ตัณหา

คำที่เรียกว่า ตัณหา
สภาวะและลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นในแต่ละคำที่เรียกว่า ตัณหา

 

นันทิ เป็นชื่อของตัณหา ที่เกิดจากความยินดี พอใจ ในขันธ์ ๕

จึงเป็นที่มาของคำที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕

จึงเป็นที่มาของคำที่เรียกว่า อุปาทาน ๔

จึงเป็นที่มาของคำที่เรียกว่า สังโยชน์ และอาสวะ

 

 

กามตัณหา เป็นชื่อของตัณหา ที่เกิดจากความยินดี พอใจในผัสสะ เป็นที่มาของคำที่เรียกว่า กามราคะ

กามราคะ ความยินดี พอใจที่มีเกิดขึ้นในผัสสะ

ทางโลก ความยินดี พอใจ(เวทนา)ในโลกธรรม ๘

ทางธรรม ความยินดี พอใจ(เวทนา)ในการรู้ชัดรูปนาม ที่เกิดจากสภาวะไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ที่มีเกิดขึ้น

 

 

ภวตัณหา เป็นชื่อของตัณหา ที่เกิดจากความยินดี พอใจในภพ(ทางใจ) เป็นที่มาของคำที่เรียกว่า ภวราคะ

ภวราคะ ความยินดี พอใจที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ทางโลก ความยินดี พอใจในรูปฌานและอรูปฌาน เพราะความติดใจ จึงกลายเป็นภพ(ทางใจ)

ทางธรรม  สภาวะที่มีเกิดขึ้นในสมถะและวิปัสสนา  แล้วทำให้น้อมใจเชื่อว่า ตนเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ ทำให้เกิดความยินดี พอใจในสภาวะที่มีเกิดขึ้น

 

 

วิภาวตัณหา เป็นชื่อตัณหา ที่มีเกิดขึ้นจากความไม่รู้ชัดในขันธ์ ๕
เมื่อไม่รู้จึงยินดี พอใจในวาทะต่างๆ เช่น ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ไม่ตายและไม่เกิด ไม่เกิดและไม่ตาย ฯลฯวิภาวราคะ ความไม่อยาก ที่มีเกิดขึ้นในผัสสะ

ทางโลก ความไม่อยากเกิด ไม่อยากแก่ ไม่อยากป่วย ไม่อยากตาย

างธรรม ความไม่อยากเป็นอะไรๆทั้งหมด เช่น ไม่อยากเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ เพราะขึ้นชื่อว่าการเกิด ล้วนเป็นทุกข์

 

 

 

โกศลสูตรที่ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัตินิพพานอันยวดยิ่งในปัจจุบันมีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ เลิศกว่าการบัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบันแห่งสมณพราหมณ์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมกล่าวตู่เราผู้มีวาทะอย่างนี้ ผู้กล่าวอย่างนี้ด้วยคำไม่จริงด้วยคำเปล่า ด้วยคำเท็จ ด้วยคำไม่เป็นจริงว่า พระสมณโคดมไม่บัญญัติความกำหนดรู้กามทั้งหลาย ไม่บัญญัติความกำหนดรู้รูปทั้งหลาย ไม่บัญญัติความกำหนดรู้เวทนาทั้งหลาย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมบัญญัติความกำหนดรู้กาม
ทั้งหลายด้วย ย่อมบัญญัติความกำหนดรู้รูปทั้งหลายด้วย ย่อมบัญญัติความกำหนดรู้เวทนาทั้งหลายด้วย เราเป็นผู้หายหิวแล้ว ดับแล้ว เย็นแล้ว ย่อมบัญญัติอนุปาทาปรินิพพานในปัจจุบัน ฯ

 

การละตัณหา ๓

สำหรับผู้ที่เห็นทุกข์  เบื่อหน่ายภพชาติการเกิด 

พระสูตรนี้เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อละกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา โดยเน้นปฏิบัติ   คือ เน้นการทำความเพียร ทำให้แจ้งนิพพานก่อน 

ส่วนวิธีการกระทำเพื่อแจ้งนิพพาน  ตรงนี้ต้องอาศัยกัลยาณมิตร

ส่วนจะได้บุคคลที่เรียกว่ากัลยาณมิตร ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเอง เพราะมีเรื่องวิบากของกรรมมาเกี่ยวข้อง

.
นิคัณฐสูตร
[๕๑๔] ๗๕. สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี
ครั้งนั้นแล เจ้าอภัยลิจฉวีกับเจ้าบัณฑิตกุมารลิจฉวี ได้พากันเข้าไปหาท่านพระอานนท์ยังที่อยู่ อภิวาทท่านพระอานนท์แล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วเจ้าอภัยลิจฉวีได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิครณฐนาฏบุตร เป็นคนรู้เห็นธรรมทุกอย่าง ย่อมปฏิญญาญาณทัสสนะไว้อย่างไม่มีส่วนเหลือว่า สำหรับเราจะเดิน จะยืน จะหลับและตื่นก็ตาม ญาณทัสสนะก็ปรากฏชั่วกาลนิรันดร
เขาบัญญัติว่า กรรมเก่าหมดไป เพราะความเพียรเผากิเลส ฆ่าเหตุได้เพราะไม่ทำกรรมใหม่ ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นอันว่า เพราะกรรมสิ้นไป ทุกข์จึงหมดไป เพราะทุกข์หมดไป เวทนาจึงสิ้นไป เพราะเวทนาสิ้นไป ทุกข์ทั้งสิ้นจึงจักเสื่อมไปโดยไม่เหลือ
การล่วงทุกข์ย่อมมีได้ด้วยความหมดจด ที่ให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ ซึ่งบุคคลจะพึงเห็นเองนี้ ด้วยประการฉะนี้
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้อย่างไร
ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูกรเจ้าอภัย ความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ ๓ อย่างแล
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ชอบแล้ว เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย
เพื่อการล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความเสื่อมสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ควรรู้ เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง
ความหมดจด ๓ อย่างเป็นไฉน คือ
๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
เธอไม่ทำกรรมใหม่ด้วย และสัมผัสถูกต้องกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไป
โดยคิดเห็นว่าความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ
ซึ่งผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง เป็นของไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ด้วย ฯ
๒. ภิกษุนั้นแล ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้แล้ว สงัดจากกาม ฯลฯ เข้าจตุตถฌานอยู่
เธอไม่ทำกรรมใหม่ด้วย และสัมผัสถูกต้องกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไป
โดยคิดเห็นว่าความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ
ซึ่งผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง เป็นของไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ด้วยฯ
๓. ภิกษุนั้นแล ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิอย่างนี้แล้ว
กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
เธอไม่ทำกรรมใหม่ด้วยสัมผัสถูกต้องกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไป
โดยคิดเห็นว่าความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ
ซึ่งผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง เป็นของไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ด้วย ฯ
.
ดูกรเจ้าอภัย ความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมโดยไม่เหลือ ๓ อย่างนี้แล
อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ชอบแล้ว
เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความเสื่อมสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ควรรู้ เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง
เมื่อท่านพระอานนท์ได้กล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าบัณฑิตกุมารลิจฉวีได้พูดกะเจ้าอภัยลิจฉวีว่า ดูกรอภัยเพื่อนรัก ทำไมท่านจึงไม่ชื่นชมอนุโมทนาคำสุภาษิตของท่านพระอานนท์โดยความเป็นคำสุภาษิตเล่า
เจ้าอภัยลิจฉวีตอบว่า เพื่อนรัก ไฉนเราจักไม่ชื่นชมอนุโมทนาคำสุภาษิตของท่านพระอานนท์โดยความเป็นคำสุภาษิตเล่า ผู้ใดไม่ชื่นชมอนุโมทนาคำสุภาษิตของท่านพระอานนท์โดยความเป็นคำสุภาษิต ความคิดของผู้นั้นพึงเสื่อม ฯ
.
หมายเหตุ;
คำว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
เธอไม่ทำกรรมใหม่ด้วย และสัมผัสถูกต้องกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไป
โดยคิดเห็นว่าความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ
ซึ่งผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง เป็นของไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ด้วย ฯ
 เป็นข้อปฏิบัติเพื่อละกามตัณหา ความอยากทางโลก
.
คำว่า ภิกษุนั้นแล ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้แล้ว สงัดจากกาม ฯลฯ เข้าจตุตถฌานอยู่
เธอไม่ทำกรรมใหม่ด้วย และสัมผัสถูกต้องกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไป
โดยคิดเห็นว่าความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ
ซึ่งผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง เป็นของไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ด้วย ฯ
เป็นข้อปฏิบัติเพื่อละภวตัณหา ความอยากทางธรรม เช่น อยากเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์
.
คำว่า ภิกษุนั้นแล ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิอย่างนี้แล้ว
กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
เธอไม่ทำกรรมใหม่ด้วยสัมผัสถูกต้องกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไป
โดยคิดเห็นว่าความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ
ซึ่งผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง เป็นของไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ด้วย ฯ
เป็นข้อปฏิบัติเพื่อละวิภวตัณหา ความไม่อยากเกิด
เพราะไม่ว่าเกิดเป็นอะไร ล้วนเป็นทุกข์  คือ ไม่พ้นชาติ ชรา มรณะ

