Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Advertisements

ไอ้โรคจิต

ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเจอแต่เรื่องแปลกๆทั้งทางโลกและทางธรรม

มีเรื่องแปลกอีกอย่างที่ได้เจอคือ การด่าคนอื่นๆ ถึงแม้จะไม่รู้จักกันเลยก็ตาม
มันเกิดขึ้นในจิต เกิดเองนะ เกิดมาเป็นอาทิตย์แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มี แต่มันเป็นๆหายๆ
ซึ่งเราไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอนนี้ที่เกิดมันรุนแรงนะในความรู้สึกของเรา เจอหน้าใครมันก็ด่าเขา
ด่าในใจไปหน้าตาเฉย แล้วจะไม่เรียกว่า ไอ้โรคจิต ได้ยังไง

แต่ที่ทำงานกลับไม่เป็นเลยนะ แม้กระทั่งเวลาเดินจงกรมก็ปกติดี นั่งก็รู้อยู่ในกายได้ดี
แต่ไหง พอออกมานอกบ้าน ไปเดินที่บิ๊กซี มันไปด่าเขาเฉยเลย เราก็ดูนะ
แล้วถามตัวเองว่า ไปด่าเขาทำไม รู้จักก็ไม่รู้จัก ขนาดรู้จักกัน ยังไม่เคยคิดจะไปด่าใคร
แม้ในชีวิตจริงๆก็ไม่เคยไปด่าใครๆ ทำไมจิตมันพิเรนแบบนี้นะ นี่ยังไม่จบนะยังมีอีก
ตกใจเลยตอนแรกที่เกิดสภาวะนี้

ต่อมา เริ่มมีถ้อยคำหยาบคายผุดขึ้นมาอีก ตอนนี้เราแค่รู้มากขึ้น ไม่ได้กำหนดอะไร คือ แค่ดู
เพราะเรารู้จักตัวเองดีว่า เราไม่เคยพูดจาใช้ถ้อยคำหยาบคายแบบนั้น มันอยากทำอะไรปล่อย
อยากด่าก็ด่าไป เราไม่ได้เจตนาเลยแม้แต่สักนิดเดียว จิตมันพุ่งขึ้นมาเอง

ต่อมาเราเริ่มจับรายละเอียดของสภาวะได้ทันมากขึ้น เห็นสภาวะได้ชัดมากขึ้น
เริ่มแยกแยะได้ชัดมากขึ้น

อ๋อ … ที่แท้ สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มันเป็นสภาวะเดียวกับสภาวะจิตคุยกันและทะเลาะกันเอง
กิเลสนี่มันร้ายจริงๆ มีหลายรูปแบบ

ดูสิทำไปได้ในครั้งนี้ เที่ยวไล่ด่าชาวบ้านเขา ดีนะที่เราพิจรณาตลอด เราจะย้อนกลับมาดูจิต
ทุกๆครั้งที่เกิดการกระทบ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เนื่องจากพื้นฐานของเราเรื่องการพูดจาหยาบคายเราไม่มี
ยิ่งไปด่าใครๆแบบนั้น ยิ่งแล้วกันใหญ่ ไม่มีเลย เราไม่มีนิสัยที่จะไปสู้กับใครๆมาตั้งแต่เด็กๆ
ขนาดโดนด่าแบบจังๆ เรายังนิ่งไม่ตอบโต้ ปล่อยให้เขาด่าทุกวัน จนเขาหยุดด่าไปเอง
มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ตอนนี้สภาวะกิเลสด่าคนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

ก็เป็นมาเกือบสองอาทิตย์ที่เป็นต่อเนื่อง แรกๆไม่เท่าไหร่ พอหลายวันเข้าโอ้โห
เจอหน้าใครไม่ได้ ไม่รู้จักเลย มันด่าเขาแหลก คือหนึ่งคนต่อหนึ่งคำ เอากะมันสิ มันด่า
เราก็ดู ที่ดูเพราะยังไม่รู้จะทำยังไงกับมัน ตอนแรกจะกำหนด แต่ไม่กำหนด ก็ไม่ได้เจตนานี่
มันต้องมีอะไรสักอย่าง คือ สงสัยนะ แต่คิดว่าเดี๋ยวคงได้คำตอบเอง …

แรกๆก็บ่นกับตัวเองก่อน เอ .. ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ ตอนหลังนี่ปล่อยให้ทุกอย่าง
เกิดตามความเป็นจริง ไม่ห้ามตัวเอง ปล่อยเลย จิตมันพิเรนจริงๆเลยนะ เราก็ปล่อย
แค่ดูอย่างเดียว แต่ไม่ไปสนใจเหมือนตอนแรกๆ

ก็แปลกนะ พอไม่สนใจมัน สภาวะที่ด่าคนกลับลดลงไปเรื่อยๆ มาวันนี้แปลกดี เดินในบิ๊กซี
แบบสะดวกใจ จิตมันไม่ไปด่าใครเลย มีกระเพื่อมนะ เหมือนจะแล่บ แต่มันไม่แล่บออกมา
เราเลยเดินไปได้เรื่อยๆ ไม่สนใจ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี ไม่ไปสนใจจดจ้องเหมือนตอนแรกๆ
ที่ไปจดจ้องด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นหว่า ไหงเป็นแบบนี้

นี่เองคำตอบ อย่าไปใส่ใจ ยิ่งสนใจจดจ้องดู มันยิ่งด่าอวดเรา ยิ่งเล่นละครให้เราดู เราแค่รู้ไป
เพราะเรารู้ดีว่า นิสัยแบบนั้นเราไม่มี ยิ่งไปใช้ถ้อยคำหยาบคายแบบนั้น ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง
ไม่เคยทำ สภาวะจิตด่าคนในครั้งนี้ เป้นสภาวะเดียวกับจิตที่ชอบคุยและบางทีทะเลาะกันเอง

เพียงแต่เที่ยวนี้มันฉายเดี่ยว แจกคำด่าให้คนแหลกราน ด่าชาวบ้านไม่เลือก
กระทบปั๊บด่าทันที เอากะมันสิ

นี่ถ้าเราไม่มาเจริญสติ เราจะเห็นแบบนี้ได้ไหมหนอ? นี่แหละสุดยอดของตัวปัญญา
ตัวสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวนี่เอง ทุกๆสภาวะคือการเรียนรู้จริงๆ
สภาวะเขามาสอนตลอดเวลา

เผื่อใครเข้ามาอ่าน เวลาเจอสภาวะจิตด่าคน แล้วไม่รู้จะทำยังไง เวลาเกิดสภาวะนี้
จะได้ไม่ตกใจ จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรกับสภาวะนี้

เพียงมีหน้าที่เจริญสติต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นให้แค่รู้ อย่าไปจดจ้องสภาวะ แล้วสภาวะนี้
จะหายไปเอง ต้องกลับมาทบทวนตัวเองด้วยว่า จริงๆแล้วพื้นฐานนิสัยเราเองเป็นคนแบบนั้น
หรือเปล่า

สภาวะที่เกิดขึ้นนี้ เหมือนสภาวะที่มีจิตหลายๆตัวคุยกันหรือมาทะเลาะกันให้เราดู
พอจบจากสภาวะนี้ สภาวะอื่นๆก็จะเกิดขึ้นมาใหม่ คือ เรียกว่ามีแต่การเรียนรู้
กิเลสต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต เพียงเรายอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

หมั่นทบทวนตัวเองบ่อยๆ ดูตามความเป็นจริง บางคนอาจจะต้องใช้การกำหนดเข้าช่วย
เราเองก็เคยใช้การกำหนดเข้าช่วยในสมัยก่อนๆ แต่ละสภาวะจะแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ต้องย้อนกลับมาดูที่จิตตัวเองทุกๆครั้งเวลามีสภาวะอะไรเกิด พึงระวังความอยากให้ดีๆ
กิเลสตัวนี้จะเนียนมากๆ มันจะแฝงมาในสภาวะนี้ได้

สำหรับคนที่หวาดกลัวเรื่องการปรามาส กลัวกั้นมรรคผล นี่แหละความอยาก
ความอยากที่แฝงอยู่ ถ้าดูไม่ทันเราก็เสร็จกิเลสมัน ต้องดูให้ดีๆ

แต่ตอนนี้มันแค่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงอย่างเดียว แล้วย้อนกลับมาทบทวน
ในจิตของตัวเอง ดูแบบไม่เข้าข้างตัวเอง ในส่วนลึกๆเรามีนิสัยแบบนี้มั๊ย ถ้ามีก็ยอมรับไป
ไม่ปฏิเสธ ถ้าไม่มีก็คือไม่มี

อย่าโกหกตัวเอง และอย่าได้ปลดปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นออกมาเพ่นพ่านนอกกาย
ด้วยการกระทำ ให้มันรู้อยู่ในจิต ยอมรับว่ามันมีสภาวะนี้เกิดขึ้น แต่ไม่ไปให้ค่ากับมัน
ไม่ไปจดจ้องมัน เหมือนสภาวะจิตคุยกัน แตกต่างแค่ตัวกิเลสมาแสดงเท่านั้นเอง
เมื่อเราแค่รู้ ไม่ไปสนใจ

มีหน้าที่คือเจริญสติไป ทำให้ต่อเนื่อง แล้วสภาวะจะจบลงไปได้ด้วยตัวเอง

ความไม่รู้จักพอ

เรานี่สุดยอดของการทำข้อสอบเลยนะในตอนนี้ โดนผลกระทบ
รอบด้านเลย  เรื่องกิเลสของตัวเราน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ยังพอรับมือไหวอยู่
ดูจิตตัวเองได้ทันมากขึ้น  เพราะผลของการปฏิบัติ นับวัน จิตเริ่มรู้อยู่ในกาย
มากขึ้นเรื่อยๆ มันเลยทันปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ดูทัน มันก็ดับไวมากขึ้น ชีวิตนับวันมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ
หนทางโล่งสะดวกมากขึ้น ไปแบบเรื่อยๆ
 
ไม่ต้องคาดหวัง ไม่ต้องคาดเดา เพราะมันไม่มีอะไรเลย มีหน้าที่แค่ทำ
ทำต่อไปเรื่อยๆ ทำแค่นั้นเอง เพราะตอนนี้เห็นผลแล้ว
  
ตั้งแต่เรื่องการให้ทานที่ทำมาสม่ำเสมอ เป็นคนชอบให้ทาน
ผลตรงนี้ตอนนี้เรากำลังได้รับ ทำให้การขัดเกลากิเลสนักช๊อป
นับวันเบาบางลงไปเรื่อยๆ เพราะที่ช๊อปๆทุกวันนี้ มีแต่ของคนอื่นๆ
เป็นส่วนมาก เรายินดีและเต็มใจที่จะช่วยซื้อให้เขาเอง
 
เงินของเขา เรามีหน้าที่คือ ช่วยซื้อของตามที่เขาต้องการกัน
เราช่วยเขาใช้เงิน สนองกิเลสนักช๊อปของตัวเราเอง โดยไม่ต้องควักเงินส่วนตัว
 
นี่แหละผลที่เราได้รับจากการชอบให้ทุกคนได้ของใช้ราคาถูกและดี
แล้วอีกอย่างคือ เราชอบช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้แบบไม่คิดอะไรเลย
 
การปฏิบัติ ส่วนมากจะรู้อยู่กับรูปนามให้ดี เดินรู้เท้าชัด นั่งรู้กาย
ได้ต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้เมื่อเกิดการกระทบใดๆ จิตกลับมารู้อยู่กับกาย
ได้ทันมากขึ้น ยังมีแว่บ แต่น้อยลง
 
ตอนนี้เจอเรื่องของคนที่มาปฏิบัติกับเรา ” ความไม่รู้จักพอ “
 เราคิดว่าถึงเวลาแล้ว สำหรับการได้รับบทเรียนจากเหตุที่เขาก่อมัน
ขึ้นมาเอง  ทั้งๆที่เราเตือนแล้ว ไม่ใช่ไม่เตือน  วิบากกรรมนี่มันแรงนะ
ตอนนี้เอาไม่อยู่เลย  พอทุกข์ขึ้นมา หาทางออกไม่ได้ นี่ยังดี
ยังรู้จักที่จะวิ่งกลับมาหาเรา ดีไม่วิ่งออกนอกลู่นอกทางไปอีก

ไว้อาลัยแด่ไดม่อน

ไดม่อนเป็นกระต่ายพันธ์เล็ก เพศผู้ อายุประมาณ 8 ปีกว่านิดๆ
จริงๆแล้วเคยได้ยินมาว่ากระต่ายจะมีอายุขัยแค่ 5 ปี ถ้าเป็นคน
ต้องถือว่าพี่ม่อนอายุยืน
 
เราชอบเรียกไดม่อนว่าพี่ม่อน เพราะเขามีแมวเป็นน้องเขาอีกสองตัว
ที่ยังมีชีวิตอยู่ ปีโป้กับป๋อมแป๋ม
  
ครั้งก่อนไวท์ได้มาสอนเรื่องความตาย ซึ่งเราได้อยู่กับไวท์จนกระทั่ง
เขาสิ้นลม พี่ม่อนเองก็เช่นกัน เราได้ทำกรรมฐานให้กับเขา
ได้เปิดบทสวดอิติปิโสให้เขาฟังตั้งแต่เย็น
 
ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เขาได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ขอให้ได้เกิดเป็นคน
ได้ทำความเพียรปฏิบัติภาวนา  ขอให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ได้บรลุมรรคผล
 ล่วงพ้นบ่วงมาร เห็นแจ้งในพระนิพพานในปัจจุบันชาติที่ม่อนได้ไปเกิด
  
อาการก่อนสิ้นใจของม่อนจะทรมาณกว่าไวท์ ก่อนไวท์จะหมดลม
เราได้พูดคุยกับไวท์ตลอด เขาจะสำลักลมหายใจ 3 ครั้ง
แล้วสิ้นลม อย่างสงบ
 
กับไวท์เราก็ได้ทำกรรมฐานให้กับเขา แผ่เมตตากรวดน้ำให้ ขอให้เขา
ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีเช่นกัน
 
สำหรับพี่ม่อนนั้น ท่าทางทรมาณ มีอาการเหมือนคนไข้เวลาชัก
พี่ม่อนจะกระตุกๆ แบบหยุดๆ เป็นๆ
  
จนสุดท้ายก่อนจะสิ้นลม เนื้อตัวเขาสั่นไปหมด เขาเอามือจับตัว
ลูบตัวให้กับเขาตลอด ไม่ได้อุ้มเขา
 
อาการเขาเหมือนคนเวลาจะตายคือ ปัสสาวะราด ชักกระตุกเป็นพักๆ
เนื้อตัวสั่นไปหมด เราจับตัว ลูบปลอบเขา บอกทางให้กับเขา
ทำกับเขาเหมือนกับคนทุกอย่าง
 
 เออหนอ .. ชีวิตมีแค่นี้เอง ไม่มีใครเลยที่จะไม่ตาย ไม่ว่าเวลาไหนๆ
ล้วนตายได้
 
อาการไดม่อนในวันนี้ตั้งแต่เช้าก็ปกติดี กินได้ วิ่งเล่นได้
วันนี้เขาหลับเกือบทั้งวัน เขาไปนอนข้างถังเครื่องซักผ้า
ซึ่งเราแช่ไว้รอปั่นแห้ง
เราก็ไม่กล้าปั่น เห็นเขานอนหลับสนิท เอาตัวชิดกับเครื่องซักผ้า
 พอตอนใกล้ 6 โมงเย็น ยุงเริ่มมา เราเลยต้องปั่นผ้า เขาก็ตื่น
ยังคงวิ่งได้ปกติ เขามานอนใต้โต๊ะคอมฯตรงขาเราเหมือนเดิม
นอนกับปีโป้
 
เห็นอาการผิดปกตอตอนหนึ่งทุ่มกว่าๆ เขาน้ำตาไหลตลอด
เราก็ถามเขาว่า พี่ม่อนร้องไห้ทำไม น้ำตาเขาไหลอยู่อย่างนั้น
เนื้อตัวเริ่มกระตุก
 
เราเลยตะโกนเรียกวิลัยลง คือ สังหรณ์ใจ อาการเหมือนไวท์ไม่มีผิด
วิลัยลงมา ถามว่ามีอะไร เราบอกว่า นี่ไง วิลัยชอบไปถามว่า
เมื่อไหร่จะตายสักที บอกแล้วว่าอย่าไปพูดแบบนั้น 
เพราะเราเจอกับตัวเองมาแล้วเรื่องไวท์ ไวท์เขาเกเรมากๆ
กัดสายไฟ กัดข้าวของทุกอย่าง ใครเข้ามาในบ้านก็ไล่กัดเขา
ผลไม้ก็กินแต่ของแพงๆ กินแต่ของดีๆ
เฉพาะค่าอาหารของไวท์ตกเดือนละพันกว่าบาท เราน่ะถามไวท์ว่า
เมื่อไหร่จะตายสักที ก็ไม่คิดว่าเขาจะตาย
 
นี่ไดม่อนอีก วิลัยชอบถามไดม่อนว่าเมื่อไหร่จะตายสักที
คงถึงเวลากระมัง อายุเขาก็มากเกินกระต่ายทั่วๆไป เขาอยู่บ้านแบบอิสระ
เพราะเราเลี้ยงแบบปล่อยไว้ในบ้าน เลี้ยงแบบอิสระ ให้เขามีชีวิตที่อิสระ
 
เวลาไปวัด เราจะไปพร้อมวิลัยไม่ได้ เพราะไม่มีคนอยู่บ้าน
เป็นห่วงไดม่อน ไม่มีใครเอาอาหารให้เขา
 
กระต่ายตายหรือคนตาย ล้วนไม่แตกต่างกันเลย
ก่อนจะขาดใจตาย ก่อนจิตจะออกจากร่าง ดูแล้วรู้เลย
 
เราได้ยินเสียงลมหายใจตลอดก่อนที่พี่ม่อนจะสิ้นลมหายใจ
เราจับตัวเขาไว้ตลอด ลูบตัวให้เขาตลอด นั่งแผ่เมตตาให้กับเขา
 
คงหมดวิบากกรรมต่อกันและกันแล้ว
เราได้กล่าวคำขออโหสิกรรมกับเขาและให้การอโหสิกรรมแก่ไดม่อน

การเจริญสติ

เมื่อมาเจริญสติ สภาวะแรกที่ทุกคนจะต้องเจอคือ ความรู้ชัดในสภาวะของอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
เนื่องจากผลของการเจริญสติ ทำให้ตัวสัมปชัญญะสามารถเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้
มีสมาธิเกิดร่วมด้วย จึงเป็นเหตุให้ รับรู้ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในใจได้อย่างชัดเจน ( สภาวะกิเลส )

มีคำถามจากผู้ที่เจริญสติ ถามว่า ทำไมเมื่อก่อนนี้ เขาจึงไม่เห็นตัวอารมณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้
ทำไมเขาจึงหงุดหงิดง่าย โมโหง่าย โกรธง่าย ทั้งๆที่อารมณ์เหล่านี้เมื่อก่อนนี้มีไหม มันมีเกิดขึ้นประจำ
แต่ทำไมเขาจึงมองไม่เห็นมันได้ชัดหรือรู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆได้ชัดขนาดนี้

บางคนเป็นคนใจเย็น ไม่โกรธใครง่ายๆ ใครจะพูดอะไรยังไงช่างเขา พยายามกดข่มเอาไว้
เพราะไม่อยากมีเรื่องกับใครๆ แต่พอมาเจริญสติ กลับกดข่มอารมณ์เหล่านี้เอาไว้ไม่อยู่ มันจะคอยพุ่งออก

คำตอบคือ เพราะเป็นผลของการเจริญสติ ทำให้ตัวสัมปชัญญะเกิด ตัวสัมปชัญญะจะทำให้มีความรู้สึกตัว
ขณะที่สิ่งต่างๆเกิดขึ้นในจิต ทำให้รู้ชัดในความรู้สึกที่เกิดขึ้น

 
ฉะนั้นถ้าใครเจอสภาวะเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในตัวเอง จงอย่าได้แปลกใจ
มันเพียงผลของการเจริญสติเท่านั้นเอง มันเป็นความรู้ชัดของตัวสัมปชัญญะที่เกิดขึ้น

นี่คือสภาวะแรกๆที่ทุกคนจะได้เจอเมื่อมาเจริญสติ คือ รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต
ไม่ว่าจะความชอบใจ ไม่ชอบใจ การกระทบต่างๆจะรู้ชัดมากๆ เรียกว่า รู้ทันปัจจุบัน
ยิ่งเจริญสติมากเท่าไหร่ ยิ่งเจอสภาวะเหล่านี้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้น
และริ่มรู้เท่าทันต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตมากขึ้น แรกๆอาจจะตอบโต้เพราะความไม่รู้
แต่เมื่อได้พบเจอกัลยาณมิตร แนะนำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เกิดจากอะไร ย่อมไม่ตอบโต้
และเจริญสติต่อไปเรื่อยๆ เมื่อมีกำลังของสติ สัมปชัญญะมากขึ้น
ย่อมรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิตมากขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มเข้าใจมากขึ้น

เมื่อก่อนมีข้อสงสัยที่ติดอยู่ ในเรื่องของสภาวะต่างๆ ว่าทำไมเราถึงต้องรู้ด้วย
ตอนนี้เริ่มเข้าใจมากขึ้น เพราะเห็นรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
 
สรุปแล้ว อุปกิเลสจริงๆแล้ว คือตัวตัณหาความทะยานอยาก ( ภายใน )
และอุปทาน( การให้ค่าต่อสิ่งที่มากระทบ )นี่เองที่เป็นตัวหลัก ที่เป็นตัวแปรของทุกๆสภาวะ
 
สภาวะสอนเราทุกๆเรื่อง ทุกๆอย่าง เพราะถูกให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง
สภาวะของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมาทั้งสิ้น
 
มองเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านมักกล่าวย้ำเสมอๆ
แล้วคุณจะไม่ไปสนใจใคร ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินตามวิถีของเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
 
เมื่อก่อนไม่ค่อยเข้าใจในคำกล่าวนี้เท่าไหร่นัก
คือข้องใจนะ ในเมื่อรู้เห็น แล้วทำไมถึงไม่คิดทำสิ่งใด
ตอนนี้หายข้องใจแล้ว เพราะมันมีแต่คำว่า เหตุๆๆๆๆๆ แล้วก็เหตุ
 
ต่อให้พระพุทธองค์ทรงมาประทับอยู่เบื้องหน้า
หากเหตุยังไม่ถึงวาระ ยังไม่ถึงเวลา แม้แต่พระพุทธองค์ยังต้องทรงปล่อยวาง

พระธาตุเส้นผม

เมื่อก่อน เราคิดว่า เส้นผมที่เป็นพระธาตุจะต้องเป็นเส้นใสๆเหมือนแก้ว
ที่แท้เปล่าเลย เส้นผมก็ยังเป็นเส้นผมเหมือนเดิม
 
แต่แรกเริ่มที่จะเป็นพระธาตุนั้น
จะมีเม็ดๆเล็กๆลักษณะใสๆเหมือนแก้วมาเกาะที่เส้นผม ( ผมที่ตัดหรือโกนออกมาแล้ว )
แล้วเม็ดใสๆเล็กๆนั้นจะโตขึ้นเรื่อยๆ แล้วมีเม็ดเล็กๆกระจัดกระจายไปทั่วเส้นผม
 
พอเม็ดเริ่มโตขึ้น ยังคงเป็นเม็ดใสๆอยู่ ใสจนเห็นเส้นผมที่อยู่ภายใน คือตัวเม็ดนี้จะหุ้มอยู่
ลักษณะเม็ดเหมือนเมล็ดงาขาว แต่ไม่ได้สีขาวขุ่นแบบเมล็ดงา แต่เป็นเม็ดใสๆเหมือนแก้ว
แล้วเม็ดจะหลุดออกมาเส้นผมที่หุ้มอยู่นั้นเอง ร่วงออกมาเป็นเม็ดเหมือนเดิมทุกๆอย่าง
แล้วจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในเส้นผมนั้นๆที่เก็บเอาไว้
 
ถ้าอยากเห็น ให้ไปดูที่วัดตาลเอน ผมของหลวงพ่อจรัญ
ตอนแรกเราก็เข้าใจผิด คิดว่า ขออภัยนะ มันเหมือนไข่เหา
จิตไม่ได้คิดปรามาสครูบาอาจารย์แต่อย่างไร แต่จิตมันไว สัญญามันมาก่อนที่สติจะทัน
สัญญารูปไข่เหามันมาก่อน  ตอนนี้เลยทำให้รู้ว่า เส้นผมที่เป็นพระธาตุนั้นมีลักษณะอย่างไร
เรียกว่าตัดผมหรือโกนผมครั้งใด ต้องเป็นพระธาตุทุกครั้ง หรือเกิดสภาวะนี้ทุกๆครั้งกับเส้นผม 

การเห็นตามความเป็นจริง

การที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ ต้องเห็นตามความเป็นจริงในกายและจิตของตนให้ได้ก่อน
เมื่อรู้ภายในได้ชัดเจน จนถึงชัดแจ้งแล้ว ย่อมรู้นอกกายหรือรู้ทุกๆสรรพสิ่งที่อยู่นอกกายได้
เพราะทั้งภายในกายและภายนอกกายนั้นล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย

การที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ ขั้นแรก ต้องยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่ตัวเองเป็น ( เพศ )
และตัวเองนั้นมีก่อน ( กิเลส ) ถ้ายอมรับตามนี้ได้ ย่อมเห็นคนอื่นๆได้

เมื่อมี สติ สัมปชัญญะ ย่อมมีหิริ โอตตัปปะเป็นเงาตามตัว
หิริ โอตตัปปะ ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
เมื่อมีหิริ โอตตัปปะ ศิลนั้นย่อมสะอาดมากขึ้นตามกำลังของสติ สัมปชัญญะ

ในโลกของอินเตอร์เนต มีโอกาสผิดศิลข้อมุสามากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของการกระทำทางวาจา
คือ สิ่งที่โพสออกมาจากจิต จิตจะยอมรับตามความเป็นจริงได้หรือไม่ ให้ดูจากการโพส

หากเป็นชาย แต่ทำตัวเป็นหญิง
หากเป็นหญิง แต่ทำตัวเป็นชาย
ขอยกเว้นเพศที่สาม กระเทย , ทอม เพราะสภาวะนั้นย่อมแปรปรวนได้ตามสาภาวะที่เป็นอยู่

ในเมื่อยังไม่ยอมรับตามความเป็นจริง ในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ย่อมเป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงได้ยาก เพราะขนาดตัวของตัวเองยังไม่ยอมรับในสิ่งที่เป็น
แล้วจะไปเห็นสิ่งอื่นๆตามความเป็นจริงที่นอกกายตัวเองได้อย่างไรกัน?

เหตุมี ผลย่อมมี ทุกๆความผิดพลาดเพราะความไม่รู้ นั่นคือ ครู

สภาวะ , การกำหนด

สภาวะ

สภาวะ แปลว่า ความเห็นเอง ความเกิดขึ้นเอง การปรากฏขึ้นเอง
เช่น สภาวะลักษณะ หมายถึงลักษณะที่เป็นเอง เกิดเองเป็นเองตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ
ในการปฏิบัติกรรมฐานหรือเจริญสติหรือจะเรียกอะไรก็ตาม หมายถึง สภาวะหรือปรากฏการณ์
ที่เกิดขึ้นภายในกายและจิตของผู้ปฏิบัติ ( อันนี้เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน )

การกำหนดต้นจิต คือ การฝึกจิตให้อยู่กับการเคลื่อนไหวและอิริยาบทต่างๆของร่างกาย
เช่น ขณะนั่งอยู่ก็กำหนดรู้อยู่ว่านั่ง แล้วถ้าจะลุกขึ้น ก่อนจะลุกก็กำหนดรู้อยู่

การจะเปลี่ยนอิริยาบทหรือเคลื่อนไหวใดๆ หรือเมื่อจำเป็นต้องสนทนา จะพูดจะกล่าวคำใดๆ
ก็กำหนดรู้พร้อมกันไป การกำหนดในทำนองดังกล่าวมานี้ เป็นการช่วยให้มีสติ สัมปชัญญะ
และสมาธิเชื่อมโยงติดต่อกันไม่ขาดระยะ

การกำหนดทำนองดังกล่าวมานี้ มีในสติปัฏฐานสูตร หมวดอิริยาปถบัพพะและสัมปชัญญะบัพพะ
ในการฝึกกำหนดต้นจิต ในตอนแรกๆ อาจจะกำหนดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ขาดๆหายๆ
ซึ่งคนเราส่วนมากก็เป็นเช่นนั้น

ถ้าไม่ท้อถอย และเลิกเสียก่อน แต่พากเพียรทำต่อไปจะพบเองภายภาคหน้าว่า
มีสติกำหนดได้ดีเป็นส่วนมาก และจะค่อยๆกำหนดได้ติดต่อกันดีขึ้น แล้วในที่สุด
ก็สามารถกำหนดได้โดยติดต่อกัน ซึ่งแสดงว่า มีสติมั่นคง มีสัมชัญญะเกิด
ซึ่งเป็นพื้นฐานในการนั่งกำหนดสมาธิต่อไป

นำมาจาก หนังสือวิปัสสนากรรมฐาน ( สติปัฏฐานสูตร ) หลวงพ่อโชดก

บทความด้านบน นำมาเพียงบางส่วนค่ะ จริงๆแล้วมีรายละเอียดมากกว่านี้

การกำหนดมีสองแบบ คือ

๑. ใช้คำบริกรรมช่วย เช่น ใช้หนอกำกับลงไปในอิริยาบทนั้นๆ
เพื่อเป็นการสร้างทั้งสติ สัมปชัญญะ ให้มีกำลังมากขึ้น

๒. ไม่ใช่คำบริกรรม แต่เอาจิตจดจ่อลงไปรู้ในการกระทำนั้นๆ

สมาธิปทฐฐานา มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ชิดที่จะทำให้ปัญญาเกิด หมายความว่า
ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีสมาธิ คือ ความตั้งใจแน่วแน่ต่ออารมณ์นั้นๆ

เช่น เวลาดูหนังสือ ถ้าใจจดจ่ออยู่กับหนังสือนั้น ไม่วอกแวกไปทางอื่นก็จำได้ง่าย จำได้ดี
นั่นแหละเป็นเหตุให้เรื่องปัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญญา แม้ในปัญญาขั้นสูง เช่น
ภาวนามยปัญญาก็ต้องอาศัยสมาธิเช่นเดียวกัน

ตัวอย่าง การเจริญสติ ถ้ามีสติ มีสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี โดยเป็นไปติดต่อกันเสมอ
( จิตจดจ่อรู้อยู่ในกายได้ตลอด ) ไม่มีเผลอ ยิ่งไม่เผลอมากเท่าไหร่
นั่นบ่งบอกถึงกำลังความแนบแน่นของสมาธิที่เกิดขึ้น

เชื่อไหม ถ้าจะบอกว่า ถ้าทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง
กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นจากการเจริญสติ สามารถมีกำลังถึงจตุตถฌานได้
และไปทีละสเต็ป เรียกว่าจากหนึ่งจนชำนาญ ไปสอง จากสองจนชำนาญไปสาม
จากสามจนชำนาญไปสี่

นิมิต

นิมิตมีหลายรูปแบบ ทั้ง รูป สี กลิ่น เสียง แสง
สภาวะของนิมิตที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังปฏิบัติ ไม่ว่าจะเกิดในขณะที่เดินจงกรมหรือนั่งก็ตาม
หากมีนิมิตเกิดขึ้น แต่ผู้ปฏิบัติไม่สามารถรู้กายได้ สภาวะนั้นๆจะเป็นสภาวะของอุปจารสมาธิ

 

หากเป็นในอัปปนาสมาธิหรือฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถเกิดสภาวะใดๆได้เลย
มีแต่สภาวะดับสนิทเกิดขึ้นอย่างเดียว


หากมีนิมิตเกิดขึ้น แต่สามารถรู้อยู่ในกายได้ตลอด รู้การเคลื่อนไหวในกาย เช่น
รู้ท้องพองยุบ รู้ทรวงอกเคลื่อนไหว คืออะไรจะรู้อย่างใดอย่างหนึ่งรู้อยู่ในกับกาย
พร้อมๆกับนิมิตนั้นก็เกิดร่วมด้วย สภาวะนี้อาจจะเป็นอุปจารฌานหรือฌานต่างๆ
ต้องดูองค์ประกอบของสภาวะที่เกิดขึ้นร่วมด้วย

มีนิมิตอีกประเภทคือ เกิดได้ทั้งขณะที่ลืมตาและหลับตา
ไม่ว่าจะเป็นนิมิต รูป แสง สี กลิ่น เสียง สามารถเกิดขึ้นได้เอง โดยไม่ต้องนั่งสมาธิแต่อย่างใด
อันนี้เกิดจากสภาวะของผู้ที่มีสัญญาเก่าติดตัวมาเยอะ คือ สมถะดี ต้องอาศัยการเจริญสติ
มาช่วยในเรื่องของการปรับอินทรีย์ จึงจะสามารถนำกำลังของสมาธิที่มีอยู่นั้นๆ
มาใช้งานได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนมากจะเกิดจากผู้ที่ได้ฌาน ไม่ใช่แค่อุปจารสมาธิ

Previous Older Entries

กันยายน 2010
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: