โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ และสภาวะที่มีเกิดขึ้น
วิธีการปฏิบัติ
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๒๐-๒๑
๕. อนุคคหสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ อันองค์ ๕ อนุเคราะห์แล้ว
ย่อมเป็นธรรมมีเจโตวิมุติเป็นผล มีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์
และเป็นธรรมมีปัญญาวิมุติเป็นผล มีปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์
องค์ ๕ เป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ สัมมาทิฐิ
อันศีลอนุเคราะห์แล้ว
อันสุตะอนุเคราะห์แล้ว
อันการสนทนาธรรมอนุเคราะห์แล้ว
อันสมถะอนุเคราะห์แล้ว
อันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัมมาทิฐิอันองค์ ๕ เหล่านี้แล อนุเคราะห์แล้ว
ย่อมมีเจโตวิมุติเป็นผล มีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์
และมีปัญญาวิมุตติเป็นผล มีปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์ ฯ
โสดาบันและลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เวียนว่ายตายเกิดไม่เกิน ๗ ชาติ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า โสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ
มีแบ่งออก ๒ ประเภท
สัทธานุสารี ๑ ธัมมานุสารี ๑
สัทธานุสารี เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
เลื่อมใส ศรัทธา ปฏิบัติตามคำสอน
ธัมมานุสารี เชื่อคำสอนของอจ.
เลื่อมใส ศรัทธา ปฏิบัติตามคำสอน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
เวรสูตรที่ ๒
[๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการ
และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ฯ
ก็อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักฆ่าสัตว์
ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
ย่อมสงบระงับภัยเวรด้วยประการอย่างนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ฯลฯ
ผู้มักประพฤติผิดในกาม ฯลฯ
ผู้มักพูดเท็จ ฯลฯ
ผู้มักดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
เพราะดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมสงบระงับภัยเวรด้วยประการอย่างนี้
อริยสาวกย่อมสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้ ฯ
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ฯลฯ
อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ๑
ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว
ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ฯลฯ
เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง
ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฐิไม่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑
อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้
และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้
ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ และวินิบาสิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ฯ
[อธิบาย]
“เป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง
ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฐิไม่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ”
คำว่า ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ
ได้แก่ การไม่สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
เช่น อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน
ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิตในแต่ละขณะ
ทำให้เกิดความรู้สึก เช่น ชอบใจ ไม่ชอบใจ
แล้วมีการปรุงแต่งนานา
กำหนดตามจริง ไม่ปล่อยออกไปทางกาย วาจา
ให้เป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
เมื่อเห็นทุกข์ มีความเชื่อกรรมและผลของกรรม
สิ่งที่มีเกิดขึ้น(โลกธรรม ๘) เป็นเรื่องของกรรมเก่า
มาให้รับผลในรูปแบบของเวทนาที่มีเกิดขึ้น
พึงพิจรณาเนืองๆว่า เหตุนี้ ผลย่อมมี
หากไม่เคยสร้างกรรมนี้มาก่อน ผลจะมาจากไหน
เมื่อพิจรณาเนืองๆ อดทนอดกลั้นข่มใจต่อการกระทำของคนอื่นกับตน
คำว่า สมาธิ
ได้แก่ อัปปณิหิตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ สุญญตสมาธิ
ผัสสะ เวทนา
สิ่งที่มีเกิดขึ้น เห็นทุกข์
ไม่กระทำตามแรงผลักดันตัณหาที่มีเกิดขึ้น
จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ จิตเป็นสมาธิ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า อัปปณิหิตสมาธิ
สิ่งที่มีเกิดขึ้น เห็นว่าไม่เที่ยง
ไม่กระทำตามแรงผลักดันตัณหาที่มีเกิดขึ้น
จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ จิตเป็นสมาธิ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า อนิมิตตสมาธิ
สิ่งที่มีเกิดขึ้น เห็นว่าไม่เป็นตัวตนเราเขา
ไม่กระทำตามแรงผลักดันตัณหาที่มีเกิดขึ้น
จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ จิตเป็นสมาธิ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า สุญญตสมาธิ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์
[๕๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อรู้ราคะด้วยปัญญาอันยิ่ง
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการ
ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน
คือ สุญญตสมาธิ ๑ อนิมิตตสมาธิ ๑ อัปปณิหิตสมาธิ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อรู้ราคะด้วยปัญญาอันยิ่ง
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อกำหนดรู้ราคะฯลฯ
เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป
เพื่อความสำรอก เพื่อความดับ เพื่อความสละ เพื่อความสละคืนราคะ
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไปรอบ
เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความสำรอก
เพื่อความดับ เพื่อความสละ เพื่อความสละคืน
โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ
มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ ทมะ ปมาทะ
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้ ฉะนี้แล ฯ
สกทาคามีและลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน อรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า บรรลุเร็ว
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
ปัจจุบันเป็นสกทาคามี(สกทาคามิมรรค)
มีทั้งหมด ๓ ประเภท
๑. สัทธาวิมุตติบุคคล มาจากสัทธานุสารี
สร้างกรรมกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. ทิฏฐิปัตตบุคคล มาจากธัมมานุสารี
สร้างกรรมกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๓. กายสักขีบุคคล
มี ๒ ประเภท
มาจากสัทธานุสารี ๑ ธัมมานุสารี ๑
สร้างกรรมกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีกำลังสมาธิอรูปฌาน
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
หลังได้มรรคผลตามจริง
ความรู้เห็นมีเกิดขึ้นเฉพาะผู้ปฏิบัติมีกำลังสมาธิเนวสัญญาฯ
หากมีกำลังสมาธิต่ำไปกว่านี้
ความรู้เห็นเหล่านี้จะไม่มีเกิดขึ้น
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
เวรภยสูตรที่ ๑
ว่าด้วยภัยเวร ๕ ประการ
[๑๕๗๔] สาวัตถีนิทาน.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี
ผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูกรคฤหบดี
ภัยเวร ๕ ประการของอริยสาวกสงบระงับแล้ว
อริยสาวกประกอบแล้วด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
และญายธรรมอันประเสริฐ
อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว
แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา
อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า
เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๕๗๕] ภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี บุคคลผู้มีปกติฆ่าสัตว์
ย่อมประสพภัยเวรอันใด
ที่เป็นไปในปัจจุบันก็มี
ที่เป็นไปในสัมปรายภพก็มี
ได้เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางใจก็มี
ก็เพราะการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย
เมื่ออริยสาวกเว้นจากการฆ่าสัตว์แล้ว
ภัยเวรอันนั้นเป็นอันสงบระงับไปด้วยประการฉะนี้
บุคคลผู้ลักทรัพย์ …
บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม …
บุคคลผู้พูดเท็จ …
บุคคลผู้ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ย่อมประสพภัยเวรอันใด
ที่เป็นไปในปัจจุบันก็มี
ที่เป็นไปในสัมปรายภพก็มี
ได้เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางใจก็มี
ก็เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นปัจจัย
เมื่ออริยสาวกงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัยเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ภัยเวรอัน อันนั้น
เป็นอันสงบระงับไปด้วยประการฉะนี้ ภัยเวร ๕ ประการเหล่านี้ สงบระงับแล้ว.
[๑๕๗๖] อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้า …
ในพระธรรม …
ในพระสงฆ์ …
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ
อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้.
[๑๕๗๗] ก็ญายธรรมอันประเสริฐ
อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมกระทำไว้ในใจซึ่งปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียว
โดยอุบายอันแยบคายเป็นอย่างดีว่า
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ย่อมเกิด ด้วยประการดังนี้
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ ด้วยประการดังนี้ คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ก็เพราะอวิชชาดับด้วยการสำรอกโดยหาส่วนเหลือมิได้ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ …
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ญายธรรมอันประเสริฐนี้ อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา.
[๑๕๗๘] ดูกรคฤหบดี
เมื่อใด ภัยเวร ๕ ประการนี้
ของอริยสาวกสงบระงับแล้ว
อริยสาวกประกอบแล้ว
ด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้
และญายธรรมอันประเสริฐนี้
อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา
เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า
เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
เป็นความรู้ห็นของผู้ปฏิบัติมีกำลังสมาธิเนวสัญญาฯ
หากมีกำลังสมาธิต่ำไปกว่านี้
ความรู้เห็นตรงนี้ไม่มีเกิดขึ้น
[๑๕๗๗] ก็ญายธรรมอันประเสริฐ
อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมกระทำไว้ในใจซึ่งปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียว
โดยอุบายอันแยบคายเป็นอย่างดีว่า
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ย่อมเกิด ด้วยประการดังนี้
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ ด้วยประการดังนี้ คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ก็เพราะอวิชชาดับด้วยการสำรอกโดยหาส่วนเหลือมิได้ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ …
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ญายธรรมอันประเสริฐนี้ อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา
อนาคามีและลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน อรูปฌาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
สรทสูตร
[๕๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนในอากาศที่ปราศจากวลาหกในเมื่อสรทสมัยยังอยู่ห่างไกล
อาทิตย์ส่องแสงเงินแสงทองขึ้นไปยังท้องฟ้า
ขจัดความมืดมัวที่อยู่ในอากาศเสียทั้งหมดแล้ว
ส่องแสง แผดแสงและรุ่งโรจน์อยู่ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
เมื่อใด ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินเกิดแก่อริยสาวก
อริยสาวกย่อมละสังโยชน์ ๓ อย่าง
คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสเสียได้เด็ดขาด
พร้อมกับเกิดขึ้นแห่งทัศนะ
เมื่อนั้น ธรรมจักษุชนิดอื่นอีก ไม่ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ
คือ อภิชฌา ๑ พยาบาท ๑
อริยสาวกนั้นสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอริยสาวกพึงทำกาละในสมัยนั้น
เธอย่อมไม่มีสังโยชน์ที่เป็นเหตุทำให้อริยสาวกผู้ยังประกอบ พึงกลับมายังโลกนี้อีก ฯ
อรหันต์(อรหัตมรรค)และลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า ยรรลุเร็ว
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตมรรค)
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ปัญญาวิมุต
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
อรหันต์(อรหัตมรรค)และลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิอรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า ยรรลุเร็ว
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตมรรค)
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า อุภโตภาควิมุต
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๗. นิพพานธาตุสูตร
ว่าด้วยนิพพานธาตุ
[๔๔] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว
พระสูตรนี้ พระอรหันต์กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้
นิพพานธาตุ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
๒. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว
บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ
เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป
ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่
ภิกษุทั้งหลายความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะของภิกษุนั้น
เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
[อธิบาย]
“สิ้นภวสังโยชน์แล้ว”
ได้แก่
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๑๐. ภวสูตร
[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ นี้ควรละ
ควรศึกษาในไตรสิกขา ภพ ๓ เป็นไฉน
คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพ ๓ นี้ควรละ
ไตรสิกขาเป็นไฉน
คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
ควรศึกษาในไตรสิกขานี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภพ ๓ นี้
เป็นสภาพอันภิกษุละได้แล้ว
และเธอเป็นผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาแล้วในไตรสิกขานี้
เมื่อนั้นภิกษุนี้
เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว
ได้ทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ
อรหันต์(อรหัตผล)และลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า ยรรลุเร็ว
อรหัตมรรค อรหัตผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตผล)
อุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า เตวิชโช(วิชชา๓)
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
อรหันต์(อรหัตผล)และลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิอรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า ยรรลุเร็ว
อรหัตมรรค อรหัตผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตผล)
อุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า เตวิชโช(วิชชา๓)
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๗. ธาตุสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว
มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น
เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลาย
มีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
[อธิบาย ]
“มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว”
ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖
อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
สังโยชนสูตร
[๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๑๐ ประการนี้
๑๐ ประการเป็นไฉน
คือ สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการ
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ประการ
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ สักกายทิฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลพัตตปรามาส ๑ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการนี้
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ประการเป็นไฉน
คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ประการนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๑๐ ประการนี้แล ฯ
“มีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น”
ได้แก่ ตัณหา(๓)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๑๑. ตัณหาสูตร
[๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ และมานะ ๓ ควรละ ตัณหา ๓
เป็นไฉน คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ตัณหา ๓ นี้ควรละ
มานะ ๓เป็นไฉน
คือ ความถือตัวว่าเสมอเขา ๑ ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ๑ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา ๑
มานะ ๓ นี้ควรละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ตัณหา ๓ และมานะ ๓ นี้
ย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุละได้แล้ว
เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว
ได้กระทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๓. สากัจฉาสูตร
[๑๖๓] ครั้งนั้น
ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อสนทนากับเพื่อนพรหมจรรย์
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยศีลสัมปทากถาได้ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยสมาธิสัมปทากถาได้ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยปัญญาสัมปทากถาได้ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยวิมุตติสัมปทากถาได้ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยวิมุตติญาณทัสสนะสัมปทากถาได้ ๑
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล
เป็นผู้ควรเพื่อสนทนากับเพื่อนพรหมจรรย์ ฯ
[ อธิบาย ]
“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยศีลสัมปทากถาได้”
ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยสมาธิสัมปทากถาได้”
ได้แก่ เห็นความเกิดดับขณะจิตเป็นสมาธิ รูปฌาน อรูปฌาน สัญญาเวทยิตนิโรธ
“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยปัญญาสัมปทากถาได้”
ได้แก่ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ . ปัญญาไตรลักษณ์ . ปัญญาอริยสัจ ๔
“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยวิมุตติสัมปทากถาได้”
ได้แก่ การเข้าถึงธรรม มรรคผลตามจริง
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
อรหัตมรรค อรหัตผล
“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยวิมุตติญาณทัสสนะสัมปทากถาได้”
ได้แก่ การเข้าถึงธรรมอรหัตมรรค อรหัตผลตามจริง
วิมุตติญาณทัสสนะจะมีเกิดขึ้นโดยตัวของสภาวะเอง
แจ้งอริยสัจ ๔ ขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกเหล่านี้
[อธิบาย]
ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ และอุปาทาน(๔)
เขียนแตกต่างกัน แต่เป็นสภาวะเดียวกัน
ฉันทราคะเกิดจากตัณหา(๓)
ตัณหา(๓)ดับ อุปาทาน(๔)ดับ