ผลตอบแทน

 
ตอนนี้ อย่างที่เล่าๆมาให้ฟัง คือ อยู่ในช่วงรับผลตอบแทน  ถ้าเป็นเงิน คงต้องบอกว่า กำลังกินดอกเบี้ย
ค่ะ .. ชีวิตตอนนี้กำลังเป็นแบบนั้นจริงๆ จากที่ฝ่ากระแสของกิเลสที่มียู่ในจิตของตัวเอง  ด้วยมีอาวุธในมือ
คือ สติ สัมปชัญญะนี่แหละ  ตัว สัมปชัญญะ หรือ ตัวรู้ หรือตัวปัญญา หรือจะเรียกอะไรก็ได้ แล้วแต่จะเรียกกัน
ที่เป็นผลของการเจริญสติปัฏฐาน ที่แรกๆดูเหมือนว่า เราทำแบบกระท่อนกระแท่น  มาจนถึงจุดๆนี้ได้ในวันนี้
ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรื่องยากอันใดเลย  แต่อยู่ที่การทำความเพียรแบบสมาเสมอ ทำไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องคาดหวังใดๆ
เพราะ ถ้ามีการคาดหวังผลเมื่อใด เมื่อนั้น ย่อมโดนความทุกข์เล่นงาน ยามที่ไม่สมหวัง
ความสุขรึ ก็ไม่จีรังยั่งยืน มาแป๊บๆ ไปแล้ว ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน
 
ตอนนี้ ชีวิตมีแต่ได้กับได้ แค่คิดอะไรในใจ คิดแบบ เราอยากได้สิ่งๆนี้นะ แต่ไม่อยากเสียตังเยอะ
คือ แค่เอามาใช้งาน หรือ แค่อยากกินเท่านั้นเอง  จะได้ดังใจหวังทุกอย่างเลย
 
นี่ก็ได้อีกละ รองเท้า  เราจะมีปัญหาในการเปลี่ยนรองเท้าสำหรับขับมอไซค์บ่อยมากๆ
เพราะรถเป็นรุ่นเก่า ใช้เท้าสตาร์ทเครื่อง  แล้วรถก็เก่านะ กว่าจะติด ก็เป็นอันว่า รองเท้าพังไปหลายคู่
ยิ่งหน้าฝนด้วย ฝนตกแบบไม่รู้ลวงหน้า รองเท้าหนังนะ ไปหมดเลย  หนังเสียหมด
 
วันนี้ก็ได้รองเท้าหนังมือสองมาใช้อีกหนึ่งคู่ พอดีกับเท้าเราเปรี๊ยะ ถูกมากๆ คู่ละ 30 บาทเอง ( ฮัท ป๊อปปี้น่ะเนี่ย )
ไม่รู้ว่าเขาขายได้อย่างไร  แล้วก็ได้แว่นสายตาอีก  เราเป็นคนสายตาสั้น  สั้น 300 ไม่มีเอียง
เวลาตัดทีแพงมากๆ  ก็ซื้อแบบสำเร็จที่เดี่ยวนี้ เขามีแว่นสำหรับคนสายตาสั้นมาวางขาย
แต่ต้องสั่งเลนส์กับเขา เพราะเขาจะมีแค่สั้นน้อยๆ  ตกอันละ 100 บาท กรอบลอย เป็นซิลิโคน
เราใส่พวกโลหะไม่ได้ หูเน่าเลย  โลหะทุกชนิด ต่อให้เป้นทองคำแท้ๆ เราก็ใส่ไม่ได้  แพ้หมดทุกอย่าง
ไปเดินตลาดนัดมา  ก็ไปเจอร้านขายแว่น  มีทุกสายตา แบบว่า ถูกมากๆ  อันละ 39 บาท 3 อัน 100 บาท
เราจะซื้อ 3 อัน แต่ว่า เขามีแค่ อันเดียว  นี่เลยสั่งเขาไว้ เขามาอีกทีวันเสาร์  สั่งไว้อีก 3 อัน ถูกเป็นบ้าเลย
 
เห็นไหม การตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง ทำความดี ดีย่อมตอบสนอง
แต่ก็ต้องใช้ผลกรรมที่ไม่ดี ที่เคยทำไว้ด้วยนะ เราน่ะถูกชดใช้มาตลอดเวลา
 
โฆษณา

เล่นกับสมาธิ

 
หะธะโยคี's Avatar 
 
ช่วงนี้ กำลังเล่นกับสมาธิ  สมาธิเริ่มมีกำลังมากขึ้น
แต่ว่า ยังไม่มั่นคงพอ บางทีก็พุ่งขึ้นมา บางครั้งก็แผ่วๆลงไป
ก็ยังนับว่าขึ้นกว่าเมื่อก่อนตอนที่สมาธิหายไปหมด ช่วงนั้น จิตตกมากๆเลย
สองสามวันมาแล้ว นั่งเล่นโอภาส เวลาสมาธิแรง โอภาสจะสว่างสุดๆ
 
วันนี้ยอดตก ทำได้แค่ 2 ชม.
เพราะว่า นั่งหลับทั้งวันเลย ง่วงนอนมากๆ
 

2012

 
ดูหนังเรื่อง 2012  เลยไม่ได้นอนเลยคืนนี้  แต่ถือว่าคุ้มค่านะ
หนังเรื่องนี้ แม้จะเป็นเพียงแค่หนัง แต่ได้ให้แง่คิดแก่เราหลายๆเรื่อง
 
อันดับแรกคือ เรารู้เลยว่า  เรามั่นคงต่อสิ่งที่เราได้มุ่งมั่นปฏิบัติมามากๆ รู้สึกถึงความมั่นคงมากๆ
ภาพที่เห็นคนวิ่งหนีความตาย กันอย่างวุ่นวาย ทุกคนกลัวความตาย
 
แต่มีคนหนึ่งที่เห็นๆว่าไม่กลัวตายคือ ท่านลามะ  เราชื่นชมความมีสติ สัมปชัญญธของท่านมากๆ
ที่เราดูมาจนจบ เราได้ตรงนี้แหละ ผู้มีสติ สัมปชัญญะ แม้จะอยู่ก็อยู่อย่างเป็นสุข
แม้จะต้องตายก็ไม่มีความหวาดกลัวความตายที่จ่ออยู่ตรงหน้าแต่อย่างใด
 
เราดูจนจบแล้วนั่งน้ำตาไหล เหตุที่น้ำตาไหลนั้น เกิดจากความตื้นตันใจ  ว่าเราไม่ใช่ผู้ประมาท
เรามีเสบียงไว้สำหรับเลี้ยงตัวเอง คือ มีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่ง  ฉะนั้นเราจึงไม่กลัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
 
เหตุมี  ผลย่อมมี  ไม่ว่าจะสถานการณ์แบบไหนๆ  เราย่อมอยู่ได้ทุกสถานการณ์โดยไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใด
แม้วันนี้ พรุ่งนี้ หรือ วันไหนๆ สักวันเราก็จะต้องตาย หนีไม่ได้  ต่อให้อายุยืนขนาดไหนก็ต้องตาย เพราะสังขารเอาไม่อยู่
ย่อมมีเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา  ไม่มีอะไรที่คงทนเที่ยงแท้ถาวร
 
แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่มีวันเสื่อมสลาย นั่นคือ ธรรมะ
ธรรมะอยู่เหนือกาลเวลา  ถ้ายังไปไม่ถูกทาง ย่อมยังหาธรรมะยังไม่เจอ
เจอเมื่อไหร่ จะบอกเลยว่า เราไม่กลัวความตายอีกแล้ว  เพราะอีกต่อไป เราจะอยู่เหนือความตาย
แม้พญามัจจุราชก็ไม่อาจจะหาเราเจอได้  เพราะว่า เรานั้นไม่มีอยู่จริง

เทคนิคการสร้างอัปปนาสมาธิให้เกิดขึ้น

 
ประโยชน์ของการนอนพักในสมาธิ
 
ถึงแม้ว่า เราจะนอนเพียง 3 ชม. หรือ 4 ชม. บางทีก็  2 ชม. ก็ตาม ไม่มีผลใดๆต่อสุขภาพ
ตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น ไม่เหนื่อยไม่เพลียแต่อย่างใด  เหมือนนอนหลับเต็มอิ่ม แต่ใช้เวลาน้อยกว่า
แถมเป้นการสร้างกุศล ในขณะที่นอนหลับ เพราะเป็นการเจริญสติในการนอน
เพียงแต่ทดแทนในรูปแบบของสมาธิแทน ทำให้กำลังสมาธิเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ชำนาญการกำหนดเข้าออกสมาธิได้ดั่งใจมากขึ้น
 
เพียงขณะที่เรากำลังนอนนั้น ให้ดูท้องพองยุบ หรือ ดูลมหายใจเข้าออก ดูไปเรื่อยๆ
ถ้าหลับ ปล่อยให้หลับไปเลย อย่าไปดึงจิตกลับมาเพ่งที่พองยุบหรือลมหายใจอีก
ปล่อยให้หลับไปเลย เท่านี้ก็เท่ากับได้พักในอัปนาสมาธิ ทำให้ได้ทุกวัน ทำให้ต่อเนื่อง

สภาวะยิ่งเปลี่ยน จิตละเอียดมากขึ้น

29 มีค.
สภาวะมันจะละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ความรู้จะเกิดขึ้นตาม รู้ในสิ่งที่ถูกต้อง รู้ในสิ่งที่ควรทำ
วันนี้ทำให้รู้ในเรื่อง หน้าที่ของผู้สอบอารมณ์ ทุกๆความผิดพลาดนั้นคือ ครู อะไรที่ไม่เคยคิด
ไม่เคยรู้ชัด ทำให้รู้ และรู้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้เกิดความระมัดระวังในคำพูดมากขึ้น
มาถึงสภาวะนี้แล้ว ความเพียรจะเกิดขึ้นเอง ศิลจะชำระด้วยตัวของจิตเอง ไม่ต้องไปบังคับกะเกณฑ์ใดๆ
เกิดเอง เป็นเอง กระทบแล้วรู้ทันที  เกิดเอง เป็นเอง โดยสภาวะเป็นเอง
สภาวะของเราทุกวันนี้ ในการปฏิบัติเต็มรูปแบบ เดินและนั่ง ตกวันละ 6-8 ชม.
การกินอาหาร กินแต่มื้อเช้าที่หนัก มื้อเดียว มีขนมตอนสายๆเล็กๆน้อยๆ  มื้อเย็นจะนานๆสักครั้ง
ส่วนมากมื้อเย็นจะเป็นไม่ก็ผลไม้ ข้าวนี่น้อยครั้งมากๆ อยากกินเราก็กิน ไม่ไปบังคับตัวเองแต่อย่างใด
เพราะเรารู้แล้วว่า การบังคับ คือ ความอยากที่แทรกอยู่  ให้เรายอมรับตามความเป็นจริง
ทำได้แค่ไหน เอาแค่นั้น ไม่ต้องไปบังคับตัวเองแต่อย่างใด เพียงแต่อาศัยพลิกแพลงอริยาบท
ปรับอินทรีย์ไปเรื่อยๆ  ไม่ไปคาดหวังใดๆ เพราะเริ่มเข้าใจอะไรๆมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากๆๆ
เหตุที่กินมื้อเช้ามื้อเดียว เนื่องจากว่า พอกินมื้อสายๆ ก่อนมื้อเที่ยง  เราจะง่วงมากๆ ปกติกินข้าววันละมื้ออยู่แล้ว
เราง่วงทั้งวันเลย พอมากินมื้อเช้า รู้สึกดีขึ้น  ส่วนการปฏิบัตินั้น สภาวะเขาเป็นของเขาเอง
ตอนนี้เพิ่มการเจริญสติ เพราะกำลังของสมาธิเริ่มมีมากขึ้น บางครั้งดับไปเฉยๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
บางครั้งนั่งว่าเวลาแค่แป๊บเดยว ที่ไหนได้ ผ่านไปแล้ว 1 ชม. นี่ขาดสตินะ
สภาวะที่เปลี่ยนๆไป  ทำให้เราเห็นกิเลสตัวหนึ่ง คือ ” กูรู้ ” ตัวนี้เนียนยิ่งกว่าสภาวะแรกๆ เจ้าตัวผู้รู้ ที่เราเคยพูดถึง
ตัว กูรู้ ตัวนี้เนียนมากๆเลยนะ ออกมาได้หลายรูปแบบ โดยที่เจ้าตัวของจิตอาจจะดูไม่ทัน
ดูจากคนที่สอบอารมณ์  สภาวะนี้เกิดกับในตัวของผู้สอบอารมณ์ หลายๆคน  
โดยตัวเขาเหล่านั้นไม่รู้เลยว่า สภาวะนี้คือ กิเลส ไม่ใช่ความรู้วิเศษแต่อย่างใด
การทำนายทายทักจิตของผู้อื่นว่าได้เป็นอะไร ได้อยู่ญาณไหน นี่คือ สภาวะของ กูรู้ หรือสภาวะของตัวผู้รู้
ที่มีสภาวะละเอียดและเนียนมากๆเลย
เราเองก็เพิ่งรู้ เมื่อก่อนไม่รู้จริงๆว่า สภาวะของตัวผู้รู้นั้น มีละเอียดขึ้นไปอีก
กิเลสตัวนี้ ต้องมีสติ สัมปชัญญธมากพอจริงๆ จึงจะรู้ทันได้
สภาวะตัวผู้รู้หรือกูรู้
สภาวะแบ่งไปตามกำลังของสติ สัมปชัญญะ ทุกคนต้องเจออย่างแน่นนอน เพียงแต่จะรู้ทันหรือไม่เท่านั้นเอง
ถ้าสภาวะตัวผู้รุ้หรือกูรู้นี่ เกิดในผู้ปฏิบัติ คือ คิดว่าตัวเองรู้ ตัวเองเก่ง อยากสอน อยากพูด
อยากบอกคนอื่นๆว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร 
แต่กิเลส ความทะยานอยากที่อยากจะเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นกลับมองไม่เห็น
สภาวะยิ่งละเอียดมากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งเนียนมากขึ้นเท่านั้น  เนียนจนเราเองก้คาดไม่ถึง
ต้องทำผิดพลาดมาก่อน จึงจะเข้าใจถูกต้อง
ชีวิตคือ การเรียนรู้ ความผิดพลาด คือ ครู
ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคือ วิบากของแต่ละคนที่เคยกระทำมาและเคยร่วมสร้างกระทำมากับคนอื่นๆ
ซึ่งเรียกว่า สภาวะ ออกมาในรูปแบบของกิเลส หรือ สิ่งที่มากระทบนั่นเอง
ที่กำลังจะเป็นการก่อให้เกิดเหตุใหม่ที่เกิดขึ้น ก่อภพก่อชาติกันเพราะเหตุนี้แหละ
เวลาดูสภาวะของทุกคน ให้ดูที่ปัจจุบัน อดีตไม่เอา อดีตอย่าไปรื้อฟื้น ดูสิ่งที่ทำ ดูสิ่งที่พูดในปัจจุบัน
นี่แหละคือ สภาวะที่แท้จริง อดีตคือความผิดพลาด ทุกๆเส้นทางที่กำลังเดิน เรากำลังเดินอยู่ความผิดพลาด
เพื่อไปสู่ความถูกต้องตามความเป็นจริง  ทำให้มามีเราในปัจจุบัน ทำให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น
รู้เท่าทันสภาวะที่เกิดขึ้นมากขึ้น  นับวันสติ สัมปชัญญะรู้เท่าทันมากขึ้น
รู้แล้ววาง รู้แล้วลด รู้แล้วละ  ถ่ายถอนกิเลสออกไปเรื่อยๆ  มีแต่สำรวม สังวร ระวังอายตนะมากขึ้น
วันนี้ทำได้อย่างต่อเนื่อง 8 ชม. เต็มๆ  ยืน เดิน นั่ง สลับไปมา
สติดี สมาธิดี รู้ในอริยาบทได้ดี ไม่มีสับปหงก จิตทบทวนสภาวะ ( กิเลส )
สภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา สมาธิแนบแน่นได้ตลอด
ยิ่งเจริญสติ ยิ่งพบแต่ความสุขใจ มันจะรู้สึกอิ่มๆอยู่ในใจตลอดเวลา  ความอยากด้านอาหารลดน้อยลง
กินง่าย นอนง่าย ยิ่งกว่าเดิม ปกติยังเลือกบ้าง ตอนนี้ในตู้เย็นมีอะไร เอามากินในมื้อเช้าได้หมด
การจะไปมองหาสิ่งนอกตัวมาสร้างความสุขให้กับตัวเองนั้น แทบจะไม่เคยมองเลย
ทีวีไม่เคยดูมาเป็นปีแล้ว  เฉยๆนะ  ไม่ได้อยากดูแต่อย่างใด ใครอย่ามาคุยอะไรเลย ไม่รู้เรื่อง
จะมีความสุขอยู่ในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ นั่งที่ไหนก็เป็นสมาธิได้ตลอดเวลา  นิดๆหน่อยๆก็เอา
มีความเพียรมากขึ้น มันเป็นเองนะ ไม่ใช่ว่าเราทำเพราะความอยาก  แต่ก็คอยเฝ้าดู
ผลของการปฏิบัติแต่ละครั้ง จะกลายเป้นสัญญาที่สะสมไว้ในจิต ทุกๆสภาวะที่แปรเปลี่ยน ในปัจจุบัน
ในข๊ะที่เราได้เจริญสตินั้น ยิ่งกิเลสลดน้อยเบาบางลงไปมากเท่าไหร่ สัญญาหรือความจำได้หมายรู้
รู้นั้นๆ จะกหลับกลายเป็นความรู้ปรากกขึ้นมาในสภาวะปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ จะมาทีละเรื่องๆตามสภาวะที่เปลี่ยนไป

มีแค่นี้เองหรือ ” ชีวิต “

27 มีค.
ตื่นเช้าขึ้นมา สิ่งแรกที่กระทบคือ ความคิด คิดว่า ชีวิตมีแค่นี้เองหรือ
เดินจงกรม มีแต่ความคิดว่า การเกิดทุกครั้ง ก็เหมือนเราเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกๆครั้ง
วันเวลาแต่ละทุกวินาทีที่ผ่านไป หมดวันนี้ไปแล้ว จบแล้ว
พอลืมตาขึ้นมาใหม่ เริ่มนับหนึ่งใหม่อีกแล้ว นับใหม่ทุกๆวัน ทุกวินาทีที่ผ่านไป
เผลอไม่ได้เลยนะ ต้องคอยดูกิเลสตลอดเวลา  มีอคติอีกไหม กระทบแล้วรู้สึกยังไง
สติทันต่อการปรุงแต่งไหม ต้องเฝ้าดูตลอดเวลา
ใหม่ๆก็ยากนะ จิตมันซัดส่ายตลอดเวลา แต่นับวันเหมือนเรื่องปกติมากขึ้น คือ กระทบ ดูให้ทัน
พอรู้ว่าจะอคติ มันจะไปไม่แตะแบบเมื่อก่อน รู้ว่า ควรพูดแค่ไหน ก็พูดแค่นั้นแล้วจบ ไม่มีเกินเลยไปกว่านั้น
เพราะรู้ว่า พูดต่อไปก็เท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดกุศลแต่อย่างใด เอาเวลาไปสร้างกุศลทางอื่นจะดีกว่า
ใครรู้แค่ไหน เขาก็พูดได้แค่นั้น อะไรที่เกินรู้ของเขา ก็เหมือนเอาเงามานำเสนอ เพราะว่ายังทำไม่ได้

ในแง่ของการปฏิบัติ

การทำหรือการปฏิบัติ
ควรทำให้ต่อเนื่องนะคะ ทำทุกวัน จะมากหรือจะน้อย ไม่ใช่ตัววัดผลหรือเป็นตัวบ่งบอกผล
แต่ความสม่ำเสมอ ความเสมอต้นเสมอปลาย ความต่อเนื่อง ตรงนี้แหละคือตัวสำคัญที่สุด
ยิ่งมีสติ สัมปชัญญะเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเห็นรายละเอียดของสภาวะมากขึ้นเท่านั้น
เวลาเดิน ใหรู้เท้าที่กระทบพื้น รู้ลงไปตรงนั้น จะช่วยให้ระงับความฟุ้งไปได้เป็นพักๆ
พอวันใด สติดี สมาธิดี ความฟุ้งจะหายไปเองค่ะ

วันนี้ได้ไปอีกหนึ่งหน่วยกิตสติ สัมปชัญญะและสมาธิที่เพิ่มขึ้นนะคะ ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย
ค่อยๆปรับอินทีรย์ไปเรื่อยๆค่ะ เดินมั่ง นั่งมั่ง นอนมั่ง ยืนมั่ง ใช้ทั้งนั้นแหละค่ะ
แต่ที่สำคัญคือ ควรเดินก่อนไปต่อด้วยการกำหนดอริยาบทอื่นๆ

หน้าที่ของผู้สอบอารมณ์

หน้าที่ของผู้สอบอารมณ์  มีหน้าที่จริงๆคือ คอยปรับเปลี่ยนอินทรีย์ของผู้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสมดุลย์
เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน คอยให้ปลุกปลอบและให้กำลังแก่ผู้ปฏิบัติ ในยามที่เกิดความท้อแท้
ไม่ใช่ไปมีหน้าที่ทำนายทายทักหรือไปบอกสภาวะที่อาจทำให้ผู้ปฏิบัติหลงออกนอกเส้นทางไปได้
เดี๋ยวนี้เจอสภาวะโสดาแต่งตั้งเยอะมากๆ ทำให้คนเข้าใจผิด แทนที่จะทำ เพื่อมีสติ สัมปชัญญะ เพื่อดูกิเลสในใจตนเอง
กลับกลายเป็นว่า มีแต่การปรุงแต่งกิเลสมากขึ้น ซึ่งทำให้ไปสร้างเหตุใหม่ที่ก่อให้เกิดกิเลสหนาเตอะขึ้นไปอีก 
มีแต่สร้างเหตุอันเป็นอกุศลกรรมขึ้นไปเรื่อยๆ
ผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะดี เขาจะเอาจิตจดจ่อดูแต่ในกายและจิตของเขา เฝ้าเก็บรายละเอียดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจิต
เฝ้าระวังความคิดที่ไปในทางก่อให้เกิดอกุศลกรรม ไม่ใช่ทำเพื่อที่จะคิดว่า ได้เป็นโน่น ได้เป็นนี่ นั่นผิดทางนะ
ไปบอกว่าอยู่ในสภาวะญาณโน้น ญาณนี้ ได้อย่างโน้น ได้อย่างนี้ แต่ที่มองไม่เห็นคือ กิเลส
ไปเพิ่มกิเลสความทะยานอยากให้เกิดขึ้นในใจของผู้ปฏิบัติ
สติเป็นตัวบอก สัมปชัญญะเป็นตัวรู้นะ รู้อะไร รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ถาวร
ทำให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นต่อทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น ต่อทุกๆสรรพสิ่ง
เมื่อเข้าใจและเข้าถึงได้เช่นนี้แล้ว   สิ่งที่จะไปก่อเหตุอันเป็นอกุศลให้เกิดขึ้นในจิตนั้นจะเบาบางลงไปจนกระทั่งหมดสิ้นไปจากจิต
ทุกอย่างและทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเรานี่เอง ปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง
เนื่องจากสติ สัมปชัญญะยังไม่ทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้นทุกๆการกระทบ
เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้นี่เอง
การชี้สภาวะคือ ชี้ลงไปว่า คนนี้อยู่ในสภาวะของญาณไหน ( ญาณ ๑๖ )
นี่คือ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งของผู้สอบอารมณ์ เพราะจะเป็นอันตรายแก่สภาวะของผู้ปฏิบัติ
ในเรื่องการเกิดการปรุงแต่งขึ้นมา แล้วสภาวะจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง ทำให้ผู้ปฏิบัติหลงสภาวะได้
โดยเฉพาะ ผู้ที่สอบอารมณ์นั้น สอบอารมณ์ด้วยการกางตำราสอบ อันตรายอย่างยิ่ง
ผู้ที่จะสอบอารมณ์ได้นั้น จะต้องอ่านสภาวะของกิเลส และ สภาวะของ สติ สัมปชัญญะได้เพราะตัวสภาวะของกิเลสและสติ สัมปชัญญะนั้น จะบ่งบอกว่า สภาวะของผู้ปฏิบัตินั้น อยู่ตรงไหน
และควรแนะนำให้ผู้ปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนสภาวะตามอินทรีย์ได้หรือยังสภาวะที่ผู้สอบอารมณ์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้สอบอารมณ์คือ

1. ปฏิบัติถูกทางแล้ว
คำว่า ถูกทาง คือ ถูกในรูปแบบของผู้สอบอารมณ์
2. ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
ถูกต้องคือ เป็นเรื่องของความเห็นว่าถูกหรือผิด ในความคิดของผู้สอบอารมณ์

3. ภาวนาดีแล้ว
ดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องของความคิดผู้สอบอารมณ์

4. ทำดีแล้วนะ ก้าวหน้ามากๆเลยนะ
คำสรรเสริญ เยินยอ ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ปฏิบัติ เพราะเท่ากับไปเพิ่มกิเลสต่างๆ
เพิ่มมานะกิเลสให้กับผู้ปฏิบัติ ทำให้ยิ่งปฏิบัติ สภาวะยิ่งแย่ลง เพราะไปยึดติดกับคำชม

5. มีที่พึ่งแล้วนะ
ตรงนี้สำคัญมากๆเลย มีหลายๆคน นำสภาวะ ” มีที่พึ่งแล้วนะ เพราะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้วนะ ”
นี่เป็นการนำสภาวะไปใช้แบบผิดๆ

สิ่งเหล่านี้ที่นำมากล่าว ล้วนก่อให้เกิดความทะยานอยากให้แก่ผู้ปฏิบัติมากกว่าเดิม
ทำให้บดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นสภาวะที่แท้จริงได้
คือ มีแต่เป็นเหตุไปเพิ่มกิเลส แทนที่จะปฏิบัติแล้ว ลด ละ กิเลสได้

ผิดอย่างไร

คำว่า ” มีที่พึ่งแห่งตน ” มาจากคำว่า คำเต็มๆว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๖.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก.

ทีนี้ ครูบาฯรุ่นเก่าๆ ท่านได้ขุดหลุมพรางดักกิเลสผู้ปฏิบัติเอาไว้
ท่านเลยใช้คำว่า ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น คือ เป็นคนที่มีที่พึ่งแล้วนะ

นี่คือ หลุมพรางกับดักกิเลสชั้นยอด สำหรับผู้ที่อยากเป็นโสดาบัน
ท่านไว้ใช้ในการสอบอารมณ์ เวลาใครนำไปสนทนา ท่านจะจับได้ทันที
เพียงแต่ ท่านจะบอกหรือไม่บอกแก่คนนั้นเท่านั้นเอง
มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตรงนี้หมายถึง แม้ตกตายไป ย่อมได้สวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติอย่างแน่นอน
พระรัตนตรัย เรามีไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา เพื่อมุ่งมั่นกระทำแต่ความความดี
ตัวอย่างที่ดีมีให้เห็น ยิ่งทำให้มุ่งมั่นทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ท้อถอยแต่อย่างใด
ส่วนที่กล่าวว่า ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น หมายถึง ผู้นั้นได้มี สติ สัมปชัญญะ เป็นที่พึ่งแล้ว
สติ สัมปชัญญะที่นำมากล่าวนี้ เกิดจากการเจริญสติ และเป็น สัมมาสติ
คือ มีทั้ง สติ และสัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วยกัน จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

แนวทางการปฏิบัติ เหตุไฉนแนวสติปัฏฐานหรือการเจริญสติ จึงเป็นทางสายกลาง
เพราะเหตุว่า ไม่ว่าผู้ปฏิบัติ จะมีพื้นฐานของสมาธิหรือไม่มีเลยก็ตาม สามารถปฏิบัติได้
และไม่มีรูปแบบที่ตายตัว แต่ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกปฏิบัติได้ ตามความถนัดของแต่ละคน
คือตามแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

ส่วนด้านกรรมฐาน ๔๐ กองนั้น อันนั้นก็เกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
บางคนเคยทำกรรมฐานกองไหนมา ไม่ต้องมีครูบาฯสอน ก็สามารถอ่านหนังสือและทำตามเองได้
แล้วเมื่อผลบุญกุศลหนุนนำ สามารถเจริญสติหรือยกสมถะขึ้นสู่วิปัสสนาได้

ที่เรียนรู้ตั้งแต่เกิด

ทุกอย่าง สำเร็จได้ด้วยจิต
ที่เรียนรู้ของเรา   ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด
จนกระทั่งกำลังจะหมดลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็คือ
กายและจิตของเรานี่เอง :b44:
เรียนรู้อะไร เรียนรู้กิเลส กิเลสเกิดจากไหน เกิดจากผัสสะนี่เอง
เราไปปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง เมื่อเกิดการกระทบทุกๆครั้ง
เราจึงต้องมาเจริญสติปัฏฐานกันเพราะเหตุนี้
เพื่อเราจะได้มีที่พึ่งสำหรับตัวเองคือ สติ สัมปชัญญะ

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ

ตัวกระตุ้นสภาวะ

 
คนรอบๆตัวเรา เสียชีวิตลงไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นตัวกระตุ้นสภาวะ ทำให้เราเห็นแต่ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ไม่ว่าจะอะไร ล้วนไปคาดเดาไม่ได้  สภาวะถูกขับเคลื่อนตลอดเวลาแบบไม่ได้ตั้งใจ
 
เดี๋ยวนี้ รู้ในกายและจิตมากขึ้น ทำให้เรามุ่งมั่น มีความเพียรมากขึ้น ทำเพราะรู้ว่า ไม่มีที่เชื่อถือได้
วันนี้คนอื่นๆตาย วินาทีต่อไปอาจจะเป็นเราก็ได้ จะประมาทไม่ได้ ทำให้ทำความเพียรมากที่สุด เท่าที่จะทำได้
 
ดูกิเลส ดูสิ่งที่มากระทบ เจ้าความอยากนี่แหละ หลุมพรางกิเลสชั้นเลิศ เนียนที่สุด ที่ยากจะดูทันได้การเจริญสติสำคัญมากๆ
ถ้าไม่ได้มาเจริญสติ สภาวะเหล่านี้ จะอ่านไม่ออกเลย โดยเฉพาะ ความอยากที่เนียนสุดๆ
 
 
วิบากกรรม
 
 
การเกิดเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง สามี ภรรยา ฯลฯ ทุอย่างล้วนมีเหตุ  เคยสร้างเหตุมาร่วมกัน ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตาม
ทุกๆการกระทำส่งผลหมด หลีกหนีไม่ได้เลย
 
ชีวิตนี้ช่างน้อยนักนะ  น้อยมากๆเลย  เรายังคงรู้สึกเหมือนเดิมว่า เวลาทุกวินาทีผ่านไปไวมากๆ
สภาวะเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  จากสมาธิที่หายไปหมด เริ่มกลับมามีมากขึ้นเรื่อยๆ
จากนั่งไม่ได้เลย กลับมานั่งได้ปกติมากขึ้น สมาธิแนบแน่นมากขึ้น กลางคืนเวลานอน กำหนดเข้าพักในสมาธิได้ดีขึ้น
สภาวะเขาทบทวนตลอดเวลา 
 
หลายวันมาแล้ว เข้าออกสมาธิได้ดีมากขึ้น รอบละ 3 ชม. ทำได้วันละ 2 รอบ รู้อยู่ในกายและจิตได้ดี
มีบางครั้งดับไปในสมาธิเป็นระยะๆ  นั่นบ่งบอกถึงกำลังของสมาธิที่มีมากขึ้น
สภาวะ " ดับ " เริ่มเกิดเป็นระยะๆ  แต่ยังไม่มากเท่าเมื่อก่อน  

Previous Older Entries

มีนาคม 2010
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: