สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

สอุปาทิเสสนิพพานธาตุและลักษณะอาการมีเกิดขึ้น

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๗. นิพพานธาตุสูตร
ว่าด้วยนิพพานธาตุ
[๔๔] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว
พระสูตรนี้ พระอรหันต์กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
“ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้
นิพพานธาตุ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
๒. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว
บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ
เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป
ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่
ภิกษุทั้งหลายความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะของภิกษุนั้น
เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว
สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ
ภิกษุทั้งหลาย เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้นั่นแลของภิกษุนั้น
อันตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินไม่ได้ต่อไปแล้ว จักระงับดับสนิท
ภิกษุทั้งหลาย สภาวะดังกล่าวนี้ เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้แล”
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว
ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ตถาคตผู้มีพระจักษุไม่ทรงอิงอาศัยสิ่งใดๆผู้คงที่
ทรงประกาศนิพพานธาตุไว้ ๒ ประการนี้ คือ
นิพพานธาตุประการหนึ่ง เป็นสภาวะมีให้เห็นในอัตภาพนี้
ชื่อว่าสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาที่นำไปสู่ภพ
ส่วนนิพพานธาตุอีกประการหนึ่ง เป็นสภาวะมีในภายภาคหน้า
ชื่อว่าอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลายได้โดยสิ้นเชิง
ชนทั้งหลายผู้รู้ที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งนี้แล้ว
มีจิตหลุดพ้นเพราะความสิ้นไปแห่งภวเนตติ
ยินดียิ่งในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลส
เพราะบรรลุธรรมเป็นสาระเป็นผู้คงที่ ละภพทั้งปวงได้
แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล

[อธิบาย]
“กามสัญโญชน์และภวสังโยชน์”

คำว่า กามสัญโญชน์หรือกามสังโยชน์
ได้แก่ กามโยค กามตัณหา กามราคะ กามาสวะ
เขียนแตกต่างกัน สภาวะที่มีเกิดขึ้นตัวเดียวกัน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ
มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
ความติดใจมีเกิดขึ้นในผัสสะ เวทนาที่มีเกิดขึ้น
มีเกิดขึ้นตรงตัณหา(กามตัณหา)

คำว่า ภวสังโยชน์
ได้แก่ ภวโยคะ ภวตัณหา ภวราคะ ภวาสวะ
เขียนแตกต่างกัน สภาวะที่มีเกิดขึ้นตัวเดียวกัน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ
มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
ความติดใจในผัสสะ เวทนาที่มีเกิดขึ้น
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌาน(รูปราคะ) อรูปฌาน(อรูปราคะ)
มีเกิดขึ้นตรงตัณหา(ภวตัณหา)

คำว่า สิ้นภวสังโยชน์
มีบางคนตีความว่าเป็นหมายถึงสังโยชน์ ๑๐ ประการ
ซึ่งตัวสภาวะภวสังโยชน์นั้น เป็นสภาวะของภวตัณหา ไม่ใช่สังโยชน์ ๑๐ ประการ
การที่ละสังโยชน์ ๑๐ ประการ ต้องหลุดพ้นจากวิภวตัณหาให้ได้ก่อน
ภวสังโยชน์ มีเกิดขึ้นในวิชชา ๒ เท่านั้น
มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต บรรลุเร็ว
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน บรรลุเร็ว
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

สกทาคามี อนาคามี หลุดพ้นจากกามสังโยชน์ ดับกามภพ
อรหันต์(อรหัตมรรค) หลุดพ้นจากภวสังโยชน์ ดับรูปภพ อรูปภพ
แต่ยังหลุดพ้นจากวิภวตัณหาไม่ได้
เมื่อยังทำไมไม่ได้ อวิชชายังมีอยู่


อนาคามิมรรค อนาคามิผล
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
ไตรลักษณ์ อนัตตา(สุญญตวิโมกข์)

เวทนากล้าที่มีเกิดขึ้น กับจิตที่รู้อยู่ สภาวะที่มีเกิดขึ้นแยกออกจากัน ไม่ปนกัน
กาย เวทนา(เวทนากล้าแสนสาหัส) และจิต ใจที่รู้อยู่
สภาวะจะแยกออกจากกัน สักแต่ว่าสภาวะที่มีเกิดขึ้น แล้วดับ
มีเกิดขึ้นขณะก่อนสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้น
ละฉันทราคะในอุปาทาขันธ์ ๕
ละอัตตานุทิฏฐิ
เห็นว่าอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
จิตปล่อยวางจากอุปาทานขันธ์ ๕
สภาวะจิตดวงสุดท้าย แล้วดับ
วิชชา ๒ มีเกิดขึ้นต่อ

ผู้ปฏิบัติได้รูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ มีกำลังสมาธิรูปฌาน บรรลุเร็ว
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าปัญญาวิมุต

มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต มาปรากฏในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

ผู้ปฏิบัติได้รูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ มีกำลังสมาธิอรูปฌาน บรรลุเร็ว
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าอุภโตภาควิมุตติ

มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต มาปรากฏในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

ความรู้เห็นที่มีเกิดขึ้นเหมือนๆกัน
แจ้งอริยสัจ ๔ ปฏิจจะ
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตมรรค)
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

วิชชา ๒
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
ชานุสโสณีสูตร
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน มั่นคง ไม่หวั่นไหวอย่างนี้
ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย
เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ ฯลฯ ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์
วิชชาข้อที่สองย่อมเป็นอันเธอได้บรรลุแล้ว ดังนี้
อวิชชาสูญไป วิชชาเกิดขึ้น ความมืดสูญไป แสงสว่างเกิดขึ้น
เช่นเดียวกันกับของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปแล้วอยู่ ฉะนั้น
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=20&A=4372

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๗. นิพพานธาตุสูตร
ว่าด้วยนิพพานธาตุ
[๔๔] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว
พระสูตรนี้ พระอรหันต์กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้
นิพพานธาตุ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
๒. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว
บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ
เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป
ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่
ภิกษุทั้งหลายความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะของภิกษุนั้น
เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

[อธิบาย]
“สิ้นภวสังโยชน์แล้ว”
ได้แก่ ตัณหา(ภวตัณหา)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๑๐. ภวสูตร
[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ นี้ควรละ
ควรศึกษาในไตรสิกขา ภพ ๓ เป็นไฉน
คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพ ๓ นี้ควรละ
ไตรสิกขาเป็นไฉน
คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
ควรศึกษาในไตรสิกขานี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภพ ๓ นี้
เป็นสภาพอันภิกษุละได้แล้ว
และเธอเป็นผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาแล้วในไตรสิกขานี้
เมื่อนั้นภิกษุนี้
เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว
ได้ทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ

“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป”
ได้แก่ ยังมีชีวิตอยู่

แจ้งอริยสัจ ๔
มหาวรรคที่ ๒
ติตถสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะถือมั่นธาตุ ๖ สัตว์จึงลงสู่ครรภ์
เมื่อมีการลงสู่ครรภ์ จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เราบัญญัติว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์
นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์แก่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเป็นไฉน คือ
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์
แม้ความตายก็เป็นทุกข์
แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะทั้งหลายก็เป็นทุกข์
การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นนั่น ก็เป็นทุกข์
กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานักขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
กองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการอย่างนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขสมุทัยอริยสัจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน
เพราะอวิชชาดับโดยสำรอกไม่เหลือ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ
กองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับด้วยอาการอย่างนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน
อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ
การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจชอบ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๑๒. ทิฏฐิสูตร
[๒๒๗] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอันทิฐิ ๒ อย่างพัวพันแล้ว
บางพวกย่อมติดอยู่
บางพวกย่อมแล่นเลยไป
ส่วนพวกที่มีจักษุย่อมเห็น ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมติดอยู่อย่างไรเล่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
มีภพเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในภพ เพลิดเพลินด้วยดีในภพ
เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับภพ
จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป
ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ดำรงอยู่ด้วยดี ย่อมไม่น้อมไป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมติดอยู่อย่างนี้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมแล่นเลยไปอย่างไรเล่า
ก็เทวดาและมนุษย์บางพวกอึดอัด ระอา เกลียดชังอยู่ด้วยภพนั่นแล
ย่อมเพลิดเพลินความขาดสูญว่า แน่ะท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า
เมื่อใด ตนนี้เมื่อตายไป ย่อมขาดสูญ
ย่อมพินาศ เบื้องแต่ตายย่อมไม่เกิดอีก นี้ละเอียดนี้ประณีต นี้ถ่องแท้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมแล่นเลยไปอย่างนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนพวกที่มีจักษุย่อมเห็นอย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วโดยความเป็นจริง
ครั้นเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วโดยความเป็นจริง
ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายเพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนพวกที่มีจักษุย่อมเห็นอย่างนี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว
ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
อริยสาวกใดเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว
และธรรมเป็นเครื่องก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วโดยความเป็นจริง
ย่อมน้อมไปในนิพพานตามความเป็นจริง
เพราะภวตัณหาหมดสิ้นไป
ถ้าว่าอริยสาวกนั้นกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว
ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่แล้วไซร้
ภิกษุทั้งหลายย่อมไม่มาสู่ภพใหม่
เพราะความไม่เกิดแห่งอัตภาพที่เกิดแล้ว ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล ฯ

โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์

โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ และสภาวะที่มีเกิดขึ้น

วิธีการปฏิบัติ
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๒๐-๒๑
๕. อนุคคหสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ อันองค์ ๕ อนุเคราะห์แล้ว
ย่อมเป็นธรรมมีเจโตวิมุติเป็นผล มีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์
และเป็นธรรมมีปัญญาวิมุติเป็นผล มีปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์
องค์ ๕ เป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ สัมมาทิฐิ
อันศีลอนุเคราะห์แล้ว
อันสุตะอนุเคราะห์แล้ว
อันการสนทนาธรรมอนุเคราะห์แล้ว
อันสมถะอนุเคราะห์แล้ว
อันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัมมาทิฐิอันองค์ ๕ เหล่านี้แล อนุเคราะห์แล้ว
ย่อมมีเจโตวิมุติเป็นผล มีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์
และมีปัญญาวิมุตติเป็นผล มีปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์ ฯ


โสดาบันและลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เวียนว่ายตายเกิดไม่เกิน ๗ ชาติ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า โสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ
มีแบ่งออก ๒ ประเภท
สัทธานุสารี ๑ ธัมมานุสารี ๑
สัทธานุสารี เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
เลื่อมใส ศรัทธา ปฏิบัติตามคำสอน
ธัมมานุสารี เชื่อคำสอนของอจ.
เลื่อมใส ศรัทธา ปฏิบัติตามคำสอน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
เวรสูตรที่ ๒
[๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการ
และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ฯ
ก็อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักฆ่าสัตว์
ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
ย่อมสงบระงับภัยเวรด้วยประการอย่างนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ฯลฯ
ผู้มักประพฤติผิดในกาม ฯลฯ
ผู้มักพูดเท็จ ฯลฯ
ผู้มักดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
เพราะดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมสงบระงับภัยเวรด้วยประการอย่างนี้
อริยสาวกย่อมสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้ ฯ
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ฯลฯ
อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ๑
ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว
ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ฯลฯ
เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง
ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฐิไม่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑
อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้
และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้
ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ และวินิบาสิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ฯ

[อธิบาย]
“เป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง
ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฐิไม่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ”

คำว่า ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ
ได้แก่ การไม่สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
เช่น อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน
ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิตในแต่ละขณะ
ทำให้เกิดความรู้สึก เช่น ชอบใจ ไม่ชอบใจ
แล้วมีการปรุงแต่งนานา
กำหนดตามจริง ไม่ปล่อยออกไปทางกาย วาจา
ให้เป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
เมื่อเห็นทุกข์ มีความเชื่อกรรมและผลของกรรม
สิ่งที่มีเกิดขึ้น(โลกธรรม ๘) เป็นเรื่องของกรรมเก่า
มาให้รับผลในรูปแบบของเวทนาที่มีเกิดขึ้น
พึงพิจรณาเนืองๆว่า เหตุนี้ ผลย่อมมี
หากไม่เคยสร้างกรรมนี้มาก่อน ผลจะมาจากไหน
เมื่อพิจรณาเนืองๆ อดทนอดกลั้นข่มใจต่อการกระทำของคนอื่นกับตน

คำว่า สมาธิ
ได้แก่ อัปปณิหิตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ สุญญตสมาธิ
ผัสสะ เวทนา
สิ่งที่มีเกิดขึ้น เห็นทุกข์
ไม่กระทำตามแรงผลักดันตัณหาที่มีเกิดขึ้น
จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ จิตเป็นสมาธิ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า อัปปณิหิตสมาธิ

สิ่งที่มีเกิดขึ้น เห็นว่าไม่เที่ยง
ไม่กระทำตามแรงผลักดันตัณหาที่มีเกิดขึ้น
จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ จิตเป็นสมาธิ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า อนิมิตตสมาธิ

สิ่งที่มีเกิดขึ้น เห็นว่าไม่เป็นตัวตนเราเขา
ไม่กระทำตามแรงผลักดันตัณหาที่มีเกิดขึ้น
จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ จิตเป็นสมาธิ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า สุญญตสมาธิ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์
[๕๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อรู้ราคะด้วยปัญญาอันยิ่ง
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการ
ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน
คือ สุญญตสมาธิ ๑ อนิมิตตสมาธิ ๑ อัปปณิหิตสมาธิ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อรู้ราคะด้วยปัญญาอันยิ่ง
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อกำหนดรู้ราคะฯลฯ
เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป
เพื่อความสำรอก เพื่อความดับ เพื่อความสละ เพื่อความสละคืนราคะ
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไปรอบ
เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความสำรอก
เพื่อความดับ เพื่อความสละ เพื่อความสละคืน
โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ
มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ ทมะ ปมาทะ
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้ ฉะนี้แล ฯ


สกทาคามีและลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน อรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า บรรลุเร็ว

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
ปัจจุบันเป็นสกทาคามี(สกทาคามิมรรค)
มีทั้งหมด ๓ ประเภท

๑. สัทธาวิมุตติบุคคล มาจากสัทธานุสารี
สร้างกรรมกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

๒. ทิฏฐิปัตตบุคคล มาจากธัมมานุสารี
สร้างกรรมกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

๓. กายสักขีบุคคล
มี ๒ ประเภท
มาจากสัทธานุสารี ๑ ธัมมานุสารี ๑
สร้างกรรมกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีกำลังสมาธิอรูปฌาน
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

หลังได้มรรคผลตามจริง
ความรู้เห็นมีเกิดขึ้นเฉพาะผู้ปฏิบัติมีกำลังสมาธิเนวสัญญาฯ
หากมีกำลังสมาธิต่ำไปกว่านี้
ความรู้เห็นเหล่านี้จะไม่มีเกิดขึ้น

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
เวรภยสูตรที่ ๑
ว่าด้วยภัยเวร ๕ ประการ
[๑๕๗๔] สาวัตถีนิทาน.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี
ผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูกรคฤหบดี
ภัยเวร ๕ ประการของอริยสาวกสงบระงับแล้ว
อริยสาวกประกอบแล้วด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
และญายธรรมอันประเสริฐ
อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว
แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา
อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า
เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๕๗๕] ภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี บุคคลผู้มีปกติฆ่าสัตว์
ย่อมประสพภัยเวรอันใด
ที่เป็นไปในปัจจุบันก็มี
ที่เป็นไปในสัมปรายภพก็มี
ได้เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางใจก็มี
ก็เพราะการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย
เมื่ออริยสาวกเว้นจากการฆ่าสัตว์แล้ว
ภัยเวรอันนั้นเป็นอันสงบระงับไปด้วยประการฉะนี้
บุคคลผู้ลักทรัพย์ …
บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม …
บุคคลผู้พูดเท็จ …
บุคคลผู้ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ย่อมประสพภัยเวรอันใด
ที่เป็นไปในปัจจุบันก็มี
ที่เป็นไปในสัมปรายภพก็มี
ได้เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางใจก็มี
ก็เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นปัจจัย
เมื่ออริยสาวกงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัยเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ภัยเวรอัน อันนั้น
เป็นอันสงบระงับไปด้วยประการฉะนี้ ภัยเวร ๕ ประการเหล่านี้ สงบระงับแล้ว.
[๑๕๗๖] อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้า …
ในพระธรรม …
ในพระสงฆ์ …
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ
อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้.
[๑๕๗๗] ก็ญายธรรมอันประเสริฐ
อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมกระทำไว้ในใจซึ่งปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียว
โดยอุบายอันแยบคายเป็นอย่างดีว่า
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ย่อมเกิด ด้วยประการดังนี้
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ ด้วยประการดังนี้ คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ก็เพราะอวิชชาดับด้วยการสำรอกโดยหาส่วนเหลือมิได้ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ …
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ญายธรรมอันประเสริฐนี้ อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา.
[๑๕๗๘] ดูกรคฤหบดี
เมื่อใด ภัยเวร ๕ ประการนี้
ของอริยสาวกสงบระงับแล้ว
อริยสาวกประกอบแล้ว
ด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้
และญายธรรมอันประเสริฐนี้
อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา
เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า
เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
เป็นความรู้ห็นของผู้ปฏิบัติมีกำลังสมาธิเนวสัญญาฯ
หากมีกำลังสมาธิต่ำไปกว่านี้
ความรู้เห็นตรงนี้ไม่มีเกิดขึ้น
[๑๕๗๗] ก็ญายธรรมอันประเสริฐ
อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมกระทำไว้ในใจซึ่งปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียว
โดยอุบายอันแยบคายเป็นอย่างดีว่า
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ย่อมเกิด ด้วยประการดังนี้
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ ด้วยประการดังนี้ คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ก็เพราะอวิชชาดับด้วยการสำรอกโดยหาส่วนเหลือมิได้ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ …
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ญายธรรมอันประเสริฐนี้ อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา


อนาคามีและลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน อรูปฌาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
สรทสูตร
[๕๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนในอากาศที่ปราศจากวลาหกในเมื่อสรทสมัยยังอยู่ห่างไกล
อาทิตย์ส่องแสงเงินแสงทองขึ้นไปยังท้องฟ้า
ขจัดความมืดมัวที่อยู่ในอากาศเสียทั้งหมดแล้ว
ส่องแสง แผดแสงและรุ่งโรจน์อยู่ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
เมื่อใด ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินเกิดแก่อริยสาวก
อริยสาวกย่อมละสังโยชน์ ๓ อย่าง
คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสเสียได้เด็ดขาด
พร้อมกับเกิดขึ้นแห่งทัศนะ
เมื่อนั้น ธรรมจักษุชนิดอื่นอีก ไม่ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ
คือ อภิชฌา ๑ พยาบาท ๑
อริยสาวกนั้นสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอริยสาวกพึงทำกาละในสมัยนั้น
เธอย่อมไม่มีสังโยชน์ที่เป็นเหตุทำให้อริยสาวกผู้ยังประกอบ พึงกลับมายังโลกนี้อีก ฯ


อรหันต์(อรหัตมรรค)และลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า ยรรลุเร็ว
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตมรรค)

สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ปัญญาวิมุต
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท

๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

อรหันต์(อรหัตมรรค)และลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิอรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า ยรรลุเร็ว
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตมรรค)
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า อุภโตภาควิมุต
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท

๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๗. นิพพานธาตุสูตร
ว่าด้วยนิพพานธาตุ
[๔๔] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว
พระสูตรนี้ พระอรหันต์กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้
นิพพานธาตุ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
๒. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว
บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ
เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป
ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่
ภิกษุทั้งหลายความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะของภิกษุนั้น
เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

[อธิบาย]
“สิ้นภวสังโยชน์แล้ว”
ได้แก่
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๑๐. ภวสูตร
[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ นี้ควรละ
ควรศึกษาในไตรสิกขา ภพ ๓ เป็นไฉน
คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพ ๓ นี้ควรละ
ไตรสิกขาเป็นไฉน
คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
ควรศึกษาในไตรสิกขานี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภพ ๓ นี้
เป็นสภาพอันภิกษุละได้แล้ว
และเธอเป็นผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาแล้วในไตรสิกขานี้
เมื่อนั้นภิกษุนี้
เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว
ได้ทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ


อรหันต์(อรหัตผล)และลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิรูปฌาน
อินทรีย์ ๕ แก่กล้า ยรรลุเร็ว
อรหัตมรรค อรหัตผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตผล)
อุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า เตวิชโช(วิชชา๓)
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท

๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

อรหันต์(อรหัตผล)และลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
เป็นบุคคลที่สร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมามาธิ
มีกำลังสมาธิอรูปฌาน

อินทรีย์ ๕ แก่กล้า ยรรลุเร็ว
อรหัตมรรค อรหัตผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตผล)
อุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า เตวิชโช(วิชชา๓)
บรรลุเร็ว มี ๒ ประเภท
๑. มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตในรูปแบบของเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
๒. มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๗. ธาตุสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว
มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น
เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลาย
มีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

[อธิบาย ]
“มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว”
ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖
อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
สังโยชนสูตร
[๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๑๐ ประการนี้
๑๐ ประการเป็นไฉน
คือ สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการ
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ประการ
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ สักกายทิฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลพัตตปรามาส ๑ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการนี้
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ประการเป็นไฉน
คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑
สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ประการนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๑๐ ประการนี้แล ฯ

“มีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น”
ได้แก่ ตัณหา(๓)

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๑๑. ตัณหาสูตร
[๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ และมานะ ๓ ควรละ ตัณหา ๓
เป็นไฉน คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ตัณหา ๓ นี้ควรละ
มานะ ๓เป็นไฉน
คือ ความถือตัวว่าเสมอเขา ๑ ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ๑ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา ๑
มานะ ๓ นี้ควรละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ตัณหา ๓ และมานะ ๓ นี้
ย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุละได้แล้ว
เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว
ได้กระทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๓. สากัจฉาสูตร
[๑๖๓] ครั้งนั้น
ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อสนทนากับเพื่อนพรหมจรรย์
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยศีลสัมปทากถาได้ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยสมาธิสัมปทากถาได้ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยปัญญาสัมปทากถาได้ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยวิมุตติสัมปทากถาได้ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยวิมุตติญาณทัสสนะสัมปทากถาได้ ๑
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล
เป็นผู้ควรเพื่อสนทนากับเพื่อนพรหมจรรย์ ฯ

[ อธิบาย ]
“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยศีลสัมปทากถาได้”
ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยสมาธิสัมปทากถาได้”
ได้แก่ เห็นความเกิดดับขณะจิตเป็นสมาธิ รูปฌาน อรูปฌาน สัญญาเวทยิตนิโรธ

“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยปัญญาสัมปทากถาได้”
ได้แก่ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ . ปัญญาไตรลักษณ์ . ปัญญาอริยสัจ ๔

“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยวิมุตติสัมปทากถาได้”
ได้แก่ การเข้าถึงธรรม มรรคผลตามจริง
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
อรหัตมรรค อรหัตผล

“เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะโดยตนเอง
และเป็นผู้แก้ปัญหาที่มาด้วยวิมุตติญาณทัสสนะสัมปทากถาได้”
ได้แก่ การเข้าถึงธรรมอรหัตมรรค อรหัตผลตามจริง
วิมุตติญาณทัสสนะจะมีเกิดขึ้นโดยตัวของสภาวะเอง
แจ้งอริยสัจ ๔ ขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกเหล่านี้

[อธิบาย]
ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ และอุปาทาน(๔)
เขียนแตกต่างกัน แต่เป็นสภาวะเดียวกัน
ฉันทราคะเกิดจากตัณหา(๓)
ตัณหา(๓)ดับ อุปาทาน(๔)ดับ

ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา

อ่านเจอ มีการตั้งคำถามAIดังนี้

อ่านเจอ มีการตั้งคำถามAIดังนี้
ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา คืออุปาทานเหมือนกัน
ต่างกันที่ดีกรี หรือ ความเข้มข้นหรือไม่ เช่น ฉันทะ คือจุดเริ่มเมื่อเกิดผัสสะ หากไม่ยับยั้งความพอใจ จิตก็จะไหลไปตามลำดับจนถึง ตัณหาซึ่งเป็นจุดสูงสุด ไปจนถึงความดับของอารมณ์นั้นตามสายปฏิจจ ใช่หรือไม่

คำตอบจากAI
ในทางพุทธศาสนา ทั้ง 4 คำนี้มีความเกี่ยวพันกันในฐานะ “กระบวนการทางจิต” ที่ขับเคลื่อนให้เกิดความยึดมั่น (อุปาทาน) แต่มีลักษณะและหน้าที่ต่างกันตามระดับของ ความละเอียดและความรุนแรงครับ
หากสรุปตามหลักการและลำดับความเข้มข้น สามารถอธิบายได้ดังนี้ครับ
ความแตกต่างเชิงหน้าที่
ฉันทะ (ความพอใจ): เป็นตัวเริ่มที่ “กลาง” ที่สุด ในแง่หนึ่งคือความพอใจที่จะทำ หรือเอาสิ่งนั้น หากเป็นไปในทางกุศลเรียกกุศลฉันทะ (เช่น อยากบรรลุธรรม) แต่ถ้าใช้ในทางอกุศลจะเป็นจุดเริ่มต้นของกิเลส แหล่งข้อมูลจากวิกิพีเดีย
นันทิ (ความเพลิน): คือความเพลินใจไปกับอารมณ์นั้น เป็น “ตัวเชื่อม” ที่ทำให้ใจ แช่อิ่มอยู่กับรูป รส กลิ่น เสียง มักถูกกล่าวถึงในฐานะตัวการที่ทำให้เกิด การเกิด (นันทิราคสหคตา) ตามหลัก ปฏิจจสมุปบาทบน 84000.org
ราคะ (ความกำหนัด): คือความติดใจในกามคุณ มีลักษณะที่ “ย้อม” จิตให้แดง หรือติดแน่นอยู่กับความใคร่ มีความเข้มข้นกว่าความเพลิน เพราะเริ่มมีความยึดติด เชิงกามราคะเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตัณหา (ความอยาก): คือความทะยานอยากที่ไม่สิ้นสุด มี 3 ลักษณะ (กาม-ภว-วิภว) เป็นแรงขับดันที่รุนแรงที่สุดซึ่งส่งผลให้เกิด อุปาทาน (ความยึดมั่น) โดยตรง

ลำดับกระบวนการ (ตามที่คุณเข้าใจ)
คุณเข้าใจถูกในแง่ที่ว่ามันคือ “สายการทำงาน” แต่ตัณหาไม่ใช่จุดสูงสุดที่จบลง ด้วยความดับเสมอไป ในทางปฏิจจสมุปบาท:
ผัสสะ (กระทบ) -> เวทนา (รู้สึกพอใจ/ไม่พอใจ)
นันทิ (เริ่มเพลินในเวทนานั้น)
ตัณหา (เกิดความทะยานอยากที่จะครอบครองหรือคงอยู่)
อุปาทาน (เข้าไปยึดว่าสิ่งนั้น “เป็นของเรา” หรือ “เป็นเรา”)
ภพ/ชาติ (เกิดการปรุงแต่งเป็นตัวตนและทุกข์ตามมา)

สรุป
ฉันทะคือน้ำมันเครื่องที่เริ่มสตาร์ท นันทิคือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องเดินเรียบ ราคะคือความร้อนของเครื่องยนต์ และตัณหาคือแรงขับเคลื่อนที่พารถไปข้างหน้า อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นความยึดมั่น (อุปาทาน) ในที่สุดครับ
หากคุณต้องการศึกษา ความละเอียดเพิ่มเติม ผมสามารถ:
ข้อสังเกตเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน:
ตัณหาคือจุดพีค: ในบรรดา 4 คำนี้ ตัณหา คือตัวที่มีพลัง (Energy) รุนแรงที่สุด เพราะเป็น “ความพร่อง” ที่ต้องการเติมเต็มอย่างแรงกล้า ซึ่งจะส่งต่อแรงส่งนี้ไปยัง อุปาทาน (การเข้าไปกระโดดเกาะหรือยึดมั่นว่านั่นคือ “ตัวฉัน-ของฉัน”)
นันทิคือตัวเชื่อม: ในทางปฏิบัติธรรม (เช่น อานาปานสติ) ท่านมักให้ระวัง นันทิ (ความเพลิน) มากที่สุด เพราะมันคือดีกรีที่เริ่มเปลี่ยนจาก “แค่พอใจ” (ฉันทะ) กลายเป็น “ความอยาก” (ตัณหา) ถ้าตัดความเพลินได้ กระแสความเข้มข้นก็จะไม่ไหลไปถึงตัณหา
ความต่างเชิงคุณภาพ: แม้จะเรียงตามความเข้มข้นได้ แต่ ฉันทะ ต่างจากเพื่อนตรงที่เป็น “กลาง” (เป็นได้ทั้งบวกและลบ) ในขณะที่อีก 3 คำที่เหลือ มีทิศทางไปทาง “อกุศล” หรือการสร้างทุกข์อย่างชัดเจนครับ
สรุป
ความเข้าใจของคุณที่มองว่าเป็นเรื่องของลำดับความเข้มข้น (Degree) จากจุดเริ่มไปถึงจุดสูงสุดนั้น ถูกต้อง และเป็นวิธีมองที่ช่วยให้เห็นการทำงาน ของจิต ได้ชัดเจนมากครับ

.
คนที่ตั้งคำถาม อ่านคำตอบแล้วมองเห็นว่าผิด
(2)(ถามอีกครั้งเนื่องจาก ai เข้าใจผิดประเด็น)
อุปาทานที่ถามมานั้น ต้องการถามประเด็น 4 คำนี้เท่านั้น ว่ามันคือดีกรี หรือ ความเข้มข้นของความพอใจไปตามลำดับใช่หรือไม่ เช่น ฉันทะ คือพอใจน้อย ตัณหาคือพอใจมากที่สุด(สำหรับ 4 คำนี้) เป็นแบบนี้ใช่หรือไม่
คำตอบจากAI
หากมองในมุมของ “ดีกรีความแรง” หรือ “ความเข้มข้นของกระแสจิต” ที่ไหลไปตามลำดับ จากน้อยไปหามากเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น คำตอบคือ ใช่ครับ
คุณสามารถเรียงลำดับความเข้มข้น (Intensities) ของอาการทางจิตจาก “เบา” ไปหา “หนัก” ได้ดังนี้ครับ:
การเรียงลำดับตามความเข้มข้น (Degree of Attachment)
ลำดับ คำศัพท์ ลักษณะความเข้มข้น คำอุปมา
1 ฉันทะ ความพอใจขั้นต้น: เริ่ม “ถูกใจ” หรือ “ยอมรับ” ในอารมณ์ที่มากระทบ (ยังเป็นกลางๆ ไม่เป็นโทษเสมอไป) การมองเห็นขนมแล้วรู้สึกว่า “น่ากินดีนะ”
2 นันทิ ความเพลิน: เริ่ม “แช่อิ่ม” จิตเริ่มวนเวียนอยู่กับความรู้สึกนั้น ไม่ยอมปล่อย (เริ่มมีความฟุ้งซ่านในทางบวก) การเริ่มชิมแล้วรู้สึกเพลินจนหยุดกินไม่ได้
3 ราคะ ความกำหนัด/ติดใจ: จิตเริ่ม “ย้อม” ไปด้วยความใคร่ มีความต้องการทางกามหรือความติดใจที่เหนียวแน่นขึ้น การรู้สึกเสพติดรสชาตินั้น จนอยากจะให้รสนี้ค้างอยู่ในปากนานๆ
4 ตัณหา ความทะยานอยาก: เป็นระดับ “สูงสุด” ในแง่แรงขับ (Drive) คือความกระวนกระวาย ทนอยู่ไม่ได้ ต้องดิ้นรนไปหามาให้ได้ ความหิวโหยที่ต้องดิ้นรนไปซื้อมาเพิ่ม แม้ไม่มีเงินก็ต้องหามา
.
(3) ถามต่อ
ทำไมการเรียงลำดับตามความเข้มข้น (Degree of Attachment) ของ ai จึง ไม่ตรงกับพระพุทธเจ้าที่เรียงดังนี้ ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา
คำตอบจากAI
ต้องขออภัยอย่างสูงครับ เป็นการทักท้วงที่ลึกซึ้งและถูกต้องตามนัยของ “พระพุทธพจน์” มากครับ
สาเหตุที่ผมเรียงลำดับความเข้มข้นสลับตำแหน่งระหว่าง ราคะ กับ นันทิ ในตอนแรก เพราะไปอิงกับกระบวนการทางจิตวิทยาที่มองความเพลิน (นันทิ) เป็นจุดเริ่มของความฟุ้งซ่าน แต่หากว่ากันตาม ลำดับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ (เช่นในพระสูตรที่ว่าด้วยอุปาทานขยสูตร หรือที่พุทธทาสภิกขุนำมาขยายความ) ลำดับที่ถูกต้องตามที่คุณกล่าวมานั้นมีนัยสำคัญทางธรรมที่ลึกซึ้งกว่า ดังนี้ครับ:
ทำไมต้องเรียง: ฉันทะ -> ราคะ -> นันทิ -> ตัณหา
หากเรามองผ่านเลนส์ของพระพุทธเจ้า ลำดับนี้คือ “การก่อตัวของพันธนาการ” ที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับจริง ๆ ครับ:
ฉันทะ (ความพอใจ): คือจุดเริ่ม (Seed) เป็นความรู้สึกยอมรับในอารมณ์นั้น (Approving)
ราคะ (ความกำหนัด): เมื่อพอใจแล้ว จิตเริ่ม “ย้อม” (Dyeing) หรือติดใจในรสชาตินั้น ความเข้มข้นจะเริ่มเปลี่ยนจากแค่ชอบ เป็นความ “ติด”
นันทิ (ความเพลิน): คำนี้สำคัญมากครับ ในทางธรรม นันทิเข้มข้นกว่าราคะ เพราะ มันคือการ “ดื่มด่ำ” (Delight) ราคะคือการติดใจ แต่ นันทิคือการเอาใจเข้าไปแช่อิ่ม และเพลินจนลืมตัว เป็นตัวเชื่อมที่ทำให้เกิดการสืบต่อของอารมณ์อย่างเหนียวแน่น (นันทิราคสหคตา)
ตัณหา (ความทะยานอยาก): คือขั้นสุด (Final Drive) เป็นความหิวโหยที่บังคับให้ต้องดิ้นรนออกไปแสวงหา เป็นดีกรีที่ดุร้ายที่สุด
จุดที่ผมต้องแก้ไขตัวเอง: การที่พระพุทธเจ้าวาง นันทิ ไว้หลัง ราคะ เพราะ “ความเพลิน” คือสภาวะที่จิตยึดเอาความติดใจนั้นมาขยายผลจนเกิดการสืบต่อไม่จบสิ้น (Continuity) ซึ่งนำไปสู่ “ตัณหา” ที่เป็นความทะยานอยากที่สลัดออกได้ยากที่สุด
การเรียงลำดับที่คุณให้มา (ฉันทะ-ราคะ-นันทิ-ตัณหา) จึงเป็นการเรียงตาม “พลังงานของอุปาทาน” ที่ถูกต้องตามหลักปริยัติและปฏิบัติครับ
ขอบพระคุณที่ช่วยชี้แนะให้ความเห็นของผมกลับเข้าสู่แนวทางที่ถูกต้องครับ
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของ “นันทิ” (ความเพลิน) ที่อยู่ก่อน “ตัณหา” ได้ชัดเจนขึ้น คุณต้องการให้ผมลองวิเคราะห์ว่าทำไม การละความเพลิน (นันทิกขยา) ถึงเป็นคีย์สำคัญที่พระพุทธเจ้าใช้ในการตัดวงจรตัณหาหรือไม่ครับ?
.
ความเห็นส่วนตัวของผู้ที่ตั้งคำถามกับAI
อุปาทาน 4 ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ซึ่งบางครั้งพระพุทธเจ้า อาจจับคู่เช่น ฉันทราคะ (ฉันทะ+ราคะ) หรือ นันทิราคะ หรือ ตัณหาราคะ ทั้งหมดนี้ก็คือความยึดมั่นถือมั่น ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ซึ่งต้นทางคือผัสสะ (เหตุเกิดของทุกข์) เมื่อพิจารณาแล้ว รู้สึกว่าพระพุทธเจ้าเรียงลำดับความยึดมั่น จากน้อยไปมาก หรือไม่ จึงลองถาม ai ซึ่งได้คำตอบว่า ใช่เลย
ข้อสังเกตุ
ai ให้ข้อมูลการจัดเรียงลำดับ อุปทาทาน4 ไม่เป็นไปตามคำสอน หากเราเชื่อ ai เท่ากับเรารับเอาข้อมูลที่ผิดไป ดังนั้นการศึกษาคำสอนต้นแบบจากพระไตรปิฎก (ที่ไม่มีอรรถกถา) หรือคำสอนที่เป็นพุทธวจนล้วนๆ จึงป้องกันการเดินมรรคที่ผิดวิธี ที่สำคัญที่สุดก็คือเราต้องอ่านให้มาก ทำความเข้าใจให้มาก และใคร่ครวญให้มาก จึงจะมาอยู่บนเส้นทางแห่งความถูกต้องได้ จนสามารถตรวจสอบคำพูดของคนอื่น หรือแม้แต่ตรวจสอบข้อมูลจาก ai ได้
ความจริง ai ยังมีข้อผิดพลาดมากกว่าที่เห็น แต่เห็นว่าเป็นประเด็นเล็กน้อย ไม่กระทบ กับหลักการมากนักจึงไม่ติดใจ สิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ ai จะใช้คำพูดของ อรรถกถา ซึ่งมีอิทธิพลต่อการหาข้อมูลของ ai แม้แต่คำตอบครั้งนี้ที่ ai ใช้คำว่า “พลังงานของอุปาทาน” ซึ่งไม่มีในพุทธวจน คำพูดของพระศาสดาที่ใช้บ่อยในกรณี นี้ คือคำว่า “อำนาจ” เช่น
…ความกำหนัด เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
…ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการผูกติด กับอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน
…ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ นั้น ชื่อว่า อุปาทาน
.
สำหรับเรา
คำถามนี้ “ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา คืออุปาทานเหมือนกัน”
คำตอบ คำเรียกทั้งหมด เขียนคำเรียกแตกต่างกันและสภาวะมีเกิดขึ้นแตกต่างกัน
ฉันทะ มีเกิดขึ้นตรงผัสสะ เป็นเรื่องของความพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕
ราคะ มีเกิดขึ้นตรงเวทนา เป็นอนุสัย ราคะ กามฉันท์ ความยินดี ถูกใจ ชอบใจ พอใจ
นันทิ ความเพลิดเพลินในอารมณ์ที่มีเกิดขึ้น หากมีมาก ตัณหาจะมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ
ตัณหา ความทะยานกอยาก
อุปาทาน เป็นสภาวะมีเกิดขึ้นของฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕
ความรู้เห็นจากการท่องจำกับผลของการปฏิบัติ จะแตกต่างกัน

ฉันทราคะ

AI ตีความไว้ดังนี้
ฉันทราคะ ในทางบาลีและพุทธศาสนา
หมายถึง ความพอใจติดใคร่ หรือความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ
เป็นกิริยาที่จิตเข้าไปยึดติดในอารมณ์ต่างๆ แบ่งเป็นคำสองคำผสมกันคือ:
ฉันทะ: ความพอใจ ความต้องการ หรือความชอบ
ราคะ: ความกำหนัด ความยินดี หรือความติดใจตามหลักธรรม
สภาวะนี้จัดเป็นกิเลสประเภทความโลภ (โลภเจตสิก) ซึ่งเป็นตัวการผูกสัตว์ไว้กับความทุกข์
การปฏิบัติธรรมจึงมุ่งเน้นไปที่การรู้เท่าทันและละทิ้ง ฉันทราคะ

,
คำว่า ฉันทราคะ
ฉันทราคะมีเกิดขึ้นจากตัณหา(๓)ที่มีอยู่
ตัณหามี อุปาทานจึงมี
ฉันทราคะกับอุปาทาน
คำเรียกเขียนแตกต่างกัน แต่สภาวะมีเกิดขึ้นตัวเดียวกัน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
๑๐. ปุณณมสูตร
ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มิคารมาตุปราสาท
ในพระวิหารบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก.
ก็ในสมัยนั้นแล ในคืนวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นวันเพ็ญ มีพระจันทร์เต็มดวง
พระผู้มีพระภาค อันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้ว ประทับนั่งอยู่ในที่แจ้ง.
[๑๘๓] ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งลุกจากอาสนะ
ทำผ้าอุตตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์จะพึงทูลถามเหตุประการหนึ่ง กะพระผู้มีพระภาค
ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอกาสที่จะพยากรณ์ปัญหา แก่ข้าพระองค์.
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ถ้าเช่นนั้นเธอจงนั่ง ณ อาสนะของตนแล้ว ถามปัญหาที่เธอมุ่งจำนงเถิด
ภิกษุนั้น รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ อาสนะของตน
ทูลถามปัญหาพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่
อุปาทานขันธ์คือรูป
อุปาทานขันธ์คือเวทนา
อุปาทานขันธ์คือสัญญา
อุปาทานขันธ์คือสังขาร
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ
เหล่านี้ ใช่ไหม พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่อุปาทานขันธ์
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้แหละภิกษุ.

ว่าด้วยมูลแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๔] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีอะไรเป็นมูลเหตุ พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีฉันทะเป็นมูลเหตุ ฯลฯ
ภิ. อุปาทานก็อันนั้น และอุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น
หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานก็อันนั้น และอุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น หามิได้
และอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็หามิได้
แต่ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้นเป็นตัวอุปาทาน

ว่าด้วยฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๕] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ แตกต่างกันหรือ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ต่างกันภิกษุ ดังนี้แล้ว
ได้ตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้
มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล
ขอเราพึงมีรูปเช่นนี้
พึงมีเวทนาเช่นนี้
พึงมีสัญญาเช่นนี้
พึงมีสังขารเช่นนี้
พึงมีวิญญาณเช่นนี้.
ดูกรภิกษุ ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ ต่างกันด้วยประการฉะนี้แล.

ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าขันธ์
[๑๘๖] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ขันธ์ จึงชื่อว่าขันธ์
พ. ดูกรภิกษุ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในก็ดี ภายนอกก็ดี
หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
นี้เรียกว่ารูปขันธ์
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ นี้เรียกว่าเวทนาขันธ์
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ นี้เรียกว่าสัญญาขันธ์
สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ นี้เรียกว่าสังขารขันธ์
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในก็ดี ภายนอกก็ดี
หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
นี้เรียกว่าวิญญาณขันธ์.
ดูกรภิกษุด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ขันธ์จึงชื่อว่าขันธ์.

ว่าด้วยเหตุปัจจัยแห่งขันธ์ ๕
[๑๘๗] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย
ทำให้รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ปรากฏ?
พ. ดูกรภิกษุ มหาภูตรูป ๔ แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้รูปขันธ์ปรากฏ.
ผัสสะ เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้เวทนาขันธ์ปรากฏ.
ผัสสะ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ทำให้สัญญาขันธ์ปรากฏ.
ผัสสะ เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้สังขารขันธ์ปรากฏ.
นามรูปเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้วิญญาณขันธ์ปรากฏ.

.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
นิทานสูตรที่ ๒
[๕๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ อย่างนี้
เป็นเหตุให้เกิดกรรม ๓ อย่างเป็นไฉน
คือ ความพอใจย่อมเกิดเพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีต ๑
ความพอใจย่อมเกิดเพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอนาคต ๑
ความพอใจย่อมเกิดเพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบัน ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพอใจย่อมเกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีตอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีต
ตรึกตรองตามด้วยใจ
เมื่อเขาปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีต
ตรึกตรองตามอยู่ด้วยใจ ย่อมเกิดความพอใจ
ผู้ที่เกิดความพอใจแล้ว ย่อมประกอบด้วยธรรมเหล่านั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความกำหนัดแห่งใจนั้นว่าเป็นสังโยชน์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพอใจย่อมเกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีตอย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพอใจย่อมเกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอนาคตอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลปรารภธรรมอันที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอนาคต
ตรึกตรองตามด้วยใจ
เมื่อเขาปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอนาคต
ตรึกตรองตามอยู่ด้วยใจ ย่อมเกิดความพอใจ
ผู้ที่เกิดความพอใจแล้ว ย่อมประกอบด้วยธรรมเหล่านั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความกำหนัดแห่งใจนั้นว่าเป็นสังโยชน์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพอใจย่อมเกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอนาคตอย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพอใจย่อมเกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบันอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบัน
ตรึกตรองตามด้วยใจ
เมื่อเขาปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบัน
ตรึกตรองตามอยู่ด้วยใจ ย่อมเกิดความพอใจ
ผู้ที่เกิดความพอใจแล้ว ย่อมประกอบด้วยธรรมเหล่านั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความกำหนัดแห่งใจนั้นว่าเป็นสังโยชน์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพอใจย่อมเกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบันอย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ อย่างนี้แล เป็นเหตุให้เกิดกรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ อย่างนี้เป็นเหตุให้เกิดกรรม ๓ อย่างเป็นไฉน
คือ ความพอใจย่อมไม่เกิดเพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีต ๑
ความพอใจย่อมไม่เกิดเพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอนาคต ๑
ความพอใจย่อมไม่เกิดเพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบัน ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพอใจย่อมไม่เกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีตอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้ชัดซึ่งวิบากต่อไปของธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีต
ครั้นแล้วละเว้นวิบากนั้นเสีย
ครั้นแล้วฟอกด้วยใจ
เห็นตลอดด้วยปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพอใจย่อมไม่เกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอดีตอย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพอใจย่อมไม่เกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอนาคตอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้ชัดซึ่งวิบากต่อไปของธรรม
อันเป็นที่ตั้งฉันทราคะในอนาคต
ครั้นแล้วละเว้นวิบากนั้นเสีย
ครั้นแล้วฟอกด้วยใจ
เห็นตลอดด้วยปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพอใจย่อมไม่เกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในอนาคตอย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพอใจย่อมไม่เกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบันอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้ชัดซึ่งวิบากต่อไปของธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบัน
ครั้นแล้วละเว้นวิบากนั้นเสีย
ครั้นแล้วฟอกด้วยใจ
เห็นตลอดด้วยปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพอใจย่อมไม่เกิด
เพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบัน อย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ อย่างนี้แล เป็นเหตุให้เกิดกรรม ฯ

[ อธิบาย ]
“ความพอใจย่อมเกิดเพราะปรารภธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะ”
คำว่า ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะ
ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕
อุปาทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้นจากความพอใจ(ฉันทะ)

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
๑๐. ปุณณมสูตร
ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ ๕
ภิกษุนั้น รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ อาสนะของตน
ทูลถามปัญหาพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่
อุปาทานขันธ์คือรูป
อุปาทานขันธ์คือเวทนา
อุปาทานขันธ์คือสัญญา
อุปาทานขันธ์คือสังขาร
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ
เหล่านี้ ใช่ไหม พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่อุปาทานขันธ์
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้แหละภิกษุ.
ว่าด้วยมูลแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๔] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีอะไรเป็นมูลเหตุ พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีฉันทะเป็นมูลเหตุ ฯลฯ

ว่าด้วยมูลแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๔] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีอะไรเป็นมูลเหตุ พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีฉันทะเป็นมูลเหตุ ฯลฯ
ภิ. อุปาทานก็อันนั้น และอุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น
หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานก็อันนั้น และอุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น หามิได้
และอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็หามิได้
แต่ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้นเป็นตัวอุปาทาน

ว่าด้วยฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๕] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ แตกต่างกันหรือ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ต่างกันภิกษุ ดังนี้แล้ว
ได้ตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้
มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล
ขอเราพึงมีรูปเช่นนี้
พึงมีเวทนาเช่นนี้
พึงมีสัญญาเช่นนี้
พึงมีสังขารเช่นนี้
พึงมีวิญญาณเช่นนี้.
ดูกรภิกษุ ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ ต่างกันด้วยประการฉะนี้แล.

ภาพนี้ คำเรียกเหล่านี้ตามภาพ
ไม่ถูกต้องสภาวะที่มีเกิดขึ้นของอุปาทาน
อุปาทานมีเกิดจากตัณหา(๓) เพียงอย่างเดียว
ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี


อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่ามีอัตตา)

อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่ามีอัตตา)
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้นคือ
สักกายทิฏฐิ
อัตตานุทิฐิ
เกิดจากทิฏฐิ ๖๒ ประการที่มีอยู่

สักกายทิฏฐิ
ละด้วยการสดับธรรมจากบุคคลเหล่านี้
คือ พระอริยะ สัตบุรุษ สัปบุรุษ ปุริสบุคคล
ผลของการปฏิบัติตาม
ปัจจุบันเป็นโสดาบัน(โสดาปัตติมรรค)
ละได้หมดสิ้นไม่กำเริบเกิดขึ้นอีก
ด้วยการปฏิบัติข้าถึงธรรมโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
ปัจจุบันเป็นสกทาคามี(สกทาคามิมรรค)
เป็นการดับเฉพาะตน
ยังไม่แจ่มแจ้งแทงตลอดตัวสภาวะที่มีเกิดขึ้นทั้งหมด

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐
สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
สักกายทิฏฐิสูตร
[๒๕๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับฯลฯ
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละสักกายทิฐิได้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
บุคคลรู้เห็นจักษุแลโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
รู้เห็นรูปโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
รู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น
เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
บุคคลรู้เห็นหู … รู้เห็นจมูก… รู้เห็นลิ้น… รู้เห็นกาย…
รู้เห็นใจโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
รู้เห็นธรรมารมณ์โดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
รู้เห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
รู้เห็นมโนสัมผัสโดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฐิได้
ดูกรภิกษุเมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละสักกายทิฐิได้ ฯ

.
อัตตานุทิฐิ
ละด้วยการสดับธรรมจากบุคคลเหล่านี้
คือ พระอริยะ สัตบุรุษ สัปบุรุษ ปุริสบุคคล
ละได้หมดสิ้นไม่กำเริบเกิดขึ้นอีก
ด้วยการปฏิบัติข้าถึงธรรมอนาคามิมรรค อนาคามิผล
ปัจจุบันเป็นอรหัตน์(อรหัตมรรค)
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
เป็นการดับเฉพาะตน
ยังไม่แจ่มแจ้งแทงตลอดตัวสภาวะที่มีเกิดขึ้นทั้งหมด

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐
สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
อัตตานุทิฏฐิสูตร
[๒๕๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับฯลฯ
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
บุคคลรู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
รู้เห็นรูปโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
รู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น
เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
บุคคลรู้เห็นหู… รู้เห็นจมูก… รู้เห็นลิ้น… รู้เห็นกาย…
รู้เห็นใจโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
รู้เห็นธรรมารมณ์โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
รู้เห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
รู้เห็นมโนสัมผัสโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฐิได้
ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอัตตานุทิฐิได้ ฯ

.
อัตตวาทุปาทาน
ละด้วยการสดับธรรมจากบุคคลเหล่านี้
คือ พระอริยะ สัตบุรุษ สัปบุรุษ ปุริสบุคคล
ละได้หมดสิ้นไม่กำเริบเกิดขึ้นอีก
ด้วยการปฏิบัติข้าถึงธรรมอรหัตมรรค อรหัตผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตผ)
ปัจจุบันเป็นอรหัตน์
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
เป็นการดับเฉพาะตน
แจ่มแจ้งแทงตลอดตัวสภาวะที่มีเกิดขึ้นทั้งหมด(พยัญชนะ อรรถ)
และสามารถสอนให้คนอื่นเข้าใจได้สภาวะมีเกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
๑๐. อานันทสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนิจจังและมิใช่ของเรา
[๓๖๔] พระนครสาวัตถี.
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ
ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ๆเดียวหลีกออกจากหมู่
ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรอานนท์ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา … สัญญา … สังขาร … วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
[๓๖๕] พ. ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เป็นภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ในที่ใกล้ก็ดี
รูปทั้งหมดนั้น เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.
เวทนา … สัญญา …สังขาร …
วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เป็นภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ในที่ใกล้ก็ดี
วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอพึงเห็นด้วยปัญญา
อันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรานั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.
ดูกรอานนท์ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น.
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณ หยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
๑. อันตสูตร
ว่าด้วยส่วนคือสักกายะ ๔
[๒๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี.
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างเหล่านี้.
ส่วน ๔ อย่างเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะ ๑
ส่วนคือสักกายสมุทัย ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธ ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ๑.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายะเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะนั้น ควรจะกล่าวว่า อุปาทานขันธ์ ๕
อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?
อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ได้แก่
อุปาทานขันธ์คือรูป ๑
อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑
อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑
อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายะ.

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายสมุทัยเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายสมุทัยนั้น
คือ ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ.
ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายสมุทัย.

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธนั้น
คือ ความดับโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแล ด้วยมรรค
คือ วิราคะ ความสละ ความสละคืนความหลุดพ้น ความไม่มีอาลัย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธ.

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทานั้น
ได้แก่อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล
สัมมาทิฏฐิ ๑
สัมมาสังกัปปะ ๑
สัมมาวาจา ๑
สัมมากัมมันตะ ๑
สัมมาอาชีวะ ๑
สัมมาวายามะ ๑
สัมมาสติ ๑.
สัมมาสมาธิ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างนี้แล.

สัมมาสติ

สัมมาสติ(พยัญชนะ)
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น(อรรถ)
วิธีการปฏิบัติ

คำว่า สัมมาสติ
ได้แก่ ความรำลึกชอบ
สภาวะมีเกิดขึ้น ประกอบด้วยสติ และสัมปชัญชนะ
หากมีเพียงสติ ไม่มีสัมปชัญญะมีเกิดขึ้น
สภาวะมีเกิดขึ้นจะเป็นมิจฉาสติ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
วิภังคสูตร
อริยมรรค ๘
[๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสติเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
นี้เรียกว่า สัมมาสติ.

วิธีการปฏิบัติ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
๙. โปฏฐปาทสูตร
สติสัมปชัญญะ
ดูกรโปฏฐปาทะ อย่างไรภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ?
ดูกรโปฏฐปาทะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว
ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร
ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน
การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
ดูกรโปฏฐปาทะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล
ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.

มีเกิดขึ้นจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔
๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

สตินทรีย์ สติพละ
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้นจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔
มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
มีเกิดขึ้นขณะทำกาละ
มีเกิดขึ้นจากผู้สดับธรรมจากบุคคลเหล่านี้มาก่อน
คือพระอริยะ สัตบุรุษ สัปบุรุษ ปุริสบุคคล
เมื่อได้ฟัง ทำให้เกิดความเลื่อมใส แล้วมีความเชื่อ จึงปฏิบัติตาม
สภาวะจึงมีเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านี้
คือ เป็นผู้ที่ได้อบรมกาย อบรมศิล อบจิต อบรมปัญญา


“สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ”

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๕๒-๕๓
โรหิตัสสวรรคที่ ๕
สมาธิสูตร
[๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันมีอยู่ ๑
สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่ ๑
สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ ๑
สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะมีอยู่ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยะสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการอาโลกสัญญา
อธิษฐานทิวาสัญญาว่า กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน
มีใจอันสงัด ปราศจากเครื่องรัดรึง อบรมจิตให้มีความสว่างอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
รู้แจ้งเวทนาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่ดับไป
รู้แจ้งสัญญาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งสัญญาที่ดับไป
รู้แจ้งวิตกที่เกิดขึ้น รู้แจ้งวิตกที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่ดับไป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า
รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้
เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้
ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้
สัญญาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้
ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้
สังขารเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นดังนี้
ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้
วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้
ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง คำต่อไปนี้
เรากล่าวแล้วในปุณณปัญหาในปรายนวรรค
หมายเอาข้อความนี้ว่าความหวั่นไหวไม่มีแก่บุคคลใด ในโลกไหนๆ
เพราะรู้ความสูงต่ำในโลก
บุคคลนั้นเป็นผู้สงบ
ปราศจากควันคือความโกรธ
เป็นผู้ไม่มีความคับแค้น
เป็นผู้หมดหวัง
เรากล่าวว่า ข้ามชาติและชราได้แล้ว ฯ

[ อธิบาย ]
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยะสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน”
เป็นลักษณะอาการมีเกิดขึ้นของจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌาม

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการอาโลกสัญญา
อธิษฐานทิวาสัญญาว่า กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน
มีใจอันสงัด ปราศจากเครื่องรัดรึง อบรมจิตให้มีความสว่างอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ”
เป็นลักษณะอาการมีเกิดขึ้นของจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิอรูปฌาน

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
รู้แจ้งเวทนาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่ดับไป
รู้แจ้งสัญญาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งสัญญาที่ดับไป
รู้แจ้งวิตกที่เกิดขึ้น รู้แจ้งวิตกที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่ดับไป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ”
เป็นสภาวะมีเกิดขึ้นของยถาภูตญาณทัสนะ
มีเกิดขึ้นเฉพาะรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

คำว่า ยถาภูตญาณทัสนะ
ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔
มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า
รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้
เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้
ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้
สัญญาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้
ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้
สังขารเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นดังนี้
ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้
วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้
ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ”
เป็นสภาวะมีเกิดขึ้นขณะเข้าถึงธรรมมรรคผลตามจริง
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
สติปัฏฐาน ๔ มีเกิดขึ้น
ไตรลักษณ์มีเกิดขึ้น
หากอินทรีย์ ๕ แก่กล้า ทำให้บรรลุเร็ว
หากอินทรี์ ๕ อ่อน ทำให้บรรลุช้า
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ดับกามาสวะ
อนาคามิมรรค อนาคามิผล ดับภวาสวะ
อรหัตมรรค อรหัตผล ดับอวิชชาสวะ ดับทิฏฐาสวะ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙
[๑๙] บุคคลพึงรีบทำความดี พึงห้ามจิตจากบาป
เพราะเมื่อทำบุญช้าไป ใจย่อมยินดีในบาป
หากบุรุษพึงทำบาปไซร้
ไม่พึงทำบาปนั้นบ่อยๆ
ไม่พึงทำความพอใจในบาปนั้น
เพราะการสั่งสมบาปนำทุกข์มาให้
หากว่าบุรุษพึงทำบุญไซร้
พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ
พึงทำความพอใจในบุญนั้น
เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้
แม้คนลามกย่อมเห็นความเจริญตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล
แต่เมื่อใดบาปย่อมให้ผล คนลามกจึงเห็นบาป
เมื่อนั้น แม้คนเจริญก็ย่อมเห็นบาป
ตราบเท่าที่ความเจริญยังไม่ให้ผล
แต่เมื่อใดกรรมดีย่อมให้ผล เขาจึงเห็นความเจริญ
เมื่อนั้น บุคคลอย่าพึงดูหมิ่นบาปว่า
บาปมีประมาณน้อย [พอประมาณ] จักไม่มาถึง
แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาด
น้ำที่ตกทีละหยาดๆ [ฉันใด]
คนพาลสั่งสมบาปแม้ทีละน้อยๆ
ย่อมเต็มด้วยบาป [ฉันนั้น]
บุคคลอย่าพึงดูหมิ่นบุญว่า บุญมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง
แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกทีละหยาดๆ
นักปราชญ์สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญ
ภิกษุพึงเว้นบาป
ดุจพ่อค้า มีพวกน้อย มีทรัพย์มาก
เว้นทางที่ควรกลัว ดุจบุรุษผู้ใคร่ต่อชีวิตเว้นยาพิษ ฉะนั้น
ถ้าที่ฝ่ามือไม่พึงมีแผลไซร้
บุคคลพึงนำยาพิษไปด้วยฝ่ามือได้
เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมซาบฝ่ามือที่ไม่มีแผล
บาปย่อมไม่มีแก่คนไม่ทำ
ผู้ใดย่อมประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย
ผู้เป็นบุรุษหมดจด
ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน
บาปย่อมกลับถึงผู้นั้นแหละ
ผู้เป็นพาลดุจธุลีละเอียดที่บุคคลซัดทวนลมไป ฉะนั้น
คนบางพวกย่อมเข้าถึงครรภ์
บางพวกมีกรรมอันลามก ย่อมเข้าถึงนรก
ผู้ที่มีคติดีย่อมไปสู่สวรรค์
ผู้ที่ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน
อากาศ ท่ามกลางสมุทร ช่องภูเขาอันเป็นที่เข้าไป
ส่วนแห่งแผ่นดินที่บุคคลสถิตอยู่แล้ว
พึงพ้นจากกรรมอันลามกได้ไม่มีเลย
อากาศ ท่ามกลางสมุทร
ช่องภูเขาอันเป็นที่เข้าไปส่วนแห่งแผ่นดิน
ที่บุคคลสถิตอยู่แล้ว มัจจุพึงครอบงำไม่ได้ ไม่มีเลย ฯ

[ อธิบาย ]
คำว่าบุญ
ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

คำว่าบาป
ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

“ผู้ที่ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน”
คำว่า อาสวะ
ได้แก่ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ

คำว่า ทิฏฐาสวะ
ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ ประการ

อุปาทาน(๔)

คำว่า อุปาทาน
ได้แก่ สภาวะเหล่านี้มีเกิดขึ้นเหล่านี้ คือ
กามุปาทาน (ความยึดมั่นในกาม)
ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิ คือ ความเห็น)
สีลัพพตุปาทาน (ความยึดมั่นในศีลพรต)
อัตตาวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่ามีอัตตา)

คำว่า อุปาทาน
เป็นลักษณะอาการมีเกิดขึ้นของฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
๑๐. ปุณณมสูตร
ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ ๕
ว่าด้วยมูลแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๔] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีอะไรเป็นมูลเหตุ พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีฉันทะเป็นมูลเหตุ ฯลฯ
ภิ. อุปาทานก็อันนั้น และอุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น
หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานก็อันนั้น และอุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น หามิได้
และอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็หามิได้
แต่ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้นเป็นตัวอุปาทาน
ว่าด้วยฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๕] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ แตกต่างกันหรือ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ต่างกันภิกษุ ดังนี้แล้ว
ได้ตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้
มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล
ขอเราพึงมีรูปเช่นนี้
พึงมีเวทนาเช่นนี้
พึงมีสัญญาเช่นนี้
พึงมีสังขารเช่นนี้
พึงมีวิญญาณเช่นนี้.
ดูกรภิกษุ ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ ต่างกันด้วยประการฉะนี้แล.

ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕
เกิดจากตัณหา(๓)
ตัณหามี อุปาทานจึงมี
ตัณหาดับ อุปาทานดับ

.

.

ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

เช้านี้เสริชพระไตรปิฏก
เพิ่งรู้ว่าการเข้าถึงพระสูตรนั้นๆ ไม่เหมือนเดิม
สมัยก่อน แค่เขียนชื่อพระสูตรนั้นๆ แล้วเสริช
พระสูตรที่ต้องการหา จะเข้าอ่านได้ทันที
ปัจจุบัน เข้าถึงยาก

รู้สึกเสียดายของผู้ที่ได้นำพระสูตรมาเผยแผ่
ในรูปแบบของพระไตรปิฏก

ในความคิดเห็นของเรา น่าจะผลกระทบจากระบบAI
เวลาจะเข้าไปอ่าน จะมีการตรวจสอบว่าเป็นหุ่นยนต์หรือมนุษย์
ตั้งค่าเหมือนการสั่งของออนไลน์
ตอนเราเห็นเรื่องการสอบ รู้สึกขำๆ เป็นเรื่องไร้สาระ
พระธรรมไม่ใช่ของใคร ใครๆสามารถนำมาเผยแผ่ได้
การที่ตั้งค่าแบบนี้เป็นลักษณะอาการมีเกิดขึ้นของความตระหนี่
ของผู้ที่ทำพระไตรปิฏกมีเกิดขึ้น

ความตระหนี่พระธรรม เกิดจากอวิชชาที่มีอยู่

จริงๆแล้วพระธรรม มาจากไหน ก็มาจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
แล้วอริยสาวก ได้นำพระธรรมมาเผยแผ่ ทำให้พระธรรมตั้งอยู่นาน
ส่วนจะเป็นสัทธรรมหรือเป็นอสัทธรรม(เป็นตำราที่แต่งขึ้นมาใหม่)
พระพุทธเจ้าไม่ทรงห้ามในการนำมาเผยแผ่
เพราะผู้ที่ปฏิบัติยังไม่ได้อรหัตผลตามจริง
ย่อมไม่สามารถแยกแยะได้ว่านี่เป็นพระสัทธรรม หรือเป็นอสัทธรรม
คนที่ได้อ่านพระสูตรนั้นๆ จะเป็นพระสัทธรรมหรือเป็นอสัทธรรม แล้วเชื่อ
มีเรื่องของกรรมและผลของกรรมมาเกี่ยวข้อง
คือการกระทำของตน

อสัทธรรม เป็นแต่งขึ้นมาใหม่หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน
ยกตย. ญาณ ๑๖ เป็นตำราแต่งขึ้นมาใหม่
มีข้อดีและข้อเสีย

ญาณ ๑๖ มาจากผู้ปฏิบัติ เข้าถึงธรรมมรรคผลที่มีเกิดขึ้นในตนบางส่วน
แล้วไม่เคยสดับธรรมมาจากปุริสบุคคลมาก่อน
ปุริสบุคคล เป็นสภาวะมีเกิดขึ้นของผู้ที่ปฏิบัติมีอรหัตผลมีเกิดขึ้นตามจริง
เมื่อยังไม่เข้าถึง จะบอกเล่าสภาวะมีเกิดขึ้นในตน
ประกอบกับมีการศึกษาพระสูตรต่างๆ
เมื่ออ่านได้นำไปเปรียบเทียบเนื้อความในพระสูตรซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
แล้วคาดเดาเอาเองว่าสภาวะมีเกิดขึ้นในตนตรงกับที่พระองค์ทรงตรัสไว้
จึงเข้าใจผิดสภาวะมีเกิดขึ้นมรรคผลมีเกิดขึ้นตามจริง

ญาณ ๑๖ หรือญาณ ๑๐ หรือญาณ ๙
ล้วนแต่งขึ้นมาใหม่
โดยอาศัยพระสูตร “๔. รถวินีตสูตร”
คือตีความในเนื้อความพระสูตรที่ได้อ่าน
ว่ามีสภาวะเกิดขึ้นแบบนี้ๆ

คำสอนของผู้ที่มีอรหัตผลเกิดขึ้นตามจริง

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๔. รถวินีตสูตร
ภิกษุชาวชาติภูมิยกย่องพระปุณณมันตานีบุตร
ปุ. ท่านผู้มีอายุ ข้อนี้ก็ฉันนั้น
สีลวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่จิตตวิสุทธิ
จิตตวิสุทธิเป็นประโยชน์แก่ทิฏฐิวิสุทธิ
ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ
กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ญาณทัสสนวิสุทธิ
ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน
ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค
เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน.

“สีลวิสุทธิ
จิตตวิสุทธิ
ทิฏฐิวิสุทธิ
กังขาวิตรณวิสุทธิ
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
ญาณทัสสนวิสุทธิ
อนุปาทาปรินิพพาน”

“สีลวิสุทธิ”
ได้แก่ การสร้างกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

คำว่า วิสุทธิ
ได้แก่ ปราศจากนำตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้องสภาวะที่มีเกิดขึ้น

คำว่า จิตตวิสุทธิ
ได้แก่ ทำกรรมฐาน จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ

คำว่า ทิฏฐิวิสุทธิ
ได้แก่ สิ่งที่เคยกระทำไว้จะมาปรากฏขณะทำกรรมฐาน
กรรมและผลของกรรม

คำว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ
ได้แก่ สิ้นสงสัย กำหนดสภาวะมีเกิดขึ้นตามจริง

คำว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

คำว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
ได้แก่ สภาวะมีเกิดขึ้นคือไตรลักษณ์

คำว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ
ได้แก่ มรรคผลมีเกิดขึ้นตามจริง

คำว่า อนุปาทาปรินิพพาน
ได้แก่ ดับตัณหา(๓)

.
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
พระพุทธเจ้าทรงตรัสย่อไว้ดังนี้

ปฐมปัณณาสก์
อานิสังสวรรคที่ ๑
กิมัตถิยสูตร
ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล
มีความไม่เดือดร้อนเป็นผล
มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์
ความไม่เดือดร้อน มีความปราโมทย์เป็นผล
มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์
ความปราโมทย์ มีปีติเป็นผล
มีปีติเป็นอานิสงส์
ปีติ มีปัสสัทธิเป็นผล
มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์
ปัสสัทธิ มีสุขเป็นผล
มีสุขเป็นอานิสงส์
สุขมี สมาธิเป็นผล
มีสมาธิเป็นอานิสงส์
สมาธิ มียถาภูตญาณทัสนะเป็นผล
มียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์
ยถาภูตญาณทัสนะ มีนิพพิทาเป็นผล
มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์
นิพพิทา มีวิราคะเป็นผล
มีวิราคะเป็นอานิสงส์
วิราคะ มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผล
มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ด้วยประการดังนี้แล
ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อม ยังความเป็นพระอรหันต์
ให้บริบูรณ์โดยลำดับ ด้วยประการดังนี้แล ฯ

.
เนื้อความขยายรายละเอียดขึ้นไปอีก

๘. อินทรียสังวรสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่ออินทรียสังวรมีอยู่
ศีลของภิกษุผู้มีอินทรียสังวรสมบูรณ์
ย่อมมีอุปนิสัยสมบูรณ์
เมื่อศีลมีอยู่
สัมมาสมาธิของภิกษุผู้มีศีลสมบูรณ์
ย่อมมีอุปนิสัยสมบูรณ์
เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่
ยถาภูตญาณทัสนะของภิกษุผู้มีสัมมาสมาธิสมบูรณ์
ย่อมมีอุปนิสัยสมบูรณ์
เมื่อยถาภูตญาณทัสนะมีอยู่
นิพพิทา วิราคะของภิกษุผู้มียถาภูตญาณทัสนะสมบูรณ์
ย่อมมีอุปนิสัยสมบูรณ์
เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่
วิมุตติญาณทัสนะของภิกษุผู้มีนิพพิทาวิราคะสมบูรณ์
ย่อมมีอุปนิสัยสมบูรณ์
เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบสมบูรณ์
แม้สะเก็ดของต้นไม้นั้นก็ถึงความบริบูรณ์
แม้เปลือกก็ถึงความบริบูรณ์ แม้กระพี้ก็ถึงความบริบูรณ์
แม้แก่นก็ถึงความบริบูรณ์ ฉะนั้น ฯ

.
เนื้อความขยายรายละเอียดขึ้นไปอีก

มหาวรรคที่ ๒
หิริสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อมีหิริและโอตตัปปะ
อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ
ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
เมื่อมีอินทรีย์สังวร
ศีลของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอินทรีย์สังวร
ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
เมื่อมีศีล
สัมมาสมาธิของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล
ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
เมื่อมีสัมมาสมาธิ
ยถาภูตญาณทัสสนะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิ
ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
เมื่อมียถาภูตญาณทัสสนะ
นิพพิทาและวิราคะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ
ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
เมื่อมีนิพพิทาและวิราคะ
วิมุตติญาณทัสสนะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาและวิราคะ
ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้สมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบ
กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดี ของต้นไม้นั้น
ย่อมถึงความสมบูรณ์ ฉะนั้น ฯ

.
เนื้อความขยายรายละเอียดขึ้นไปอีก

สติวรรคที่ ๔
สติสูตร
[๑๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อสติสัมปชัญญะไม่มี หิริและโอตตัปปะ
ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสติและสัมปชัญญะวิบัติกำจัดเสียแล้ว
เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี
อินทรียสังวรชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะวิบัติกำจัดเสียแล้ว
เมื่ออินทรียสังวรไม่มี
ศีลชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีอินทรียสังวรวิบัติกำจัดเสียแล้ว
เมื่อศีลไม่มี
สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีศีลวิบัติกำจัดเสียแล้ว
เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี
ยถาภูตญาณทัสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติกำจัดเสียแล้ว
เมื่อยถาภูตญาณทัสนะไม่มี
นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มียถาภูตญาณทัสนะวิบัติกำจัดเสียแล้ว
เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี
วิมุตติญาณทัสนะ ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีนิพพิทาวิราคะวิบัติกำจัดเสียแล้ว
เปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว
แม้กะเทาะของต้นไม้นั้น ย่อมไม่บริบูรณ์ แม้เปลือก
แม้กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้นก็ย่อมไม่บริบูรณ์ ฉะนั้น ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ หิริและโอตตัปปะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสติและสัมปชัญญะ
เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ อินทรียสังวรชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ
เมื่ออินทรียสังวรมีอยู่ ศีลชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอินทรียสังวร
เมื่อศีลมีอยู่ สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล
เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิ
เมื่อยถาภูตญาณทัสนะมีอยู่ นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยยถาภูตญาณทัสนะ
เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาวิราคะ
เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบสมบูรณ์
แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์
แม้เปลือก แม้กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้น ก็ย่อมบริบูรณ์ ฉะนั้น ฯ

.
กล่าวโดยย่อ
ศีลขันธ์
สมาธิขันธ์
ปัญญาขันธ์
วิมุตติขันธ์
วิมุตติญาณทัสนขันธ์

๕. สีลสูตร
[๒๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดถึงพร้อมแล้วด้วย
ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ
เป็นผู้กล่าวสอน ให้รู้แจ้ง ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง
เป็นผู้สามารถบอกพระสัทธรรมได้อย่างดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการเห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี
การฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี
การเข้าไปใกล้ภิกษุ
เหล่านั้นก็ดี
การไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี
การระลึกถึงภิกษุเหล่านั้นก็ดี
การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี ว่ามีอุปการะมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเมื่อภิกษุซ่องเสพคบหา เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเห็นปานนั้น
ศีลขันธ์
สมาธิขันธ์
ปัญญาขันธ์
วิมุตติขันธ์
วิมุตติญาณทัสนขันธ์
แม้ที่ยังไม่บริบูรณ์ ก็ถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้เห็นปานนี้นั้น
เรากล่าวว่า เป็นศาสดาบ้าง นำพวกไปบ้าง ละข้าศึก
คือกิเลสบ้าง
กระทำแสงสว่างบ้าง
กระทำโอภาสบ้าง
กระทำความรุ่งเรืองบ้าง
กระทำรัศมีบ้าง
ทรงคบเพลิงไว้บ้าง
เป็นอริยะบ้าง
มีจักษุบ้าง ดังนี้ ฯ
การได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้มีตนอันอบรมแล้ว
ผู้มีปรกติเป็นอยู่โดยธรรม
ย่อมเป็นเหตุแห่งการกระทำซึ่งความปราโมทย์แก่บัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้ง
บัณฑิตทั้งหลาย ฟังคำสอนของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
ผู้กระทำรัศมี ผู้กระทำแสงสว่าง เป็นนักปราชญ์
ผู้มีจักษุ ผู้ละข้าศึก คือกิเลส
ประกาศพระสัทธรรมยังสัตวโลกให้สว่าง
แล้วรู้โดยชอบซึ่งความสิ้นไปแห่งชาติด้วยปัญญาอันยิ่ง
ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ ฯ

[ อธิบาย ]
คำว่า ศีลขันธ์
กล่าวโดยย่อ
ได้แก่ การรักษาศิล ๕
ขยายรายละเอียด กุศลกรรมบถ ๑๐

คำว่า สมาธิขันธ์
ได้แก่ ทำกรรมฐาน สมถะหรือวิปัสสนา เป็นอารมณ์ ใช้ได้หมด
ทำต่อเนื่องจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิรูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ

คำว่า ปัญญาขันธ์
ได้แก่ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ปัญญาไตรลักษณ์
แจ้งอริยสัจ ๔

คำว่า วิมุตติขันธ์
ได้แก่ การเข้าถึงธรรม มรรคผลตามจริง
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
อรหัตมรรค อรหัตผล
สภาวะมีเกิดขึ้นตามลำดับ

คำว่า วิมุตติญาณทัสนขันธ์
ได้แก่ แจ้งอริยสัจ ๔
ซึ่งมีเกิดขึ้นหลังมรรคผลมีเกิดขึ้นตามจริง
ส่วนความรู้ห็นที่มีเกิดขึ้นมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ ๕ พละ ๕

.
การที่จะเจอพระสูตรนั้นๆได้
ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติเข้าถึงมรรคผลมีเกิดขึ้นตามจริง
และปราศจากนำตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้องสภาวะที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

พระสูตรที่เราได้ก็อปเก็บไว้ ไม่มีพระไตรปิฏกมาแ้างอิง
สมัยนั้นจะเขียนเฉพาะชื่อพระสุตรนั้นๆเพียงอย่างเดียว
หากใครจะอ่าน ก็ต้องนำไปเสริชเอง
แล้วคำเรียกต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
พระองค์ทรงญัติคำเรียกต่างๆ
เกิดจากการเข้าถึงสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามจริงของคำเรียกนั้นๆ
คืออรรถ(สภาวะหรือลักษณะอาการ)มีเกิดขึ้นก่อน
พยัญชนะ(คำเรียก)มีเกิดขึ้นที่หลัง

ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ปริยัติมีเกิดขึ้นก่อน คือการสดับธรรมมีเกิดขึ้นก่อน
เมื่ออ่านหรือฟัง แล้วเชื่อ จึงปฏิบัติตาม
ผลของการปฏิบัติ คือปฏิเวธ มีเกิดขึ้นท้ายที่สุด
จึงมาเป็นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ฟังหรืออ่าน(ปริยัติ) นำมาปฏิบัติ(ปฏิบัตร) ผลของการปฏิบัติ(ปฏิเวธ)
สภาวะมีเกิดขึ้นตามลำดับ

การสดับธรรมและบรรลุธรรม

การสอนคนอื่น เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน
ต้องรู้แจ่มแจ้งด้วยตนก่อน จึงนำไปสอนคนอื่น
แบบหยาบ ละเอียด ย่อ
สัมมาทิฏฐิ กุศลกรรมบถ ๑๐ เชื่อกรรมผลของกรรม
มิจฉาทิฏฐิ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรม

ปุจฉา
มีคำถามว่า การพ้นทุกข์ หมดเชื้อเกิด ต้องเริ่มจากอะไร

วิสัชนา
ตอบ สดับพระธรรมจากพระอริยะและปฏิบัติตาม
ผลของการปฏิบัติตาม คือ ปิดอบาย
ภพชาติของการเกิด เกิดและตายไม่เกิน ๗ ชาติ
เป็นมนุษย์และเทวดา

ลักษณะอาการของผู้ที่ปฏิบัติาม
คือ เป็นผู้ที่มีอบรมกาย อบรมศิล อบรมจิต อบรมปัญญา


การสดับธรรม

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
นาวาสูตรที่ ๘
[๓๒๕] ก็บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากบุคคลใด พึงบูชาบุคคลนั้น
เหมือนเทวดาบูชาพระอินทร์ ฉะนั้น
บุคคลนั้นเป็นพหูสูต ผู้อันเตวาสิกบูชาแล้ว มีจิตเลื่อมใสอันเตวาสิกนั้น
ย่อมชี้แจงธรรมให้แจ่มแจ้ง
บุรุษผู้มีปัญญา ไม่ประมาท
คบบุคคลผู้เป็นพหูสูตเช่นนั้น
กระทำธรรมนั้นให้มีประโยชน์ใคร่ครวญแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ย่อมเป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง แสดงธรรมแก่ผู้อื่นและเป็นผู้ละเอียด
อันเตวาสิกซ่องเสพอาจารย์ผู้ประกอบด้วยธรรมน้อย เป็นคนเขลา
ผู้ยังไม่บรรลุประโยชน์และฤษยา
ไม่ยังธรรมให้แจ่มแจ้งในศาสนานี้เทียว
ยังข้ามความสงสัยไม่ได้ ย่อมเข้าถึงความตาย
บุคคลไม่ยังธรรมให้แจ่มแจ้งแล้ว
ไม่ใคร่ครวญเนื้อความในสำนัก แห่งบุคคลผู้เป็นพหูสูตทั้งหลาย
ไม่รู้ด้วยตนเอง ยังข้ามความสงสัยไม่ได้ จะสามารถให้ผู้อื่นเพ่งพินิจได้อย่างไร
เหมือนคนข้ามแม่น้ำที่มีน้ำมาก มีกระแสไหลเชี่ยว ถูกน้ำพัดลอยไปตามกระแสน้ำ
จะสามารถช่วยให้ผู้อื่นข้ามได้อย่างไร ฉะนั้น
ผู้ใดขึ้นสู่เรือที่มั่นคง มีพายุและถ่อพร้อมมูล
ผู้นั้นรู้อุบายในเรือนั้น
เป็นผู้ฉลาด มีสติ พึงช่วยผู้อื่นแม้จำนวนมากในเรือนั้นให้ข้ามได้ แม้ฉันใด
ผู้ใดไปด้วยมรรคญาณทั้ง ๔ อบรมตนแล้ว
เป็นพหูสูต ไม่มีความหวั่นไหวเป็นธรรมดา
ผู้นั้นแลรู้ชัดอยู่ พึงยังผู้อื่นผู้ตั้งใจสดับ
และสมบูรณ์ด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัยให้เพ่งพินิจได้ ฉันนั้น
เพราะเหตุนั้นแลบุคคลควรคบสัปบุรุษผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต
บุคคลผู้คบบุคคลเช่นนั้น รู้ชัดเนื้อความแล้ว ปฏิบัติอยู่ รู้แจ้งธรรมแล้ว พึงได้ความสุข ฯ

[อธิบาย]

คำว่า มรรคญาณ ๔
ได้แก่ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค
เริ่มจากการสดับธรรม
ผลของการปฏิบัติตาม
ปัญญาตัวแรกมีเกิดขึ้นคือสัมมาทิฏฐิ
เหตุมี ผลย่อมมี

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
๕. อนุคคหสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ อันองค์ ๕ อนุเคราะห์แล้ว
ย่อมเป็นธรรมมีเจโตวิมุติเป็นผล มีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส
และเป็นธรรมมีปัญญาวิมุติเป็นผล มีปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์
องค์ ๕ เป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ สัมมาทิฐิ
อันศีลอนุเคราะห์แล้ว
อันสุตะอนุเคราะห์แล้ว
อันการสนทนาธรรมอนุเคราะห์แล้ว
อันสมถะอนุเคราะห์แล้ว
อันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิอันองค์ ๕ เหล่านี้แล อนุเคราะห์แล้ว
ย่อมมีเจโตวิมุติเป็นผล มีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์
และมีปัญญาวิมุตติเป็นผล มีปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์ ฯ


อธิบายแบบหยาบ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ธรรมิกสูตรที่ ๑๔
[๓๓๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล ธรรมิกอุบาสกพร้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
[๓๓๓] ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์
อุบาสกผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตก็ดี
อุบาสกผู้ยังอยู่ครองเรือนอีกก็ดี
บรรดาสาวกทั้งสองพวกนี้สาวกกระทำอย่างไร
จึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
พระองค์เท่านั้นแล ทรงทราบชัดซึ่งคติ
และความสำเร็จของโลกพร้อมทั้งเทวโลก
บุคคลผู้เห็นประโยชน์อันละเอียดเช่นกับพระองค์ย่อมไม่มี
บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวพระองค์แล ว่าเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
พระองค์ทรงแทงตลอดไญยธรรม ทรงอนุเคราะห์เหล่าสัตว์
ได้ทรงประกาศพระญาณและธรรมทั้งปวง
ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระจักษุรอบคอบ
พระองค์ผู้มีกิเลสดุจหลังคาที่เปิดแล้ว
เป็นผู้ปราศจากมลทิน ไพโรจน์อยู่ในโลกทั้งปวง

พญาช้าง (เทพบุตร) ชื่อเอราวัณ
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคนี้ทรงชนะบาปธรรม ดังนี้แล้ว
ได้ไปในสำนักของพระองค์
พญาช้างเอราวัณแม้นั้นทูลถามปัญหากะพระองค์
ได้สดับปัญหาแล้วซ้องสาธุการชื่นชมยินดี
ได้บรรลุธรรมไปแล้ว

แม้พระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวร
ก็เข้าเฝ้าพระองค์ทูลไต่ถามธรรมอยู่
พระองค์อันพระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล
ทูลถามแล้วย่อมตรัสบอกท้าวเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล
ได้สดับปัญหาแล้วทรงชื่นชมยินดี ได้เสด็จไปแล้ว

พวกเดียรถีย์ก็ดี อาชีวกก็ดี นิครนถ์ก็ดี
ผู้มีปรกติกระทำวาทะทั้งหมดนี้ ย่อมไม่เกินพระองค์ด้วยปัญญา
เหมือนบุคคลผู้หยุดอยู่ ไม่พึงเกินคนเดินเร็วซึ่งเดินอยู่ ฉะนั้น

พวกพราหมณ์ก็ดี แม้พวกพราหมณ์ผู้เฒ่าก็ดี
ผู้มีปรกติกระทำวาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่
และแม้ชนเหล่าอื่นสำคัญอยู่ว่าเราทั้งหลายผู้มีปรกติกระทำวาทะ
ชนเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้เนื่องด้วยประโยชน์ในพระองค์
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทั้งหมดกำลังคอยฟังด้วยดี
ซึ่งธรรมที่ละเอียดและนำความสุขมาให้ อันพระองค์ตรัสดีแล้วนี้
ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์อันข้าพระองค์ทั้งหลายทูลถามแล้ว
ได้โปรดตรัสบอกความข้อนั้น แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย
ภิกษุกับทั้งอุบาสกเหล่านี้ แม้ทั้งหมดนั่งประชุมกันแล้วในที่นั้นแหละ
เพื่อจะฟังขอจงตั้งใจฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีมลทินตรัสรู้แล้ว
เหมือนเทวดาทั้งหลายตั้งใจฟังสุภาษิตของท้าววาสวะ ฉะนั้น ฯ

พระผู้มีพระภาคเพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาของบรรพชิตก่อน
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว
จึงตรัสพระคาถาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรา
เราจะยังเธอทั้งหลายให้ฟังธรรมอันกำจัดกิเลส
และเธอทั้งปวงจงประพฤติธรรมอันกำจัดกิเลสนั้น
ภิกษุผู้มีปัญญา ความคิด ผู้เห็นประโยชน์
พึงเสพอิริยาบถอันสมควรแก่บรรพชิตนั้น

ภิกษุไม่พึงเที่ยวไปในเวลาวิกาลเลย
อนึ่งภิกษุพึงเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตในบ้านในกาล
ด้วยว่าธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งหลาย
ย่อมข้องภิกษุผู้เที่ยวไปในกาลอันไม่สมควรไว้
เพราะเหตุนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมไม่เที่ยวไปในเวลาวิกาล
รูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้มัวเมา
ภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วซึ่งความพอใจในธรรมเหล่านี้
พึงเข้าไปยังโอกาสที่จะพึงบริโภคอาหารในเวลาเช้าโดยกาล

อนึ่ง ภิกษุได้บิณฑบาตแล้วตามสมัย
พึงกลับไปนั่งในที่สงัดแต่ผู้เดียว
ภิกษุผู้สงเคราะห์อัตภาพแล้ว
คิดถึงขันธสันดานในภายใน ไม่พึงส่งใจไปในภายนอก
ถ้าแม้ว่าภิกษุนั้นพึงเจรจากับสาวกอื่นหรือกับภิกษุรูปไรๆ ไซร้
ภิกษุนั้นพึงกล่าวธรรมอันประณีต
ไม่พึงกล่าวคำส่อเสียด ทั้งไม่พึงกล่าวคำติเตียนผู้อื่น

ก็บุคคลบางพวกย่อมประถ้อยคำกัน
เราย่อมไม่สรรเสริญบุคคลเหล่านั้นผู้มีปัญญาน้อย
ความเกี่ยวข้องด้วยการวิวาท
เกิดจากคลองแห่งคำนั้นๆ ย่อมข้องบุคคลเหล่านั้นไว้
เพราะบุคคลเหล่านั้นส่งจิตไปในที่ไกลจากสมถะและวิปัสสนา

สาวกผู้มีปัญญาดี ฟังธรรมที่พระสุคตทรงแสดงแล้ว
พิจารณาบิณฑบาต ที่อยู่ ที่นอน ที่นั่ง น้ำและการซักมลทินผ้าสังฆาฏิแล้วพึงเสพ
เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุไม่ติดแล้วในธรรมเหล่านี้
คือ บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง น้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิ
เหมือนหยาดน้ำไม่ติดในใบบัว ฉะนั้น

ก็เราจะบอกวัตรแห่งคฤหัสถ์แก่เธอทั้งหลาย
สาวกกระทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
จริงอยู่ สาวก ไม่พึงได้เพื่อจะถูกต้องธรรมของภิกษุ
ล้วนด้วยอาการที่มีความหวงแหน

สาวกวางอาชญาในสัตว์ทุกหมู่เหล่า
ทั้งผู้ที่มั่นคง ทั้งผู้ที่ยังสะดุ้งในโลกแล้ว
ไม่พึงฆ่าสัตว์เอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่าและไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นฆ่าแต่นั้น

แต่นั้น สาวกรู้อยู่ พึงเว้นสิ่งที่เขาไม่ให้อะไรๆในที่ไหนๆ
ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นลัก
พึงเว้นวัตถุที่เจ้าของเขาไม่ให้ทั้งหมด

สาวกผู้รู้แจ้ง พึงเว้นอพรหมจรรย์
เหมือนบุคคลเว้นหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชน ฉะนั้น
แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่พึงก้าวล่วงภรรยาของผู้อื่น

ก็สาวกผู้อยู่ในที่ประชุมก็ดี อยู่ในท่ามกลางบริษัทก็ดี
ไม่พึงกล่าวเท็จแก่บุคคลผู้หนึ่ง
ไม่พึงให้ผู้อื่นกล่าวคำเท็จ
ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นกล่าวเท็จ
พึงเว้นคำไม่เป็นจริงทั้งหมด

สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงชอบใจธรรมนี้
ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นดื่ม ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นดื่ม
เพราะทราบชัดการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าเป็นที่สุด
คนพาลทั้งหลายย่อมกระทำบาปเอง
และใช้คนอื่นผู้ประมาทแล้วให้กระทำบาป
เพราะความเมานั่นเอง
สาวกพึงเว้นความเป็นบ้า
ความหลงที่คนพาลใคร่แล้ว
อันเป็นบ่อเกิดแห่งบาปนี้

ไม่พึงฆ่าสัตว์
ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขา
ไม่ได้ให้ไม่พึงพูดมุสา
ไม่พึงดื่มน้ำเมา
พึงเว้นจากเมถุนธรรมอันเป็นความประพฤติไม่ประเสริฐ
ไม่พึงบริโภคโภชนะในเวลาวิกาลในราตรี
ไม่พึงทัดทรงดอกไม้และไม่พึงลูบไล้ของหอม
พึงนอนบนเตียงหรือบนพื้นดินที่เขาลาดแล้ว

บัณฑิตทั้งหลายกล่าว
อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้
แลว่าอันพระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทรงประกาศไว้แล้ว
แต่นั้นสาวกผู้มีใจเลื่อมใส
พึงเข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการให้บริบูรณ์ดี
ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักข์ และตลอดปาฏิหาริกปักข์
แต่นั้นสาวกผู้รู้แจ้ง
เข้าจำอุโบสถอยู่แต่เช้าแล้ว
มีจิตเลื่อมใส ชื่นชมอยู่เนืองๆ
พึงแจกจ่ายภิกษุสงฆ์ด้วยข้าวและน้ำตามควร
พึงเลี้ยงมารดาและบิดา
ด้วยโภคสมบัติที่ได้มาโดยชอบธรรม
พึงประกอบการค้าขายอันชอบธรรม ไม่ประมาท
ประพฤติวัตรแห่งคฤหัสถ์นี้อยู่
ย่อมเข้าถึงเหล่าเทวดาชื่อว่าสยัมปภา ผู้มีรัศมีในตน ฯ


อธิบายแบบละเอียด

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
จูฬยมกวรรค
๑. สาเลยยกสูตร
ทรงโปรดชาวบ้านสาละ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงฟังจงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว.
พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านสาละ
ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคแล้ว.

อกุศลกรรมบถ ๑๐
[๔๘๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือ ความไม่ประพฤติธรรม
ทางกาย มี ๓ อย่าง
ทางวาจามี ๔ อย่าง
ทางใจมี ๓ อย่าง.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความไม่ประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ คือ
เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด
พอใจในการประหารและการฆ่า
ไม่มีความละอาย
ไม่ถึงความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง.
เป็นผู้ถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ คือ
ลักทรัพย์เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของบุคคลอื่น
ที่อยู่ในบ้าน หรือที่อยู่ในป่า
ที่เจ้าของมิได้ให้ ซึ่งนับว่าเป็นขโมย.
เป็นผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือ
ถึงความสมสู่ในพวกหญิงที่มารดารักษา
ที่บิดารักษา ที่มารดาและบิดารักษา
ที่พี่ชายรักษา ที่พี่สาวรักษา ที่ญาติรักษา ที่มีสามี ที่อิสรชนหวงห้าม
ที่สุดแม้หญิงที่เขาคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย (หญิงที่เขาหมั้นไว้)
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
ก็ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวเท็จ
คือ ไปในที่ประชุมหรือไปในหมู่ชน
หรือไปในท่ามกลางญาติ หรือไปในท่ามกลางขุนนาง
หรือไปในท่ามกลางราชสกุล
หรือถูกนำไปเป็นพยาน ถูกถามว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เชิญเถิด
ท่านรู้เรื่องใด ก็จงบอกเรื่องนั้น
เขาเมื่อไม่รู้ก็บอกว่า รู้บ้าง เมื่อรู้บอกว่า ไม่รู้บ้าง
เมื่อไม่เห็น ก็บอกว่าเห็นบ้าง
เมื่อเห็นก็บอกว่า ไม่เห็นบ้าง เป็นผู้กล่าวคำเท็จทั้งรู้อยู่
เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง
เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งเล็กน้อยบ้าง.
เป็นผู้ส่อเสียด
คือ ได้ฟังข้างนี้แล้ว นำไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายพวกข้างนี้บ้าง
หรือฟังข้างโน้นแล้ว นำไปบอกข้างนี้ เพื่อทำลายพวกข้างโน้นบ้าง
ยุพวกที่พร้อมเพรียงกันให้แตกกันไปบ้าง
ส่งเสริมพวกที่แตกกันบ้าง ส่งเสริมพวกที่แตกกันแล้วบ้าง
ชอบใจในคนที่แตกกันเป็นพวก ยินดีในความแตกกันเป็นพวก
ชื่นชมในพวกที่แตกกัน และกล่าววาจาที่ทำให้แตกกันเป็นพวก.
เป็นผู้มีวาจาหยาบ
คือ กล่าววาจาที่เป็นโทษหยาบ อันเผ็ดร้อนแก่ผู้อื่น
อันขัดใจผู้อื่น อันใกล้ต่อความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบจิต.
เป็นผู้กล่าวคำเพ้อเจ้อ
คือ พูดในเวลาไม่ควรพูด พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง
พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย
กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่สมควร
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่างเป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความโลภมาก
คือ เพ่งเล็งทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจ
ของผู้อื่นว่า ขอของผู้อื่นพึงเป็นของเราเถิด ดังนี้.
เป็นผู้มีจิตพยาบาท
คือ มีความดำริในใจอันชั่วช้าว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่าบ้าง
จงถูกทำลายบ้าง จงขาดสูญบ้าง อย่าได้มีแล้วบ้าง ดังนี้.
เป็นผู้มีความเห็นผิด
คือ มีความเห็นวิปริตว่า ผลแห่งทานที่ให้แล้วไม่มี
ผลแห่งการบูชาไม่มี
ผลแห่งการเซ่นสรวงไม่มี
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี
โลกนี้ไม่มี
โลกหน้าไม่มี
มารดาไม่มี บิดาไม่มี
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะไม่มี
สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ไม่มีอยู่ในโลก ดังนี้
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาตและนรก
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เพราะเหตุประพฤติไม่เรียบร้อย
คือไม่ประพฤติธรรมอย่างนี้แล.

กุศลกรรมบถ ๑๐
[๔๘๕] ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
ความประพฤติเรียบร้อยคือความประพฤติธรรม
ทางกายมี ๓ อย่าง ทางวาจามี ๔ อย่าง ทางใจมี ๓ อย่าง.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรม ทางกาย ๓ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการฆ่าสัตว์เว้นขาดการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ
วางศาตราเสียแล้ว มีความละอาย มีความเอ็นดู
มีกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่.
ละการถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้
เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ไม่ลักทรัพย์เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น
ที่อยู่ในบ้าน หรือที่อยู่ในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ ซึ่งนับว่าเป็นขโมย.
ละการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
คือ ไม่ถึงความสมสู่ในพวกหญิง ที่มารดารักษา
ที่บิดารักษา ที่มารดาและบิดารักษา ที่พี่ชายรักษา
ที่พี่สาวรักษา ที่ญาติรักษา ที่มีสามี ที่อิสรชนหวงห้าม
ที่สุดหญิงที่เขาคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ
ไปในทีประชุม หรือไปในหมู่ชน
หรือไปในท่ามกลางญาติ
หรือไปในท่ามกลางขุนนาง หรือไป
ในท่ามกลางราชสกุล หรือถูกนำไปเป็นพยาน
ถูกถามว่า บุรุษผู้เจริญ เชิญเถิด ท่านรู้เรื่องใดก็จงบอกเรื่องนั้น
เขาเมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ หรือเมื่อรู้ก็บอกว่ารู้
เมื่อไม่เห็นก็บอกว่า ไม่เห็นหรือเมื่อเห็นก็บอกว่าเห็น
ไม่กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่
เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง
เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งของเล็กน้อยบ้าง.
ละวาจาอันส่อเสียด เว้นขาดจากวาจาส่อเสียด
คือได้ฟังข้างนี้แล้วไม่นำไปบอกข้างโน้น
เพื่อทำลายพวกข้างนี้ หรือได้ฟังข้างโน้นแล้ว
ไม่นำมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายพวกข้างโน้น
สมานพวกที่แตกกันให้ดีกันบ้าง ส่งเสริมพวกที่ดีกันให้สนิทสนมบ้าง
ชอบใจพวกที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีแล้วในพวกที่พร้อมเพรียงกัน
ชื่นชมในพวกที่พร้อมเพรียงกัน และกล่าววาจาอันทำให้พร้อมเพรียงกัน.
ละวาจาหยาบ เว้นขาดจากวาจาหยาบ กล่าววาจาที่ไม่มีโทษ
เพราะหูชวนให้รัก จับใจเป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ ชอบใจ.
ละการพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ
พูดในเวลาที่ควรพูดตามความจริง
พูดเรื่องที่เป็นประโยชน์ พูดเรื่องที่เป็นธรรม
พูดเรื่องที่เป็นวินัยและกล่าววาจามีหลักฐาน มีที่อ้างได้มีที่สุด
ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย
คือความประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีความโลภมาก ไม่เพ่งเล็งทรัพย์
อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า ขอของผู้อื่น
พึงเป็นของเราเถิด ดังนี้.
เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท มีความดำริในใจไม่ชั่วช้าว่า
ขอสัตว์เหล่านี้ จงเป็นผู้ไม่มีเวร
ไม่มีความเบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีแต่สุข รักษาตนเถิด ดังนี้.
เป็นผู้มีความเห็นชอบ คือมีความเห็น
ไม่วิปริตว่า ผลแห่งทานที่ให้แล้วมีอยู่
ผลแห่งการการบูชามีอยู่
ผลแห่งการเซ่นสรวงมีอยู่
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมีอยู่
โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่
มารดามีอยู่ บิดามีอยู่
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะมีอยู่
สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ
ปฏิบัติชอบผู้ทำโลกนี้ และโลกหน้า
ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย
คือความประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลายบางพวกในโลกนี้
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เพราะเหตุประพฤติเรียบร้อย คือ ประพฤติธรรมอย่างนี้แล.


อธิบายโดยย่อ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
ธนสูตรที่ ๒
[๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้
๗ ประการเป็นไฉน
คือ ทรัพย์
คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ปัญญา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศรัทธา คือเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือศีลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ
จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือหิริเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามก
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือหิริ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือโอตตัปปะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
สะดุ้งกลัวต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามก
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือโอตตัปปะ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก
ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ
ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีใจอันปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ
ยินดีในทานและการจำแนกทาน
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับ
เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ฯ
ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗
ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม
บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์
เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา
เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม ฯ


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
เวรสูตรที่ ๒
[๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการ
และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ฯ

ก็อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักฆ่าสัตว์
ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย

อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
ย่อมสงบระงับภัยเวรด้วยประการอย่างนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ฯลฯ
ผู้มักประพฤติผิดในกาม ฯลฯ
ผู้มักพูดเท็จ ฯลฯ

ผู้มักดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
เพราะดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท

อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมสงบระงับภัยเวรด้วยประการอย่างนี้
อริยสาวกย่อมสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้ ฯ

อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ๑

เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ฯลฯ
อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ๑

ประกอบด้วยความเลื่อมใส
ไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค
เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ฯลฯ
เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า ๑

เป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ
ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย
อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่ถูกต้อง
เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑
อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้
และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้
ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ และวินิบาสิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ฯ


คำว่า บรรลุธรรม
ได้แก่ สิ้นสงสัยในคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นของพระโสดาบัน

คำว่า ปุถุชน
ได้แก่ เป็นบุคคลที่ไม่มีการสดับธรรม
จะไม่มีการอบรมกาย อบรมศิล อบรมจิต อบรมปัญญา

คำว่า อริยสาวก
ได้แก่ เป็นบุคคลที่มีการสดับธรรม
จะมีการอบรมกาย อบรมศิล อบรมจิต อบรมปัญญา

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับและไม่มีการอบรมกาย อบรมจิต อบรมปัญญา
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้น ดังนี้

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
จูฬยมกวรรค
๑. สาเลยยกสูตร
ทรงโปรดชาวบ้านสาละ
อกุศลกรรมบถ ๑๐
[๔๘๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือ ความไม่ประพฤติธรรม
ทางกาย มี ๓ อย่าง
ทางวาจามี ๔ อย่าง
ทางใจมี ๓ อย่าง.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความไม่ประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ คือ
เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด
พอใจในการประหารและการฆ่า
ไม่มีความละอาย
ไม่ถึงความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง.
เป็นผู้ถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ คือ
ลักทรัพย์เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของบุคคลอื่น
ที่อยู่ในบ้าน หรือที่อยู่ในป่า
ที่เจ้าของมิได้ให้ ซึ่งนับว่าเป็นขโมย.
เป็นผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือ
ถึงความสมสู่ในพวกหญิงที่มารดารักษา
ที่บิดารักษา ที่มารดาและบิดารักษา
ที่พี่ชายรักษา ที่พี่สาวรักษา ที่ญาติรักษา ที่มีสามี ที่อิสรชนหวงห้าม
ที่สุดแม้หญิงที่เขาคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย (หญิงที่เขาหมั้นไว้)
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
ก็ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวเท็จ
คือ ไปในที่ประชุมหรือไปในหมู่ชน
หรือไปในท่ามกลางญาติ หรือไปในท่ามกลางขุนนาง
หรือไปในท่ามกลางราชสกุล
หรือถูกนำไปเป็นพยาน ถูกถามว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เชิญเถิด
ท่านรู้เรื่องใด ก็จงบอกเรื่องนั้น
เขาเมื่อไม่รู้ก็บอกว่า รู้บ้าง เมื่อรู้บอกว่า ไม่รู้บ้าง
เมื่อไม่เห็น ก็บอกว่าเห็นบ้าง
เมื่อเห็นก็บอกว่า ไม่เห็นบ้าง เป็นผู้กล่าวคำเท็จทั้งรู้อยู่
เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง
เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งเล็กน้อยบ้าง.
เป็นผู้ส่อเสียด
คือ ได้ฟังข้างนี้แล้ว นำไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายพวกข้างนี้บ้าง
หรือฟังข้างโน้นแล้ว นำไปบอกข้างนี้ เพื่อทำลายพวกข้างโน้นบ้าง
ยุพวกที่พร้อมเพรียงกันให้แตกกันไปบ้าง
ส่งเสริมพวกที่แตกกันบ้าง ส่งเสริมพวกที่แตกกันแล้วบ้าง
ชอบใจในคนที่แตกกันเป็นพวก ยินดีในความแตกกันเป็นพวก
ชื่นชมในพวกที่แตกกัน และกล่าววาจาที่ทำให้แตกกันเป็นพวก.
เป็นผู้มีวาจาหยาบ
คือ กล่าววาจาที่เป็นโทษหยาบ อันเผ็ดร้อนแก่ผู้อื่น
อันขัดใจผู้อื่น อันใกล้ต่อความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบจิต.
เป็นผู้กล่าวคำเพ้อเจ้อ
คือ พูดในเวลาไม่ควรพูด พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง
พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย
กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่สมควร
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่างเป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือ ความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความโลภมาก
คือ เพ่งเล็งทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจ
ของผู้อื่นว่า ขอของผู้อื่นพึงเป็นของเราเถิด ดังนี้.
เป็นผู้มีจิตพยาบาท
คือ มีความดำริในใจอันชั่วช้าว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่าบ้าง
จงถูกทำลายบ้าง จงขาดสูญบ้าง อย่าได้มีแล้วบ้าง ดังนี้.
เป็นผู้มีความเห็นผิด
คือ มีความเห็นวิปริตว่า ผลแห่งทานที่ให้แล้วไม่มี
ผลแห่งการบูชาไม่มี
ผลแห่งการเซ่นสรวงไม่มี
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี
โลกนี้ไม่มี
โลกหน้าไม่มี
มารดาไม่มี บิดาไม่มี
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะไม่มี
สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ไม่มีอยู่ในโลก ดังนี้
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย
คือความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาตและนรก
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เพราะเหตุประพฤติไม่เรียบร้อย
คือไม่ประพฤติธรรมอย่างนี้แล.

อริยสาวก มีการสดับธรรม จะมีการอบรมกาย อบรมศิล อบรมจิต อบรมปัญญา
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้น ดังนี้

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
จูฬยมกวรรค
๑. สาเลยยกสูตร
ทรงโปรดชาวบ้านสาละ
กุศลกรรมบถ ๑๐
[๔๘๕] ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
ความประพฤติเรียบร้อยคือความประพฤติธรรม
ทางกายมี ๓ อย่าง ทางวาจามี ๔ อย่าง ทางใจมี ๓ อย่าง.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรม ทางกาย ๓ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการฆ่าสัตว์เว้นขาดการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ
วางศาตราเสียแล้ว มีความละอาย มีความเอ็นดู
มีกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่.
ละการถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้
เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ไม่ลักทรัพย์เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น
ที่อยู่ในบ้าน หรือที่อยู่ในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ ซึ่งนับว่าเป็นขโมย.
ละการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
คือ ไม่ถึงความสมสู่ในพวกหญิง ที่มารดารักษา
ที่บิดารักษา ที่มารดาและบิดารักษา ที่พี่ชายรักษา
ที่พี่สาวรักษา ที่ญาติรักษา ที่มีสามี ที่อิสรชนหวงห้าม
ที่สุดหญิงที่เขาคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ
ไปในทีประชุม หรือไปในหมู่ชน
หรือไปในท่ามกลางญาติ
หรือไปในท่ามกลางขุนนาง หรือไป
ในท่ามกลางราชสกุล หรือถูกนำไปเป็นพยาน
ถูกถามว่า บุรุษผู้เจริญ เชิญเถิด ท่านรู้เรื่องใดก็จงบอกเรื่องนั้น
เขาเมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ หรือเมื่อรู้ก็บอกว่ารู้
เมื่อไม่เห็นก็บอกว่า ไม่เห็นหรือเมื่อเห็นก็บอกว่าเห็น
ไม่กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่
เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง
เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งของเล็กน้อยบ้าง.
ละวาจาอันส่อเสียด เว้นขาดจากวาจาส่อเสียด
คือได้ฟังข้างนี้แล้วไม่นำไปบอกข้างโน้น
เพื่อทำลายพวกข้างนี้ หรือได้ฟังข้างโน้นแล้ว
ไม่นำมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายพวกข้างโน้น
สมานพวกที่แตกกันให้ดีกันบ้าง ส่งเสริมพวกที่ดีกันให้สนิทสนมบ้าง
ชอบใจพวกที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีแล้วในพวกที่พร้อมเพรียงกัน
ชื่นชมในพวกที่พร้อมเพรียงกัน และกล่าววาจาอันทำให้พร้อมเพรียงกัน.
ละวาจาหยาบ เว้นขาดจากวาจาหยาบ กล่าววาจาที่ไม่มีโทษ
เพราะหูชวนให้รัก จับใจเป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ ชอบใจ.
ละการพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ
พูดในเวลาที่ควรพูดตามความจริง
พูดเรื่องที่เป็นประโยชน์ พูดเรื่องที่เป็นธรรม
พูดเรื่องที่เป็นวินัยและกล่าววาจามีหลักฐาน มีที่อ้างได้มีที่สุด
ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย
คือความประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีความโลภมาก ไม่เพ่งเล็งทรัพย์
อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า ขอของผู้อื่น
พึงเป็นของเราเถิด ดังนี้.
เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท มีความดำริในใจไม่ชั่วช้าว่า
ขอสัตว์เหล่านี้ จงเป็นผู้ไม่มีเวร
ไม่มีความเบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีแต่สุข รักษาตนเถิด ดังนี้.
เป็นผู้มีความเห็นชอบ คือมีความเห็น
ไม่วิปริตว่า ผลแห่งทานที่ให้แล้วมีอยู่
ผลแห่งการการบูชามีอยู่
ผลแห่งการเซ่นสรวงมีอยู่
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมีอยู่
โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่
มารดามีอยู่ บิดามีอยู่
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะมีอยู่
สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ
ปฏิบัติชอบผู้ทำโลกนี้ และโลกหน้า
ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย
คือความประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล.

ผู้ที่ได้สดับธรรมและมีการอบรมกาย อบรมศิล อบรมจิต อบรมปัญญา
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้น ดังนี้

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
ธนสูตรที่ ๒
[๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้
๗ ประการเป็นไฉน
คือ ทรัพย์
คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ปัญญา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศรัทธา คือเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือศีลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ
จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือหิริเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามก
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือหิริ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือโอตตัปปะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
สะดุ้งกลัวต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามก
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือโอตตัปปะ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก
ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ
ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีใจอันปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ
ยินดีในทานและการจำแนกทาน
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับ
เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ฯ
ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗
ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม
บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์
เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา
เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม ฯ

ผลของการอบรมกาย อบรมศิล อบรมจิต อบรมปัญญา
ทำให้ละสังโยขน์ ๓ ได้
๑. ละสีลลัพตปรามาส
๒. ไม่สงสัย ลังเล
เชื่อพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง
เชื่อพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
เชื่อผู้ปฏิบัติชอบมีอยู่
๓. ละสักกายทิฏฐิ
สภาวะนี้มีเกิดที่หลัง มีเกิดขึ้นโดยตัวของสภาวะเอง
จะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติก็ตาม

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๒. อลคัททูปมสูตร
ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยอสรพิษ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ
ไม่เห็นพระอริยะทั้งหลาย
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ
ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ
ไม่ได้รับแนะนำแล้วในธรรมของสัตบุรุษ
ย่อมพิจารณาเห็นรูปว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นสัญญาว่า นั่นของเรา เราเป็นนั้น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นรูปที่เห็นแล้ว เสียงที่ฟังแล้ว กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบแล้ว อารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว
ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วด้วยใจว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั้นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นเหตุแห่งทิฏฐิว่า นั้นโลก นั้นอัตตาในปรโลก
เรานั่นจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืนคงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
จักตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยงอย่างนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้สดับแล้ว
ผู้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับแนะนำดีแล้วในธรรมของพระอริยะ
เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนำดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ
ย่อมพิจารณาเห็นรูปว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
ย่อมพิจารณา เห็นเวทนาว่านั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นสัญญาว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นรูปที่เห็นแล้ว เสียงที่ฟังแล้ว กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบแล้ว อารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว
ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้ว
แล้วด้วยใจว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นเหตุแห่งทิฏฐิว่า นั่นโลก นั่นตน ในปรโลก
เรานั้นจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
จักตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยงอย่างนั้นว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
พระอริยสาวกนั้นพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่สะดุ้งในเพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่.

โสดาบัน

โสดาบัน(พยัญชนะ)
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้น(อรรถ)
ภพชาติของการเกิด

โสดาบัน มีเกิดขึ้น ๒ ประเภท
๑. สัทธานุสารี
๒. ธัมมานุสารี

คำว่า สัทธานุสารี
ได้แก่ เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตาม
เช่น รักษาศิล ๕
ผลของการปฏิบัติตาม
ทำให้เชื่อกรรมและลของกรรม
ทำให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิมีเกิดขึ้นโดยตัวของสภาวะเอง
แม้จะรู้ปริยัติ อาศัยจากการศึกษา
หรือไม่รู้ปริยัติ อาศัยจากการสดับธรรม

คำว่า ธัมมานุสารี
ได้แก่ เชื่อคำสอนของสาวกและปฏิบัติตาม
เช่น รักษาศิล ๕
ผลของการปฏิบัติตาม
ทำให้เชื่อกรรมและลของกรรม
ทำให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิมีเกิดขึ้นโดยตัวของสภาวะเอง
แม้จะรู้ปริยัติ อาศัยจากการศึกษา
หรือไม่รู้ปริยัติ อาศัยจากการสดับธรรม

ภพชาติของการเกิดในวัฏสงสาร
รักษาศิล ๕
ผลของการปฏิบัติตาม
ทำให้เชื่อกรรมและลของกรรม
ทำให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิมีเกิดขึ้นโดยตัวของสภาวะเอง
แม้จะรู้ปริยัติ อาศัยจากการศึกษา
หรือไม่รู้ปริยัติ อาศัยจากการสดับธรรม
เมื่อทำกาละ(มรณะ) จะเกิดเป็นมนุษย์และเทวดา ๗ ครั้ง

บุคคลเหล่านี้ ที่มีโอกาสได้อ่านหรือฟังธรรม จากบุคคลเหล่านี้
คือพระอริยะ สัตบุรุษ สัปบุรุษ ปุริสบุคคล
ศรัทธามีเกิดขึ้นและปฏิบัติตาม
หากในชาตินี้ไม่สามารถเข้าถึงธรรมโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
เกิดจากอินทรีย์ ๕ อ่อน ทำให้บรรลุช้า
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ
เมื่อทำกาละ จะเกิดเป็นมนุษย์และสวรรค์
เกิดไม่เกิน ๗ ชาติ และเข้าถึงธรรมมรรคผลตามลำดับ

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
ปัจจุบันเป็นสกทาคามี(สกทาคามิมรรค)

อนาคามิมรรค อนาคามิมรรค
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตมรรค)
ดับกามตัณหา ภวตัณหา
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

อรหัตมรรค อรหัตผล
ปัจจุบันเป็นอรหันต์(อรหัตผล)
ดับตัณหา(๓)
ลักษณะอาการมีเกิดขึ้น
อุปาทิเสสนิพพานธาตุ

กล่าวโดยย่อ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ธรรมิกสูตรที่ ๑๔
[๓๓๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล ธรรมิกอุบาสกพร้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
[๓๓๓] ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์
อุบาสกผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตก็ดี
อุบาสกผู้ยังอยู่ครองเรือนอีกก็ดี
บรรดาสาวกทั้งสองพวกนี้สาวกกระทำอย่างไร
จึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
พระองค์เท่านั้นแล ทรงทราบชัดซึ่งคติ
และความสำเร็จของโลกพร้อมทั้งเทวโลก
บุคคลผู้เห็นประโยชน์อันละเอียดเช่นกับพระองค์ย่อมไม่มี
บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวพระองค์แล ว่าเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
พระองค์ทรงแทงตลอดไญยธรรม ทรงอนุเคราะห์เหล่าสัตว์
ได้ทรงประกาศพระญาณและธรรมทั้งปวง
ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระจักษุรอบคอบ
พระองค์ผู้มีกิเลสดุจหลังคาที่เปิดแล้ว
เป็นผู้ปราศจากมลทิน ไพโรจน์อยู่ในโลกทั้งปวง

พญาช้าง (เทพบุตร) ชื่อเอราวัณ
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคนี้ทรงชนะบาปธรรม ดังนี้แล้ว
ได้ไปในสำนักของพระองค์
พญาช้างเอราวัณแม้นั้นทูลถามปัญหากะพระองค์
ได้สดับปัญหาแล้วซ้องสาธุการชื่นชมยินดี
ได้บรรลุธรรมไปแล้ว

แม้พระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวร
ก็เข้าเฝ้าพระองค์ทูลไต่ถามธรรมอยู่
พระองค์อันพระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล
ทูลถามแล้วย่อมตรัสบอกท้าวเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล
ได้สดับปัญหาแล้วทรงชื่นชมยินดี ได้เสด็จไปแล้ว

พวกเดียรถีย์ก็ดี อาชีวกก็ดี นิครนถ์ก็ดี
ผู้มีปรกติกระทำวาทะทั้งหมดนี้ ย่อมไม่เกินพระองค์ด้วยปัญญา
เหมือนบุคคลผู้หยุดอยู่ ไม่พึงเกินคนเดินเร็วซึ่งเดินอยู่ ฉะนั้น

พวกพราหมณ์ก็ดี แม้พวกพราหมณ์ผู้เฒ่าก็ดี
ผู้มีปรกติกระทำวาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่
และแม้ชนเหล่าอื่นสำคัญอยู่ว่าเราทั้งหลายผู้มีปรกติกระทำวาทะ
ชนเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้เนื่องด้วยประโยชน์ในพระองค์
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทั้งหมดกำลังคอยฟังด้วยดี
ซึ่งธรรมที่ละเอียดและนำความสุขมาให้ อันพระองค์ตรัสดีแล้วนี้
ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์อันข้าพระองค์ทั้งหลายทูลถามแล้ว
ได้โปรดตรัสบอกความข้อนั้น แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย
ภิกษุกับทั้งอุบาสกเหล่านี้ แม้ทั้งหมดนั่งประชุมกันแล้วในที่นั้นแหละ
เพื่อจะฟังขอจงตั้งใจฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีมลทินตรัสรู้แล้ว
เหมือนเทวดาทั้งหลายตั้งใจฟังสุภาษิตของท้าววาสวะ ฉะนั้น ฯ

พระผู้มีพระภาคเพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาของบรรพชิตก่อน
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว
จึงตรัสพระคาถาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรา
เราจะยังเธอทั้งหลายให้ฟังธรรมอันกำจัดกิเลส
และเธอทั้งปวงจงประพฤติธรรมอันกำจัดกิเลสนั้น
ภิกษุผู้มีปัญญา ความคิด ผู้เห็นประโยชน์
พึงเสพอิริยาบถอันสมควรแก่บรรพชิตนั้น

ภิกษุไม่พึงเที่ยวไปในเวลาวิกาลเลย
อนึ่งภิกษุพึงเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตในบ้านในกาล
ด้วยว่าธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งหลาย
ย่อมข้องภิกษุผู้เที่ยวไปในกาลอันไม่สมควรไว้
เพราะเหตุนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมไม่เที่ยวไปในเวลาวิกาล
รูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้มัวเมา
ภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วซึ่งความพอใจในธรรมเหล่านี้
พึงเข้าไปยังโอกาสที่จะพึงบริโภคอาหารในเวลาเช้าโดยกาล

อนึ่ง ภิกษุได้บิณฑบาตแล้วตามสมัย
พึงกลับไปนั่งในที่สงัดแต่ผู้เดียว
ภิกษุผู้สงเคราะห์อัตภาพแล้ว
คิดถึงขันธสันดานในภายใน ไม่พึงส่งใจไปในภายนอก
ถ้าแม้ว่าภิกษุนั้นพึงเจรจากับสาวกอื่นหรือกับภิกษุรูปไรๆ ไซร้
ภิกษุนั้นพึงกล่าวธรรมอันประณีต
ไม่พึงกล่าวคำส่อเสียด ทั้งไม่พึงกล่าวคำติเตียนผู้อื่น

ก็บุคคลบางพวกย่อมประถ้อยคำกัน
เราย่อมไม่สรรเสริญบุคคลเหล่านั้นผู้มีปัญญาน้อย
ความเกี่ยวข้องด้วยการวิวาท
เกิดจากคลองแห่งคำนั้นๆ ย่อมข้องบุคคลเหล่านั้นไว้
เพราะบุคคลเหล่านั้นส่งจิตไปในที่ไกลจากสมถะและวิปัสสนา

สาวกผู้มีปัญญาดี ฟังธรรมที่พระสุคตทรงแสดงแล้ว
พิจารณาบิณฑบาต ที่อยู่ ที่นอน ที่นั่ง น้ำและการซักมลทินผ้าสังฆาฏิแล้วพึงเสพ
เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุไม่ติดแล้วในธรรมเหล่านี้
คือ บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง น้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิ
เหมือนหยาดน้ำไม่ติดในใบบัว ฉะนั้น

ก็เราจะบอกวัตรแห่งคฤหัสถ์แก่เธอทั้งหลาย
สาวกกระทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
จริงอยู่ สาวก ไม่พึงได้เพื่อจะถูกต้องธรรมของภิกษุ
ล้วนด้วยอาการที่มีความหวงแหน

สาวกวางอาชญาในสัตว์ทุกหมู่เหล่า
ทั้งผู้ที่มั่นคง ทั้งผู้ที่ยังสะดุ้งในโลกแล้ว
ไม่พึงฆ่าสัตว์เอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่าและไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นฆ่าแต่นั้น

แต่นั้น สาวกรู้อยู่ พึงเว้นสิ่งที่เขาไม่ให้อะไรๆในที่ไหนๆ
ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นลัก
พึงเว้นวัตถุที่เจ้าของเขาไม่ให้ทั้งหมด

สาวกผู้รู้แจ้ง พึงเว้นอพรหมจรรย์
เหมือนบุคคลเว้นหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชน ฉะนั้น
แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่พึงก้าวล่วงภรรยาของผู้อื่น

ก็สาวกผู้อยู่ในที่ประชุมก็ดี อยู่ในท่ามกลางบริษัทก็ดี
ไม่พึงกล่าวเท็จแก่บุคคลผู้หนึ่ง
ไม่พึงให้ผู้อื่นกล่าวคำเท็จ
ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นกล่าวเท็จ
พึงเว้นคำไม่เป็นจริงทั้งหมด

สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงชอบใจธรรมนี้
ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นดื่ม ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นดื่ม
เพราะทราบชัดการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าเป็นที่สุด
คนพาลทั้งหลายย่อมกระทำบาปเอง
และใช้คนอื่นผู้ประมาทแล้วให้กระทำบาป
เพราะความเมานั่นเอง
สาวกพึงเว้นความเป็นบ้า
ความหลงที่คนพาลใคร่แล้ว
อันเป็นบ่อเกิดแห่งบาปนี้

ไม่พึงฆ่าสัตว์
ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขา
ไม่ได้ให้ไม่พึงพูดมุสา
ไม่พึงดื่มน้ำเมา
พึงเว้นจากเมถุนธรรมอันเป็นความประพฤติไม่ประเสริฐ
ไม่พึงบริโภคโภชนะในเวลาวิกาลในราตรี
ไม่พึงทัดทรงดอกไม้และไม่พึงลูบไล้ของหอม
พึงนอนบนเตียงหรือบนพื้นดินที่เขาลาดแล้ว

บัณฑิตทั้งหลายกล่าว
อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้
แลว่าอันพระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทรงประกาศไว้แล้ว
แต่นั้นสาวกผู้มีใจเลื่อมใส
พึงเข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการให้บริบูรณ์ดี
ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักข์ และตลอดปาฏิหาริกปักข์
แต่นั้นสาวกผู้รู้แจ้ง
เข้าจำอุโบสถอยู่แต่เช้าแล้ว
มีจิตเลื่อมใส ชื่นชมอยู่เนืองๆ
พึงแจกจ่ายภิกษุสงฆ์ด้วยข้าวและน้ำตามควร
พึงเลี้ยงมารดาและบิดา
ด้วยโภคสมบัติที่ได้มาโดยชอบธรรม
พึงประกอบการค้าขายอันชอบธรรม ไม่ประมาท
ประพฤติวัตรแห่งคฤหัสถ์นี้อยู่
ย่อมเข้าถึงเหล่าเทวดาชื่อว่าสยัมปภา ผู้มีรัศมีในตน ฯ


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
ทฬิททสูตรที่ ๔
[๙๑๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่
ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์
ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าพระพุทธเจ้าข้า ฯ
[๙๑๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครราชคฤห์นี้แล
ได้มีบุรุษคนหนึ่งเป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์กำพร้า เป็นมนุษย์ยากไร้
เขายึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
ครั้นเขายึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
เมื่อแตกกายตายไป ได้อุบัติยังสุคติโลกสวรรค์
คือ ความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์
เทพบุตรนั้นรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ ฯ
[๙๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ในกาลครั้งนั้น
พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์พากันยกโทษตำหนิติเตียนว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์นัก
ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยังไม่เคยมีมาเลย
เทพบุตรผู้นี้เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน
เป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์กำพร้า เป็นมนุษย์ยากไร้
เมื่อแตกกาย ตายแล้ว เขาอุบัติยังสุคติโลกสวรรค์
คือ ความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์
ย่อมรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลท้าวสักกะจอมเทพ
ตรัสกะเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่ายกโทษต่อเทพบุตรนี้เลย
ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เทพบุตรนี้แล
เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ยึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว
ครั้นยึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว
เมื่อแตกกายตายลง จึงอุบัติยังสุคติโลกสวรรค์
คือ ความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์
ย่อมรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ ฯ
[๙๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล
ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อจะทรงพลอยยินดีกะพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์
จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่าบุคคลใด
มีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระตถาคต
มีศีลงามที่พระอริยะเจ้าพอใจสรรเสริญ
มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์และมีความเห็นตรง
บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน
ชีวิตของบุคคลนั้นไม่เปล่าประโยชน์
เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้มีปัญญา
เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงประกอบเนืองๆ ซึ่งศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรมเถิด ฯ

Previous Older Entries

สิงหาคม 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น