 

แก่น

19 มกราคม 2563
ก่น 
ความรู้  ความเห็น วิธีการละ และความดับ ตามลำดับ
วิชชา ๑
ทำลายกามาสวะ  ได้แก่ ดับกามตัณหาและวิธีการปฏิบัติเพื่อละกามภพ  ด้วยศีลที่เป็นอริยะ
วิชชา ๒
ทำลายภวาสวะ   ได้แก่ ดับภวตัณหาและวิธีการปฏิบัติเพื่อละรูปภพ อรูปภพ  ด้วยสมาธิที่เป็นอริยะ
วิชชา ๓
ทำลายอวิชชาอาสวะ  ได้แก่ ดับวิภาวตัณหา และวิธีการปฏิบัติเพื่อละอัตตาวาทุปาทาน(มานะ) ด้วยปัญญาที่เป็นอริยะ
การศึกษาเกี่ยวกับคำว่า หิริ โอตัปปะ ตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ภิกขุวรรค
๑. จูฬราหุโลวาทสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=13&A=2383
การศึกษาเกี่ยวกับคำเรียก นิวรณ์ สังโยชน์ และอาสวะ ตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
๔ โปตลิยสูตร
เรื่องโปตลิยคฤหบดี
การศึกษาเกี่ยวกับคำเรียก สีลปาริสุทธิ จิตตปาริสุทธิ  ทิฏฐิปาริสุทธิ  วิมุตติปาริสุทธิ ตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๔ ประการนี้ พระผู้มีพระภาคผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบแล้ว เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน องค์ ๔ ประการเป็นไฉน คือ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือ ศีล ๑ จิต ๑ ทิฐิ ๑ วิมุตติ ๑
มหาวรรคที่ ๕
ผู้ที่แจ้งนิพพาน จะกล่าวตรงกับพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เริ่มจาก
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิลูบคลำไม่ได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ
ได้แก่ เธอไม่ทำกรรมใหม่ด้วย และสัมผัสถูกต้องกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไป โดยคิดเห็นว่า ความหมดจดที่ทำให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ
ซึ่งผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง เป็นของไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ด้วย ฯ
เป็นที่มาของคำว่า อริยศิล
นิคัณฐสูตร
.
พราหมณสูตร
อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง
[๒๔] อริยมรรคญาณนั้นมีธรรม คือ
ศรัทธากับปัญญาเป็นเอก
มีศรัทธาเป็นทูบ
มีหิริเป็นงอน
มีใจเป็นเชือกชัก
มีสติเป็นสารถีผู้ควบคุม
รถนี้มีศีลเป็นเครื่องประดับ
มีญาณเป็นเพลา
มีความเพียรเป็นล้อ
มีอุเบกขากับสมาธิเป็นทูบ
ความไม่อยาก ได้เป็นประทุน
กุลบุตรใดมีความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน
และวิเวกเป็นอาวุธ มีความอดทนเป็นเกราะหนัง
กุลบุตรนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ
พรหมยานอันยอดเยี่ยมนี้
เกิดแล้วในตนของบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์
ย่อมออกไปจากโลกโดยความแน่ใจว่า มีชัยชนะโดยแท้.
.
“กุลบุตรใดมีความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน”
ศรัทธากับปัญญาเป็นเอก
มีศรัทธาเป็นทูบ
มีหิริเป็นงอน
มีใจเป็นเชือกชัก
มีสติเป็นสารถีผู้ควบคุม
รถนี้มีศีลเป็นเครื่องประดับ
.
“และวิเวกเป็นอาวุธ มีความอดทนเป็นเกราะหนัง
กุลบุตรนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ
พรหมยานอันยอดเยี่ยมนี้ เกิดแล้วในตนของบุคคลเหล่าใด “
มีญาณเป็นเพลา
มีความเพียรเป็นล้อ
มีอุเบกขากับสมาธิเป็นทูบ
.
“บุคคลเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์
ย่อมออกไปจากโลกโดยความแน่ใจว่า มีชัยชนะโดยแท้.”
ความไม่อยาก ได้เป็นประทุน
.
๑.
๓. อุปนิสสูตร
[๖๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี …
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้อยู่ เห็นอยู่ เราจึงกล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เมื่อเราไม่รู้ไม่เห็น เราก็มิได้กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้ เราเห็นอะไรเล่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี
เมื่อเรารู้ เราเห็นว่าดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป …
ดังนี้เวทนา …
ดังนี้สัญญา …
ดังนี้สังขารทั้งหลาย …
ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับแห่งวิญญาณ
ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้ เราเห็นอย่างนี้แล ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี ฯ
[๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมเป็นที่สิ้นไปเกิดขึ้นแล้ว  ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป อันนั้นแม้ใด มีอยู่
เรากล่าวญาณแม้นั้นว่า มีเหตุเป็นที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า ไม่มีเหตุเป็นที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป ควรกล่าวว่า วิมุตติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิมุตติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิมุตติ ควรกล่าวว่า วิราคะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิราคะว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิราคะ ควรกล่าวว่า นิพพิทา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งนิพพิทาว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งนิพพิทา ควรกล่าวว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งยถาภูตญาณทัสสนะว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ควรกล่าวว่าสมาธิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสมาธิว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสมาธิ ควรกล่าวว่า สุข
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสุขว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสุข ควรกล่าวว่า ปัสสัทธิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งปัสสัทธิว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า ไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งปัสสัทธิ ควรกล่าวว่า ปีติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งปีติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งปีติ ควรกล่าวว่า ความปราโมทย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งความปราโมทย์ ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งความปราโมทย์ ควรกล่าวว่า ศรัทธา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งศรัทธาว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งศรัทธา ควรกล่าวว่า ทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งทุกข์ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งทุกข์ ควรกล่าวว่า ชาติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งชาติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งชาติ ควรกล่าวว่า ภพ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งภพว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งภพ ควรกล่าวว่า อุปาทาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งอุปาทานว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งอุปาทาน ควรกล่าวว่า ตัณหา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งตัณหาว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งตัณหา ควรกล่าวว่า เวทนา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งเวทนาว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งเวทนา ควรกล่าวว่า ผัสสะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งผัสสะว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งผัสสะ ควรกล่าวว่า สฬายตนะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสฬายตนะว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสฬายตนะ ควรกล่าวว่า นามรูป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งนามรูปว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งนามรูป ควรกล่าวว่า วิญญาณ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิญญาณว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิญญาณ ควรกล่าวว่า สังขารทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสังขารทั้งหลายว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสังขารทั้งหลาย ควรกล่าวว่า อวิชชา ด้วยเหตุดังนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นที่อิงอาศัย
วิญญาณ มีสังขารเป็นที่อิงอาศัย
นามรูป มีวิญญาณเป็นที่อิงอาศัย
ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นที่อิงอาศัย
เวทนา มีผัสสะเป็นที่อิงอาศัย
ตัณหา มีเวทนาเป็นที่อิงอาศัย
อุปาทาน มีตัณหาเป็นที่อิงอาศัย
ภพ มีอุปาทานเป็นที่อิงอาศัย
ชาติ มีภพเป็นที่อิงอาศัย
ทุกข์ มีชาติเป็นที่อิงอาศัย
ศรัทธา มีทุกข์เป็นที่อิงอาศัย
ความปราโมทย์ มีศรัทธาเป็นที่อิงอาศัย
ปีติ มีปราโมทย์เป็นที่อิงอาศัย
ปัสสัทธิ มีปีติเป็นที่อิงอาศัย
สุข มีปัสสัทธิเป็นที่อิงอาศัย
สมาธิ มีสุขเป็นที่อิงอาศัย
ยถาภูตญาณทัสสนะ มีสมาธิเป็นที่อิงอาศัย
นิพพิทา มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นที่อิงอาศัย
วิราคะ มีนิพพิทาเป็นที่อิงอาศัย
วิมุตติ มีวิราคะเป็นที่อิงอาศัย
ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป มีวิมุตติเป็นที่อิงอาศัย ฯ
.
๒. 
๑๐. ภวสูตร
[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ นี้ ควรละ
ควรศึกษาในไตรสิกขา
ภพ ๓ เป็นไฉน
คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ  ภพ ๓ นี้ควรละ
ไตรสิกขาเป็นไฉน
คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
ควรศึกษาในไตรสิกขานี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภพ ๓ นี้ เป็นสภาพอันภิกษุละได้แล้ว และเธอเป็นผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาแล้วในไตรสิกขานี้
เมื่อนั้นภิกษุนี้ เรากล่าวว่า
ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว
คลายสังโยชน์ได้แล้ว
ได้ทำที่สุดทุกข์ เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ
.
๓.
๑๑. ตัณหาสูตร
[๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ และมานะ ๓ ควรละ
ตัณหา ๓ เป็นไฉน
คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑
ตัณหา ๓ นี้ควรละ
มานะ ๓ เป็นไฉน
คือ ความถือตัวว่าเสมอเขา ๑ ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ๑ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา ๑
มานะ ๓ นี้ควรละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ตัณหา ๓ และมานะ ๓ นี้
ย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุละได้แล้ว
เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า
ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว
คลายสังโยชน์ได้แล้ว
ได้กระทำที่สุดทุกข์ เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ
.
๔.
อาสวักขยญาณ
เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา
เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ
เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
.
๕.
ปัญญาวิมุตติ
ยมกวรรคที่ ๓
ปฏิปทาสูตรที่ ๑
[๑๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาแต่ไม่มีศีล อย่างนี้เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล
เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่าอย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีลและเป็นพหูสูต
เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีลและเป็นพหูสูต
เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา
มีศีลและเป็นพหูสูต แต่ไม่เป็นธรรมกถึก ฯลฯ
และเป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯ
และเข้าสู่บริษัทได้ แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ฯลฯ
และแกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แต่ไม่ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ฯลฯ
เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
แต่ไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท  เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน พึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล
ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา
มีศีล
เป็นพหูสูต
เป็นธรรมกถึก
เข้าสู่บริษัทได้
แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท
เป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฯ
อุภโตภาควิมุตติ
ปฏิปทาสูตรที่ ๒
[๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีลอย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา
มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต ฯลฯ
เป็นพหูสูต แต่ไม่เป็นธรรมกถึก ฯลฯ
เป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯ
เข้าสู่บริษัทได้แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ฯลฯ
แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท
และถูกต้องวิโมกข์อันสงบ  ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยนามกาย
แต่ไม่กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ อย่างนี้ เธอชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราพึงมีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท และพึงถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป  เพราะล่วงรูปเสียได้ด้วยนามกาย  พึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล
ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา
มีศีล
เป็นพหูสูต
เป็นธรรมกถึก
เข้าสู่บริษัทได้
แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท
และถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยนามกาย
ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม  ๘ ประการนี้แล  เป็นผู้ให้ก่อเกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฯ
.
๖.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว
มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพนี้สิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์ ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่
เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความสิ้นไปแห่งราคะ
ความสิ้นไปแห่งโทสะ
ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของภิกษุนั้น
นี้เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว
มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น ให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ พระตถาคต ผู้มีจักษุผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ประกาศไว้แล้ว
อันนิพพานธาตุอย่างหนึ่งมีในปัจจุบันนี้ ชื่อว่าสอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ
ส่วนนิพพานธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง อันมีในเบื้องหน้า ชื่อว่าอนุปาทิเสส
ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้ มีจิตหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ
ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นกิเลส เพราะบรรลุธรรมอันเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
.
๗.
ปฐมปัณณาสก์
ภัณฑคามวรรคที่ ๑
อนุพุทธสูตร
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทั้งเรา ทั้งท่านทั้งหลายได้แล่นไปแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้ เพราะยังไม่รู้แจ้ง ไม่แทงตลอดซึ่งธรรม ๔ ประการ
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน
คือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑
สมาธิที่เป็นอริยะ ๑
ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑
และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้
ศีลที่เป็นอริยะ
สมาธิที่เป็นอริยะ
ปัญญาที่เป็นอริยะ
และวิมุตติที่เป็นอริยะ
อันเราและท่านทั้งหลาย
ได้ตรัสรู้
ได้แทงตลอดแล้ว
ถอนตัณหาในภพขึ้นได้แล้ว
ตัณหาอันนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อันพระโคตม ศาสดาผู้มียศได้ตรัสรู้แล้ว
พระพุทธเจ้าผู้พระศาสดา มีจักษุทรงกระทำที่สุดทุกข์
ตรัสรู้พระธรรมแล้ว ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

 

นครสูตร

นครสูตร 
[๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนครของพระราชา ป้องกันไว้ดีด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการ และหาอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก  ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอันตรายปัจจันตนครของพระราชานั้นไม่ได้
เครื่องป้องกัน ๗ ประการเป็นไฉน
คือในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึก ไม่หวั่นไหว
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๑ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีคูขุดลึกและกว้าง
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๒ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีทางเดินตามคูได้รอบ ทั้งสูงและกว้าง
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๓ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมอาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาวุธแหลมยาวและอาวุธคม
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๔ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง ตั้งกองทัพไว้มาก คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พล ธนู กองถือธง กองจัดกระบวนทัพ กองสัมภาระ กองเสนาธิการ กองตะลุมบอนเหมือนช้างที่วิ่งเข้าสู่สงคราม กองทหารหาญ กองทหารโลหะ กองเกราะหนัง กองทหารทาส
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๕ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีทหารยามฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้าอนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๖ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีกำแพงทั้งสูงและกว้าง พร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๗ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก
.
ปัจจันตนครมีการป้องกันดี ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้แล ฯ
.
ปัจจันตนครหาอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก เป็นไฉน
คือในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมหญ้า ไม้ และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว
เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และข้าวเหนียวไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว
เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วทอง และอปรัณชาติไว้มาก
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว
เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
ปัจจันตนคร หาอาหาร ๔ ประการได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนครของพระราชาป้องกันไว้ดี ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้
และอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรไม่ทำอันตรายได้ ฯ
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ในกาลใด อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรม ๗ ประการ
และเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ในกาลนั้น เรากล่าวว่ามารผู้มีบาปทำอันตรายอริยสาวกไม่ได้
.
สัทธรรม ๗ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึก ไม่หวั่นไหว
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีศรัทธาเปรียบเหมือนเสาระเนียด
ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมอันไม่มีโทษบริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๑ ฯลฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีหิริ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการเข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีคู (สนามเพลาะ) ทั้งลึกและกว้าง
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีหิริเปรียบเหมือนคู ย่อมละอกุศล … บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๒ ฯ
.
อริยสาวกมีโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการเข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทางเดินตามคูได้รอบ ทั้งสูงและกว้าง
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีโอตตัปปะเปรียบเหมือนทางเดินตามคู ย่อมละอกุศลธรรม … ย่อมบริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๓ ฯ
.
อริยสาวกเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ได้สดับตรับฟังมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมอาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาวุธแหลมยาวและอาวุธคม สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสุตะเปรียบเหมือนอาวุธ ย่อมละอกุศลธรรม … บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๔ ฯ
.
อริยสาวกปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมถึงพร้อมมีกำลังมีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา ตั้งกองทัพไว้มาก คือพลม้า ฯลฯ กองทหารทาส สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกมีความเพียรเปรียบเหมือนกองทัพ ย่อมละอกุศลธรรม … บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๕ ฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ย่อมตามระลึกถึงกรรมที่ได้ทำและคำที่ได้พูดแล้วแม้นานได้
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทหารยามฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้าอนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสติเปรียบเหมือนทหารยาม ย่อมละอกุศลธรรม… บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๖ ฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีกำแพงทั้งสูงทั้งกว้างพร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี เพื่อคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีปัญญาเปรียบเหมือนกำแพงอันพร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี
ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๗
.
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้ ฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันเป็นไฉน
อริยสาวกสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ และสุข เกิดแต่วิเวกอยู่
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตนและเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมหญ้า ไม้และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว
เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
.
อริยสาวกบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และข้าวเหนียวไว้มาก
เพื่อความอุ่นใจภายใน ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
.
อริยสาวกมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วทอง และอปรัณชาติไว้มาก
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
.
อริยสาวกบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตนและเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด อริยสาวกประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้ และมีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้นแล มารผู้มีบาปก็ทำอันตรายอริยสาวกไม่ได้ ฯ

 

สมาธิเสื่อมครั้งที่ ๒

๑๙ มค. ๖๓

ตรงนี้เรื่องเล่า ประมาณว่า การทำความเพียรเพราะเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น จึงกำหนดผัสสะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ทุกครั้งที่เวทนา(หัวใจ) มีเกิดขึ้น จะรู้ชัดด้วยตนเองว่า
เมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ก็ทราบชัดว่า เสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
 
ถ้าเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ก็ทราบชัดว่า เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ก็เบาบางลงไป ตัวตนหรือความตัวตน(อัตตาวาทุปาทาน) ที่มีอยู่ ก็ลดลงไปเรื่อยๆ
.
นึกถึงสภาวะต่างๆที่พบเจอมา โดยเฉพาะสภาวะจิตดวงสุดท้าย  ทำให้รู้ชัดลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นคำที่เรียกว่า ตัณหา ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง คือ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕  วินาทีที่จะขาดใจ เกิดจากไม่ไหว ก็ต้องปล่อย
การรู้ชัดสภาวะที่เรียกว่า ตัณหา ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ได้แก่ ความยึดมั่นถือในอุปทานขันธ์ ๕  จะรู้ชัดอย่างแจ่มแจ้ง
เมื่อรู้ชัดสภาวะจิตดวงสุดท้าย ทำให้รู้ว่า ความหวาดเสียว ความกลัวตาย  การปรุงแต่งทางใจ เกิดขึ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑ สอนให้รู้ว่า ร่างกายที่คิดว่าเป็นของตนๆ หาได้มีสิ่งใดเป็นของตน ของเรา ของใคร
เมื่อคิดว่า ร่างกายเป็นของตนๆ ย่อมทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอมปล่อย ดิ้นรน กระเสือกกระสนเพื่อหายใจให้ออก(หายใจไม่ออก จะขาดใจ)
เมื่อเกินแรงที่จะยึดมั่นถือมั่นไว้ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามความเป็นจริง ผ่านสภาวะนั้นแล้ว จะรู้ชัดด้วยตนเองว่า ความยึดมั่นถือมั่น(ตัณหา) มีลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงนั้น มีอาการอย่างไร
เมื่อกายได้อบรม จิตได้อบรม ด้วยศิล สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่อง
ศิล ทำให้เป็นผู้ที่มีความอดทน อดกลั้น ไม่ปล่อยให้เกิดการกระทำตามความปรารถนา(ความอยาก/ตัณหา)
เช่น เขาว่าเรา แม้เราคิดว่าเราไม่ผิด สิ่งที่เขาว่ามา ไม่ได้เป็นตามความเป็นจริง เพราะรู้ชัดในผัสสะ รู้ชัดว่า ผัสสะที่มีเกิดขึ้นเป็นเรื่องของกรรมและผลของกรรม
ผลของกรรม ส่งมาให้ได้รับในรูปแบบของผัสสะ คือ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในสิ่งชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นจึงผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เมื่อรู้แล้ว ย่อมอดทน อดกลั้น มากกว่าปล่อยให้ออกทางทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก คือไม่สานต่อ
ถ้าสติยังไม่มากพอ ตัณหามีกำลังมากกว่า จึงกระทำตามใจ เมื่อได้รับผล จึงยอมรับผลที่มีเกิดขึ้นตามมา แล้วเริ่มต้นใหม่ สังวร ระวัง ให้มากขึ้น
ครั้งแรกๆจะเป็นแบบนั้น เมื่อพยายามหยุด(สร้างเหตุทางกาย วาจา)เนืองๆ กำลังสติย่อมมีกำลังมากขึ้น ความอดทน อดกลั้น ย่อมมีกำลังมากขึ้น เริ่มสักแต่ดู แต่เห็นมากขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี
เมื่อจิตเกิดความปล่อยวาง จะรู้ว่า ครั้งนี้เป็นแบบนี้ ครั้งต่อๆไปเป็นแบบนี้ ไม่แน่นนอน แปรปรวน ไม่เที่ยง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง จึงปล่อยวาง
เมื่อปล่อยวาง อนิจจัง(ไม่เที่ยง) ทุกขัง(ทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่น)  อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน เรา เขา บังคับไม่ได้) จะปรากฏขึ้นตามความเป็นจริง
ศิล ทำให้รู้ชัดเวทนาทางจิต
สมาธิ ทำให้รู้ชัดเวทนาทางกายและจิต
เมื่อทำกรรมฐาน นิวรณ์ย่อมน้อยลง พิจรณาถึงเหตุและผล ความอดทน อดกลั้น ย่อมเกิดปีติ สุข สงบ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เมื่อทำกรรมฐาน จะทำให้รู้ชัดเวทนาทางกาย ความเจ็บปวด เมื่อย สารพัดเวทนา ความอดทน ความอดกลั้น สู้กับเวทนาที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในกาย ที่คิดว่าตนยังเป็นตน ของตน
จนกระทั่งมีสภาวะกายแตก กายระเบิด ร่างกายเหมือนแตกออกเป็นสี่ยงๆ เสียงดังเปรี๊ยะ เสียงดังมาก กายเหมือนแหลกเป็นจุณ ไม่มีอะไรเหลือ เข้าสู่ความว่าง กายไม่มีความเป็นตนของเรา
เมื่อเจอแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย ที่เคยคิดว่าเป็นของตน ย่อมเบาบาง จางคลายลง จิตตั้งเป็นสมาธิง่าย จนเวลาผ่าน คือลืมสภาวะนี้ไปแล้ว
ต่อมาเจอสภาวะนี้อีก(กายระเบิด) ครั้งแรกว่าหนักนะ ครั้งนี้หนักกว่าเหมือน ร่างกายเหมือนคนที่จับร่างกาย(สองเท้า สองมือ หัว)มัดด้วยเชือกไว้กับม้าทั้งห้าทิศ จับร่างกายฉีกออกมาจาก
ความที่ว่าเคยเจอมาแล้ว สติย่อมมีมากขึ้น ย่อมอดทน อดกลั้น ข่มเวทนาที่มีเกิดขึ้นจนสุดแรง จนกระทั่งสภาวะกายแตก กายระเบิดออกเป็นชิ้นๆไม่มีอะไรเหลือ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่ เมื่อเจอสภาวะแบบนี้ ขาดการกำหนดสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง อุปกิเลสจึงมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
นันทิ ความพอใจ น้อมใจปล่อยใจตามตัณหา ความอยากเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ กายแตกครั้งแรก นี่คือโสดาบัน ครั้งที่ ๒ นี่อนาคามี
ที่คิดแบบนี้เพราะไม่รู้ชัดเรื่องความเกิดดับด้วยสมาธิ ไม่รู้ชัดเรื่องความเกิดดับในรูปนาม และไม่รู้ว่ายังมีสภาวะอื่นๆที่ยังมีอยู่ เช่น ไม่รู้ชัดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
กล่าวโดยย่อ เพราะอวิชชา  จึงกระทำตามตัณหา จึงติดอุปกิเลสแต่ไม่รู้ว่าติดหลุมพรางกิเลส จะหลุดได้หรือมั๊ย ขึ้นอยู่กับการกระทำของตน ว่าทำเพื่อดับหรือทำแล้วเกิดชาติ ชรา มรณะฯลฯ
กว่าจะรู้และหลุดจากอุปกิเลส โน่น!!!! สมาธิที่มีอยู่เสื่อมหายไปหมดสิ้น นั่นแหละจึงจะรู้ชัดผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง กิเลสที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ที่ไม่รู้ ไม่เห็น เกิดจากสมาธิบดบัง  นี่เป็นครั้งที่หนึ่งที่เกิดสมาธิ(ที่มีมาก) เสื่อมหายไปหมดสิ้น(ถูกดูด/ถ่ายเท)
เหตุมี ผลย่อมมี ถึงแม้ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความมี ความเป็น มุ่งแต่เรื่องการดับเหตุภพชาติของการเกิด วิบากยังมีอยู่ ทำให้สภาวะสมาธิเสื่อมเป็นครั้งที่ ๒ กำลังสมาธิที่มีอยู่ในครั้งนี้(วิญญาณัญจายตนะ) ไม่มีมากเหมือนครั้งแรก(เนวสัญญาฯ) เรื่องของเรื่อง รู้จักกับน้องคนหนึ่ง เขาสามารถถ่ายเทสมาธิจากคนอื่นได้ ปกติไม่คุยกับเขานะ บอกเขาว่า ถ้าต้องการปรึกษาให้คุยผ่านเฟส แบบเขียนในกล่องข้อความ  วันหนึ่งเขาโทรฯมา  ความที่ว่าความจำเสื่อม รวมเรื่องของน้องว่าเขาสามาถถ่ายเทสมาธิผ่านทางโทรฯได้  เรารับโทรฯ ไม่มีชื่อผู้โทรฯเข้า  พอคุยด้วยจึงรู้ว่าเป็นเขา เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำกรรมฐานแล้ว เขาจะขอเบอร์โทรฯของคนอื่นๆ เราไม่ได้ให้ หลังคุยกัน  เรารู้สึกแปลกๆ เราบอกเจ้านายว่า เราลืมเรื่องของน้องมานานแล้ว ดันไปรับโทรฯจากเขา
เจ้านายถามว่า รู้สึกแปลกๆยังไงเหรอ
เราบอกว่า อาการจะเหมือนตอนที่สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้นครั้งที่ ๑ จะรู้ชัดกิเลส เพียงแต่ครั้งแรกจะเหมือนมีหนามหรือเข็มจิ้มเนื้อ  ครั้งนี้มันรู้นะ แต่แบบว่ารู้ เพียงแต่ไม่ถึงขนาดมันคมชัดเหมือนที่เจอครั้งแรก
จากประสพการณ์ที่พบมา จึงไม่ได้พยายามทำความเพียรอย่างหนักเพื่อให้สมาธิกลับคืนมาเหมือนครั้งแรก แค่กำหนดรู้ว่า มีเกิดขึ้นเท่านั้นพอ
ส่วนการทำสมาธิ ตามที่เคยเล่าไว้ ไม่ต้องใช้บริกรรม ไม่ต้องเพ่ง แค่รู้สภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
โดยเฉพาะช่วงหลังป่วย จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เมื่อกำหนดที่มีเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติ
แรกๆสมาธิเสื่อม ต้องใช้ความอดทน แบบแน่นหน้าอกมาก
ทุกวันนี้ รู้ว่าสมาธิที่มีอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งมีโอภาส บางครั้งไม่มี แต่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต   สมาธิไม่มากเหมือนเมื่อก่อน จึงทำให้รู้ชัดในผัสสะ
ถ้าถามว่าทำให้ทุกข์ใจมั๊ย  ตอบได้ทันที่ว่า ไม่นะ ถ้าเป็นสมัยก่อน แบบความไม่รู้ที่มีอยู่  อันนั้นทำให้เป็นทุกข์ ตามมาด้วยกล่าวเพ่งโทษนอกตัว(ถ่ายเทสมาธิ) ครั้งนี้ไม่เลย มองแต่ว่า เหตุมี ผลย่อมมี

การเจ็บป่วย

สมัยที่สมาธิมากๆ โอภาสช่วยเรื่องการรักษาความเจ็บป่วย

ปัจจุบันมีสมาธิพอประมาณ(รูปฌาน) จิตตั้งมั่นที่เป็นสัมมาสมาธิ วิญญาณ/ธาตุรู้มีเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้สัมปชัญญะมีเกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัว

ดึกๆมักมีอาการแน่นหน้าอก เหมือนมีของหนักวางทับอยู่บนหน้าอก ทั้งๆที่อยู่ในอิริยบทนั่ง ทำให้หายใจลำบาก กำหนดรู้สภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง อาการที่มีเกิดขึ้นจะเกิดระยะสั้นๆ ไม่เกิดนานเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนถ้ามีอาการแบบนี้คือ รู้สึกใจไม่ดี จะวัดความดัน ชีพจรสูง หัวใจเต้นเร็ว เมื่อจับชีพจร หัวใจจะเต้นๆหยุดๆ 5-10 วินาที แล้วจะกลับมาปกติ ไม่ถึงหมดสติ

มีเกิดครั้งเดียวช่วงนอนรพ.(ป่วยสมองครั้งที่ 2) ตอนที่หมอลดยาไทรอยด์ให้กินครึ่งเม็ด หมอบอกว่า ดูจากผลเลือด ทั้งๆที่หมอประจำบอกว่าให้กิน 1 เม็ด วันนั้นมีอาการไม่ดี แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ทั้งๆที่แจ้งเจ้าหน้าที่เรื่องอาการผิดปกติ แต่มีคำเดียวที่บอกเราคือ เป็นอาการของโรค ไม่มียาให้
จำได้แม่น หมดสติหลายชม. แต่ฟื้นกลับมา ถ้าไม่ฟื้น หมอคงแทงประวัติว่าหัวใจล้มเหลวเพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากไทรอยด์เป็นพิษ ครั้งนี้บอกตัวเองว่า เอาละเราเคยบริจาคร่างกาย อาการป่วยที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ คิดเสียว่า ใช้ร่างกายเป็นตัวทดลอง ผ่านจากการรักษาตัวจากหมอหลายๆคน

เราบอกหมอประจำว่า ครั้งนี้(หมดสติ) ทำให้รู้ว่าหมอคนอื่นๆช่วยเราไม่ได้ ไม่สามารถรักษาเราได้ เราจะฟังหมอประจำเป็นหลัก
ทำไมเราพูดแบบนั้น เกิดจากล่าสุดไปหาหมอไทรอยด์(ต่อมไร้ท่อ) หมอได้อ่านบันทึกที่เราเขียนผลแลป และวิธีการปรับยา(กินยา) หมอที่นี้บอกว่า วิธีที่หมอ(ราม) รักษานี้ หมอไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน ยาไม่ใช่กินตลอดชีวิต วิธีการรักษาของหมอคือ กินแล้วหยุด พอกลับมาเป็นพิษอีก ก็เริ่มรักษาใหม่ เมื่อรักษาไม่ได้ ก็ให้กลืนแร่

กลับมาที่หมอที่รักษาประจำ(รพ.รามคำแหง) หมอบอกว่า ดูจากที่การปรับยา ไทรอยด์กลับมาปกติ แต่ยังมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไม่น่าจะเกิดจากไทรอยด์ละ ให้กลับมาที่ AF ที่หมอตรวจเจอครั้งแรก(EKG)และไทรอยด์เป็นพิษ

เราเล่าอาการให้หมอฟัง บอกว่าอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกจะมีเกิดขึ้นกลางดึก(หลังเที่ยงคืนถึงตี4) จับชีพจร บางครั้งหัวใจเต้นเร็วแล้วหยุดเต้น บางครั้งหัวใจเต้นช้าแล้วหยุด บางครั้งหัวใจเต้นเร็วสลับช้าแล้วหยุด คือไม่แน่นอน เพียงแต่หัวใจหยุดเต้นแป๊บเดียว จะเกิดแบบนี้ประมาณ 10 นาที ไม่เหมือนเมื่อก่อนหัวใจหยุดเต้น5-10 วินาที มีเกิดขึ้น10-20 นาที บ้างครั้งเกิดนานกว่านั้น

เราบอกกับหมอว่า จำได้ว่าบอกกับหมอแล้วว่าเราทำสมาธิ
หมอพยักหน้า

เราบอกว่ามีคืนหนึ่ง จะรู้ชัดเส้นเลือดเข้าหัวใจ เหมือนเลือดพยายามดันเข้าหัวใจแต่เหมือนจะตัน เลือดก็ใช้แรงดันเลือดเข้าหัวใจ

หมอถามว่า ตอนนี้เกิดบ่อยมั๊ย
เราบอกว่า อาการแน่นหน้าอก อาทิตย์ 2 ครั้ง บางครั้งเกิด 3 ครั้ง ส่วนมากเกิดกลางดึก กลางวันมีบ้าง แต่น้อย

เราถามหมอเรื่องไขมันเกาะหัวใจ เราเล่าให้หมอฟังว่าเราหาข้อมูลในเนต เราถามหมอว่า การตรวจแบบนี้ค่าใช้จ่ายมากมั๊ย

หมอบอกว่า ตรวจความผิดปกติของหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT 64 Slide ราคา 2 หมื่น

เราบอกว่า ถ้าสงสัยแล้วต้องเสียค่าใช้จ่าย 2 หมื่น งั้นไม่สงสัยดีกว่าค่ะ แล้วเราหัวเราะ หมอก็หัวเราะด้วย

หมอบอกว่า ตอนนี้ไทรอยด์ปกติ มาดูเรื่องหัวใจ หมอนัด 2 เดือน ส่วนยาไทรอยด์ ตอนนี้กิน 2 วัน ครึ่งเม็ด
.
เมื่อวานเราไปรับยาไขมันและไทรอยด์ ที่คลีนิค(30 บาท) หมอที่คลีนิค เขาแนะนำยารักษาหัวใจตีบ ASA

ปัญญาวิมุตติและอุภโตภาควิมุตติ

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  ถ้ามรรคก็สายนี้ ปฏิปทาก็ทางนี้ ที่เป็นไปเพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งห้า ดังนี้แล้ว,
ทำไม ภิกษุผู้ปฏิบัติบางพวก จึงบรรลุเจโตวิมุตติ บางพวกบรรลุปัญญาวิมุตติ เล่า  พระเจ้าข้า !”

อานนท์ !  นั่นเป็นเพราะ ความต่างกันแห่งอินทรีย์ ของภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น, (อินทรีย์ห้า คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา).

ภิกษุ ท. !  อินทรีย์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ มีอยู่. ห้าประการ  อย่างไรเล่า ?
ห้าประการคือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์.
ภิกษุ ท. !  เหล่านี้แล อินทรีย์ห้าประการ.

ภิกษุท.! เพราะความเพียบพร้อมบริบูรณ์แห่งอินทรีย์ห้าประการเหล่านี้แล ผู้ปฏิบัติย่อมเป็นพระอรหันต์.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้น      ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  อันตราปรินิพพายี.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  อุปหัจจปรินิพพายี.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  อสังขารปรินิพพายี.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  สสังขารปรินิพพายี.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  อุทธํโสโตอกนิฏฐคามี.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  สกทาคามี.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  เอกพีชี.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  โกลังโกละ.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  สัตตักขัตตุปรมะ.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  ธัมมานุสารี.
เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก  ผู้ปฏิบัติย่อมเป็น  สัทธานุสารี.

ภิกษุ ท. !  เพราะเหตุนี้แล ความต่างแห่งผลย่อมมี  เพราะความต่างแห่งอินทรีย์
เพราะความต่างแห่งผล  จึงมีความต่าง  แห่งบุคคล แล.

ภิกษุ ท. !  ด้วยเหตุอย่างนี้แล เป็นอันว่าผู้กระทำให้บริบูรณ์  ย่อมทำให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ผู้กระทำได้เพียงบางส่วนก็ทำให้สำเร็จได้บางส่วน.
ภิกษุ ท. !  เรากล่าวว่าอินทรีย์ทั้งหลายห้า  ย่อมไม่เป็นหมันเลย ดังนี้แล.

ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุมาทราบชัดความเกิดและความดับทั้งคุณและโทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ ๗ และอายตนะ ๒
คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่รู้ชัดเนวสัญญานา สัญญายตนะข้อนั้นรู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งเนวสัญญานา สัญญายตนะข้อนั้น
และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ข้อนั้นเขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้นอีกหรือ ฯ

อา. ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. เมื่อรู้ชัดตามเป็น จริงแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นได้ เพราะไม่ยึดมั่น
อานนท์ ภิกษุนี้เราเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ ฯ

 

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตต์ (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) เป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีนี้ บุคคลบางคน, วิโมกข์เหล่าใดอันไม่เกี่ยวกับรูปเพราะก้าวล่วงรูปเสียได้ อันเป็นวิโมกข์ที่สงบรำงับ มีอยู่, เขาหาได้ถูกต้องวิโมกข์เหล่านั้น ด้วยนามกายแล้วแลอยู่ไม่ แต่ว่าอาสวะทั้งหลายของเขานั้น สิ้นไปรอบแล้ว เพราะเห็นแจ้งด้วยปัญญา

ภิกษุทั้งหลาย นี้เรากล่าวว่า บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตต์

ภิกษุทั้งหลาย สำหรับภิกษุแม้นี้ เราก็ไม่กล่าวว่า ยังมีอะไร ๆ เหลืออยู่ ที่เธอต้องทำด้วยความไม่ประมาท ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? เพราะเหตุว่า กิจที่ต้องทำด้วยความไม่ประมาท เธอทำเสร็จแล้ว, และเธอเป็นผู้ไม่อาจที่จะเป็นผู้ประมาทได้อีกต่อไป

 

นิพพาน(ปรมัตถ์)

นิ๒.JPG

 


 

 

สำหรับผู้ที่ยังหลง(ปถุชน)

พระธรรม สำหรับผู้ที่ยังหลง(ปถุชน)
——-
อริยสัจ ๔
 
.
ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖
[๔๔๐] ปิงคิยมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์เป็นคนแก่แล้ว มีกำลังน้อย ผิวพรรณเศร้าหมอง นัยน์ตาทั้งสองของข้าพระองค์ไม่ผ่องใส (เห็นไม่จะแจ้ง) หูสำหรับฟังก็ไม่สะดวก
ขอข้าพระองค์อย่าได้เป็นคนหลง ฉิบหายเสียในระหว่างเลย ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์ควรรู้ ซึ่งเป็นเครื่องละชาติและชราในอัตภาพนี้เสียเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรปิงคิยะ
ชนทั้งหลายได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้เดือดร้อนอยู่ เพราะรูปทั้งหลายแล้ว ยังเป็นผู้ประมาทก็ย่อยยับอยู่เพราะรูปทั้งหลาย
ดูกรปิงคิยะเพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดอีก ฯ
ปิ. ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ รวมเป็นสิบทิศ สิ่งไรๆ ในโลกที่พระองค์ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ไม่ได้ทราบ หรือไม่ได้รู้แจ้ง มิได้มี
ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์ควรรู้ เป็นเครื่องละชาติและชราในอัตภาพนี้เถิด ฯ
พ. ดูกรปิงคิยะ เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้วเกิดความเดือดร้อน อันชราถึงรอบข้าง
ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละตัณหาเสีย เพื่อความไม่เกิดอีก ฯ
———–
ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของท่านปิงคิยะ
“[๕๑๑] (ท่านปิงคิยะทูลถามว่า)
ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ นัยน์ตาไม่แจ่มใส. หูฟังไม่สะดวก. ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลง เสียไปในระหว่างเลย.
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นคนที่ละชาติและชราณ ที่นี้เถิด”
——-
อรรกถา
[๕๑๒] คำว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ ความว่า
ข้าพระองค์เป็นคนแก่ คนเฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยไปโดยลำดับ มีอายุ ๑๒๐ ปี แต่กำเนิด.
             คำว่า มีกำลังน้อย ความว่า ทุรพล มีกำลังน้อย มีเรียวแรงน้อย.
คำว่า ปราศจากผิวพรรณ ความว่า ปราศจากผิวพรรณ มีผิวพรรณปราศไป ผิวพรรณอันงามผ่องเมื่อวัยต้นนั้นหายไปแล้ว มีโทษปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ.
คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย ดังนี้ เป็นบทสนธิ.
คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก.
คำว่า ปิงฺคิโย เป็นชื่อ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านปิงคิยะทูลถามว่า.
[๕๑๓] คำว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก ความว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส ไม่หมดจด ไม่บริสุทธิ์ ไม่ผ่องแผ้ว.
ข้าพระองค์เห็นรูปไม่ชัดด้วยนัยน์ตาเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส.
คำว่า หูฟังไม่สะดวก ความว่า หูไม่แจ่มใส ไม่หมดจด ไม่บริสุทธิ์ ไม่ผ่องแผ้ว.
ข้าพระองค์ฟังเสียงไม่ชัดด้วยหูเช่นนั้น.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก.
[๕๑๔] คำว่า ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย ความว่า ข้าพระองค์อย่าเสียหายพินาศไปเลย.
คำว่า เป็นผู้หลง คือ เป็นผู้ไม่รู้ ไปแล้วในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทราม.
คำว่า ในระหว่าง ความว่า ข้าพระองค์ไม่รู้ ไม่ทำให้แจ้ง ไม่ทำให้ปรากฏ ไม่ได้เฉพาะไม่ถูกต้อง ไม่ทำให้กระจ่างแล้ว ซึ่งธรรม ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของพระองค์ พึงทำกาละเสีย
ในระหว่างแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย.
[๕๑๕] คำว่า ขอโปรดตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺ
ดังนี้ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก … ขอจงประกาศ ซึ่งพรหมจรรย์ยังงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
และสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน ข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม.
คำว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ พึงรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะแทงตลอด บรรลุได้ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอโปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง.
[๕๑๖] คำว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้ ความว่า เป็นที่ละ ที่สงบ ที่สละคืนที่ระงับชาติ ชราและมรณะ เป็นอมตนิพพาน ณ ที่นี้แหละ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ นัยน์ตาไม่แจ่มใส. หูฟังไม่สะดวก.
ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลง เสียไปในระหว่างเลย. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้เถิด.
————-
“[๕๑๗](พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปิงคิยะ)
ชนทั้งหลายผู้มัวเมา ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย
เพราะเห็นชนทั้งหลายลำบากอยู่ ในเพราะรูปทั้งหลาย.
ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละรูปเสีย เพื่อความไม่เกิดต่อไป”
————–
อรรกถา
[๕๑๘] คำว่า รูเปสุ ในอุเทศว่า ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺมาเน ดังนี้ ความว่า
มหาภูตรูป ๔ และรูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔. สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อน ลำบาก ถูกเขาเบียดเบียน ถูกเขาฆ่า เพราะเหตุแห่งรูป เพราะปัจจัยแห่งรูป เพราะการณะแห่งรูป.
เมื่อรูปมีอยู่ พระราชาทั้งหลายย่อมให้ทำกรรมกรณ์หลายอย่าง คือให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตอกคาบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือและเท้าบ้าง ให้ตัดใบหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งใบหูและจมูกบ้าง
ทำให้มีหม้อข้าวเดือดบนศีรษะบ้าง ให้ถลกหนังศีรษะโล้นมีสีขาวดังสังข์บ้าง ทำให้มีหน้าเหมือนหน้าราหูบ้าง ทำให้ถูกเผาทั้งตัวบ้าง ทำให้มีไฟลุกที่มือบ้าง ให้ถลกหนังแล้วผูกเชือกฉุดไปบ้าง ให้ถลกหนังแล้วให้นุ่งเหมือนนุ่งผ้าคากรองบ้าง
ทำให้มีห่วงเหล็กที่ศอกและเข่าแล้วใส่หลาวเหล็กตรึงไว้บ้าง ให้เอาเบ็ดเกี่ยวติดที่เนื้อปากบ้าง ให้ถากด้วยพร้าให้ตกไปเท่ากหาปณะบ้าง ให้มีตัวถูกถากแล้วทาด้วยน้ำแสบบ้าง ให้นอนตะแคงแล้วตอกหลาวเหล็กไว้ในช่องหูบ้าง
ให้ถลกหนังแล้วทุบกระดูกพันไว้เหมือนตั่งใบไม้บ้าง รดตัวด้วยน้ำมันอันร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินเนื้อที่ตัวบ้าง เอาหลาวเสียบเป็นไว้บ้าง และเอาดาบตัดศีรษะ.
สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อนลำบาก ถูกเขาเบียดเบียน ถูกเขาฆ่า เพราะเหตุ ปัจจัย การณะแห่งรูปอย่างนี้.
เพราะพบเห็น พิจารณา เทียบเคียง ให้เจริญ ทำให้กระจ่าง ซึ่งชนทั้งหลายผู้เดือดร้อนลำบากอยู่อย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า เพราะเห็นชนทั้งหลายลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปิงคิยะ ในอุเทศว่า ปิงฺคิยาติ ภควา ดังนี้.
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. ฯลฯ คำว่า ภควา เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกว่า.
[๕๑๙] คำว่า รุปฺปนฺติ ในอุเทศว่า รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา ดังนี้ ความว่า
เดือดร้อน กำเริบ ลำบาก ถูกเบียดเบียน ถูกฆ่า หวาดเสียว ถึงโทมนัส คือ เดือดร้อน
กำเริบ ลำบาก ถูกเบียดเบียน ถูกฆ่า หวาดเสียว ถึงโทมนัส เพราะโรคนัยน์ตา เพราะโรคในหู ฯลฯ
เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เสือกคลาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อจักษุเสื่อม เสีย เสื่อมไปรอบ เป็นไปต่างๆ ปราศไป อันตรธานไปชนทั้งหลายก็เดือดร้อน ฯลฯ
เมื่อหู จมูก ลิ้น กาย ฯลฯ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย เภสัชบริขาร เสื่อม เสีย เสื่อมไปรอบ เป็นไปต่างๆ ปราศไป อันตรธานไป ชนทั้งหลายก็เดือดร้อน. ฯลฯ
แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย.
คำว่า ชนทั้งหลาย คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์.
ความประมาทในคำว่า ผู้ประมาท ดังนี้ ควรกล่าว ความปล่อย ความตามเพิ่มความปล่อยจิตไปในกายทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี
หรือความไม่ทำเนืองๆ ความทำหยุดๆ ความประพฤติย่อหย่อน ความปลงฉันทะ ความทอดธุระ ความไม่ซ่องเสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความไม่ประกอบเนืองๆ ในความเจริญธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล
ชื่อว่าความประมาท ความประมาท กิริยาที่ประมาท ความเป็นผู้ประมาท เห็นปานนี้ ตรัสว่า ความประมาท. ชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยความประมาทนี้
ชื่อว่าผู้ประมาท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายผู้ประมาทย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย.
[๕๒๐] คำว่า เพราะเหตุนั้น ในอุเทศว่า ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะการณะนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนินทานั้น คือ เมื่อท่านเห็นโทษในรูปทั้งหลายอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่าน.
คำว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ความว่า เป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ทำเนืองๆ ฯลฯ ไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท.
[๕๒๑] คำว่า รูปํ ในอุเทศว่า ชหสฺส รูปํ อปุนพฺภวาย ดังนี้ คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔.
คำว่า จงละรูป ความว่า จงละ จงละขาด จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มีซึ่งรูป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าจงละรูป.
คำว่า เพื่อความไม่เกิดต่อไป ความว่า รูปของท่านพึงดับในภพนี้นี่แหละ ฉันใด ความมีปฏิสนธิอีก ไม่พึงบังเกิด คือ ไม่เกิด ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด คือไม่เกิด ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด
ไม่พึงบังเกิดเฉพาะในกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ สงสาร วัฏฏะ อีก ชื่อว่า พึงดับ
คือ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ในภพนี้นี่แหละ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ชนทั้งหลายผู้มัวเมา ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย เพราะเห็นชนทั้งหลายลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย
ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป.
————————
“[๕๒๒]ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบนและทิศเบื้องต่ำ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่ทรงได้ยินแล้ว ไม่ได้ทรงทราบแล้ว หรือไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มีในโลก.
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นเหตุละชาติและชรา ณ ที่นี้เถิด”
———————
อรรถกถา
[๕๒๓] คำว่า ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบนและทิศเบื้องต่ำ
ความว่า ทิศ ๑ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ในภพหน้า ฯลฯ ปรมัตถประโยชน์
พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่ทรงได้ยินแล้ว ไม่ทรงทราบแล้ว ไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มี ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์มิได้ทรงเห็นแล้ว มิได้ทรงได้ยินแล้ว มิได้ทรงทราบแล้ว หรือมิได้ทรงรู้แจ้ง แล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มีในโลก.
[๕๒๔] คำว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺ
ดังนี้ ความว่า ขอจงตรัสบอก … ขอจงประกาศ ซึ่งพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น ฯลฯ ข้อปฏิบัติอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรม.
คำว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ พึงรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง.
[๕๒๕] คำว่า เป็นเหตุละชาติและชรา ณ ที่นี้ ความว่าเป็นที่ละ ที่สงบ ที่สละคืน ที่ระงับชาติชราและมรณะ เป็นอมตนิพพาน ณ ที่นี้แหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบนและทิศเบื้องต่ำ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้วไม่ทรงได้ยินแล้ว ไม่ได้ทรงทราบแล้ว หรือไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มีในโลก.
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นเหตุละชาติและชรา ณ ที่นี้เถิด.
————
“[๕๒๖](พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปิงคิยะ) ท่านเห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ ผู้ถูกตัณหาครอบงำเดือดร้อน อันชราถึงรอบข้างแล้ว.
ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละตัณหาเสีย เพื่อความไม่เกิดต่อไป.
[๕๒๗] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน ดังนี้”
———–
อรรถกถา
คำว่า ผู้ถูกตัณหาครอบงำ ความว่า ผู้ถูกตัณหาครอบงำ คือ ผู้ไปตามตัณหา ผู้แล่นไปตามตัณหา ผู้จมอยู่ในตัณหา ผู้ถูกตัณหาครอบงำ มีจิตอันตัณหายึดไว้. คำว่า มนุเช เป็นชื่อของสัตว์.
คำว่า เห็นอยู่ ความว่า เห็น พบ ตรวจดู เพ่งดู พิจารณา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำ. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปิงคิยะ.
[๕๒๘] คำว่า เดือดร้อน ในอุเทศว่า สนฺตาปชาเต ชรสา ปรเต ดังนี้ ความว่าผู้เดือดร้อนเพราะชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เพราะทุกข์อันมีในนรก ฯลฯ เพราะทุกข์
เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ ผู้เกิดจัญไร เกิดอุบาทว์ เกิดความขัดข้อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดือดร้อน.
คำว่า อันชราถึงรอบด้านแล้ว ความว่า ผู้อันชราถูกต้อง ถึงรอบด้าน ประชุมลง ไปตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหัน ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น
ไม่ถืออะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดือดร้อน อันชราถึงรอบด้านแล้ว.
[๕๒๙] คำว่า ตสฺมา ในอุเทศว่า ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ดังนี้ ความว่า
เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น คือ เมื่อเห็นโทษในตัณหาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่าน.
คำว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ความว่า เป็นผู้ทำโดยความเคารพ ทำเนืองๆ ไม่ประมาทแล้วในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท.
————–
“[๕๓๐] รูปตัณหา … ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ชหสฺส ตณฺหํ อปุนพฺภวาย ดังนี้,”
————
อรรกถา
คำว่า จงละตัณหา ความว่า จงละ จงละขาด บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละตัณหา.
คำว่า เพื่อความไม่เกิดต่อไป ความว่ารูปของท่านพึงดับในภพนี้นี่แหละ ฉันใด ความมีปฏิสนธิอีก ไม่พึงบังเกิด คือ ไม่พึงเกิด ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด ไม่พึงบังเกิดเฉพาะในกามธาตุ …
หรือวัฏฏะ พึงดับ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ในภพนี้นี่แหละ ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละตัณหาเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ท่านเห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำ เดือดร้อน อันชราถึงรอบข้างแล้ว.
ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละตัณหาเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป.
————–
[๕๓๑] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุอันปราศจากกิเลสธุลี ปราศจากมลทินเกิดขึ้นแก่สัตว์หลายพันผู้มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน มีประโยคเป็นอันเดียวกัน
มีความประสงค์เป็นอันเดียวกัน มีการอบรมวาสนาเป็นอันเดียวกัน กับปิงคิยพราหมณ์นั้น ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา.
ส่วนปิงคิยพราหมณ์นั้น มีธรรมจักษุ อันปราศจากกิเลสธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา.
หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า เต้าน้ำ ผมและหนวดหายไปแล้ว พร้อมกับการได้ธรรมจักษุ.
พระปิงคิยะนั้นเป็นภิกษุทรงผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ทำความเคารพด้วยการปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์
นั่งนมัสการ พระผู้มีพระภาคประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์, ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล.

พระพุทธเจ้าปรินิพพาน

25  สิงหาคม
พระพุทธเจ้าปรินิพพาน
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน
ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌาน แล้ว ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน
พระผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับ
.
บางคนอ่านแล้ว อาจไม่เข้าใจ สงสัยว่า ออกจากจตุตถฌาน ถ้างั้นเวลาทำกาละก็ไม่แตกต่างคนธรรมดาทั่วๆไป
ภายนอก อาจจะมองเห็นเป็นแบบนั้น
ส่วนภายใน พระองค์ทรงรู้ชัดในสติปัฏฐาน ๔ ตัณหาไม่มี อุปาทานขันธ์ ๕ ไม่มี ผัสสะที่มีเกิดขึ้นสักแต่ว่าสภาวะที่มีเกิดขึ้น เป็นเพียงสภาวะที่มีเกิดขึ้นเท่านั้น แล้วดับ(ปรินิพพาน)
ตรงนี้สามารถอธิบายได้ เพราะเคยตายมาแล้ว/หัวใจวาย(สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๒) ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ไม่ใช่ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๑)
.
ส่วนตรงนี้
ปรินิพพานสูตรที่ ๕
[๖๒๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน ท่านพระอนุรุทธะได้กล่าวคาถา พร้อมกับการเสด็จปรินิพพานว่า ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกของพระผู้มีพระภาคผู้มีพระทัยมั่นคง ผู้คงที่ ไม่มีแล้ว พระมุนีผู้ไม่หวั่นไหว มุ่งใฝ่สันติ  มีพระจักษุ เสด็จปรินิพพานแล้ว
พระองค์ผู้มีพระทัย ไม่หดหู่ ทรงอดกลั้นเวทนาไว้ได้ มีพระทัยหลุดพ้นแล้ว ดุจดวงประทีปที่โชติช่วงดับไป ฉะนั้น
.
ตรงนี้เราอธิบายได้นะ คำว่า ทรงอดกลั้นเวทนาไว้ได้
คำกล่าวที่ว่า ทรงอดกลั้นเวทนาไว้ได้  ไม่ตรงสภาวะที่มีเกิดขึ้น 
สภาวะที่มีเกิดขึ้น จะมีแค่สภาวะ ๒ สภาวะที่มีเกิดขึ้น คือ ผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้น) และใจที่รู้อยู่  ไม่มีการกลั้นเวทนาใดๆทั้งสิ้น
ถ้าบอกว่ายังมีกลั้นเวทนาไว้ นั่นหมายถึงอุปาทานขันธ์ ๕ ยังมีอยู่ พระอรหันต์ ตัณหาทำลายไม่มีเหลือ เวทนาสักแต่ว่ามีเกิดขึ้น แต่ไม่ผลกระทบต่อใจ กายและจิต แยกขาดออกจากกัน

Previous Older Entries

เมษายน 2020
พฤ อา
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: