โสดาบัน

ผู้แจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง จะรู้ชัดในสภาวะ ปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง และรู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ ทั้งหมด

http://archive.org/search.php?query=creator%3A%22Bodhiyalai%22

อนุโมทนา กับธรรมทาน เสียงอ่านค่ะ

 

สัญญาถูกกระตุ้น

การฟังสิ่งใดก็ตาม ธรรมนั้นๆ เป็นเหตุของ ความเบื่อหน่ายกำหนัด ธรรมนั้นๆ เป็นสิ่งที่ควรฟัง

วันนี้ รู้สึกยินดี ขอบคุณเทคโนโลยี่ ไม่ต้องหาอ่านในพระไตรปิฎก มีผู้มาอ่านให้ฟัง จากการทำ ธรรมทาน ทางเสียงอ่าน พระไตรปิฎก

ฟังธรรม ของสัตบุรุษ นั่นคือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้อ่าน เท่ากับสะสมสัญญา ไม่ชาติใด ชาติหนึ่ง บรรลุมรรค ผล นิพพาน อย่างแน่นอน

ธรรมที่มาจากพระโอษฐ์ เที่ยงแท้ แน่นอน ไม่แปรผัน ฟังจากต้นฉบับ ดีกว่า ฟังจากผู้ที่ยึดมั่น ถือมั่น ในทิฏฐิของตนอยู่

ขอบคุณ การเสียสละของผู้ อ่านออกเสียง ให้ฟัง
ขอบคุณ การทำความเพียรของตนเอง ที่ทำให้ได้ฟังธรรม ของสัตบุรุษ

โฆษณา

ปฏิจจสมุปบาท

ญาณ วัตถุ ๔๔ อย่าง และ ญาณ วัตถุ ๗๗

ผู้รู้แจ้งใน สภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง จึงจะรู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ยังไม่สามารถ รู้สภาวะเหล่านี้ได้ ตามความเป็นจริง

ปัจจุบัน จึงมีคำกล่าวทำนองว่า ชาติ คือ การเกิด กำเหนิด หรือ คลอดออกมา

แม้กระทั่งสังขาร ในปฏิจจสมุปบาท นำมากล่าวว่า คือ การกระทำที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน มีการตีความ สภาวะปฏิจจสมุปบาท อย่างแพร่หลาย

ล้วนมีแต่สัญญา ที่เกิดจากการเรียน หรือท่องจำมาพูด สภาวะที่นำมาพูด จึงไม่ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ปฏิจจสมุปบาท เมื่อนำมาอธิบาย จึงวกวนไปมา ตามการตีความจากคำเรียก ไม่ใช่จากสภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เหตุที่มาของคำว่า “แก้วแตก ทำให้แก้วทุกข์”

เหตุที่มาของ ชาติ คือ การเกิด กำเนิด การคลอดออกมา

เหตุที่มาของ สังขาร คือ การปรุงแต่ง ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

เหตุที่มาของ สังขาร คือ ความคิด

 

ต้นเหตุของทั้งหมด เกิดเนื่องจาก ยังไม่รู้แจ้ง ในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริงปฏิจจสมุปบาท

ญาณ วัตถุ ๗๗

ดูก่อน ภิกษุ ทั้ง หลาย ! เรา จัก แสดง ซึ่ง ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่าง แก่ พวก เธอ ทั้ง หลาย .

พวก เธอ ทั้ง หลาย จง ฟัง ความ ข้อ นั้น ,จง ทำ ใน ใจ ให้ สำเร็จ ประโยชน์ , เรา จัก กล่าว บัดนี้ .

ครั้น ภิกษุ ทั้ง หลาย เหล่า นั้น ทูล รับ สนอง พระพุทธ ดำรัส นั้น แล้ว พระ ผู้ มี พระ ภาค เจ้า ได้ ตรัส ถ้อยคำ เหล่า นี้ ว่า : –
ดู ก่อน ภิกษุ ทั้ง หลาย ! ก็ ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่าง เป็น อย่างไร เล่า ?

ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่าง นั้น คือ : –

( หมวด ๑ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี ชาติ เป็น ปัจจัย จึง มี ชรา มรณะ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ ชาติ ไม่มี ชรา มรณะ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี ชาติ เป็น ปัจจัย จึง มี ชรา มรณะ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ ชาติ ไม่มี ชรา มรณะ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี ชาติ เป็นปัจจัย จึงมี ชรา มรณะ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ ชาติ ไม่มี ชรา มรณะ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ(๑) ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๒ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี ภพ เป็น ปัจจัย จึง มี ชาติ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ ภพ ไม่มี ชาติ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี ภพ เป็น ปัจจัย จึง มี ชาติ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ ภพ ไม่มี ชาติ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี ภพ เป็น ปัจจัย จึง มี ชาติ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ ภพ ไม่มี ชาติ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๓ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี อุปาทาน เป็น ปัจจัย จึง มี ภพ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ อุปาทาน ไม่มี ภพ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี อุปาทาน เป็น ปัจจัย จึง มี ภพ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ อุปาทาน ไม่มี ภพ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี อุปาทาน เป็น ปัจจัย จึง มี ภพ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ อุปาทาน ไม่มี ภพ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป
ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

(๑)  ธัมมัฎ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ คือ ญาณ เป็น ไป ตาม หลัก ของ ปฏิจจ สมุป บาท เป็น กรณี ๆ ไป เช่น ใน กรณี แห่ง ชาติ ดัง ที่ กล่าว นี้ เป็นต้น .

( หมวด ๔ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี ตัณหา เป็น ปัจจัย จึง มี อุปาทาน ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ ตัณหา ไม่มี อุปาทาน ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี ตัณหา เป็น ปัจจัย จึง มี อุปทาน ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ ตัณหา ไม่มี อุปาทาน ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี ตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ ตัณหา ไม่มี อุปาทาน ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๕ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี เวทนา เป็น ปัจจัย จึง มี ตัณหา ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ เวทนา ไม่มี ตัณหา ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี เวทนา เป็น ปัจจัย จึง มี ตัณหา ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ เวทนา ไม่มี ตัณหา ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี เวทนา เป็น ปัจจัย จึง มี ตัณหา ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ เวทนา ไม่มี ตัณหา ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๖ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี ผัสส ะ เป็น ปัจจัย จึง มี เวทนา ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ ผัสส ะ ไม่มี เวทนา ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี ผัสส ะ เป็น ปัจจัย จึง มี เวทนา ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ ผัสส ะ ไม่มี เวทนา ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาลยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี ผัสส ะ เป็น ปัจจัย จึง มี เวทนา ;
๖ . ญาณ คือความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ ผัสส ะ ไม่มี เวทนา ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๗ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพ ราะ มีสฬาย ตนะ เป็น ปัจจัย จึง มี ผัสส ะ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ สฬาย ตนะ ไม่มี ผัสส ะ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพ ราะ มีสฬาย ตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสส ะ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ สฬาย ตนะ ไม่มี ผัสส ะ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มีสฬาย ตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ สฬาย ตนะ ไม่มี ผัสส ะย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๘ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี นาม รูป เป็น ปัจจัย จึง มีสฬาย ตนะ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ นาม รูป ไม่มี สฬาย ตนะ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี นามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ นาม รูป ไม่มี สฬาย ตนะ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ นาม รูป ไม่มี สฬาย ตนะ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๙ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี วิญญาณ เป็น ปัจจัย จึง มี นาม รูป ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ วิญญาณ ไม่มี นาม รูป ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี วิญญาณ เป็น ปัจจัย จึง มี นาม รูป ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ วิญญาณ ไม่มี นาม รูป ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี วิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ วิญญาณ ไม่มี นาม รูป ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๑๐ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี สังขาร เป็น ปัจจัย จึง มี วิญญาณ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ สังขาร ทั้ง หลาย ไม่มี วิญญาณ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี สังขาร เป็น ปัจจัย จึง มี วิญญาณ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อสังขาร ทั้งหลาย ไม่มีวิญญาณ ย่อมไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี สังขาร เป็นปัจจัย จึง มีวิญญาณ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ สังขาร ทั้ง หลาย ไม่มี วิญญาณ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ที่ ๑๑ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี อวิชชา เป็น ปัจจัย จึง มี สังขาร ทั้ง หลาย ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ อวิชชา ไม่มี สังขาร ทั้ง หลาย ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี อวิชชา เป็น ปัจจัย จึง มี สังขาร ทั้ง หลาย ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ อวิชชา ไม่มีสังขาร ทั้ง หลาย ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี อวิชชา เป็น ปัจจัย จึง มี สังขาร ทั้ง หลาย ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่ออวิชชา ไม่มีสังขาร ทั้งหลายย่อมไม่มี ;
๗ . ญาณ ๕๙ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา

ดู ก่อน ภิกษุ ทั้ง หลาย ! เหล่า นี้ เรียก ว่า ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่าง , ดังนี้ แล .

 

ญาณ วัตถุ ๔๔ อย่าง

ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ซึ่งญาณวัตถุ๑ ๔๔ อย่าง แก่พวกเธอทั้งหลาย.
พวกเธอทั้งหลายจงฟังข้อความนั้น จงกระทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-

ภิกษุ ท. !  ก็ ญาณวัตถุ ๔๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?
ญาณวัตถุ ๔๔ อย่างคือ :-

(หมวด ๑)
๑. ญาณ คือความรู้ ในชรามรณะ;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ;
(หมวด ๒)
๑. ญาณ คือความรู้ ในชาติ;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
(หมวด ๓)
๑. ญาณ คือความรู้ ในภพ;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งภพ;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งภพ;

(หมวด ๔)
๑. ญาณ คือความรู้ ในอุปาทาน;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
(หมวด ๕)
๑. ญาณ คือความรู้ ในตัณหา;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งตัณหา;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา;
(หมวด ๖)
๑. ญาณ คือความรู้ ในเวทนา;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;

(หมวด ๗)
๑. ญาณ คือความรู้ ในผัสสะ;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ;
(หมวด ๘)
๑. ญาณ คือความรู้ ในสฬายตนะ;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
(หมวด ๙)
๑. ญาณ คือความรู้ ในนามรูป;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;

(หมวด ๑๐)
๑. ญาณ คือความรู้ ในวิญญาณ;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
(หมวด ๑๑)
๑. ญาณ คือความรู้ ในสังขารทั้งหลาย;
๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร;
๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร;
๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร;

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้เรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔ อย่าง

 

สภาวะมาสอนตลอด

กว่าจะรู้ว่าอะไร เป็นอะไร จะเห็นชัดในเรื่องของความรู้สึก(ที่มีอยู่) เกิดขึ้นก่อน ส่วนการหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นวิธีการดับเหตุแห่งทุกข์(การเกิด)

การที่อยู่ภายในห้อง ไม่คบค้าสมาคมกับใคร จะเห็นความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นแบบนี้ ค่อนข้างยาก จะเห็นความสงบเป็นส่วนใหญ่

เมื่อถูกให้เดินทาง โดยสภาวะนำทาง ให้รู้ชัดในสภาวะที่มีอยุ่ ตามความเป็นจริง เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า จากบทเรียนผ่านๆมา

กว่าจะตอบโจทย์เรื่องราวของสภาวะในช่วงนี้ได้ เรื่องความคับแค้นใจ ความขมขื่นใจ ความรู้สึกต่างๆ ที่ทำให้เป็นทุกข์ เกิดขึ้นไม่นาน ก็จบลงตามเหตุปัจจัยของทุกข์นั้นๆเอง

เมื่อเหตุปัจจัยตรงนี้จบลง สภาวะจะจัดสรรให้ได้ไปที่อื่นต่อ เพราะ ต้องอยู่ได้ทุกๆสภาวะ ตามความเป็นจริง

โดยไม่มีการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ถึงแม้ยังมีกิเลสอยู่ก็ตาม โดยไม่ต้องอดทน กดข่ม อดกลั้น แบบก่อนๆ

อัสสาทะ อาทีนพ นิสสรณะ

[๕๔๕] เมื่อใดรู้แจ้งชัด ซึ่ง

อัสสาทะ (ความยินดีความเพลิดเพลิน)

อาทีนพ (โทษที่ไม่น่ายินดีความขมขื่น)

นิสสรณะ (นิพพาน)

ของโลกตามความเป็นจริง

แล้วเมื่อนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงมีใจไม่ถูกกักขังออกได้หลุดพ้นไปจากโลก(อัสสาทสูตร)

[๕๔๖] สมณะ หรือพราหมณ์ เหล่าใด ไม่รู้ แจ้งชัด ซึ่งอัสสาทะ อาทีนพ และ
นิสสรณะของโลกอย่างถูกต้องตามจริง

สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ไม่นับว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ
ไม่นับว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. (สมณสูตร)

โสตาปัตติยังคสูตร

โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ

[๑๖๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน? คือ

การคบสัตบุรุษ ๑
การฟังธรรม ๑
การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑
การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้แล

เมื่อตายไปก็ไม่ มาสู่โลกนี้อีก

เจ้านายถามว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ไม่ต้องมาเกิดอีก

ตอบไปว่า รู้นะ อธิบายแบบหยาบๆ อธิบายรายละเอียดไม่ได้

วันนี้ มีเหตุให้เจอ ว่าด้วย สรทสูตร

[๕๓๔] เมื่อธรรมจักษุอันปราศจากธุลีไม่มีมลทิน เกิดขึ้นแก่อริยสาวก พร้อมกับ
การเกิดความเห็นขึ้นนั้น

สังโยชน์ 3 คือ สักกายทิฏฐิ(ความเห็นว่าเป็นตัวของตน)

วิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย)

สีลัพพตปรามาส(ความลูบคลำในศีลพรต)

อริยสาวก ย่อมละได้ถ้าละอภิชฌา (โลภอยากได้ของเขา) และพยาบาทได้เมื่อตายไปก็ไม่ มาสู่โลกนี้อีก

ถ้าถามว่า ที่ว่าแบบหยาบๆคืออะไร?

ให้ดูในพระไตรปิฎก เรื่อง พระอานาคามี ในแต่ละระดับของการละกิเลส สภาวะของอนาคามิมรรค และอนาคามิผล ไม่แตกต่างจาก โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล แม้กระทั่ง สกาทาคามิมรรค สกทาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล

มีลิงค์จากพระไตรปิฎก อยู่ในบล็อก ต้องหาดู มีเรื่องของ รายละเอียด สภาวะของโสดาบัน สกิทาคา อนาคา อรหันต์ มีแยกออกมาว่า มีจำวนนเท่าไหร่ ของแต่ละประเภท

ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น

๑. ผู้ที่พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ชื่อว่า โสดาปัตติมรรค เพราะ อริยมรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้นแล้ว เรียกว่า โสดาบัน

ก. สัทธานุสารี

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ตา … หู … จมูก … ลิ้น … กาย … ใจ
เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นปกติ มีความเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป็นปกติ.

ภิกษุ ทั้งหลาย.! บุคคลใด มีความเชื่อน้อมจิตไป
ในธรรม ๖ อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้;
บุคคลนี้เราเรียกว่าเป็น สัทธานุสารี

หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่งความถูกต้อง)
หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ (ภูมิแห่งสัตบุรุษ)
ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้ว
จะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือ เปรตวิสัย และไม่ควร
ที่จะทำกาละก่อนแต่ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

๒. ผู้ที่มีสภาวะสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า โสดาปัตติมรรค เพราะ อริยมรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้นแล้ว เรียกว่า โสดาบัน

ประเภท ข. ธัมมานุสารี

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ทนต่อการเพ่ง โดยประมาณอันยิ่ง
แห่งปัญญาของบุคคลใด ด้วยอาการ อย่างนี้;
บุคคลนี้เราเรียกว่า ธัมมานุสารี

หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่งความถูกต้อง)
หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ (ภูมิแห่งสัตบุรุษ)
ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้ว
จะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือ เปรตวิสัย และไม่ควร
ที่จะทำกาละก่อนแต่ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

โสดาปัตติผล มีเพียงหนึ่งเดียว คือ แจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง

สภาวะของคำเรียกต่างๆ มีไว้เพื่อให้ดูเรื่องสภาวะของการละกิเลส ไม่ใช่ไปยึดติดกับคำเรียกว่า เป็นนั่น เป็นนี่ หรือแม้กระทั่ง การแต่งตั้งจากผู้อื่น

การยึดติดแบบนั้น เรียกว่า สัญญา มีแต่เหตุของการสร้างเหตุของการเกิด เพราะยึดติดการแต่งตั้งสมมุติบัญญัติจากการเทียบเคียงสภาวะเอาเองของตนเอง และจากผู้อื่น ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน ให้มาเชื่อกัน จึงเชื่อฟังกัน

ขันติ โสโรจจะ

บางสิ่งที่รู้ แต่ไม่รู้คำเรียก

หลายๆครั้ง ที่ได้เขียนสภาวะที่เกิดขึ้นลงไป ไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่กระทำแบบนั้น มีคำเรียก คือ ถ้าจะรู้ จะรู้แต่คำเรียกของสภาวะโดยตรง

ส่วนกิริยาของ การกระทำ หมายถึง เหตุที่เกิดขณะที่ กำลังกระทำ ก็มีคำเรียก วันนี้ มีเหตุให้รู้ถึงสิ่งที่วลัยพรเขียนประจำว่า ในเรื่องการสร้างเหตุของ การดับเหตุของการเกิดภพชาติ ณ ปัจจุบัน ขณะ ในแต่ละขณะ

หมายถึง เมื่อผัสสะเกิดหรือมีสิ่งที่มากระทบ ซึ่งทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

การกระทำแบบนี้ ใช้หลักของของ โยนิโสมนสิการ
โยนิ หมายถึง เหตุ คือ ดูตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น

มนสิการ หมายถึง การกระทำไว้ในใจ
คือ รู้ตามความเป็นจริง คือ รู้ไปตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง
ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

เพียงแต่ แค่รู้ว่า มีสิ่งเกิดขึ้น แล้วทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ไม่ว่าจะเป็นการสรรเสริญ เยินยอ หรือการนินทาว่าร้าย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ให้อดทน อดกลั้น กดข่มใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามแรงผลักดันของกิเลส ที่เกิดขึ้น

การอดทน อดกลั้น กดข่มใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ก็เพิ่งรู้นะว่า การกระทำแบบนี้ มีคำเรียกว่า ขันติ โสโรจจะ

สัญญา กับ ปัญญา

การทำความเพียร

ในเรื่องของการปฏิบัติ การทำความเพียรในอิริยาบทต่างๆ ทำตามรูปแบบต่างๆ ซึ่งแล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ผลที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ สภาวะสัญญา จะมีความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามาก น้อยในแต่ละครั้ง สภาวะเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงสัญญา ยังไม่ใช่ปัญญา

การรู้ จะค่อยๆรู้ไปทีละท่อน ทีละคำ เหมือนการผสมคำให้เกิดเป็นประโยคขึ้นมา

ไม่ว่าคำเรียกเหล่านั้น จะเรียกว่าอะไรก็ตาม หมายถึงสิ่งใดก็ตาม
รู้แล้ว ยังมีการสร้างเหตุนอกตัว ยามที่ผัสสะเกิด

รู้แล้ว ยังมีการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น รู้นั้นๆ เป็นสัญญา

ไม่ว่าคำเรียกเหล่านั้น จะเรียกว่าอะไรก็ตาม หมายถึงสิ่งใดก็ตาม
รู้แล้ว เป็นเหตุให้หยุดการกระทำต่อ ผัสสะ ที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกยินดี-ยินร้าย ที่เกิดขึ้น นั่นแหละคือ ปัญญาที่แท้จริง

รู้ตรงนี้

Previous Older Entries

มิถุนายน 2013
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: