสติ มีความกล้าแข็งมากขึ้น
เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนาน(ในความรู้สึกของตัวเอง) รู้สึกนึกคิดอย่างไร รู้ไปตามนั้น แต่น้อยครั้ง ที่จะทำความต้องการของตัวเอง

เพราะรู้ว่า ทำแล้ว เดี่ยวก็เจอทุกข์อีก จะทำไปทำไม สู้ทำไปตามสภาวะของตนเอง ไปเรื่อยๆแบบนี้ ถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เดี่ยวมีเหตุให้ทำเอง
วันนี้ จิตทบทวนสภาวะที่ตนเอง ติดขัดอยู่ ติดกับความคิดตัวเอง

ประมาณว่า หากสภาวะนั้น เกิดขึ้นอีก คือ มีเกิดขึ้นแน่นอน แต่ไม่รู้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใด

ถ้ามีสภาวะนั้นเกิดขึ้น(สภาวะความตาย) หากผ่านเข้าไปในอุโมงค์ของเวลา(ความตาย) แล้วถ้าไม่ได้กลับมาอีกล่ะ(ทั้งๆที่ รู้ว่า ได้กลับมา แต่คาดเดาไม่ได้ ว่าจะได้กลับมาแบบคั้รงก่อนหรือไม่)

คือ มีห่วง ห่วงผู้ที่รับคำแนะนำจากเราอยู่ ห่วงว่า หากไม่มีเรา คนเหล่านั้น จะเป็นยังไง ทั้งๆที่ก็รู้ว่า เป้นเรื่องเหตุของใครของคนนั้น ก็ตาม ก็มีห่วง

การทำความเพียร ในรูปแบบ ยืน เดิน นั่ง จึงย่อหย่อนลงไป ความคิดตรงนี้ มีส่วนด้วย ไม่ใช่แค่ขาดความต่อเนื่อง ในการทำเต็มรูปแบบ

ตอนนี้ เห็นความเบื่อหน่ายต่อชีวิต ที่มีมากกว่า ความห่วงต่อผู้อื่น จิตกลับมาทบทวนสภาวะตนเองมากขึ้น

เริ่มแบ่งเวลา ให้กับการทำเต็มรูปแบบ คือ ครึ่งวันเช้า ถึง บ่าย ทำงานบ้าน ทำตามใจกิเลส(เข้าเนต)

ครึ่งวันบ่าย ทำความเพียร เต็มรูปแบบ ยืน เดิน นั่ง ถึง ๕ โมงเย็น

หลัง ๕ โมงเย็น ไปวัดเทพลีลา เปลี่ยนสัปปายะให้กับตัวเอง จะได้ไม่เบื่อ

ค่อยๆเริ่มปรับเปลี่ยน แต่อะไรๆ ก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้หรอก แค่รู้ว่า ตอนนี้ คิดจะทำแบบนี้

 

 

 

๒๙ พค.๕๗

ออกนอกบ้าน ซื้อของใช้ภายในบ้าน กลับมาถึงห้อง เกือบบ่ายสาม

ไม่ขาดกิจวัตรประจำวัน ทำสมาธิ ๓ ชม.

มลภาวะเป็นพิษ

อยู่คอนโด ต้องทำใจ ข้างห้อง ไกลจากห้อง มุมห้องของชั้นล่าง มีแต่คนสูบบุหรี่ ข้างล่างเพิ่งย้ายเข้ามา สูบบุหรี่ทั้งห้อง เห็นอยู่กันหลายคน มีทั้งหญิงและชาย

ตอนนี้ยอมเสียค่าไฟเพิ่ม ไม่ไหว เวลาไปตากผ้านอกห้อง ตรงระเบียงชั้นล่าง เจอบรรดาสิงห์นิยมสูบควัน ยืนพ่นควันกระจาย โคตระเหม็น

เวลาเปิดห้อง ต้องรอจังหวะ ถ้าเปิดออกไปแล้ว กลิ่นเหม็นของบุหรี่ฟุ้งกระจาย ปิดห้องทันที

เช้าๆ อากาศน่าจะดี เปิดห้องแปบเดียว มาแล้ว กลิ่นไม่พึงปรารถนา เขาจะรู้กันบ้างไหมหนอว่า กำลังทำลายตัวเอง(ร่างกาย) และทำร้ายผู้อื่น(กลิ่นตดยังดีกว่า แค่แก๊ส ธรรมชาติ กลิ่นบุหรี่ ทำลายระบบลมหายใจของผู้อื่น)

กำลังซักผ้า ก็คิดอยู่ ตรูจะทำยังไงดีฟะ ขนาดใส่น้ำยาปรับผ้านุ่ม พอผ้าแห้ง ดมผ้า กลิ่นบุหรี่ ยังติดในเนื้อผ้า

ยอมเสียค่าไฟเพิ่ม ใช้เครื่องซักผ้าปั่นแห้ง(หากผ้ามาก) แล้วตากตรงระเบียงในห้อง ดีกว่า ตากนอกห้อง แแดดดี แต่ผ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ติดมา

ปกติซักผ้าอาทิตย์ละครั้ง(เฉพาะกาเกงทำงาน กางเกงยีนส์ เสื้อยีนส์ ผ้าปู ผ้าขนหนู) ส่วนเสื้อทำงาน เสื้อกล้าม กกน. ผ้าขนหนูสำหรับเช็ดหน้า ซักทุกวัน เพื่อใช้น้ำดีที่ซักผ้าแล้ว ไว้ราดชักโครก

ตั้งแต่พวกชั้นล่าง ย้ายเข้ามา การซักผ้า ต้องปรับเปลี่ยน ซัก ๒ ครั้งต่ออาทิตย์(ซักมือ และใช้เครื่องปั่นแห้ง) เพราะถ้าซักอาทิตย์ละครั้ง ระเบียงหลังห้อง ไม่พอตากผ้า

ปกติอยู่ห้อง จะเปิดประตู ไม่เคยเปิดพัดลม ตอนนี้ต้องเปิดพัดลม เหตุจาก ต้องปิดห้อง เพราะสู้กลิ่นเหม็นพวกนั้น ไม่ไหว

ยังบอกกับเจ้านายเลยว่า เดี่ยวนี้ ต้องคอยปิดห้องตลอด ไม่ไหว เหม็นกลิ่นบุหรี่ ทั้งข้างห้อง ทั้งมุมห้องชั้นล่าง(๑๔)

พวกสูบบุหรี่นี่ เท่าที่เห็น ส่วนมาก อายุไม่ยืน ทั้งแก่ไว(ผิวพรรณเสื่อมโทรม) ทั้งตายไว

เรียนรู้

๓๐ พค.๕๗

ฉันเอง ก็ยังฝึก ที่จะเรียนรู้ ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต) และมุ่งดับเหตุของการเกิดผัสสะนั้นๆ ที่มีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ที่เกิด-ดับ จนกว่า ชีวิต จะดับสิ้นลง

เหตุปัจจัย ที่ทำให้ เวียนว่าย ตายเกิดในสังสารวัฏ ล้วนเกิดจาก การกระทำทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ที่เกิดจาก แรงผลักดันของกิเลสต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน(เคยสร้างเหตุร่วมกันมา)

ส่งมาให้ได้รับผล ในรูปของ ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต) ที่เกิดขึ้น แต่ละขณะๆๆๆๆ ในชีวิต เป็นตัวส่งผ่าน ฝ่ายผลของเหตุ ที่เคยกระทำไว้

ความไม่รู้ชัดในผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น ในชีวิต แต่ละขณะ)

เมื่อมีผัสสะเกิด(สิ่งที่เกิดขึ้น) สิ่งๆนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(ผลของเหตุที่เคยกระทำไว้ในอดีต)

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างเหตุออกไป(วจีกรรม กายกรรม) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(มโนกรรม) เป็นเหตุให้ เกิดการสร้างเหตุของการเกิด ภพชาติใหม่(ปัจจุบัน) ให้เกิดขึ้นทันที

เมื่อผลกระทบส่งกลับมา จากความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น บางคนเกิดการครุ่นคิด พยาบาท อาฆาต จองเวรต่ออีกฝ่าย(ผูกใจเจ็บ) มีการกล่าวสาปแช่ง กล่าวว่าร้ายอีกฝ่าย(ถึงแม้จะในใจก็ตาม)

ภพชาติของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร จึงเนิ่นนานเพราะเหตุนี้

ส่วนผู้ที่รู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น แต่กิเลสยังมีอยู่
เหตุนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้แบกทุกข์(ใจที่ยังวางไม่ได้)

อาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง(แนวทางการปฏิบัติ ทุกรูปแบบ ตามเหตุปัจจัยของตน)

และอาศัย การทำความเพียร ในรูปแบบของ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว กล่าวคือ เมื่อผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ให้มีสติรู้อยู่ ไม่สรา้งเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(ตามแรงผลักดันของกิเลส) ซึ่งเป็นการดับเหตุ ที่เคยมีต่อกัน ไม่สานต่อ ภพชาติของการเกิด ย่อมเกิดสั้นลง ตามเหตุปัจจัย

เมื่อทำความเพียรทั้ง ๒ อย่างนี้ ร่วมกันเนืองๆ ทั้ง ๒ ความเพียร ต่างฝ่าย ต่างเกื้อหนุน ซึ่งกันและกัน(ในการดับเหตุของการเกิด)

หากตั้งใจทำความเพียร ทั้ง ๒ อย่างนี้ ต่อเนื่อง

ภพชาติของการเกิด เวียนว่าย ในสังสารวัฏ ย่อมเกิดสั้นลง ตามเหตุปัจจัย

และถึงแม้ ชีวิตดับสิ้นลงไปก่อน อย่างน้อยๆ ย่อมมีสุคติ เป็นที่หมายได้ ๑๐๐%

การทำบุญ การทำทานต่างๆ นอกตัว ล้วนเป็นการฝึกให้ละความตระหนี่ถี่เหนียว ที่มีอยู่

ฝึกละ ความโลภ ที่มีอยู่

ฝึกละ การพยาบาท

ฝึกละ ความหลง

ฝึกละกิเลสต่างๆที่ยังมีอยู่

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ การค่อยๆขัดเกลา ชำระล้างจิตใจ แต่ยังไม่พ้นการเวียนว่าย ตายเกิด ที่ยังมีอยู่

ผิดกับการตั้งใจทำความเพียรตามรูปแบบ ตามเหตุปัจจัยของตน และการทำความเพียร พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว ให้ผลไวยิ่งกว่า ติดจรวด เพราะตรงนี้ เป็นการดับต้นเหตุที่มีอยู่ โดยตรง

สรุปแล้ว ใครจะเลือกเดินเส้นทางไหน ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ของคนๆนั้น

๒๖ พค.๕๗

ไม่อาจคาดเดาได้

มีหลายๆครั้ง ที่นั่งคิดพิจรณาเรื่อง ชีวิต

คิดไป คิดมา จบลงที่ ไม่อาจคาดเดาได้

เพราะ เป็นเรื่องของ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่หลุดกระทำออกไป ที่ยังมีอยู่

สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

คิดแล้ว ทำให้เกิดอาการ “ปลงซะ”

 

เว้นเหตุ แห่งทุกข์

ย่อมมีสุข ในทุกที่

เว้น หมายถึง การละเว้น หรือ ไม่กระทำ

เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ การกระทำที่เกิดขึ้นจาก แรงผลักดันของกิเลส ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

เว้นเหตุ แห่งทุกข์ หมายถึง การไม่กระทำ เหตุแห่งทุกข์ ให้เกิดขึ้น

ได้แก่ เมื่อผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

แค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริง ของความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น

ย่อมมีสุข ในทุกที่

หมายถึง เป็นเหตุให้ มีความสุข ในทุกที่

สัพพาสวสังวรสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=238&Z=384

 

 

เข้าสู่เส้นทาง(อะไรๆ ก็คาดเดาไม่ได้)

เวลาผ่านไป ไวเหลือเกิน อีกไม่นานเท่าไหร่ ก็สิ้นปีอีกแล้ว

ชีวิต เดิมๆซ้ำๆ เห็นแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่(ผัสสะ)

เห็นแต่เหตุของการเกิด(ความหลง ในการสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น) ที่ยังมีอยู่

เห็นอยู่สองสิ่งนี้ นอกนั้น เดิมๆซ้ำๆ

ผลของเหตุที่ยังมีอยู่ จะเปลี่ยนรูปแบบของผัสสะ ที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่(ผลของเหตุที่เคยกระทำไว้ ส่งมาให้รับ ในรูปแบบต่างๆ ของผัสสะ ที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

ฉัน เป็นผู้กำหนด ชะตาชีวิตของฉันเอง

ด้วยการทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทำในรูปแบบไหน ก็ทำ

และพยายามกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นการช่วยสนับสนุน เสริมส่งให้การทำความเพียร ก้าวหน้ามากขึ้น ด้วยการพยามหยุดตัวเอง ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ไม่ต้องทำด้วยความอยาก
ทำเพราะ มีเหตุปัจจัย ต้องให้ทำ

ไม่มีข้ออ้างในการทำ
รู้แค่ว่า ไม่ว่าสภาพการดำเนินของชีวิต เป็นอย่างไร
เพียงอยู่ตรงกลาง ความถูกใจ-ไม่ถูกใจที่เกิดขึ้น ให้ได้ ไม่ต้องคิดแก้ไข

ตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง
ไม่ว่าการทำความเพียรนั้นๆ จะเป็นอย่างไรก็ตาม

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม
จะกลับคืนสู่เส้นทางที่เคยเดิน

ยังประโยชน์ส่วนตนผผลของการทำความเพียรและ การพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว)

และยังประโยชน์ ให้แก่ ผู้อื่น ด้วยการบอกเล่าเรื่องราว ผ่านตัวหนังสือ

อ่านตัวออก บอกตัวได้

๒๖ พค.๕๗

อ่านตัวออก ได้แก่ รู้ชัดในสิ่งที่ตนมีอยู่(เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ ผัสสะ และกิเลสที่เกิดขึ้น โดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย)

และเป็นอยู่ ได้แก่ ความหลงที่ยังมีอยู่ หลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น

บอกตัวได้ ได้แก่ บอกตัวเอง ให้หยุดสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ใช้ตัวเป็น ได้แก่ การใช้ชีวิตที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง โดยการมีตนเองเป็นที่พึ่ง ที่อาศัย

หมายถึง การช่วยเหลือตัวเอง ด้วยการทำความเพียร และ พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว

จะได้เห็นตัวตาย ได้แก่ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะพบเจอกับความตาย ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จะได้คลายทิฏฐิ ได้แก่ เมื่อรู้ชัดในความตายดังนี้แล้ว จะทำให้คลายความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

จะดำริชอบ ได้แก่ มีความคิดชอบ หมายถึง มีพระนิพพาน เป็นอารมณ์ คือ การดับเหตุของการเกิด(การหยุดสร้างเหตุนอกตัวและการทำความเพียร)

จะได้ประกอบกุศล ได้แก่ มีแต่การกระทำเพื่อดับเหตุของการเกิด มากกว่าการกระทำเพื่อสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่

จะได้ผลอนันต์ ได้แก่ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร อีกต่อไป

“อ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น จะได้เห็นตัวตาย จะได้คลายทิฏฐิ จะได้ดำริชอบ จะได้ประกอบกุศล ได้ผลอนันต์เป็นหลักฐานสำคัญ”

เห็นเหตุ

๒๓ พค.๕๗

เริ่มต้นใหม่

ถ้ามีเป้าหมายชัดเจน ยังไงก็ไม่ล่มเลิกความตั้งใจ ที่จะแก้ไข เหตุปัจจัยที่ตนมีอยู่ และเป้นอยู่

สิ่งๆนั้น เป็นเหตุให้เส้นทางนี้(การดับเหตุของการเกิดเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร) เนิ่นนานออกไป

แรกๆ กำลังสติที่มีอยู่ อาจจะยังไม่พอ ที่จะรู้เท่าทันต่อกิเลส ที่เกิดขึ้น ซึ่งบดบังสภาวะที่จมแช่อยู่ในสภาวะนั้นๆ

การทำความเพียร แม้จะลุ่มๆดอนๆ คือ ไม่ใช่อยู่ในอิริยาบทหลัก ของการยืน เดิน นั่ง แต่ทำในอิริยาบทนอน เป็นหลัก

ส่วนการทำความเพียรในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง มีประปราย ไม่ได้ทำตลอด

ทั้งยังต้องอาศัย การทำความเพียรของ การดับเหตุของการเกิด ในแต่ละขณะ ที่มีเกิดขึ้น ในการดำเนินชีวิต

การทำความเพียรในอิริยาบทหลักของการยืน เดิน นั่ง สภาวะที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกับการทำความเพียร ในอิริยาบทนอน

ถ้าไมได้ตัวช่วย คือ การทำความเพียรเพิ่ม โดยการพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว สติที่เกิดขึ้น จะพัฒนาได้มากน้อยแค่ไหน

นอกจากการทำความเพียรโดยปกติเป็นตัวทำให้สติ มีการพัฒนา อย่างต่อเนื่องแล้ว

การพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว ก็เป้นตัวช่วยทำให้ สติมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วย

หากกำลังสติ กับ สมาธิ ไม่เหลื่อมล้ำต่อกันมากเกินไป ย่อมเป้นเหตุปัจจัย ให้สภาวะสัมปชัญญะเกิดขึ้น

สัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว

เมื่อมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะหยิบจับ หรือคิดทำสิ่งใด

จะมีตัวสติ คอยกำกับก่อนทำ โดยจะมีจิตคิดพิจรณา หาเหตุและผล ก่อนลงมือกระทำทุกครั้ง

เมื่อเป็นดังนี้ ความประมาท ต่อการดำเนินชีวิต และความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น ย่อมเบาบางลงไป ตามเหตุปัจจัย
วันนี้นั่ง ๕๐ นาที

ยังคงมีอาการสัปหงก แต่ไม่ได้ง่วง

เวทนามีอยู่ แต่กายและจิตแยกออกจากกัน มีเวทนา แต่จิตไม่ได้รู้สึกปวดด้วย

๒๖ พค.๕๗

วลัยพรมีวิธีแก้ปัญหาเฉพาะตัว

ตรงไหนที่เห็นว่า เป็นเหตุ หลงสร้างเหตุไปแล้ว ไม่เป็นไร

เมื่อรู้ทัน ก็จบ 

แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง นอกตัวแก้ไม่ได้

ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ได้กระทำกันไว้
และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่

วลัยพรมีเส้นทางเดินของตนเอง เป้าหมาย ชัดเจน แน่นอน
และรู้วิธีรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ว่าควรทำอย่างไร

แค่ขยะ(กิเลส) ในใจของตัวเอง ก็ยังกวาดไม่หวาดไม่ไหว
ขนาดกวาดแล้วกวาดอีก ก็ยังมีอยู่

นับประสาอะไรกับขยะ(กิเลส) นอกตัว (สิ่งที่เกิดขึ้น)

นับวัน สั้นลงไปเรื่อยๆ
ดับเหตุที่ตัวเองทัน ก็จบลงเร็ว

เรื่องนอกตัว
เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เป็นความปกติของสิ่งที่เกิดขึ้น

แก้ผ้าดีกว่ามั๊ย

๒๕ พค.๕๗

เวลาออกนอกบ้าน ระหว่างเดินทาง ตั้งแต่นั่งสองแถว 

บางคนใส่เสื้อบาง(ซีทรู) นมแทบทะลักออกมา(อ้วน) 

บางคนใส่เสื้อกล้ามย้อย(แทบจะเห็นหัวนมโผล่) 

บางคนนั่งลูบขากันอยู่อย่างนั้น(สงสัยเพิ่งได้กันใหม่ ไปโรงแรมดีกว่ามั๊ยพวก)

บางคนหญิงบ้าง ชายบ้าง เวลานั่งต้องเอามือวางบนหน้าขาของอีกฝ่ายหนึ่ง(รู้แล้วว่าหวง)

พอลงจากรถสองแถว เดินเข้าห้างแฮปปี้แลนด์ เดินผ่านแอร์เย็นๆ ดีกว่าเดินตากแดดเปรี้ยงๆ แฮปปี้แลนด์ จะไม่ค่อยมีอะไร คนแต่งตัวก็ปกติ ธรรมดาๆ

ผ่านน้อมจิต การแต่งตัว ปกติ ธรรมดาๆ

เข้าเดอะมอลล์ บางกะปิ เจอแต่พวกแต่งตัว ชวนให้ข่มขื่น นุ่งกางเกงยีนส์ แต่สั้นเสมอหู(หู เป็นภาษาไทย แต่ความหมายเป็นภาษาจีน) เห็นง่ามตูด โชว์เด่นชัด

บางคนใส่เสื้อกล้าม เว้าซะ แทบปิดนมไม่มิด

บางคน นุ่งกระโปรง เหมือนจะดูสุภาพ ขออภัย ก้มไม่ได้ฮ่ะ ตูดโผล่

ที่เกิดการฆ่าข่มขืน ก็เพราะ เกิดจากคนพวกนี้ด้วย ส่วนหนึ่ง พวกที่ชอบต่งตัวยั่วยวน เป็นฝ่ายสนับสนุน ให้เกิดการกระทำ

เดินโลตัส ก็มีบ้าง แต่น้อยกว่าเดอะมอลล์บางกะปิ

เหตุที่ไม่ค่อยอยากไปข้างนอกเพราะเหตุนี้แหละ เพราะ เห็นความโสกโครกของใจที่ยังมีอยู่ อดไม่ได้ที่ต้องด่าคนพวกนี้ในใจ แมร่ง แต่งตัวที กระหรี่ดีๆนี่เอง

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2014
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: