อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกเหล่านี้
การที่จะเข้าใจและลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของอินทรีย์ ๕ พละ ๕
๑. อาศัยการสดับธรรมจากทักขิเณยยบุคคลและปฏิบัติตาม
จึงมาเป็นเรื่องของการอบรมกาย อบรมศิล อบรมจิต อบรมปัญญา
๒. ทำกรรมฐาน
ต้องแจ่มแจ้งแทงตลอดในสภาวะที่มีเกิดขึ้นของมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นในตนก่อน
สมัยนั้นที่เราได้เคยเขียนเล่าไว้มานานแล้วเรื่องอินทรีย์ ๕ พละ ๕
ตอนนั้นยังแยกสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามลำดับ ยังไม่ละเอียดมากนัก
ตัวสภาวะที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกเหล่านั้น รู้ชัดด้วยผลการปฏิบัติของตน
เพียงแต่การแยกสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามลำดับยังคาดเคลื่อน
ในการอธิบายรายละเอียดสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามลำดับ
ต้องเริ่มจากสัมมสนญาณ มีเรื่องไตรลักษณ์มาเกี่ยวข้อง
ไตรลักษณ์ตรงนี้เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕
อาจมีเกิดขึ้นขณะกำหนดยืน หรือการเดินจงกรม หรือขณะนั่ง
เราจะเน้นเเฉพาะสภาวะมีเกิดขึ้นขณะนั่ง
มีลักษณะอาการเวทนากล้าที่มีเกิดขึ้นทางกาย
เช่น เจ็บปวด จะมากหรือน้อย เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นของเวทนาทางกาย
ยึดมาก ปวดมาก ยึดน้อย ปวดน้อย
โดยเฉพาะปวดมากๆทนไม่ไหว ปวดสุดๆ
บางคนมีอาการหายใจไม่ออก
เมื่ออุปาทานมีเกิดขึ้นย่อมปรุงแต่งนานา กลัวตาย กลัวนานาแล้วแต่จะคิด
บางคนจะขยับตัว เพื่อคลายจากเวทนาทางกายที่มีเกิดขึ้น
บางคนหันกลับมาใช้คำบริกรรมมาช่วย
เมื่อบริกรรม จากที่หายใจไม่ออก จะหายไป
การกระทำแบบนี้เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของสักกายทิฏฐิ
มีการนำตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่มีเกิดขึ้น
จะการขยับตัวหรือใช้คำบริกรรม
โดยใช้คำบริกรรมมาช่วย ที่เกิดจากความกลัว
ผู้ที่ปฏิบัติเริ่มใหม่และปฏิบัติมานาน มีหลายๆคนติดอยู่ตรงสัมมสนญาณ
ต่อมาจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิจะเป็นรูปฌานหรืออรูปฌานก็ตาม
สมาธิที่มีเกิดขึ้นตรงนี้ยังเป็นมิจฉาสมาธิ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นตรงนี้ จะเป็นสมาธิพละหรือพลังสมาธิ
หลังจากนั้นมีการปรับอินทรีย์อีกครั้ง
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌาน จะเป็นสัมมาสมาธิ เรียกว่าสมาธิทรีย์สมาธิ
อยู่ในสภาวะที่มีเกิดขึ้นของอินทรีย์ ๕
เล่าเรื่องอินทรีย์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นครั้งแรก
เกิดจากผู้ที่ได้สดับธรรมจากทักขิเณยยบุคคล
อาจได้อ่านหรือฟังหรือศึกษา
ทำให้เกิดความเลื่อมใส
ทำให้ศรัทธามีเกิดขึ้น
จึงปฏิบัติตามคำสอนนั้นๆ
ทำให้มีโอกาสได้อบรมกาย
ในทีนี้คือ รักษาศิล เริ่มจากรักษาศิล ๕
เมื่อพยายามรักษาศิล ๕ ให้สะอาดมากขึ้น
สภาวะการอบรมศิล จึงมีเกิดขึ้นโดยตัวของสภาวะเอง
ผลของการรักษาศิล ๕ ทำให้เชื่อกรรมและผลของกรรม
ทำให้หมั่นสร้างกรรมกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
เริ่มอยู่ในกลุ่มที่มีนิสัยคล้ายๆกัน เช่น เข้าวัด ฟังธรรม รักษาอุโบสถ
เมื่อฟังบ่อยๆ ทำให้สนใจการทำกรรมฐาน
จึงมาเป็นของการอบรมจิต
คล้ายๆเข้าใจมากขึ้นในคำเรียกสังโยชน์ ๑๐ ทีละน้อย
ผลของการรักษาศิลและปฏิบัติหรือทำกรรมฐาน สภาวะปัญญามีเกิดขึ้นในตน ดังนี้
๑. ปัญญาสัมมาทิฏฐิ
๒. ปัญญาไตรลักษณ์
จึงมาเป็นการอบรมปัญญา
กล่าวโดยย่อสภาวะที่มีเกิดขึ้นทั้งหมดของการกระทำดังนี้
การรักษาศิล และทำกรรมฐาน
เป็นเรื่องของการอบรมกาย อบรมศิล อบรมจิต อบรมปัญญา
แม้ผู้ปฏิบัติตามคำสอน จะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติก็ตาม
สภาวะที่มีเกิดขึ้นตรงนี้ เรียกว่า อินทรีย์ ๕ ซึ่งมีเกิดขึ้นโดยตัวของสภาวะเอง
สภาวะมีเกิดขึ้นเริ่มจากอินทรีย์ ๕ มีเกิดขึ้นครั้งแรก
ต่อมาผลของการปฏิบัติ พละ ๕ จึงมีเกิดขึ้น
เฉพาะสมาธิ จะเป็นรูปฌาน อรูปฌาน ที่มีเกิดขึ้น ยังเป็นมิจฉาสมาธิ
ต้องมีการปรับอินทรีย์ ๕ อีกครั้ง
เมื่ออินทรีย์ ๕ สมดุลย์
อินทรีย์ ๕ จึงมีเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒
เมื่ออินทรีย์ ๕ แก่กล้า ทำให้บรรลุเร็ว
ส่วนผู้ที่ยังกลัวความเจ็บปวดทางกาย
เวทนากล้า ปวดแสนสาหัส หรือหายใจไม่ออก ทำให้เกิดความกลัว
เป็นเรื่องของสติ ที่ยังมีกำลังอ่อน
ทำให้ความอดทนอดกลั้นต่อทุกขเวทนากล้าที่มีเกิดขึ้น ทำได้ค่อนข้างยาก
เมื่ออินทรีย์ ๕ มีกำลังอ่อน ทำให้บรรลุช้า
ต้องปฏิบัติตลอดชีวิต
หากมรรคผลยังไม่มีเกิดขึ้น และสมาธิไม่เสื่อม
ขณะทำกาละ จะไปเกิดชั้นพรหม เกิดจากกำลังสมาธิ
และสุทธาวาส เพราะมีเรื่องไตรลักษณ์มาเกี่ยวข้อง
เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นดังนี้
๑. หมั่นสร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
๒. ทำกรรมฐาน จะเป็นสมถะหรือวิปัสสนาหรือสมถะ วิปัสสนา สลับกัน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงรูปแบบในกรรมของแต่ละคน ล้วนใช้ได้หมด
การปฏิบัติจะรูปแบบไหน ไม่มีดีกว่ากัน
เพราะมีเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕ มาเกี่ยวข้อง
จะขอเล่ารายละเอียดสภาวะที่มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ
ก่อนจะถึงภังคญาณ เป็นสภาวะมีเกิดขึ้นเฉพาะรูปฌานสัมมาสมาธิเท่านั้น
จะได้เข้าถึงธรรมมรรคผลตามจริง อยู่ตรงนี้แหละ
ซึ่งไม่ตรงกับตำราที่เขียนไว้หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน
โดยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติมีวิชชา ๓ จึงมีเกิดขึ้นน้อย
ถ้าถามว่า รู้ได้อย่างไร
คำตอบ หนังสือหรือตำราของผู้เขียน
ผู้เขียน ปฏิบัติแค่ไหน ย่อมมีความรู้เห้นมีแค่นั้น
มากกว่านั้นไม่สามารถอธิบายสภาวะที่มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะๆทั้งหมดได้
อันนี้ไม่ได้ตำหนิ เป็นเพียงการนำมาบอกเล่า
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สาเกตสูตร
ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ พละ ๕
[๙๗๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอัญชนมิคทายวัน ใกล้เมืองสาเกต
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา
แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปริยายที่อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้ว ย่อมเป็นพละ ๕
ที่พละ ๕ อาศัยแล้ว ย่อมเป็นอินทรีย์ ๕ มีอยู่หรือหนอ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล
มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง
ขอประทานวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด
ภิกษุทั้งหลายได้สดับแล้วจักทรงจำไว้.
[๙๗๖] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปริยายที่อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้ว เป็นพละ ๕ ที่พละ ๕ อาศัยแล้ว เป็นอินทรีย์ ๕ มีอยู่
ปริยายที่อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้ว เป็นพละ ๕ ที่พละ ๕ อาศัยแล้ว เป็นอินทรีย์ ๕ เป็นไฉน?
[๙๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสัทธาพละ
สิ่งใดเป็นสัทธาพละ สิ่งนั้นเป็นสัทธินทรีย์
สิ่งใดเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นวิริยพละ
สิ่งใดเป็นวิริยพละ สิ่งนั้นเป็นวิริยินทรีย์
สิ่งใดเป็นสตินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสติพละ
สิ่งใดเป็นสติพละ สิ่งนั้นเป็นสตินทรีย์
สิ่งใดเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสมาธิพละ
สิ่งใดเป็นสมาธิพละ สิ่งนั้นเป็นสมาธินทรีย์
สิ่งใดเป็นปัญญินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นปัญญาพละ
สิ่งใดเป็นปัญญาพละ สิ่งนั้นเป็นปัญญินทรีย์.
[๙๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนแม่น้ำ ซึ่งไหลไปทางทิศตะวันออก
หลั่งไปทางทิศตะวันออก บ่าไปทางทิศตะวันออก
ที่ตรงกลางแม่น้ำนั้นมีเกาะ ปริยายที่กระแสแห่ง
แม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว ย่อมถึงซึ่งความนับว่ากระแสเดียวมีอยู่
อนึ่ง ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่าสองกระแสที่มีอยู่.
[๙๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้น อาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่ากระแสเดียวเป็นไฉน?
คือ น้ำในที่สุดด้านตะวันออกและในที่สุดด้านตะวันตกแห่งเกาะนั้น
ปริยายนี้แล ที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่ากระแสเดียว.
[๙๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้น อาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่าสองกระแสเป็นไฉน?
คือ น้ำในที่สุดด้านเหนือ และในที่สุดด้านใต้แห่งเกาะนั้น
ปริยายนี้แล ที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว
ย่อมถึงซึ่งความนับว่า สองกระแส ฉันใด.
[๙๘๑] ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย
สิ่งใดเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสัทธาพละ
สิ่งใดเป็นสัทธาพละ สิ่งนั้นเป็นสัทธินทรีย์
สิ่งใดเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นวิริยพละ
สิ่งใดเป็นวิริยพละ สิ่งนั้นเป็นวิริยินทรีย์
สิ่งใดเป็นสตินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสติพละ
สิ่งใดเป็นสติพละ สิ่งนั้นเป็นสตินทรีย์
สิ่งใดเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสมาธิพละ
สิ่งใดเป็นสมาธิพละ สิ่งนั้นเป็นสมาธินทรีย์
สิ่งใดเป็นปัญญินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นปัญญาพละ
สิ่งใดเป็นปัญญาพละ สิ่งนั้นเป็นปัญญินทรีย์.
[๙๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะความที่อินทรีย์ ๕ อันตนเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ภิกษุจึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
วิภังคสูตรที่ ๒
ว่าด้วยหน้าที่ของอินทรีย์ ๕
[๘๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นไฉน?
คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑
[๘๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา
เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ … เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า สัทธินทรีย์.
[๘๖๖] ก็วิริยินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม
มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย
อริยสาวกนั้น ยังฉันทะให้เกิด พยายาม
ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้มั่น
เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่บังเกิดขึ้น
เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว
เพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมที่ยังไม่บังเกิดขึ้น
เพื่อความถึงพร้อม เพื่อความไม่หลงลืม เพื่อเจริญยิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์
เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว
นี้เรียกว่า วิริยินทรีย์.
[๘๖๗] ก็สตินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
มีสติ ประกอบด้วยสติเครื่องรักษาตัวอย่างยิ่ง
ระลึกได้ ตามระลึกได้ ซึ่งกิจที่กระทำและคำพูดแม้นานได้
อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ …
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
นี้เรียกว่า สตินทรีย์.
[๘๖๘] ก็สมาธินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต
อริยสาวกนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอก ผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป
มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่ เป็นสุข
เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
นี้เรียกว่า สมาธินทรีย์.
[๘๖๙] ก็ปัญญินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดความดับ อันประเสริฐ
ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
อริยสาวกนั้นย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล.
[อธิบาย]
“กระทำซึ่งนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต”
คำว่า นิพพาน
ได้แก่ ดับตัณหา
คำว่า กระทำซึ่งนิพพานให้เป็นอารมณ์
ได้แก่ การสดับธรรมจากทักขิเณยยบุคคลและปฏิบัติตาม
ผัสสะ เวทนา ตัณหา
ไม่สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
ซึ่งเกิดจากตัณหา อุปาทาน ที่มีอยู่
คำว่า สมาธิ
ได้แก่ สมาธิ ๓
อดทนอดกลั้นไม่สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก คือดับตัณหา
ไม่กระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
โดยมีตัณหาเป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำออกไปทางกาย วาจา
เมื่อพยายามหยุด กำหนดสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามจริง
ไตรลักษณ์มีเกิดขึ้น ทำให้จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่มีเกิดขึ้น
เมื่อจิตปล่อยวาง ทำให้จิตเป็นสมาธิ
สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ
แล้วทำกรรมฐาน ได้เอกัคคตาจิต คือเป็นหนึ่ง
ได้แก่ อัปปนาสมาธิหรือฌาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สัทธาสูตร
ว่าด้วยศรัทธาของพระอริยสาวก
[๑๐๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวอังคะชื่ออาปณะ ในแคว้นอังคะ
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาแล้วตรัสว่า ดูกรสารีบุตร
อริยสาวกผู้ใดมีศรัทธามั่น เลื่อมใสยิ่งในพระตถาคต
อริยสาวกนั้นไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัยในตถาคตหรือในศาสนาของตถาคต.
[๑๐๑๑] พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อริยสาวกใด มีศรัทธามั่นเลื่อมใสยิ่ง ในพระตถาคต
อริยสาวกนั้น ไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัย ในพระตถาคตหรือในศาสนาของพระตถาคต
ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้ปรารภความเพียร
เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีกำลัง
มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย.
[๑๐๑๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็วิริยะของอริยสาวกนั้น เป็นวิริยินทรีย์
ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียรแล้ว
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้มีสติประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง
จักระลึกถึง ตามระลึกถึง กิจที่ทำและคำพูดแม้นานได้.
[๑๐๑๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สติของอริยสาวกนั้น เป็นสตินทรีย์
ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้แล้ว
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักยึดหน่วงนิพพานให้เป็นอารมณ์ ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต.
[๑๐๑๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิของอริยสาวกนั้น เป็นสมาธินทรีย์
ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้ มีจิตตั้งมั่นโดยชอบ
พึงหวังข้อนี้ได้ว่าจักรู้ชัดอย่างนี้ว่า สงสารมีที่สุดและเบื้องต้นอันบุคคลรู้ไม่ได้แล้ว
เบื้องต้นที่สุดไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ ผู้มีอวิชชาเครื่องกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ผู้แล่นไปแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว
ก็ความดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือแห่งกองมืดคืออวิชชา
นั้นเป็นบทอันสงบ นั่นเป็นบทอันประณีตคือ ความระงับสังขารทั้งปวง
ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด ความดับ นิพพาน.
[๑๐๑๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัญญาของอริยสาวกนั้น เป็นปัญญินทรีย์
อริยสาวกนั้นแล พยายามอย่างนี้
ครั้นพยายามแล้ว ระลึกอย่างนี้
ครั้นระลึกแล้ว ตั้งมั่นอย่างนี้
ครั้นตั้งมั่นแล้ว รู้ชัดอย่างนี้
ครั้นรู้ชัดแล้ว ย่อมเชื่อมั่นอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้
ก็คือธรรมที่เราเคยได้ฟังมาแล้วนั่นเอง เหตุนั้น
บัดนี้ เราถูกต้องด้วยนามกายอยู่ และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา.
[๑๐๑๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ศรัทธาของอริยสาวก เป็นสัทธินทรีย์ ดังนี้แล.
[๑๐๑๗] พ. ดีละๆ สารีบุตร อริยสาวกใดมีศรัทธามั่น เลื่อมใสในตถาคต
อริยสาวกนั้นไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัย ในพระตถาคต หรือในศาสนาของพระตถาคต
ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม
เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย.
[๑๐๑๘] ดูกรสารีบุตร ก็วิริยะของอริยสาวกนั้น เป็นวิริยินทรีย์
ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียรแล้ว
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง
จักระลึกถึง ตามระลึกถึง กิจที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้.
[๑๐๑๙] ดูกรสารีบุตร ก็สติของอริยสาวกนั้น เป็นสตินทรีย์
ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้แล้ว
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักยึดหน่วงนิพพานให้เป็นอารมณ์ ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต.
[๑๐๒๐] ดูกรสารีบุตร ก็สมาธิของอริยสาวกนั้น เป็นสมาธินทรีย์
ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้ มีจิตตั้งมั่นโดยชอบ
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักรู้ชัดอย่างนี้ว่า สงสารมีที่สุดและเบื้องต้น อันบุคคลรู้ไม่ได้แล้ว
เบื้องต้นที่สุดไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ผู้แล่นไปแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว
ก็ความดับ ด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือแห่งกองมืด
คืออวิชชา นั่นเป็นบทอันสงบ นั่นเป็นบทอันประณีต
คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด ความดับ นิพพาน.
[๑๐๒๑] ดูกรสารีบุตร ก็ปัญญาของอริยสาวกนั้น เป็นปัญญินทรีย์
อริยสาวกนั้นแลพยายามอย่างนี้
ครั้นพยายามแล้ว ระลึกอย่างนี้
ครั้นระลึกแล้ว ตั้งมั่นอย่างนี้
ครั้นตั้งมั่นแล้ว รู้ชัดอย่างนี้
ครั้นรู้ชัดแล้ว ย่อมเชื่อมั่นอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้
ก็คือธรรมที่เราเคยได้ฟังมาแล้วนั่นเอง เหตุนั้น
บัดนี้ เราถูกต้องด้วยนามกายอยู่ และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา.
[๑๐๒๒] ดูกรสารีบุตร สิ่งใดเป็นศรัทธาของอริยสาวกนั้น
สิ่งนั้นเป็นสัทธินทรีย์ของอริยสาวกนั้น ดังนี้แล.
[อธิบาย ]
คำว่า เอกัคคตาจิต
ได้แก่ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌาน อรูปฌาน
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
รูปฌาน มีแสงสว่าง และรู้กายที่นั่งอยู่
อรูปฌาน มีแสงสว่างเจิดจ้ากับใจที่รู้อยู่
แสงสว่าง(โอภาส) มีหลายสี สว่างมากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิ(สมาธิพละ)ของผู้ปฏิบัติ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
ทัฏฐัพพสูตร
ว่าด้วยการเห็นอินทรีย์ ๕ ในธรรมต่างๆ
[๘๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน?
คือสัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
[๘๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสัทธินทรีย์ ในธรรมไหนเล่า?
ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นสัทธินทรีย์ในธรรมนี้.
[๘๕๔] ก็จะพึงเห็นวิริยินทรีย์ ในธรรมไหนเล่า?
ในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นวิริยินทรีย์ในธรรมนี้.
[๘๕๕] ก็จะพึงเห็นสตินทรีย์ ในธรรมไหนเล่า?
ในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นสตินทรีย์ในธรรมนี้.
[๘๕๖] ก็จะพึงเห็นสมาธินทรีย์ ในธรรมไหนเล่า?
ในฌาน ๔ พึงเห็นสมาธินทรีย์ในธรรมนี้.
[๘๕๗] ก็จะพึงเห็นปัญญินทรีย์ ในธรรมไหนเล่า?
ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นปัญญินทรีย์ในธรรมนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
มัลลกสูตร
ว่าด้วยอินทรีย์ ๔
[๑๐๒๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวมัลละ ชื่ออุรุเวลกัปปะ ในแคว้นมัลละ
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า
[๑๐๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อริยญาณยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด
อินทรีย์ ๔ ก็ยังไม่ตั้งลงมั่นเพียงนั้น
เมื่อใดอริยญาณเกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวก
เมื่อนั้น อินทรีย์ ๔ ก็ตั้งลงมั่น.
[๑๐๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนยอด
เมื่อเขายังไม่ได้ยกยอดขึ้นเพียงใด กลอนเรือนก็ยังไม่ชื่อว่า ตั้งอยู่มั่นคง เพียงนั้น
เมื่อใด เขายกยอดขึ้นแล้ว เมื่อนั้นกลอนเรือนจึงเรียกว่า ตั้งอยู่มั่นคง ฉันใด
อริยญาณ ยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด
อินทรีย์๔ ก็ยังไม่ตั้งลงมั่นเพียงนั้น
เมื่อใด อริยญาณเกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวก
เมื่อนั้น อินทรีย์ ๔ ก็ตั้งลงมั่น ฉันนั้นเหมือนกัน
อินทรีย์ ๔ เป็นไฉน?
คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑.
[๑๐๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ
อันไปตามปัญญาของอริยสาวกผู้มีปัญญา ย่อมตั้งมั่น.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
สมณพราหมณสูตรที่ ๒
ผู้รู้ชัดถึงความเกิดของอินทรีย์ ๕ นับว่าเป็นสมณพราหมณ์
[๘๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้ชัดซึ่งสัทธินทรีย์
ความเกิดแห่งสัทธินทรีย์
ความดับแห่งสัทธินทรีย์
และปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสัทธินทรีย์
ไม่รู้ชัดซึ่งวิริยินทรีย์ ฯลฯ
สตินทรีย์ ฯลฯ
สมาธินทรีย์ ฯลฯ
ไม่รู้ชัดซึ่งปัญญินทรีย์
ความเกิดแห่งปัญญินทรีย์
ความดับแห่งปัญญินทรีย์
และปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งปัญญินทรีย์
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น
เราไม่นับว่าเป็นสมณะในพวกสมณะ หรือเป็นพราหมณ์ในพวกพราหมณ์
เพราะท่านเหล่านั้นยังไม่กระทำให้แจ้ง
ซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือของความเป็นพราหมณ์
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
[๘๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
รู้ชัดซึ่งสัทธินทรีย์
ความเกิดแห่งสัทธินทรีย์
ความดับแห่งสัทธินทรีย์
และปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสัทธินทรีย์
รู้ชัดซึ่งวิริยินทรีย์ …
สตินทรีย์ …
สมาธินทรีย์ …
รู้ชัดซึ่งปัญญินทรีย์
ความเกิดแห่งปัญญินทรีย์
ความดับแห่งปัญญินทรีย์
และปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งปัญญินทรีย์
สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น
เรานับว่าเป็นสมณะในพวกสมณะ หรือเป็นพราหมณ์ในพวกพราหมณ์
เพราะท่านเหล่านั้นกระทำให้แจ้ง
ซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะและของความเป็นพราหมณ์
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
วิภังคสูตรที่ ๑
ความหมายของอินทรีย์ ๕
[๘๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน?
คือ สัทธินทรีย์ฯลฯ ปัญญินทรีย์.
[๘๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา
เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เอง โดยชอบ
ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า
เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า สัทธินทรีย์.
[๘๖๐] ก็วิริยินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ปรารภความเพียร
เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม
มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย
นี้เรียกว่า วิริยินทรีย์.
[๘๖๑] ก็สตินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตัวอย่างยิ่ง
ระลึกได้ ตามระลึกได้ ซึ่งกิจที่กระทำและคำที่พูดแม้นานได้
นี้เรียกว่า สตินทรีย์.
[๘๖๒] ก็สมาธินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
กระทำซึ่งนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว
ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต
นี้เรียกว่า สมาธินทรีย์.
[๘๖๓] ก็ปัญญินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดความดับ อันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล

.







