ไอ้โรคจิต

ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเจอแต่เรื่องแปลกๆทั้งทางโลกและทางธรรม

มีเรื่องแปลกอีกอย่างที่ได้เจอคือ การด่าคนอื่นๆ ถึงแม้จะไม่รู้จักกันเลยก็ตาม
มันเกิดขึ้นในจิต เกิดเองนะ เกิดมาเป็นอาทิตย์แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มี แต่มันเป็นๆหายๆ
ซึ่งเราไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอนนี้ที่เกิดมันรุนแรงนะในความรู้สึกของเรา เจอหน้าใครมันก็ด่าเขา
ด่าในใจไปหน้าตาเฉย แล้วจะไม่เรียกว่า ไอ้โรคจิต ได้ยังไง

แต่ที่ทำงานกลับไม่เป็นเลยนะ แม้กระทั่งเวลาเดินจงกรมก็ปกติดี นั่งก็รู้อยู่ในกายได้ดี
แต่ไหง พอออกมานอกบ้าน ไปเดินที่บิ๊กซี มันไปด่าเขาเฉยเลย เราก็ดูนะ
แล้วถามตัวเองว่า ไปด่าเขาทำไม รู้จักก็ไม่รู้จัก ขนาดรู้จักกัน ยังไม่เคยคิดจะไปด่าใคร
แม้ในชีวิตจริงๆก็ไม่เคยไปด่าใครๆ ทำไมจิตมันพิเรนแบบนี้นะ นี่ยังไม่จบนะยังมีอีก
ตกใจเลยตอนแรกที่เกิดสภาวะนี้

ต่อมา เริ่มมีถ้อยคำหยาบคายผุดขึ้นมาอีก ตอนนี้เราแค่รู้มากขึ้น ไม่ได้กำหนดอะไร คือ แค่ดู
เพราะเรารู้จักตัวเองดีว่า เราไม่เคยพูดจาใช้ถ้อยคำหยาบคายแบบนั้น มันอยากทำอะไรปล่อย
อยากด่าก็ด่าไป เราไม่ได้เจตนาเลยแม้แต่สักนิดเดียว จิตมันพุ่งขึ้นมาเอง

ต่อมาเราเริ่มจับรายละเอียดของสภาวะได้ทันมากขึ้น เห็นสภาวะได้ชัดมากขึ้น
เริ่มแยกแยะได้ชัดมากขึ้น

อ๋อ … ที่แท้ สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มันเป็นสภาวะเดียวกับสภาวะจิตคุยกันและทะเลาะกันเอง
กิเลสนี่มันร้ายจริงๆ มีหลายรูปแบบ

ดูสิทำไปได้ในครั้งนี้ เที่ยวไล่ด่าชาวบ้านเขา ดีนะที่เราพิจรณาตลอด เราจะย้อนกลับมาดูจิต
ทุกๆครั้งที่เกิดการกระทบ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เนื่องจากพื้นฐานของเราเรื่องการพูดจาหยาบคายเราไม่มี
ยิ่งไปด่าใครๆแบบนั้น ยิ่งแล้วกันใหญ่ ไม่มีเลย เราไม่มีนิสัยที่จะไปสู้กับใครๆมาตั้งแต่เด็กๆ
ขนาดโดนด่าแบบจังๆ เรายังนิ่งไม่ตอบโต้ ปล่อยให้เขาด่าทุกวัน จนเขาหยุดด่าไปเอง
มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ตอนนี้สภาวะกิเลสด่าคนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

ก็เป็นมาเกือบสองอาทิตย์ที่เป็นต่อเนื่อง แรกๆไม่เท่าไหร่ พอหลายวันเข้าโอ้โห
เจอหน้าใครไม่ได้ ไม่รู้จักเลย มันด่าเขาแหลก คือหนึ่งคนต่อหนึ่งคำ เอากะมันสิ มันด่า
เราก็ดู ที่ดูเพราะยังไม่รู้จะทำยังไงกับมัน ตอนแรกจะกำหนด แต่ไม่กำหนด ก็ไม่ได้เจตนานี่
มันต้องมีอะไรสักอย่าง คือ สงสัยนะ แต่คิดว่าเดี๋ยวคงได้คำตอบเอง …

แรกๆก็บ่นกับตัวเองก่อน เอ .. ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ ตอนหลังนี่ปล่อยให้ทุกอย่าง
เกิดตามความเป็นจริง ไม่ห้ามตัวเอง ปล่อยเลย จิตมันพิเรนจริงๆเลยนะ เราก็ปล่อย
แค่ดูอย่างเดียว แต่ไม่ไปสนใจเหมือนตอนแรกๆ

ก็แปลกนะ พอไม่สนใจมัน สภาวะที่ด่าคนกลับลดลงไปเรื่อยๆ มาวันนี้แปลกดี เดินในบิ๊กซี
แบบสะดวกใจ จิตมันไม่ไปด่าใครเลย มีกระเพื่อมนะ เหมือนจะแล่บ แต่มันไม่แล่บออกมา
เราเลยเดินไปได้เรื่อยๆ ไม่สนใจ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี ไม่ไปสนใจจดจ้องเหมือนตอนแรกๆ
ที่ไปจดจ้องด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นหว่า ไหงเป็นแบบนี้

นี่เองคำตอบ อย่าไปใส่ใจ ยิ่งสนใจจดจ้องดู มันยิ่งด่าอวดเรา ยิ่งเล่นละครให้เราดู เราแค่รู้ไป
เพราะเรารู้ดีว่า นิสัยแบบนั้นเราไม่มี ยิ่งไปใช้ถ้อยคำหยาบคายแบบนั้น ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง
ไม่เคยทำ สภาวะจิตด่าคนในครั้งนี้ เป้นสภาวะเดียวกับจิตที่ชอบคุยและบางทีทะเลาะกันเอง

เพียงแต่เที่ยวนี้มันฉายเดี่ยว แจกคำด่าให้คนแหลกราน ด่าชาวบ้านไม่เลือก
กระทบปั๊บด่าทันที เอากะมันสิ

นี่ถ้าเราไม่มาเจริญสติ เราจะเห็นแบบนี้ได้ไหมหนอ? นี่แหละสุดยอดของตัวปัญญา
ตัวสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวนี่เอง ทุกๆสภาวะคือการเรียนรู้จริงๆ
สภาวะเขามาสอนตลอดเวลา

เผื่อใครเข้ามาอ่าน เวลาเจอสภาวะจิตด่าคน แล้วไม่รู้จะทำยังไง เวลาเกิดสภาวะนี้
จะได้ไม่ตกใจ จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรกับสภาวะนี้

เพียงมีหน้าที่เจริญสติต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นให้แค่รู้ อย่าไปจดจ้องสภาวะ แล้วสภาวะนี้
จะหายไปเอง ต้องกลับมาทบทวนตัวเองด้วยว่า จริงๆแล้วพื้นฐานนิสัยเราเองเป็นคนแบบนั้น
หรือเปล่า

สภาวะที่เกิดขึ้นนี้ เหมือนสภาวะที่มีจิตหลายๆตัวคุยกันหรือมาทะเลาะกันให้เราดู
พอจบจากสภาวะนี้ สภาวะอื่นๆก็จะเกิดขึ้นมาใหม่ คือ เรียกว่ามีแต่การเรียนรู้
กิเลสต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต เพียงเรายอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

หมั่นทบทวนตัวเองบ่อยๆ ดูตามความเป็นจริง บางคนอาจจะต้องใช้การกำหนดเข้าช่วย
เราเองก็เคยใช้การกำหนดเข้าช่วยในสมัยก่อนๆ แต่ละสภาวะจะแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ต้องย้อนกลับมาดูที่จิตตัวเองทุกๆครั้งเวลามีสภาวะอะไรเกิด พึงระวังความอยากให้ดีๆ
กิเลสตัวนี้จะเนียนมากๆ มันจะแฝงมาในสภาวะนี้ได้

สำหรับคนที่หวาดกลัวเรื่องการปรามาส กลัวกั้นมรรคผล นี่แหละความอยาก
ความอยากที่แฝงอยู่ ถ้าดูไม่ทันเราก็เสร็จกิเลสมัน ต้องดูให้ดีๆ

แต่ตอนนี้มันแค่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงอย่างเดียว แล้วย้อนกลับมาทบทวน
ในจิตของตัวเอง ดูแบบไม่เข้าข้างตัวเอง ในส่วนลึกๆเรามีนิสัยแบบนี้มั๊ย ถ้ามีก็ยอมรับไป
ไม่ปฏิเสธ ถ้าไม่มีก็คือไม่มี

อย่าโกหกตัวเอง และอย่าได้ปลดปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นออกมาเพ่นพ่านนอกกาย
ด้วยการกระทำ ให้มันรู้อยู่ในจิต ยอมรับว่ามันมีสภาวะนี้เกิดขึ้น แต่ไม่ไปให้ค่ากับมัน
ไม่ไปจดจ้องมัน เหมือนสภาวะจิตคุยกัน แตกต่างแค่ตัวกิเลสมาแสดงเท่านั้นเอง
เมื่อเราแค่รู้ ไม่ไปสนใจ

มีหน้าที่คือเจริญสติไป ทำให้ต่อเนื่อง แล้วสภาวะจะจบลงไปได้ด้วยตัวเอง

โฆษณา

กันยายน 2010
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: