สภาวะเดิม แต่ลืมไปแล้ว

 
เป็นอาทิตย์แล้ว เจอสภาวะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี จะทำให้นอนไม่หลับ
เราก็ลืมๆไปแล้วกับสภาวะนี้ เพราะช่วงนี้สมาธิยังมีกำลังไม่มากพอที่จะทำอะไรได้
ทุกวันนี้ สะสมหน่วยกิตทุกวัน วันละ 4-8 ชม. มาช่วงนอนไม่หลับ ทำเพิ่มกลางคืนอีก 4 ชม.
ก็ไปเรื่อยๆ  สภาวะนี่จะมาทดสอบตลอดเวลา ยากขึ้นเรื่อยๆ คือ มองดูว่ายากในตอนแรก
แต่ตอนนี้เริ่มปรับตัวได้แล้ว
 
ช่วงนั่งตอนนี้  ยังคงเจอสภาวะแมงเข้าหู เข้าจมูกอยู่ แต่เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ สติเริ่มทันมากขึ้นกว่าวันก่อนๆ
วันก่อนๆ ต้องเอานิ้วแยงหู ทนไม่ไหว  กลัวเข้าหูจริงๆ ทั้งๆที่รู้ว่าเป้นสภาวะก็ตาม แต่อดใจไม่ไหว
วันนี้เกิดๆดับๆตลอด แต่เริ่มอยู่กับสภาวะได้มากขึ้น เริ่มนั่งดูได้มากขึ้น แล้วอาการจะหายไปเอง
 
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนั้นรู้สึกว่าสมาธิแรงมากๆ หน่วงๆ มีความรู้สึกม่านตาด้านในของเรามันปิดลงมาแว๊บนึง
แล้วโอภาสสว่างพรึ่บขึ้นมา มีเสียงดังก้องในหู แล้วรู้สึกอาการแมงเข้าหูนี่ชัดมากๆ หายไป
กลายเป็นไต่แถวๆจมูกแทน สักพักอาการนี้หายไปเอง รู้สึกสมาธิคลายตัวลง ครบเวลา 1 ชม.พอดี

ธรรมะคือ ธรรมชาติ

 
ธรรมะคือ ธรรมชาติ คำพูดนี้เคยได้ยินบ่อยมากๆเลย ก็ใช่นะ
ตอนที่เข้าใจในสภาวะ ตัวผู้รู้ ผู้รู้และผู้ดู แต่ตรงนี้มันละเอียดขึ้นมาอีกในแง่ของการปฏิบัติ
 
ในแง่ของการปฏิบัติ ยิ่งเข้าถึงและเข้าใจธรรมชาติได้มากเท่าไหร่ การปฏิบัติยิ่งก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ
เพียงทำตัวให้เป้นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ จะยืน เดิน นั่ง นอน อริยาบทย่อย
เพียงให้มี สติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับการกระทำนั้นๆ จิตเราจะไม่ไหลไปตามกิเลสหรือตามสิ่งที่มากระทบ
สิ่งที่มากระทบนั้น มันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ตามที่มันเป็นอยู่ มันคือกิเลสรอบๆตัวเรานั่นเอง
 เพียงแต่เรายังมีสติ สัมปชัญญะรู้เท่าทันจิตนั้น ยังไม่ได้ จึงเกิดอุปทานไปยึดติดกับสมมุติ บัญญัตินั้นๆ
จึงก่อใหเกิดปัญหาตามมาเนืองๆ
 
เมื่อมีคำว่า " ดี " ก็ก่อให้มีปัญหาเกิด เมื่อติด " ดี "
เมื่อมีคำว่า " เลว " ก็ก่อให้มีปัญหาเกิด เมื่อจิตเกิดอกุศล
 
ไม่ว่า ดี หรือ เลว ล้วนไม่ได้เป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาแก่ใครที่ไหนเลย
แต่อุปทานในจิตของเราต่างหากที่ไปเกาะเกี่ยวคำบัญญัติที่ว่า ดีหรือ เลว
ให้มีตัวตนขึ้นมาเอง หากเดินสายกลางได้ ย่อมไม่มีทั้งดีและเลว
แต่จะมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ในการกระทำนั้น ส่วนดีหรือเลว
จิตย่อมเป้นผู้บันทึกตามความเป็นจริงไม่ใช่จากความคิดของเราหรือของใครๆ
 
ความสุข
 
นับวันมีความสุขในใจมากขึ้นเรื่อยๆ การส่งจิตออกนอก จิตกระทบกับกิเลสจรตลอดเวลา
เมื่อสติ สัมปชัญญะยังไม่ทันบางขณะ ย่อมเกิดอุปทาน ยึดมั่นถือมั่นในสภาวะนั้นๆ
ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สุขและทุกข์ในใจอยู่ตลอดเวลา
 
ปรุงว่าสุขก็สุขตามที่ปรุง
ปรุงว่าทุกข์ ก็ทุกข์ตามที่ปรุง
ไม่ปรุง ก็ไม่มีทั้งสุขและทุกข์
 
แต่สุขภายในใจนี่ มันสุขคนละแบบกับการไปกระทบกับกิเลสนอกตัว
มันจะอิ่มๆอยู่ในใจ รู้อยู่ในกายและจิตได้ดี นิ่งก้รู้ว่านิ่ง ไม่ปล่อยให้หลงไปกับนิ่ง
เอาจิตกลับมารู้ที่กายแทน เพื่อให้จิตมีงานทำ บางครั้งเบื่อๆ ก็ไปนั่งเล่นสมาธิแทน
วิธีหาความสุขในกายนี้มีหลายวิธี ไม่ต้องไปวิ่งหานอกตัว
 
ทุกอย่างเป็นไปตามสภาวะ
 
การปฏิบัติ เมื่อเราปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ปฏิบัติตามความเป็นจริง
ไม่ไปคาดหวัง ไม่หวังผล ไม่ต้องมีความอยากได้หรืออยากรู้สภาวะใดๆว่ามันคืออะไร
สภาวะเขาจะขับเคลื่อนไปด้วยตัวเขาเอง
 
หน้าที่ของเราคือ เจริญสติ ทำให้ต่อเนื่อง เพื่อจะได้มีสติ สัมปชัญญะไว้รับมือกับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น
 จิตมันไว ชอบไหล หากไม่มีสติหรือสติยังมีกำลังไม่มากพอ ย่อมปรุงแต่งกับสิ่งที่มากระทบได้
ทำให้ก่อเหตุใหม่ไม่รู้จักจบสิ้น

โอกาส

 
ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคือโอกาส ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ย่อมยังมีโอกส
คอมฯที่บ้านเจ๊ง เนื่องจากแรม ก็ไม่ว่าเกิดจากอะไร รอวันอาทิตย์
 
เลยนอนแต่หัวค่ำ หลับตั้งแต่ 4 ทุ่ม เมื่อคืนตื่นมาตอน ตี 1.14 นาฬิกา
ตื่นเพราะรู้สึกถึงจิตตัวเองคุยคนเดียว ไม่รู้คุยเรื่องอะไร จับใจความไม่ได้
ตอนแรกก็กะจะนอนต่อ ไม่สนใจ แต่จิตคุยไม่เลิก เลยคิดว่าลุกดีกว่า
ไปทำกรรมฐานสักรอบ แล้วค่อยกลับมานอนต่อ ขึ้นห้องพระ
ยืนรีดชุดทำงานได้ 9 ชุด  หลังจากนั้นเดินจงกรมต่อ รู้เท้าได้ชัดดี
กำหนดยืนแล้วนั่งต่อ  แผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จเมื่อ ตี 4 ลงมานอนต่อ ทีนี้หลับสนิท
 
เช้าออกจากบ้าน 8 โมงเช้า ออกสายไม่ได้ เจอตำรวจ เราไม่มีใบขับขี่
ก็แค่ขับไปทำงาน ไม่ได้ออกไปไหนเลย กำลังคิดอยู่ว่า จะไปรถของบริษัทดีไหม
มีรถรับส่งพนักงานฟรี อยู่ใกล้ๆหมูบ้านเรานี่แหละ ป้ายที่รถเขาจะต้องมาจอดรับพนักงาน
 
ตอนเย็น ต้องออกหลัง 5 โมงครึ่งทุกวัน ก็ตำรวจเหมือนกัน เลยได้ทำกรรมฐานต่ออีก 45 นาที
กว่าจะกลับถึงบ้านเกือบทุ่มทุกวัน  คิดอยู่นะ ว่าทำแบบนี้ดีกว่า หรือ กลับพร้อมพนักงาน
แข่งกันวิ่งขึ้นรถรับส่ง ถึงบ้านเกือบ 6 โมงเย็น

บัญญัติ

 
เรื่องของภาษาหรือบัญญตที่ใช้สื่อสารกัน เพราะตราบใดที่เราใช้ภาษาเดียวกัน
เราย่อมเข้าใจในความหมายของคำบัญญัตินั้นๆ
 
ขี้เหร่เน๊ะ
คำว่า ขี้เหร่ หากคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายทั้งหลายที่ไม่รู้คำแปล พอฟังแล้ว ลมออกหูทันที
เพราะไปคิดว่าเขาว่าตัวเองขี้เหร่ แต่พอไปดูคำแปล ขี้เหร่ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า สวย,หล่อ
ทีนี้หน้าบานเลย เห็นไหม การปรุงแต่งด้านบัญญัติ ปรุงดีมันก็ดี ปรุงไปในทางที่ไม่ดี มันก็ไม่ดี
ใครผิดล่ะทีนี้ ตัวเราน่ะแหละผิด เพราะเราไปให้ค่าให้ความหมายในบัญญัตินั้นๆเองว่า มันคืออะไร 
จึงทำให้เกิดปัญหา กลายเป้นการก่อเหตุใหม่ทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ไม่รู้จบ
 
คำพูดของอีกฝ่าย ที่เขาพูดมา หากปรุงว่าเขาเขาชม ใจเราก็ฟู หากปรุงว่า เขาติ ใจเราก็ฝ่อ
หากปรุงว่า เขาด่า ไปแล้ว ลองต๊ะแล่บแป๊บทันที ยิ่งขาดสติไปแน่บเลย กู่ไม่กลับ
มันด่าเรา เราต้องด่ามัน นี่มันเป็นแบบนี้ไปทันที
 
เราถึงชอบพูดเสมอๆว่า การกระทบ หนึ่งการกระทบ คือ หนึ่งการเรียนรู้  แล้วจะมีหนึ่งความรู้เกิดขึ้น
ตัวรู้มันจะเกิด เหมือนครั้งนี้ เราได้รู้เรื่องของการปรุงแต่งต่อคำบัญญัติ พอเข้าใจได้ตรงนี้
ใจที่เคยแล่บๆไปตามตัวหนังสือ มันเบาบางลง ยังมีนะ แต่เบาบางลง สติรู้เท่าทันจิตมากขึ้น
ยามตากระทบในสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกใจ มันจะแว่บขึ้นมาแป๊บนึง แล้วสงบลง พอเห็นครั้งที่ 2 แค่รู้
คือยังรู้สึกอยู่ แต่แค่รู้ ครั้งที่ 3 นั่นคือ บัญญัติ มันจบลงแค่นั้นเอง ไม่ไปให้ค่าความหมายใดๆอีกต่อไป
 
นี่ผลของการเจริญสตินะ มีดีแบบนี้ มีแต่ได้กับได้ ได้ทั้งสติ ได้ทั้งสัมปชัญญะ ได้ทั้งกำลังของสมาธิที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อใดมีสัมปชัญญะเกิดพร้อมสติ มันจะมีตัวรู้ หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นมาเอง
 
การโพสตัวอักษร หรือโพสคำสอนต่างๆ
หากอ่านคำสอนนั้นๆ แล้วเกิดความศรัทธา คิดจะนำมาแบ่งปันคนอื่นๆ นั่นคือ กุศลจิตได้เกิดขึ้นแล้ว
หากโพสเพราะ ต้องการสอน คือ ใจคิดเบียดเบียนคนอื่นๆ โดยการนำคำสอนมาเบียดเบียน
นั่นคือ อกุศลจิตเกิดขึ้นในใจแล้ว
 
การกระทำใดๆก็ตาม เราต้องหมั่นดูลงไปในจิตของเราที่กำลังสร้างเหตุนี้ สร้างเพื่ออะไร เหตุดีหรือไม่ดี
เรานั้นเป็นผู้รับผล เราเบียดเบียนผู้อื่น ผู้อื่นก็จะเบียดเบียนเราด้วยเช่นกัน
เรียกว่า ทำสิ่งใดลงไป ย่อมได้รับผลตามนั้น
 
ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ไม่มีคำว่าบังเอิญ มันเป็นเรื่องของจังหวะเวลาที่เหมาะสมกับสภาวะของแต่ละคน
เพียงแต่เรานั้น จะหยุดมันหรือจะสร้างต่อเท่านั้นเอง
 
วันนี้สะสมหน่อวยกิตได้ 7 ชม. อาการเสียวฝ่าเท้ายังมีอยู่ นี่นั่งเฉยๆยังรู้สึกชัดมากๆ
ก็ลองถามคนที่ฝึกแนวเดียวกัน ท่านบอกว่า ท่านเองก็เป็นเหมือนกัน ก็โอเคนะ
 
การเดินจงกรม พอถึงจุดๆหนึ่งแล้ว ไม่ต้องกำหนดใดๆ แต่มันจะรู้ขึ้นมาในจิตเอง
ทุกๆขณะที่เดิน ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็ตาม จะใส่รองเท้าหรือไม่ใส่ก็ตาม เท้าที่กระทบพื้นจะรู้สึกกระทบมาถึงใจ
ความรู้สึกจะเสียวๆฝ่าเท้าตลอดเวลา แม้ไม่ได้เดินเลยก็เป็น ความรู้สึกที่ฝ่าเท้าจะชัดเจนมากๆ
 
ตอนนั่ง เจอสภาวะมดกัด 3-4 ครั้ง เจ็บมากๆ แต่ดับไปเอง ไม่ได้กำหนดอะไร แค่รู้ลงไปว่านี่คือสภาวะ
แต่พอเจอตัวแมงเข้าหู โอยยย  ยอมเลย ตอนแรกกำหนด กำหนดก็สู้ไม่ไหว จนมีความรู้สึกว่า กำลังจะเข้าหูแล้ว
เอานิ้วแยงเลย ทนไม่ไหว เฮ้อออ  … เสร็จกิเลสมันอีกล่ะสิ
 
 

ทบทวนสภาวะ

 
สภาวะสอนอะไรให้กับเราหลายๆอย่าง ทำให้เรามีความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมามากขึ้น
เห็นรายละเอียดหลายๆอย่าง ที่เราอาจจะเคยมองข้ามๆไป
คือรู้ เห็น แต่อาจจะมองข้าม ไม่ได้ใส่ใจอะไร
 
การผ่านสภาวะแต่ละสภาวะทำให้เราสำรวมอายตนะมากขึ้นเรื่อยๆ
มีสติรู้อยู่กับกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ใส่ใจข้างนอกน้อยลง
 
ฟังเพลงไปด้วยกัน ระหว่างเขียนบันทึก วันนี้รู้สึกบอกไม่ถูก
 
เป็นคนชอบฟังเพลงสากล มันเหมือนกับสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
ถ้าเราไม่ไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่มากระทบ เหตุใหม่ย่อมไม่เกิด
เพราะเราไปให้ค่าให้ควาหมายกับตัวสมมุติ กับตัวบัญญัติต่างๆ
ปัญหาหรือเหตุ ถึงได้มีเกิดขึ้นเนืองๆ
 
นี่คือ เรา ไม่ใช่คนอื่น
ใครเขาจะคิดว่าเรานั้นเป็นอย่างไร นั่นคือ ความคิดของเขา
แต่เราต้องเอาสติ สัมปชัญญะกลับมารู้กับกายและจิตของเราให้บ่อยๆ
เพื่อจะได้เห็นรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น รู้เท่าทันสภาวะที่เกิดมากขึ้น
 
ความเป็นจริงที่เห็นชัดมากขึ้นคือ ใครจะเป็นอะไร เรื่องของเขา
ใครปฏิบัติอย่างไร เรื่องของเขา  ผู้แนะนำเขาเป็นอย่างไร เรื่องของเขา
ใครจะกางตำราสอนหรือจะอย่างไร นั่นก็เรื่องของเขา
ใครจะคิดอะไรยังไงเกี่ยวกับตัวเรา นั่นก็เรื่องของเขา
เหตุมี ผลย่อมมี มันเป็นสัจธรรมอยู่แล้ว
 
หน้าที่เราคือ รู้อยู่กับกายและจิต ทำในสิ่งที่สมควรทำ
อะไรที่ยังทำไม่เสร็จ ให้ทำให้เสร็จ งานของเรามี หน้าที่ของเรามี
เราเพียงตั้งใจทำงานที่เราทำอยู่นั้นให้ลุล่วงและสำเร็จพอแล้ว
นับวัน เรานับถอยหลังในการใช้ชีวิตตลอดเวลา
เวลาในชีวิตของเรานั้น ไม่รู้จะหมดลงเมื่อไหร่ เราควรตักตวงเวลาที่เหลืออยู่
 
ในแง่ของการปฏิบัติ นับวันทำเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ไปแบบสบายๆ รู้อยู่กับกายและจิตได้เรื่อยๆ บางครั้งไม่ทัน
ก็ปรับเปลี่ยนอริยาบทปเรื่อยๆ
ใช้ให้ถูกต้อง ถูกทาง และใช้ให้คุ้มค่าทุกวินาทีที่ผ่านไป
 
 
ในเรื่องของการปฏิบัตินั้น นับวันเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ไม่เร่ง ไม่รีบ แต่ทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง
 
วันนี้สะสมหน่วยกิตไปได้อีก 6 ชม.
ช่วงเช้า ระหว่างนั่ง เหมือนมีกระแสไฟไหลผ่านอีกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า
รู้สึกถึงกระแสไฟได้ชัดมากๆ เหมือนโดนไฟดูดอ่อนๆ
 
เดี๋ยวนี้ มีอาการเสียวๆฝ่าเท้าตลอด ถึงแม้จะไม่เดินจงกรมก็ตาม
ความรู้สึกที่ฝ่าเท้าจะชัดกว่าเมื่อก่อนมากๆ เห็นสันตติขาดบ่อยมากขึ้น
นั่นบ่งบอกถึง การพัฒนาในด้าน สติ สัมปชัญญะที่มีมากขึ้น
 
เมื่อมีสัปชญญะมากขึ้น ปัญญาที่จะเห็นตามความเป็นจริงเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
มีความสุขนะ  แม้กระทั่งนั่งพักในสมาธิ บ่อยครั้งเจอสุข และโอภาสทำงานพร้อมๆกัน
เรารู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมเอาไว้ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เบาสบาย
ตรงนี้เราทำหลังจากนั่งสมาธิเรียบร้อยแล้ว
 
คือ พอนั่งสมาธิเรียบร้อย เราจะเดินไปนั่งที่โซฟาต่อ แล้วหลับตาลง
จิตจะเข้าสู่สมาธิได้ทันที โอภาสจะสว่างทันที
บางครั้งเข้าสู่ฌาน 4 ได้ทันที บางครั้งถอยมาที่ฌาน 3 มีแต่สุข
ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ ไม่มาปะปนกัน
 
ความคิดบางครั้งมี ก็ส่วนความคิด  โอภาสส่วนโอภาส สุขส่วนสุข
เห้นการเคลื่อนไหวของกายแบบชัดเจนดี บางครั้งจับได้เบาๆไม่ชัด
ลมหายใจเบาบ้าง แรงบ้าง จับได้บ้างไม่ได้บ้าง นั่งดูแบบนี้ไปเรื่อยๆ
บางครั้งสติไม่ทับ มันจะวูบหายไป ก็ปล่อยนะ เพราะเวลาสมาธิเขาคลาย
ก็จะกลับมารู้ที่กายได้เหมือนเดิม ก็จะนั่งเล่นสมาธิแบบนี้ใช้เวลาไม่แน่ไม่นอน
วันนี้นั่งเล่นไป 2 ชม. เมื่อวานนั่งได้ 3 ชม. แต่ละวันนั่งไม่เท่ากัน
แล้วแต่กำลังของสมาธิว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีมากๆ
 
เราถึงได้คิดไปหาซื้อโซฟาแบบที่ห้องทำงานของเรา
เราจะได้เอาไว้นั่งพักเวลากลางคืน เราไม่อยากนอนยาว นอนแล้วชอบดิ่ง
นั่งแบบนี้เรากำหนดเวลาได้ว่าจะอยู่กี่ชม. หรือจะปล่อยไปเรื่อยๆก็ได้ 

แมลงตัวเล็ก ตัวน้อย

 
ต้องมีสมาธิมากกว่านี้   สมาธิแค่นี้เอาไม่อยู่จริงๆ ถึงแม้จะใช้การกำหนดรู้หนอๆๆๆ เข้าช่วยแล้วก็ตาม
สุดๆเลยสภาวะนี้ มันยิ่งกว่าสภาวะความรักที่ผ่านมาอีก สภาวะนั้นว่าแย่แล้วนะ
พอจบลงตามสภาวะ มันก็จบด้วยตัวสภาวะของมันเอง คือ ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ชดใช้กันไป มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ขณะที่เกิดการกระทบ  แรกๆยากมากๆ
ขอเพียงมีสติ แล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง
 
ตัวสภาวะตัวใหม่นี่ยากกว่ามากๆ  ทนไม่ไหวจริงๆ  ความไม่ชอบใจ หงุดหงิด รำคาญ
จะไม่รู้สึกแบบนั้นได้ยังไง โหๆๆๆ เจอสภาวะมดเข้าหูยังงี้  เข้าทั้งหูและจมูกพร้อมๆกันยังงี้
ก็รู้นะว่าไม่มีตัวตน พยายามตั้งสติกำหนด  บางครั้ง ก็เอาอยู่ แต่ส่วนมากสอบตก
ต้องเอามือลูบๆ เอามือขยี้ๆ  รำคาญและกลัวมีมดจริงๆเข้าหูสุดๆเลย
 
เราเคยโดนแมงเข้าหู ตัวสีดำๆตัวเล็กๆ มันกัดที่แก้วหู ปวดมากๆเลย
หมอต้องเอาน้ำมันมะกอกหยอดหู เพื่อให้แมงนั้นตาย เสียงแมงมันดิ้น
คงเหมือนคนจมน้ำนะ แต่นี่มันน้ำมัน หมอบอกว่า แมงบางชนิด ใช้น้ำธรรมดาแล้วมันไม่ออก
 
ยงัจำเหตุการณ์นั้นได้ดี เรานอนตะแคง ฟังเสียงแมงมันดิ้นขลุกขลัก ปากมันก็กัดแก้วหูเราด้วย
เรารู้สึกปวดและทรมาณมากๆเลย  สักพัก เสียงดิ้นมันสงบลง ก็บอกหมอว่า ไม่มีเสียงดิ้นแล้ว
หมอบอกว่า รอสักพักก่อน ต้องรอให้มันตายจริงๆ ไม่งั้นมันเข้าไปในเยื่อหูส่วนลึกได้
เชื่อหมอนะ เพราะกลัวมากๆอะไรที่เกี่ยวกับหู เราไม่สามารถมองเห้นจากภายนอกได้
จนสักพักใหญ่ๆ หมอให้ตะแคงหู เอาน้ำมันมะกอกออกจากหู  แล้วใช้ที่คีบยาวๆ ( long forceps )
คีบเจ้าแมงนั้นออกมา หมอบอกว่า เกือบไปนะนั่น มันเอาปากจิกที่แก้วหูไว้แน่นเลย
ตั้งแต่นั้นมา เราจะมีความกลัวเกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมเข้าหูมากๆเลย
เวลาจะเช็ดหูหลังจากอาบน้ำ ก็ต้องนำคัตตันบัดส์ไปชุบโลชั่นก่อน ถึงจะมาเช็ดได้
กลัวสำลีหลุดเข้าไปในหู  นี่แหละคือความกลัวของเราที่มีต่อหู
 
ที่นี้พอมาเจอสภาวะนี้เข้า มันช่างทรมาณจริงๆ คือ จะรู้ตั้งแต่มันเริ่มไต่ไปทีละคืบๆ
จนเกือบจะเข้าหู สติเอาไม่อยู่แล้ว การกำหนดยังใช้ไม่ได้  เอามือเลย แยงๆ ควักๆเลย
 กลัวแมลงเข้าหูมากๆ  แม้จะเป็นมดก็กลัว
 
ก้รู้ว่าว่าควรทำอย่างไรต่อไป ทำเหมือนเดิม ไม่มีพลิกแพลงอะไร เจริญสติต่อไป
วันใดสติ สัมปชัญญะมากพอ สมาธิมากพอ ก็จะผ่านสภาวะนี้ไปได้เอง
สภาวะนี้มันไม่เหมือนทางโลก  อาจจะเพราะทางโลกเจอบททดสอบเดิมๆซ้ำๆ
จนสติเริ่มทันมากขึ้น มันเลยกระทบแล้วรู้ทันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
ไม่ไปทุกข์หรือรำคาญหงุดหงิดใจแบบเมื่อก่อน ก็ยังมีพูดนะ แต่น้อยลง
 
แต่สภาวะที่เกิดทางปฏิบัตินี่สิ เราว่ายากกว่านะ บทมันจะเกิด อื้อหือ ตั้งสติแทบไม่ทัน
ไต่ตามตัว กัดตามตัวพอทนได้ รู้ได้ ไม่ไปข้องกับมันได้  แต่หูนี่สุดๆเลยยยย
 
เมื่อเช้าก็ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า มีเวลาทำกรรมฐานได้ 1/2 ชม. ก็ทำนะ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะไม่ทำ เพราะมันมีความอยากแทรกอยู่ เราจะไม่ทำตามความอยากที่เกิดขึ้น
เมื่อเช้าที่ทำนั้น ทำเพราะว่า มันมีเวลาพอจะสะสมหน่วยกิตได้นะ ก็เลยทำ
ผลเลยต่อเนื่อง วันนี้ทำกรรมฐานได้ 6 ชม.เต็มๆ นับว่าเป็นสิ่งที่ดี
แต่ไปคาดเดาสภาวะเขาไม่ได้ เขามาทดสอบเราเป็นระยะๆ
 

ทุกๆสภาวะคือ การเรียนรู้

 
ทุกๆการกระทบ คือ สภาวะกิเลส ต้องเรียนรู้กันเอง
ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะหยุด หรือจะต่อยอดกิเลสออกไปเรื่อยๆ นั่นอยู่ที่สติ สัมปชัญญะ

ทุกๆการกระทบ คือ หนึ่งความรู้  เราจะได้ความรู้ทุกๆครั้งที่มีการกระทบ
และเมื่อเรามีสติรู้เท่าทันสภาวะมากขึ้น นั่นก็ได้อีกหนึ่งความรู้

แต่หนึ่งความรู้นั้น เลือกที่จะก่อภพชาติ หรือ ทำให้ภพชาติน้อยลง อันนี้ก็อยู่ที่สติ สัมปชัญญะนะ
รู้ทันไหม ถ้าไม่ทัน ก็ไปตามกิเลส ถ้าทันก็หยุดได้ ไม่ตอบโต้ใดๆ

ให้กลับมามองในตัวเรา ทุกอย่างล้วนเกิดจากการปรุงแต่งของจิตเราเอง
เกิดจากอุปทานของตัวเราเอง ความยึดมั่นถือมั่น ทำให้มีตัวตนเกิดขึ้นมา

ทั้งๆที่มีแต่กิเลส มีแต่บัญญัติ
แต่ความไม่รู้ของเรา ทำให้มันมีตัวตน มีค่า มีความหมายขึ้นมาเอง

  เจริญสติต่อไป วันนี้อาจจะต้องนับหนึ่งใหม่ แต่ยังดีที่มีโอกาสได้นับ
นับว่ากุศลยังมี ยังดีกว่าขาดโอกาสที่จะนับต่อไปหรือ ไม่เคยนับเลยในชีวิตที่เกิดมา

 เราเอง นับหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่แล้ว แต่ไม่เคยท้อ เพราะตราบใดที่ยังมีลมหายใจ
ยังดีกว่าหมดสิ้นลมหายใจ แล้วหมดโอกาสที่จะนับ วันนี้ยังคงนับอยู่
แต่การนับ เริ่มหายไปเรื่อยๆ เหลือแค่รู้มากขึ้น เหลือแค่ดูในบางครั้ง

การจากกัน เราทุกคนต้องจากกัน ไม่วันนี้หรือวันไหนๆ เราก้ต้องจากกัน
จากกันตอนเป็นหรือตอนตาย ยังไงเราก็ต้องจากกัน ฝึกไว้ตั้งแต่ตอนนี้
เพราะเมื่อถึงเวลาจริงๆ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจแบบที่เราเห็นเขาเสียใจยามที่ต้องจากกัน

ฝึกใจให้แกร่งดุจดังหิน เมื่อถึงเวลา จะได้ไม่มีการมาอาลัยอาวรณ์หรือคร่ำครวญโศกาอาดรูแต่อย่างใด
ฝึกใจให้แน่นดุจแผ่นดิน ใครจะเหยียบ ใครจะย่ำยังไง ปล่อยไป เพราะนั่นคือ การปรุงแต่งของจิตเราเอง
ไม่ใช่เกิดจากคนอื่นๆนะ เกิดจากความที่ยังมีเราอยู่ทั้งนั้น

ไม่มีเราเมื่อไหร่ ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็จะไม่มีเราออกมาเพ่นพ่านแสดงตัวอีกต่อไป
คงอยู่กับรูป,นาม มากกว่าจะออกมาแสดงตัว
ตราบใดที่ยังมีการแสดงตัว นั่นคือ ยังมีเรา

สมมุติ บัญญัติ ดูทันไหม?

 
ตัวสมมุติ ตัวบัญญัติ เดินไปตรงไหนก็จะพบอยู่ในทุกๆที่ ในทุกๆอณู
เหตุเกิดจากการเกาะเกี่ยวเอาสมมุตินั้นๆเข้ามาในจิตตัวเอง ซึ่งทำให้อุปทานเกิด
 
ครูบาฯท่านจึงให้ทำตัวเป็นแมงมุมเพราะเหตุนี้ เอาสติดักจับให้หมด เจ้าตัวสมมุติทั้งหลาย
เมื่อดับตัวสมมุติได้ ตัวกิเลสที่จะเข้าไปปรุงแต่ง ยอมเกิดขึ้นไม่ได้
 
ตัวบัญญัติ ตัวหนังสือทั้งหลาย  นำมาใช้ถูกทาง ย่อมก่อให้เกิดกุศล
นำมาใช้ผิดทาง ย่อมก่อให้เกิดอกุศลจิต ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่าใช้เพราะอะไร
ขึ้นอยู่กับจิตของผู้นั้น มีจิตคิดเบียดเบียนผู้อื่นไหม หรือเพราะศรัทธาจึงนำมาเผยแผ่
หากนำมาใช้เพราะยังมีจิตที่คิดประชดประชันผู้อื่น หรือคิดจะสั่งสอนผู้อื่น
นี่เบียดเบียนผู้อื่นแล้ว เพราะหากผู้ที่เราตั้งใจให้เขาอ่าน สภาวะเขามันไม่ใช่อย่างที่เราคิด
เท่ากับเราไปคิดแทนเขา นั่นคือ เราไปเบียดเบียนเขา
 
จิตนี้ไวมากๆ  สติทันไหม หากสติทัน เหตุใหม่ย่อมไม่เกิด
ละเอียดยิบๆเลยสภาวะ  ต้องตั้งสติจริงๆ ถึงจะดูทัน ไม่งั้นพลาดท่าเสียทีกิเลสทุกที
เราเองก็พลาดนะ หลายครั้งหลายครา แต่ก็พยามเริ่มต้นเอาตรงนั้นมาเป็นบทเรียน
ความผิดพลาดเริ่มน้อยลง ปล่อยวางมากขึ้น  สภาวะก้าวหน้ามากขึ้น
 
วันนี้เราเห็นมีสิ่งๆหนึ่งเกิดขึ้นในจิตของเรา เรื่องการสนทนาการปฏิบัติ
บางทีอะไรที่มันมากเกินไป มันชวนให้รู้สึกเบื่อหน่ายมากๆเลย
 
มีคนมาสนทนาด้วย แรกๆเราก็สนทนากับเขา แต่พอสนทนาไป มันไม่ใช่แล้ว
มันนอกลู่นอกรอย  มันมีแต่มาค้นหาความแปลกใหม่จากประสพการณ์ของคนอื่นๆ
คุยแล้วได้อะไร ไปเพิ่มความรู้แปลกๆให้กับตัวเองอย่างนั้นหรือ ทำไมไม่มุ่งทำให้ต่อเนื่องกัน
 

การชี้สภาวะ

คำว่า การชี้สภาวะ คืออะไร?การชี้สภาวะคือ ชี้ลงไปว่า คนนี้อยู่ในสภาวะของญาณไหน ( ญาณ ๑๖ )
นี่คือ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งของผู้สอบอารมณ์ เพราะจะเป็นอันตรายแก่สภาวะของผู้ปฏิบัติ
ในเรื่องการเกิดการปรุงแต่งขึ้นมา แล้วสภาวะจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง ทำให้ผู้ปฏิบัติหลงสภาวะได้โดยเฉพาะ ผู้ที่สอบอารมณ์นั้น สอบอารมณ์ด้วยการกางตำราสอบ อันตรายอย่างยิ่ง
ผู้ที่จะสอบอารมณ์ได้นั้น จะต้องอ่านสภาวะของกิเลส และ สภาวะของ สติ สัมปชัญญะได้

เพราะตัวสภาวะของกิเลสและสติ สัมปชัญญะนั้น จะบ่งบอกว่า สภาวะของผู้ปฏิบัตินั้น อยู่ตรงไหน
และควรแนะนำให้ผู้ปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนสภาวะตามอินทรีย์ได้หรือยัง

สภาวะที่ผู้สอบอารมณ์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้สอบอารมณ์คือ

1. ปฏิบัติถูกทางแล้ว
คำว่า ถูกทาง คือ ถูกในรูปแบบของผู้สอบอารมณ์

2. ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
ถูกต้องคือ เป็นเรื่องของความเห็นว่าถูกหรือผิด ในความคิดของผู้สอบอารมณ์

3. ภาวนาดีแล้ว
ดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องของความคิดผู้สอบอารมณ์

4. ทำดีแล้วนะ ก้าวหน้ามากๆเลยนะ
คำสรรเสริญ เยินยอ ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ปฏิบัติ เพราะเท่ากับไปเพิ่มกิเลสต่างๆ
เพิ่มมานะกิเลสให้กับผู้ปฏิบัติ ทำให้ยิ่งปฏิบัติ สภาวะยิ่งแย่ลง เพราะไปยึดติดกับคำชม

5. มีที่พึ่งแล้วนะ
ตรงนี้สำคัญมากๆเลย มีหลายๆคน นำสภาวะ ” มีที่พึ่งแล้วนะ เพราะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้วนะ ”
นี่เป็นการนำสภาวะไปใช้แบบผิดๆ

สิ่งเหล่านี้ที่นำมากล่าว ล้วนก่อให้เกิดความทะยานอยากให้แก่ผู้ปฏิบัติมากกว่าเดิม
ทำให้บดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นสภาวะที่แท้จริงได้
คือ มีแต่เป็นเหตุไปเพิ่มกิเลส แทนที่จะปฏิบัติแล้ว ลด ละ กิเลสได้

ผิดอย่างไร

คำว่า ” มีที่พึ่งแห่งตน ” มาจากคำว่า คำเต็มๆว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๖.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก.

ทีนี้ ครูบาฯรุ่นเก่าๆ ท่านได้ขุดหลุมพรางดักกิเลสผู้ปฏิบัติเอาไว้
ท่านเลยใช้คำว่า ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น คือ เป็นคนที่มีที่พึ่งแล้วนะ

นี่คือ หลุมพรางกับดักกิเลสชั้นยอด สำหรับผู้ที่อยากเป็นโสดาบัน
ท่านไว้ใช้ในการสอบอารมณ์ เวลาใครนำไปสนทนา ท่านจะจับได้ทันที
เพียงแต่ ท่านจะบอกหรือไม่บอกแก่คนนั้นเท่านั้นเอง

มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตรงนี้หมายถึง แม้ตกตายไป ย่อมได้สวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติอย่างแน่นอน
พระรัตนตรัย เรามีไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา เพื่อมุ่งมั่นกระทำแต่ความความดี
ตัวอย่างที่ดีมีให้เห็น ยิ่งทำให้มุ่งมั่นทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ท้อถอยแต่อย่างใด

ส่วนที่กล่าวว่า ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น หมายถึง ผู้นั้นได้มี สติ สัมปชัญญะ เป็นที่พึ่งแล้ว
สติ สัมปชัญญะที่นำมากล่าวนี้ เกิดจากการเจริญสติ และเป็น สัมมาสติ
คือ มีทั้ง สติ และสัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วยกัน จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

แนวทางการปฏิบัติ เหตุไฉนแนวสติปัฏฐานหรือการเจริญสติ จึงเป็นทางสายกลาง
เพราะเหตุว่า ไม่ว่าผู้ปฏิบัติ จะมีพื้นฐานของสมาธิหรือไม่มีเลยก็ตาม สามรถปฏิบัติได้
และไม่มีรูปแบบที่ตายตัว แต่ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกปฏิบัติได้ ตามความถนัดของแต่ละคน
คือตามแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

ส่วนด้านกรรมฐาน ๔๐ กองนั้น อันนั้นก็เกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
บางคนเคยทำกรรมฐานกองไหนมา ไม่ต้องมีครูบาฯสอน ก็สามารถอ่านหนังสือและทำตามเองได้
แล้วเมื่อผลบุญกุศลหนุนนำ สามารถเจริญสติหรือยกสมถะขึ้นสู่วิปัสสนาได้

อรุณสวัสดิ์

สวัสดียามเช้าค่ะ cool

อิอิ …. เพิ่งตื่นนอนค่ะ หลับยาวเป็น 10 กว่าชม.เลย
วันอาทิตย์นี่เป็นวันที่ชอบมากๆ เพราะได้หลับยาว เหมือนคนอดหลับอดอดนอนมาจากไหน
แต่เพราะเป็นพฤติกรรมปกติมากกว่า เคยหลับตั้งแต่ 2 ทุ่มอีกวัน แล้วมาตื่น 2 ทุ่มอีกวัน
ไม่เคยเข้าห้องน้ำ ไม่กินข้าวกินปลา หลับแบบหลับลึก
น้องที่บ้านถามว่า หลับได้ไง เขาเองยังต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำเป็นพักๆ

การนอนหลับแบบนี้เป็นปกติมากๆ เพราะเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แม่บอกว่า ถ้าไม่ปลุก ไม่มีตื่น
มีผู้รู้ท่านหนึ่งบอกไว้ว่า คุณน้ำนี่สงสัยเป็นฤาษีมาแล้วหลายๆชาติ ถึงได้มีพฤติกรรมการหลับแบบนี้
หลับแบบเข้าฌาน คือ ดับสนิท ไม่มีการรับรู้ใดๆทั้งสิ้น เสียงดังแค่ไหนก็ไม่ตื่น

ฟังเขาพูดแล้วก็เฉยๆนะ ไม่มีตื่นเต้น ไม่มีดีใจ เพราะนี่เป็นพฤติกรรมส่วนตัว
เป็นมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็น ถ้าวันหยุด น้องจะรู้กัน จะไม่มีการปลุก เขาจะปล่อยให้นอน

ฉะนั้นอย่าแปลกใจนะคะเวลาเขียนบันทึก เรื่องการเล่นสมาธิ
เพราะทำแบบนั้นจนชิน เมื่อเวลาที่เกิดความเบื่อ

Previous Older Entries

เมษายน 2010
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: