21 กันยายน 2015

ทำแบบ สะเปะสะปะ คือ การปฏิบัติ อาศัยการทำสมาธิ ที่ทำได้มาตั้งแต่เด็กๆ
ทำเพราะอยากรู้ อยากเห็น ตามที่อ่านเจอในหนังสือปกอ่อน เรื่อง กฏแห่งกรรม
เล่าโดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม มีทั้งหมด ๘ เล่ม ซื้อมาหมดเลย

ทำไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่า ทำแล้วเงินไหลมา มีงานพิเศษ รายได้พิเศษเข้ามามากมาย
ทำแบบไม่รู้อะไรเลย ไม่มีคนแนะนำ ไม่มีพี่เลี้ยง

สภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร ตอนที่ยังไม่รู้ชัดเกี่ยวกับผัสสะ
ยังไม่รู้ชัดสิ่งต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ก็เล่นเอาหลงเรื่องญาณ ๑๖ นานเหมือนกันนะ
หลงน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น ตามตำราที่มีเขียนอธิบายไว้

กว่าจะรู้ว่า เป็นความปกติของสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะใน สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เกิดขึ้นร่วมด้วยเท่านั้น
ที่มีชื่อเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้

ถึงแม้ว่า จะน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น(ถือมั่น)
ไม่เคยประมาท ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง สมาธิมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ
โอภาสเอย สุดแสนอลังการจริงๆ รักษาโรคด้วยตัวเอง

 

 

นี่คือ ครั้งแรก ที่เกือบสัมผัสความตาย แต่ตอนนั้นยังไม่รู้

ตอนที่ป่วยมาก เกือบตายนะ ชีวิตเกือบสิ้นไปแล้ว
เพราะได้สมาธินี่แหละ รักษาโรคที่เป็นอยู่ ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียเกินไป

จากการที่เสียเลือดมาก ประจำเดือนมามากผิดปกติ
อาการเหมือนคนตกเลือด ป่วยเป็นเดือน รักษาตัวด้วยการอบสมุนไพร
อาบน้ำด้วยน้ำต้มสมุนไพร ทำสมาธิระหว่างอบตัว

เดินจงกรม ทำสมาธิในระหว่างวัน ทำทั้งวัน
เรียกว่า ๒๔ ชม. แม้เวลาจะนอน ไม่มีการว่างเว้น ทำตลอด

สภาวะตอนนี้ ยังไม่รู้ชัดเกี่ยวกับลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง
ของสิ่งที่มีชื่อเรียกว่า ความตาย

เพียงแต่รู้ว่า จิตที่เป็นสมาธิ กำลังสมาธิที่มีมาก(โอภาสสว่างประมาณไม่ได้ สว่างมาก)
สมาธิที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ ใช้รักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยได้

 

 

 

ครั้งที่สอง เฉียดตาย

ตอนนี้เจอตอนไปวัดตาลเอน อยุทธยา ระหว่างข้ามถนน มองซ้าย มองขวา เห็นโล่งทั้งสองฝั่ง
จึงเดินข้าม แว่บเดียวจริงๆ มีรถสองคัน วิ่งสวนทางกัน เรายืนอยู่ตรงกลาง

เสียงแตรรถดัง ความรู้สึกรถวิ่งเฉียดหน้าไป
เสียงตะโกนจากคนในรถว่า อยากตายหรือไง

วินาทีนั้น ใจมันนิ่งสงบ ไม่มีการขยับตัว ยืนอยู่นิ่งๆ
ท่าทกลางรถวิ่งสวนกัน ใจสงบมาก ไม่รู้สึกอะไรเลย

รถกระบะวิ่งผ่านหน้า
รถเมล์ประจำทาง วิ่งผ่านด้านหลัง
เฉียดฉิวเส้นยาแดง ถ้าขยับตัวนิดเดียว …

หลังจากนั้นมา มักคิดถึงแต่ความตาย คิดว่าตัวเองจะต้องตายแน่นอน เล่าให้ท่านจิ๋วฟัง

ท่านบอกว่า จะรีบไปไหน นิมนต์อยู่ก่อน อยู่นานๆ

หลังจากนั้นมา ความรู้สึกที่ว่า จะต้องตาย หายไปหมด

 

 

 

รู้ชัดในความตาย ครั้งที่ ๑

เจอลักษณะอาการที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ความตาย

รู้ชัดในแต่ละขณะ ก่อนเกิด กำลังเกิด เกิดทันที เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทันที
อาการเหมือนคลอดออกมาจากช่องคลอดแม่ แต่รู้สึกตัวตลอด ระหว่างคลอดออกมา
อาการเหมือนเด็กแรกเกิดที่หมอใช้เครื่องดูดในการทำคลอด ความรู้สึกรู้ชัดแบบนั้นเลย

ตั้งแต่นั้นมา ใจมันอาจหาญ ไม่มีความสะดุ้ง ไม่มีความกลัวตาย
เพราะรู้แล้วว่า ความตายเป็นแค่ภาษาสมมุติทางโลก ที่ใช้เรียกคน ที่วิญญาณได้ทิ้งร่างไปแล้ว

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ความตายนั้น
เป็นเพียงการเปลี่ยนเปลือก เปลี่ยนรูป ตามเหตุปัจจัยของการเกิด ที่ยังมีอยู่
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ จึงมีเกิดขึ้นกับผู้ที่ยังมีห่วงๆ มีความอาลัยต่างๆ สิ่งที่ยังมีข้องอยู่ในจิต

สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นบ่วงผูกมัด ร้อยเหล่าสรรพสัตว์ ทั้งดี และชั่ว เป็นไปตามกรรมที่เคยกระทำไว้
จิตระลึกถึงสิ่งใด ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ ไปเกิดตามนั้นทันที นรก สวรรค์ จุดแบ่งแยก อยู่ที่ตรงนี้

ส่วนผู้ที่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ผู้ที่ไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย
ขณะใกล้หมดลมหายใจ ย่อมรู้สึกตัวอยู่ ไม่มีความนึกคิดถึงเรื่องราวใดๆ
คือ ตายก็ตาย ไม่ห่วง ไม่กังวล

 

 

 

ตอนนี้ สภาพธรรมต่างๆ ที่วลัยพรได้พบเห็นอยู่ รู้ชัดอยู่
ไม่มีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น การได้เป็นนั่นนี่
ความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นไม่เคยมีเกิดขึ้น ตั้งแต่รู้ชัด ในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

ที่สำคัญ จุดเปลี่ยน เกิดจากภาพต่างๆ ที่ปรากฏขณะคิดพิจรณา ในการดำเนินชีวิต
และภาพต่างๆ ที่ปรากฏขณะจิตเป็นสมาธิ

มีแต่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร
ภพภูมิดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน ล้วนเป็นทุกข์

ยิ่งเกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า กี่กัปป์ กี่กัลล์ กี่อสงไขย
สุดท้าย ก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก จะเกิดสั้น จะเกิดยาว ล้วนเป็นทุกข์

เมื่อรู้ชัดแบบบนี้แล้ว
ไม่ว่าสภาพธรรมใดปรากฏ ไม่มีการน้อมเข้าหาตัว
หรือน้อมใจเชื่อเข้าสู่ความมี ความเป็น โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์
สักนิดเดียว ไม่มีเกิดขึ้นในจิต

แค่รู้ว่า ตอนนี้มีความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ๆ
แต่ไม่มีการให้ค่าให้ความหมายใดๆ

มีแต่รู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี
เมื่อเพียรละในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
ความประมาทพลาดพลั้ง จะด้วยเจตนาใดๆก็ตาม
เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลรับกลับมา ย่อมมีแน่นอน จะเร็วหรือช้า ต้องรับผลแน่นอน

และอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียร ทำให้กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ
มีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ยังไม่มากเหมือนกับเมื่อก่อน
โดยการดูโอภาสที่เกิดขึ้นเป็นหลัก

Advertisements

หลงสภาวะ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ภาคปริยัติ ลงครบหมดแล้ว
ภาคสภาวะหรือลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำเรียกต่างๆ
จะนำมาทะยอยลงให้อ่าน

ที่แน่ๆ กว่าจะรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ต้องหลง(สภาวะ) ก่อนที่จะเกิดความรู้ชัด
รู้ว่าทาง หรือไม่ใช่ทาง

นำมาบางส่วน ที่หลงสภาวะ
ที่กล่าวว่า หลงสภาวะนี้ เพราะเกิดการน้อมใจเชื่อว่า สภาวะที่เกิดขึ้น
เคยอ่านเจอประมาณว่า เป็นนั่นนี่ จึงคิดว่า คำที่บอกเล่าต่อๆกันมา น่าจะใช่

14 มี.ค. 2008

ยิ่งปฏิบัติ ก็ยิ่งเห็นทุกข์ มองไปทางไหนก็มีแต่ทุกข์ ทำไมทุกข์มันช่างมากมายอย่างนี้หนอ
เมื่อก่อนเข้าใจว่า เมื่อเห็นทุกข์ ย่อมเข้าใจในทุข์ ย่อมอยู่ในทุกข์ได้โดยไม่ต้องไปทุกข์กับทุกข์นั้นๆ
แต่ทุกข์ครั้งนี้เราเห็นมันคนละอย่างกับทุกข์ที่เราเคยเห็น เคยเข้าใจ

ทุกข์ครั้งก่อนคือทุกข์ทั่วๆไปที่เกิดขึ้นในครองชีวิต ในการมีชีวิตอยู่
แต่ทุกข์ครั้งนี้เป็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด ไม่อยากเกิดมาทุกข์แบบนี้อีกแล้ว
เกิดมานี่มันช่างวุ่นวาย วุ่นวายทั้งข้างนอกและข้างใน มันดูวุ่นวายไปหมด

เมื่อคืนปฏบัติ เจอเวทนา ตัดใจเลยสู้กับเวทนา
พิจรณาลงไปว่าเวลาตายเราจักต้องทรมาณมากกว่านี้เยอะ เวทนาที่เคยเจอมีทั้งหนักและเบา

ครั้งนี้ก็หนักหนาสาหัส ปวดจนหลังมากๆร้าวมาที่ก้นกบ เหมือนมันจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ
บังคับตัวเองเลย ตั้งหลังให้ตรง แล้วสู้กับเวทนาที่เกิด

ใจก็คิดพิจรณาไปด้วย เพราะเรายังมีอุปทานยึดมั่นถือมั่นในกายของเรา มันจึงยังมีเวทนาเกิดอยู่ตลอด
มันเกิดแล้วก็หายอยู่อย่างนั้น หนักเบาไม่เท่ากัน มันไม่เที่ยง
เราไปบังคับว่าให้เกิดหรือไม่ให้เกิดไม่ได้

พิจรณาหนักๆ พิจรณาว่ามันไม่เที่ยง
แล้วจากที่ปวดสุดๆมันก็รู้สึกซ่าๆไปทั้งขา ซ่าๆไปตามส่วนที่ปวด
แล้วมันก็ค่อยๆหายปวดไป แล้วนั่งต่อไปจนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้

เวทนานี่เจอมาหลายรอบละหนักๆทั้งนั้น
แต่ครั้งนี้หนักกว่าทุกครั้งเหมือนร่างกายเรามันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
แต่ตั้งใจไว้แล้ว ต่อไปนี้จะปฏิบัติ เพื่อเตรียมตัวตาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องตายจริงๆ
จะได้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาจนกระทั่งหมดลมหายใจ

31 มีนาคม ’51

วันนี้ ระหว่างเดินจงกรม เกิดเวทนาสุดๆ อยู่ๆมีอาการเหมือนกล้ามเนื้อหลังจะเป็นตะคริว
มันเป็นกลุ่มเป็นก้อนๆขึ้นมา แต่ยังไม่ถึงขั้นตะคริว

ความคิดอันดับแรกที่เกิดก็คือ กลัวสุดๆ กลัวเป็นอัมพาต เพราะหลังนี่สำคัญมากๆ
หายใจยาวๆ กำหนดรู้หนอๆๆแล้วหยุดเดิน เปลี่ยนอารมณ์มาจับตรงเวทนาแทน
ค่อยๆเอามือออกจากการที่จับไว้ตรงกระเบนเหน็บ หายใจยาวๆ กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ
เปลี่ยนเอามือมากุมไว้ข้างหน้า แต่ยกมือขึ้นไม่ได้ หลังมันจะเป็นตะคริว ความรู้สึกยังกลัวอยู่แบบบอกไม่ถูก

แต่ใจก็คิด ถ้าจะเป็นอะไรไปเพราะการปฏิบัติ ก็ให้มันเป็นไป ยังกำหนดรู้อยู่อย่างนั้น
หายใจยาวๆ ค่อยๆลองยกแขนมากุมไว้ข้างหน้า ยังหายใจยาวๆ ใช้สติจับอยู่ที่อาการทุกขณะ
พอยกมือมากุมไว้ข้างหน้าได้แล้ว ก็เริ่มยกมือไปกุมไว้ข้างหลัง

พอกุมมือได้ สักพัก มีอาการเหมือน แผ่นหลังมันแตกออกเป็นส่วนๆ
เหมือนกายมันแยกออกจากกัน มันดังเปรี๊ยะในความรู้สึก
แล้วมันก็รู้สึกว่าในหัวสมองมันโล่งไปหมดเลย มันโล่งแบบบอกไม่ถูก ทั้งตัวนี่เบาไปหมด

พอมานั่งสมาธิต่อ แค่หย่อนตัวนั่งลง ยังไม่ทันจะหายใจเข้าเลย มันเข้าสู่สมาธิทันที
ไม่ได้คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไร เพียงแต่มองว่า เวทนาแต่ละครั้งนี่ มันช่างสุดๆจริงๆ

ครั้งที่ 1 ที่จำได้คือ เวทนาที่เกิดตอนนั่งสมาธิ อันนี้เกิดที่ขา แต่ที่เหมือนกันคือมันหฤโหดสุดๆเหมือนๆกัน
เหมือนกายมันระเบิดแยกออกจากกันเหมือนกัน แต่ตรงนี้พอมันแตกออกมา มันกลับมีตัวรู้เกิดขึ้น
ผลที่ตามมาจากการเดินจงกรมแล้วเกิดเกิดเวทนาเวทนาครั้งนี้ คือ โรคปวดหลังนี่
เป็นมาตั้งแต่สมัยทำงาน ส่วนมากจะเป็นกัน ยกคนไข้ประจำ
มันก็เลยเป็นเรื้อรังมาตลอด ( หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท )

ความที่ว่าเจอเวทนาบ่อยๆ แบบโหดๆ เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า
สามารถมีสติพิจรณาเวทนาที่เกิดได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน
วันนั้นเจอเวทนาสองชั่วโมงเต็มๆ (วันไปปฏิบัติที่วัดมหาธาตุ)

พระอาจารย์ท่านบอกว่า ขณะที่เดินจงกรม สมาธิเราเกิดมากเกินไป
ให้เรารู้ไปในอริยบทย่อยให้บ่อยๆ เพื่อจะได้มีสติให้มากขึ้นกว่านี้
สังเกตุเห็นหลายครั้งละ ว่าหลังจากเดินจงกรม
พอมานั่งสมาธิต่อ ทำไมเราถึงเข้าสู่สมาธิได้เร็ว เพราะอย่างนี้นี่เอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ต้องถามพระอาจารย์ละ เดี๋ยวนี้เลิกถาม
เพราะท่านบอกไว้แล้วว่า ไม่ต้องไปให้ค่าความหมายในสิ่งที่เกิดหรือเห็น ให้ตัดความสงสัยออกไป

ตั้งแต่เจอเวทนาหนที่สองนี่ เรามองเห็นความกลัวที่เรามีอยู่
ไม่เคยกลัวเท่าครั้งไหนๆเลย ครั้งนี้กลัวมากๆ เหมือนความกลัวอันนี้ที่แท้มันมีอยู่แล้ว
เพียงแต่มันถูกซ่อนเอาไว้ แล้วถ้าเกิดต้องตายจริงๆมิขาดสติไปหรือนี่ รู้แต่ว่า ประมาทไม่ได้แล้ว
ความสงสัยต่างๆที่เคยมีมากมาย เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีเลย มันสงบมากๆจนตัวเราเองก็ยังแปลกใจเลย

13 เมย. ’51
ขณะที่เกิดเวทนา พิจรณาเห็นเวทนาตั้งแต่เกิด ขณะที่เกิด และดับลงไป
เวียนวนอยู่อย่างนั้น ดูไปดูมา เหมือนมันวูบหายไป

สักพักเราก็คิดว่าน่าจะพอละ เลยหยิบนาฬิกามาดู วางไว้ข้างตัว
ไม่ได้ตั้งจับเวลา ทุกทีจะตั้งเวลา ที่ไหนได้ ตี 3

ทำไมมันไวอย่างนี้ สรุปก็คือ จิตมันไว มันไปเข้าอยู่ในสมาธิ เพราะเรารู้สึกว่ามีช่วงเวลาที่หายไป
นี่ขนาดพิจรณาเวทนาที่เกิดนะ ว่ามีสติรู้ตัวดีแล้วนา สุดท้ายก็เสียท่าสมาธิอีก มันช่างไม่เที่ยงจริงๆเลย

23 เม.ย. ’51

การที่จิตรวมเป็นหนึ่งในทุกขณะอริยาบทได้ นี่ดีจริงๆ ( พักนี้เกิดถี่มาก )
ช่วยตัดความวุ่นวายภายนอกตัวไปได้มาก ๆ รู้สึกถึงความสว่างโล่งไปหมด

วันนี้ก็ปฏิบัติเหมือนเดิม เดินจงกรม กับรู้ลงไปในอริยาบทย่อยเวลาทำงาน
พอพักเที่ยงก็นั่งสมาธิต่อ เดี่ยวนี้อย่างที่บอกไว้ จิตจะรวมเป็นหนึ่งเข้าสู่สมาธิเร็วมากๆ
เมื่อเข้าสู่สมาธิแล้ว โอภาสจะเกิด เกิดบ่อยมาก (ซึ่งเมื่อก่อน น้อยครั้งที่จะเกิดสว่างมากๆแบบนี้)

วันนี้สติดี จับตรงช่วงที่สว่างมากๆได้ 6 ครั้ง ในเวลานั่ง 1 ช.ม. นอกนั้นสว่างปกติ สว่างตลอด
แต่ก็มีสติรู้ตัวตลอด เวทนาจับได้ตั้งแต่เกิดแล้วก็ทรงๆอาการอยู่อย่างนั้น

ตอนนี้ไม่กลัวเวทนาแล้วไม่ถอยด้วย เพราะรู้ว่า ถ้าสติดี เราเอาเวทนาอยู่ เป็นการฝึกสติ
ถึงแม้ว่าจะยังแยกกายออกจากจิตยังไม่ได้เด็ดขาดได้ตลอดก็ตาม

จำได้มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่เกิดเวทนา เห็นตั้งแต่เกิดจนดับ เกิดดับ อยู่อย่างนั้น
ขณะนั้นจิตมีสติรู้ตัวอยุ่ตลอดเวลา ไม่เข้าไปรับรู้กับเวทนาที่เกิด มีหน้าที่ดูอย่างเดียว

โอภาสนี่ก็แปลกดีนะ บางทีก็สว่างโล่งไปหมด สว่างมากๆ บางทีก็สว่างเหมือนไฟนีออนนธรรมดา
บางทีก็สว่างแค่ตา เราก็คิดเอาเองว่า อันไหนสว่างมากก็คือสมาธิแรงกว่าระดับอื่นๆ
แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่ดูไปตามความเป็นจริงที่เกิด

30 ก.ค.’51
มันเป็นขั้นเป็นตอนของมันเองนะการปฏิบัตินี่
ยิ่งมีสติ สัมปชัญญะมากเท่าไหร่ จิตยิ่งพัฒนามากขึ้นไปเรื่อยๆ

วันก่อน ปฏิบัติช่วงเย็น ขณะที่นั่งจิตรวมตัวเป็นสมาธิ ทุกทีจะจับไม่ได้เลยเวลามันดับ
แต่ตั้งแต่สติดี มันจับได้ทันทีตอนมันดับ มันดับหมดเลย ไม่รับรู้อะไรเลย เหมือนหนังกำลังฉายแล้วดับไปเดี๋ยวนั้น
สติมันจับได้ทัน ซึ่งเกิดดับกับตัวเราหลายครั้ง เพียงแต่เมื่อก่อนสติมันยังด้อย มันเลยจับไม่ทัน
ดับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ตอนที่กำลังคลายตัวออกมา
เที่ยวนี้จับได้เลย ดับปั๊บ สติจับไทนทีว่ามันดับ ขาดวั๊บไปเลย

31 ก.ค.
เป็นมา 2 วันแล้ว สมาธิมันมากเกิน นอนไม่หลับเลย พอหลับตาลง สว่างวาบทันที โอภาสเต็มๆ
ลุกขึ้นเดินจงกรม แล้วก็นั่งสมาธิต่อ นั่งจนถึงตี 2 ถึงกำหนดนอนได้ ไม่งั้นทำยังไงก็ไม่หลับ ไม่กำหนดก็ไม่หลับ

เมื่อคืนก็เป็นอีก ก็ทำแบบเดิมถึงตี 2 สมาธิแบบนี้ไม่ดีเลย เพราะพอนั่งมันจะดิ่งขาดวั๊บไปเลย สติไม่ทัน
จริงๆแล้วครูบาฯส่วนมากท่านจะบอกว่า ถ้าสมาธิมากเกินไปมันไม่ง่วง ไม่ให้นังแต่ให้หาอะไรทำเพื่อเจริญสติ
แต่มันดึกแล้วจะไปทำอะไรได้ เกรงใจคนอื่นเขาเสียงดังก๊อกๆแก๊กๆ งานบ้านน่ะเยอะถ้าจะทำ
คิดแล้วก็ขำ เหมือนขโมยทำ ค่อยๆยก ค่อยๆหยิบ เสียงจะได้ไม่ดัง นึกภาพออกเลย แมวขโมย

3 วันเต็มๆแล้ว มันไม่หลับไม่นอน เมื่อคืนก็นั่งพิจรณาถึงเรื่องการทำงานของขันธ์ 5
(คิดเพื่อไม่ให้สมองมันไปคิดในเรื่องไร้สาระ)

แล้วเราก็คิดว่าการทำงานของขันธ์ 5 มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย
แต่สิ่งที่สำคัญคือจิตต่างหากที่เกิดอุปทานไปยึดมั่นถือมั่นเอง ตรงนี้ต่างหากที่ควรจะแก้ไข
วิธีการแก้ไขก็คือการเจริญสติให้มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อมีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น ความยึดมั่นถือมั่นในสมมติบัญญัตินั้นๆก็ยิ่งน้อยลง
จากยึดมากก็ยึดน้อยลง สุดท้ายก็จะไม่ยึดมั่นในสิ่งใดๆเลย จะกลายเป็นเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียงสักแต่ว่าได้ยินเสียงฯลฯ ความคิดที่เกิดขึ้นก็จะรู้ทันว่าเป็นกุศลหรืออกุศลมันจะแยกแยะได้ทัน

ทำกาละ

๒. ผัคคุณสูตร

[๓๒๗] ก็สมัยนั้น ท่านพระผัคคุณะอาพาธ มีทุกข์เป็นไข้หนัก
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระผัคคุณะ อาพาธมีทุกข์เป็นไข้หนัก
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์
เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะเถิด
พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ

ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะถึงที่อยู่
ท่านพระผัคคุณะได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จมาแต่ไกล แล้วจะลุกจากเตียง

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระผัคคุณะว่า
อย่าเลยผัคคุณะ เธออย่าลุกขึ้นจากเตียง อาสนะเหล่านี้ที่ผู้อื่นได้ปูไว้มีอยู่ เราจักนั่งบนอาสนะนั้น
พระผู้มีพระภาคได้ประทับนั่งบนอาสนะที่ได้ปูไว้แล้ว ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระผัคคุณะว่า

ดูกรผัคคุณะ เธอพออดทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ
ทุกขเวทนาย่อมบรรเทาไม่กำเริบหรือปรากฏว่าบรรเทา ไม่กำเริบขึ้นหรือ

ท่านพระผัคคุณะกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้
ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนักไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบนั้นไม่บรรเทาเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุรุษ มีกำลังพึงเฉือนศีรษะด้วยมีดโกนที่คมฉันใด
ลมกล้าเสียดแทงศีรษะของข้าพระองค์ ฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้
ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนัก ไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่บรรเทาเลย
เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเอาเชือกที่เหนียวแน่นพันศีรษะ ฉันใด
ความเจ็บปวดที่ศีรษะของข้าพระองค์ก็มีประมาณยิ่ง ฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้
เปรียบเหมือนบุรุษฆ่าโค หรือลูกมือของบุรุษฆ่าโค เป็นคนขยันพึงใช้มีดสำหรับชำแหละโคที่คม
ชำแหละท้องโค ฉันใด ลมกล้ามีประมาณยิ่งย่อมเสียดแทงท้องของข้าพระองค์ ฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ …
เปรียบบุรุษผู้มีกำลังสองคน จับบุรุษผู้อ่อนกำลังคนเดียวที่แขนคนละข้าง
แล้วพึงลนย่างบนหลุมถ่านไฟ ฉันใด ความเร่าร้อนที่กายของข้าพระองค์ก็ประมาณยิ่งฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้
ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนัก ไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบขึ้นไม่บรรเทาเลย

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงด้วยธรรมีกถาให้ท่านพระผัคคุณะเห็นแจ้ง
ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง แล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป

ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ท่านพระผัคคุณะได้กระทำกาละ
และในเวลาตายอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะนั้น ผ่องใสยิ่งนัก ฯ

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคม
แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากมาไม่นาน ท่านพระผัคคุณะก็กระทำกาละ
และในเวลาตายอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะผ่องใสยิ่งนัก

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ก็อินทรีย์ของผัคคุณภิกษุจักไม่ผ่องใสได้อย่างไร
จิตของผัคคุณภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
จิตของผัคคุณภิกษุนั้น ก็หลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

ดูกรอานนท์ อานิสงส์ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร
ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร ๖ ประการนี้
๖ ประการเป็นไฉน

ดูกรอานนท์ จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
ในเวลาใกล้ตาย เธอได้เห็นตถาคต ตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น อันงามในท่ามกลาง อันงามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เธอ
จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
ในเวลาใกล้ตาย เธอไม่ได้เห็นตถาคตเลย แต่ได้เห็นสาวกของพระตถาคต
สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่เธอ
จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
ในเวลาใกล้ตาย เธอไม่ได้เห็นตถาคต และไม่ได้เห็นสาวกของตถาคตเลย
แต่ย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา

เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาอยู่
จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร ฯ

ดูกรอานนท์ จิตของภืกษุในธรรมวินัยนี้ ได้หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมได้เห็นพระตถาคต พระตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น … แก่เธอ
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุ หลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์ อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต แต่เธอย่อมได้เห็นสาวกของพระตถาคต
สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น … แก่เธอ
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพานเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต และย่อมไม่ได้เห็นสาวกของพระตถาคตเลย
แต่เธอย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา
เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมาอยู่
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อ ๖ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร

ดูกรอานนท์ อานิสงส์ในการฟังธรรม ในการใคร่ครวญเนื้อความโดยกาลอันควร ๖ ประการนี้แล ฯ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ปริยัติ)

สภาวะจิตดวงสุดท้าย

walaiporn เขียน:

อนุโลมญาณ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
จุลปัณณาสก์
อันตวรรคที่ ๑

๑. อันตสูตร ว่าด้วยส่วนคือสักกายะ ๔

[๒๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างเหล่านี้ ส่วน ๔ อย่างเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะ ๑
ส่วนคือสักกายสมุทัย ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธ ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ๑.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายะเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะนั้น ควรจะกล่าวว่า อุปาทานขันธ์ ๕

อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?

อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ได้แก่
อุปาทานขันธ์ คือ รูป ๑
อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑
อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑
อุปาทานขันธ์คือ สังขาร ๑
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายะ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายสมุทัยเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายสมุทัยนั้นคือ ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ
ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายสมุทัย

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธนั้นคือ ความดับโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแล ด้วยมรรค
คือ วิราคะ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่มีอาลัย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธ

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทานั้น ได้แก่อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล
สัมมาทิฏฐิ ๑
สัมมาสังกัปปะ ๑
สัมมาวาจา ๑
สัมมากัมมันตะ ๑
สัมมาอาชีวะ ๑
สัมมาวายามะ ๑
สัมมาสติ ๑
สัมมาสมาธิ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างนี้แล

จบ สูตรที่ ๑.

 

walaiporn เขียน:
อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ
เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือ ยอดสังขารุเปกขาญาณกับอนุโลมญาณรวมกัน
ดำเนินไปจนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้าย ก็คือถึงสุดยอดของอนุโลมญาณแล้ว

เพราะในการปฏิบัติคือ การกำหนดสังขารอารมณ์นั้น
ความรู้สึกจะมีอยู่ได้เพียงอนุโลมญาณนี้เท่านั้น
ต่อจากนั้นก็เข้าเขตของโคตรภูญาณ

 

walaiporn เขียน:
มรรคญาณ ที่๑๔

เมื่อวุกฐาคามินีวิปัสสนาดำเนินไปตามวิถี เพราะอินทรีย์เสมอกัน
(สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) บริบูรณ์เสมอกันไม่ขัดข้อง
จนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่อนุโลมญาณ

ครั้นผ่านอนุโลมญาณ ก็เข้าเขตโคตรภูญาณ เข้าถึงมัคคญาณ
ในทางปฏิบัตินั้น พึงทราบว่า เริ่มก้าวเข้าสู่ความดับตั้งแต่ย่างเข้าเขตโคตรภูญาณแล้ว
แม้มาถึงมัคคญาณนี้ ก็ยังอยู่ในความดับ

และอาการที่เข้าสู่ความดับนั้น ก็ไม่เหมือนกัน
มีลักษณาการต่างกันต่อไปนี้

๑. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม สังขาร มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง เป็นธรรมดา
แล้วค่อยเร็วๆเข้าจนถี่ยิบ และในที่สุดก็ดับไปเลย

ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์
คือ ดับทางอนิจจัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความไม่เที่ยง
มรรคนั้นชื่อ อนิมิตตวิโมกข์

๒. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์
คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์
มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

๓. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆน้อยลง
เหมือนเส้นด้ายที่เล็กที่สุด แล้วขาด ดับหายไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์
คือ ดับทางอนัตตา

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นอนัตตา
มรรคนั้นชื่อ สุญญตวิโมกข์

ถ้ามีคำถามว่า เหตุไฉนโยคีบุคคล จึงเข้าสู่ความดับไม่เหมือนกัน

คำวิสัชนา จึงพึงมีว่า เพราะการสร้างสมบารมีมาแตกต่างกัน ผู้ใดสร้างทางใด ก็ดับทางนั้น

คือ ผู้ที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้า
มีศรัทธาเป็นปุุพพาธิการอันสูง คือได้สร้างสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังส่งให้ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นแจ้งชัดแต่อนิจจลักษณะมากที่สุด

ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่า พระไตรลักษณ์อื่นๆ ก็เห็นเช่นเดียวกัน
แต่ไม่แจ่มแจ้งชัดเท่าอนิจจลักษณะนี้
เพราะอนิจจลักษณะมีกำลังแรงกล้า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือตัววิปัสสนาที่จะเข้าสู่มรรคกำลังเป็นไปอยู่นั้น
ย่อมจะทำให้เห็นรูป,นาม แสดงความไม่เที่ยง แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากอนิจจัง

ผู้ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้า
มีสมาธิเป็นปุพพาธิการอันตนสั่งสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังส่งให้ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดในทุกขลักษณะมากที่สุด
ชัดเจนกว่าพระไตรลักษณ์อื่นๆ
เพราะทุกขลักษณะ มีกำลังแรงกล้า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่นั้น
ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นทุกข์ ให้ปรากฏเห็นชัดเจน แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากทางทุกขัง

สำหรับผู้ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า
มีปัญญาเป็นปุพพาธิการอันตนสั่งสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังแรงส่งให้ในขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นชัดเจนในอนัตตลักษณะมากที่สุด
ชัดเจนกว่าพระไตรลักษณ์ตัวอื่นๆ
เพราะอนัตตลักาณะมีกำลังมากกว่า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นอนัตตา ให้ปรากฏอย่างชัดเจน

เมื่อเห็นอนัตตตาให้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว
วุฏฐาคามินีวิปัสสนาก็จะเข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์
คือ หลุดพ้นทางอนัตตา หรือเข้าสู่มรรคทางอนัตตลักษณะ

 

walaiporn เขียน:
ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว
ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย

มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ
มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น
ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ปฐมมรรค
ซึ่งทำการประหาณกิเลสได้ ๕ อย่าง

สักกายทิฏฐิ ๑
วิจิกิจฉา ๑
สีลัพพตปรามาส ๑
อปายคมนียกามราคะ ๑
อปายคมนียปฏิฆะ ๑

คำว่า อปายคมนียกามราคะ-ปฏิฆะ นั้น คือ
การนำไปสู่อบายได้โดยกามราคะและปฏิฆะนั่นเอง

ปฐมมรรค ทำการประหาณกิเลสนั้น ก็เป็นการประหานอย่างเด็ดขาด
ดุจสายฟ้าที่ผ่าลงบนต้นไม้ตั้งแต่ยอดตลอดถึงรากแก้ว
ซึ่งต้นไม้นั้นต้องเฉาตายลงไปทันที จะฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้

มรรคญาณที่ปรากฏ
ก็ประหาณกิเลสดังกล่าวให้อับเฉาสิ้นไปสิ้นเด็ดขาดดุจเดียวกัน

ปฐมมรรคที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นครั้งเดียว
ต่อจากนั้น ผลญาณ คือผลจิตก็เกิดขึ้นเรื่อยๆไป

มรรคญาณเป็นเหตุ จึงเกิดผลญาณขึ้น อารมณ์เป็นพระนิพพาน
ในการประหาณมี ๒ อย่าง คือ

การประหาณกิเลสในมรรคญาณนั้นเรียกว่า สมุจเฉทประหาน
ส่วนในผลญาณนั้นเรียกว่า ปฏิสัมภนปหาน

มีอุปมาเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้ติดฟืนอยู่
บุคคลต้องการจะดับไฟ จึงเอาน้ำไปรดที่ฟืนนั้น ไฟก็ดับไป

แต่เมื่อไฟดับแล้ว ยังมีไอเหลืออยู่
และการเอาน้ำรดอีก๒-๓ ครั้ง จนไอเงียบหายไปนั้น
เปรียบเหมือนการประหาณอำนาจของกิเลสโดยผลญาณนั่นเอง
ฉะนั้น จึงเรียกว่า ปฏิสัมมภนปหานดังนี้

ผลญาณนี้จัดเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิโดยอนุโลม

ญาณทัสสนวิสุทธิ

รู้อริยสัจ ๔ ได้ เรียกว่า ญาณ
เห็นพระนิพพานโดยตนเอง เรียกว่า ทัสสนะ
ได้ความบริสุทธิ์จากกิเลส ซึ่งเป็นมลทิน เรียกว่า วิสุทธิ

ญาณทัสสนวิสุทธิ แปลว่า ความบริสุทธิ์แห่งความรู้ความเห็น
เป็นปัญญา ที่สามารถเห็นพระนิพพานเหมือนกับเห็นได้ด้วยตา
ฉะนั้น จึงเรียกว่า ญาณทัสสนะ

 

คำว่า ทัสสนะ หมายถึง การเห็นทางตาโดยตรง
แต่ความจริงนิพพานนั้น เห็นด้วยตาไม่ได้
เพราะนิพพานไม่ใช่วัตถุสิ่งของ

ฉะนั้น การเห็นนิพพาน จึงเป็นการเห็นด้วยใจ
คล้ายกับการเห็นด้วยตาทีเดียว

ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งการรู้เห็นพระนิพพาน
เป็นวิสุทธิที่ปราศจากกิเลส ตัณหาเครื่องมลทินทั้งมวล

 

อาศัยกำลังที่ได้รับจากปฏิทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นปัจจัยให้เกิดมรรควิถีขึ้น
ทำหน้าที่ประหาณกิเลสและรู้เห็นพระนิพพาน อันเป็นความรู้ความเห็นที่บริสุทธิ์หมดจด
ญาณนี้เรียกว่า ญารทัสสนวิสุทธิ

 

 

นำมาเฉพาะเนื้อหาที่ควรรู้
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา(หลวงพ่อภัททันตระ)

เกือบตายอีกครั้ง?

ปกติจะตั้งนาฬิกาปลุก 6 โมงเช้า
เพิ่งเปลี่ยนเวลาปลุกเป็นตี 5 ครึ่ง

เพียงแค่อยากเปลี่ยนจากอิริยาบทที่เกือบจะนอน
มาเป็นอิริยาบทนั่งสักครึ่งชม. ก่อนลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวัน

เรื่องทำสมาธิ เดี่ยวนี้ไม่ต้องเจาะจงว่าจะทำสมาธิ
จิตเป็นอิสระกับการทำสมาธิ ไม่ยึดติดกับวิธีการแต่อย่างใด
จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ

ตั้งแต่ลืมตาตื่น จนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องนอน
เวลานอน จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ

.

รู้สึกเจ็บหัวใจมาหลายวัน
บางครั้ง ไม่รู้อิริยาบทอื่นๆ จะรู้ชัดที่หัวใจอย่างเดียว

เมื่อคืน ตอนที่รู้สึกตัว เหมือนอยู่ในภวังค์
จะว่าฝันก็ไม่ใช่ จะว่ารู้สึกตัวจริงๆก็ไม่เชิง มันกล้ำกึ่ง

อาการที่เกิดขึ้น เจ็บหัวใจมาก
ความรู้สึกเหมือนอาการขาดใจตายของครั้งแรกกับครั้งที่สองเกิดขึ้นรวมกัน ทั้งเจ็บหัวใจ และเหมือนกำลังถูกดูดเข้าไป

ที่น่าแปลกขึ้นไปอีก อาการทั้งหมด แยกขาดออกจากกัน
เหมือนกับว่า เวทนาครั้งนี้ สักแต่ว่าเวทนา

ขณะที่กำลังจะถูกดูดเข้าไป
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ก็หลุดจากสภาวะนั้น

.

ถ้าถามว่า รู้สึกอย่างไรกับสภาวะที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้

คำตอบ เมื่อนั่งทบทวนสภาวะ มันแปลกนะ หลังจากสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น อาการที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จะมีเกิดขึ้นเหมือนๆกัน
เวลาที่เกิดขึ้น อาจจะใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่อาการเกิดขึ้น เหมือนกันมาก

.

ตอนที่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็มีสภาวะเหมือนถูกดูด เกิดขึ้นอีกครั้ง
แต่หลุดออกมาได้ เพราะมีเสียงคนเรียกหน้าห้องทำงาน
ที่ถามว่า ยังไม่กลับอีกเหรอ

ในครั้งนี้ สภาวะจิตดวงสุดท้าย เกิดมาแล้วเกือบหนึ่งปี
เพิ่งจะมาเกิดสภาวะในลักษณะนี้อีกครั้ง
แต่หลุดมาได้เพราะเสียงนาฬิกาปลุก
มันก็แปลกดี

.

แต่อย่างว่าแหละ เรื่องแปลกๆเกี่ยวกับสภาวะนี่เจอมาเยอะนะ
ก็กำหนดรู้ต่อไป รู้ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นพอ ไม่ต้องไปทำอะไร

สมถะ-วิปัสสนา

ปฏิทาวรรค ๒

ปฏิทา ๔

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4083&Z=4299

 

ขยายใจความ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/m_siri.php?B=31&siri=69

 

ขยายใจความอุปกิเลส ๑๐

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=534&p=1#อรรถกถาธรรมุทธัจจวารนิเทศ

 

 

 

จิ.เจ.รุ.นิ

จิ.เจ.รุ.นิ

๑. ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

๒. ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ คำเรียกต่างๆ ที่ไม่ใช่จิต
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ กิเลสฯลฯ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การไม่สร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ที่มาของ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ คำเรียกต่างๆ ที่ไม่ใช่จิต
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ กิเลสฯลฯ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนา

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า

๒. ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า

๓. ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

๔. การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติ ระงับ ๑
ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรม
สมัยนั้น จิตนั้นย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน
เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4083&Z=4299

 

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

 

ตรงนี้เป็นเรื่องเล่านะ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นกับตัวเอง

สมัยก่อน เรื่องราวของสภาวะ เป็นอะไรที่อะเมซิ่งมาก
เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่

 

เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น จะมีโอภาสเกิดขึ้นร่วมด้วยทุกครั้ง
กำลังสมาธิที่ไม่มีประมาณ โอภาสที่สว่างมากๆ

 

เพราะความไม่รู้ที่มีอยู่
วลัยพรเคยมีความชอบใจ พอใจในโอภาส
และโดยเฉพาะสภาวะ สักแต่ว่า(หุ่นยนต์)
ตอนที่มีเหตุปัจจัยให้ กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น ไม่มีเหลือสักนิดเดียว

เป็นครั้งแรกของชีวิต ที่รู้จักคำว่า “กิเลส”
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำที่เรียกว่า กิเลส
ช่วงนั้น รู้สึกทุกข์สุดๆ เพราะเวลาที่ผัสสะเกิด
กิเลสที่มีเกิดขึ้น มีความคมชัดมาก

ทำให้หวนคิดถึง กำลังสมาธิที่เคยมีมากก่อนที่จะเสื่อมหายไป
เป็นทุกข์เพราะถือมั่น อยากให้กำลังสมาธิกลับมาเหมือนเดิม
ยิ่งทุกข์ ยิ่งทำความเพียรหนัก

ยิ่งอยากให้กลับมาเหมือนเดิม
ยิ่งมีความพยายามมาก ความเพียรก็ยิ่งมาก

เดินจงกรม ๑ ชม. นั่งแค่แป๊บเดียว จะตายเสียให้ได้
เดินจงกรม ๔ ชม. แล้วนั่งต่อ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แค่แว๊บเดียว ก็ดีใจมาก

เป็นครั้งแรกของชีวิต ที่รู้จักคำว่า “กิเลส”
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำที่เรียกว่า กิเลส

 

และเป็นครั้งแรกของชีวิต การเริ่มต้นทำกรรมฐานใหม่(เพราะสมาธิเสื่อม)
ที่รู้ชัดในลักษณะอาการ “เดินให้รู้ว่าเดิน” ไม่ต้องกำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
หากกำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เหมือนกำหนดลงไปในความว่าง
แค่รู้ปกติทุกย่างก้าวที่เดิน กำหนดเวลาว่าจะเดินกี่ชม.

เมื่อเดินครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ต่อด้วยอิริยาบทนั่ง
เป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นกัน ที่รู้ชัดในลักษณะอาการ “นั่งให้รู้ว่านั่ง”
ไม่ต้องกำหนด พองหนอ ยุบหนอ
หรือกำหนดรู้ท้องที่พองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออก

หากกำหนดพองหนอ ยุบหนอ หรือกำหนดรู้ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าใจ
จะเหมือนกำหนดลงไปในความว่างเช่นกัน

นั่งให้รู้ว่านั่ง หายใจปกติ รู้ลมหายใจเข้าออกปกติ
รู้ปกติอาการของท้องพองขึ้น ยุบลง ตามหายใจเข้าออก

ถ้าจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เดี๋ยวเป็นเอง ไม่ต้องไปใช้คำบริกรรมหรือใช้การเพ่งแต่อย่างใด
“จิตเป็นสมาธิ ย่อมรู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ”

เพียงแต่ต้องใช้เวลา และต้องทำความเพียรต่อเนื่อง
โดยไม่ต้องไปคิดว่า ทำยังไงถึงจะให้กำลังสมาธิที่เคยมีอยู่ กลับมาเหมือนเดิม
เพียรก็ให้รู้ว่าเพียร เพราะรู้ว่า ควรทำอย่างไร จิตจึงจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

ฌานสูตร

[๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง
ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง
จตุตถฌานบ้าง
อากาสนัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง ฯ

ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นโรคเป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาพาธ เป็นของผู้อื่น
เป็นของชำรุดว่างเปล่า เป็นอนัตตา

เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น
ครั้นแล้ว เธอย่อมโน้มจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ
ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา
ความคลายกำหนัดความดับ นิพพาน

เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู
เพียรยิงรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองก้อนดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล
ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆได้แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่าเป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น

ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ
ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง … นิพพาน

เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเพราะ
อาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ

ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยทุติยฌานบ้าง ฯลฯ เพราะอาศัยตติยฌานบ้าง ฯลฯ
เพราะอาศัยจตุตถฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งจตุตถฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า
นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง … นิพพาน

เธอตั้งอยู่ในจตุตถฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู
เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล
ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆได้ แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล บรรลุจตุตถฌานฯลฯ
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา ฯลฯ มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยจตุตถฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ

ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยอากาสานัญจายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน
โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากาสานัญจาตนฌานนั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา

เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า
นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง … นิพพาน
เธอตั้งอยู่ในอากาสานัญจาตนฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู
เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล
ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ ได้

แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล
เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุอากาสานัญจาตนฌาน …
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย ฯลฯ มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เรากล่าวว่า เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยอากาสานัญจายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น
เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ

ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยวิญญาณัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ อากิญจัญญายตนฌานบ้าง
ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรๆ หน่อยหนึ่งไม่มี
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งอากิญจัญญายตนฌานนั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น

ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง …
นิพพาน เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนะนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู
หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองดิน ต่อมา
เขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ ได้ แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรๆหน่อยหนึ่งไม่มี เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากิญจัญญายตนฌานนั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา

เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น
ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ
ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง …

นิพพาน เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น
ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น
มีอันไม่พึงกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป
ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยอากิญจัญญายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล
สัญญาสมาบัติมีเท่าใด สัญญาปฏิเวธก็มีเท่านั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะ ๒ เหล่านี้ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑
สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ ต่างอาศัยกัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า อายตนะ ๒ ประการนี้
อันภิกษุผู้เข้าฌานผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ และฉลาดในการออกจากสมาบัติ
เข้าแล้วออกแล้ว พึงกล่าวได้โดยชอบ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 041&Z=9145

หมายเหตุ:

สภาวะนี้ เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า

และเป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของสภาวะ สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

ให้สังเกตุสภาวะหรือลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นแบบเจาะจง ในพระธรรมคำสอน

รูปฌาน  สมถะ(สัมมาสมาธิ)
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ”

วิปัสสนา
“เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่าเป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้นฯลฯ”

 

อรูปฌาน สมถะ(สัมมาสมาธิ)
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา
บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด ฯลฯ”

วิปัสสนา
“เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากาสานัญจาตนฌาน
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา ฯลฯ”

พระธรรมคำสอนนี้ หมายถึง ผู้ที่เจโตวิมุติไม่เสื่อม

Previous Older Entries

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: