มโนกรรม , กายกรรม , วจีกรรม

มโนกรรม , กายกรรม , วจีกรรม

ยังอยู่ในหัวข้อของ เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

.

กรรม(การกระทำ) ปัจจุบัน

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(เวทนา ตัณหา อุปทา ภพ)

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
เป็นเรื่องของ มโนกรรม
เรียกว่า กามภพ

.
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความยินดี พอใจ
คิดว่าเป็นรูปฌาน หรืออรูปฌาน
เรียกว่า รูปภพ อรูปภพ

เป็นเหตุปัจจัยให้อุปกิเลสมีเกิดขึ้น

.

.

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

[๗] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ

หมายถึง กายกรรม วจีกรรม
ไม่ได้หมายถึง การเกิดเป็นตัวตน
จากท้องแม่ที่มีพ่อเป็นเหตุปัจจัยร่วม

.
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้(อวิชชา) ที่มีอยู่
จึงกระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
โดยการปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา

กล่าวคือ สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
หรือการนำสภาวะที่มีเกิดขึ้น ตามที่คิดว่าใช่ ไปบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
เป็นเรื่องของ กายกรรม วจีกรรม

.

.

กล่าวโดยย่อ

ภพ มโนกรรม

ชาติ กายกรรม วจีกรรม

.
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะมโนกรรมเป็นปัจจัย กายกรรม วจีกรรม จึงมี

.

ความรู้สึกนึกคิด ห้ามไม่ให้คิด ห้ามไม่ได้
แต่สามารถกำหนดรู้ได้ คือ รู้ว่ามีเกิดขึ้น
กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน
ที่ผลยังมีอยู่(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
เพราะเหตุยังมีอยู่(กรรม/การกระทำ)

Advertisements

ผัสสะและอริยสัจ ๔

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

.
อริยสัจ๔

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ คือ
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม(กามตัณหา)
ตัณหาในความมีความเป็น(ภวตัณหา)
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น(วิภวตัณหา)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น

ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัย ถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้

สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา(การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ(ความตั้งใจมั่นชอบ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล
คือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด

.

หมายเหตุ;

ข้อปฏิบัติ

๑. เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สมาธิเกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

เกิดจากการกำหนดรู้ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตประจำวัน

.

หรือ

๒. เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สมาธิเกิดทีหลัง)

เกิดจากการการทำความเพียรเพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

และ

๒. การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป
(ทำทั้งข้อ๑ และข้อ ๒)

ปฏิจจสมุปบาทกับเส้นตรง

กรรม(การกระทำ) ปัจจุบัน สำคัญมาก

.
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่มีเกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบัน
ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งตาย จบสิ้นสุดแค่ตรงนั้น
ไม่ได้เป็นวงกลม เหมือนดังภาพที่นำมาเผยแพร่กันในปัจจุบัน

เปรียบเสมือนเส้นตรงเส้นหนึ่ง จะตัดตรงไหนก็ได้

ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นเช่นนั้น ดับตรงส่วนไหนก็ได้
ขึ้นอยู่กับการแทงตลอดในสภาวะของคำเรียกนั้นๆ

.

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปฏิจจะ แบ่งออกเป็นสองส่วน

.
๑. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

.
๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

.

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละสังโยชน์
กล่าวคือ ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔(อวิชชา)

.

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงเน้นเสมอๆว่า สำหรับผู้ที่เพียรดับเหตุแห่งทุกข์
กรรมปัจจุบันสำคัญมาก เพราะส่งผล

มีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบาย

สภาวะปัจจุบัน
เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ ในปัจจุบัน
เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้

.

[๘๑] พระมีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามไม่เที่ยง เป็นของว่างเปล่า เลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามดังนี้ ได้ทำความล่อลวงเป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจคือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ฯ

.
[๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นในเรื่องกามนั้น ดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจ คืออภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ไฉนหนอ เราพึงมีจิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ เพราะเมื่อเรามีจิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ อกุศลลามกเกิดที่ใจ ได้แก่ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง นั้นจักไม่มี เพราะละอกุศลเหล่านั้นได้ จิตของเราที่ไม่เล็กน้อยนั่นแหละ จักกลายเป็นจิตหาประมาณมิได้ อันเราอบรมดีแล้ว เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ

.
[๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ซึ่งรูปบางชนิดและรูปทั้งหมด คือ มหาภูต ๔ และรูปอาศัยมหาภูตทั้ง ๔ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ด้วยประการนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อทีวิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ

.
[๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้าและกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นไม่ควรยินดี ไม่ควรบ่นถึง ไม่ควรติดใจ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ

.
[๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด ที่นั้นคืออากิญจัญญายตนะ อันดี ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ

.
[๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า สิ่งนี้ว่างเปล่าจากตน หรือจากความเป็นของตน เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ

.
[๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีในเรานั้นไม่ และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ ในใครๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ

.
[๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพนี้ รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญา ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด ที่นั่นคือเนวสัญญานาสัญญายตนะอันดี ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพเนวสัญญานาสัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบาย ฯ

สังขารุเปกขาญาณ

เมื่อเกิดความรู้ชัด แจ่มแจ้งแทงตลอด
ในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

เวลาอ่านเจอ จะรู้สึกเฉยๆนะ
เพราะสภาวะเหล่านี้ เป็นเพียงสภาวะที่ควรรู้เท่านั้นเอง

.
เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นหลังจากสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นแล้วเป็นครั้งที่ ๒

สำหรับตัวเองนะ การทำสมถะหรือทำสมาธิ จะเปลี่ยนไป
ไม่ใช่อานาปนสติ หรือกรรมฐานกองไหนๆ
แต่เป็นเรื่องของการพิจรณา

ตรงนี้เพิ่งอ่านเจอนะ
ก็ไม่คิดว่า สภาวะในปัจจุบัน จะมีคำเรียก
คือ เดี๋ยวนี้ เวลาพิจรณาอะไรก็ตาม เห็นแต่ความน่าเบื่อหน่าย
แล้วจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเอง ไม่ต้องรู้ลมหายใจเข้าออก
ไม่ต้องรู้ท้องพองยุบ เหมือนก่อนๆ

เอาเป็นว่า รู้แค่ว่าเป็นปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบาย
ตามพรธรรมคำสอน จะนำมาอธิบายได้ตรงตามสภาวะมากกว่า

.

.

สังขารุเปกขาญาณ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไป
ในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วซึ่งสังขารนิมิตด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วซึ่งตัณหาด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นั้นชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วซึ่งความถือมั่นว่าตนด้วยญาณ
ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๓] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มี
จิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน เพิกเฉยความเป็นไปแล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๔] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิต โดยความเป็นภัย มี
จิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๕] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีรูปนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป
วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๖] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไป แล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๗] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๘] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นเวทนานิมิต ฯลฯ สัญญานิมิต
สังขารนิมิต วิญญาณนิมิต จักษุ ฯลฯ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๙] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาความถือมั่นและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๑๐] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมบัติ

พิจารณาเห็นความยึดมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ

.
อนิมิตตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง

อนิมิตตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง

อนิมิตตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง ฯ

 

.

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น

ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐญาณ

ปัญญาในความแตกต่างแห่งสมาบัติเป็นสมาปัตตัฏฐญาณ

ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ ฯ

การเกิดเป็นทุกข์

ขึ้นชื่อว่า การเกิดล้วนเป็นทุกข์
โสดาบัน ก็ทุกข์แบบโสดาบัน
สกทาคามี ก็ทุกข์แบบสกทาคามี
อนาคามี ก็ทุกข์แบบอนาคามี

.
จะทุกข์มาก หรือทุกข์น้อย
ก็ยังขึ้นชื่อว่า ทุกข์

.
หากถอนตัวตนออกจากวัฏฏะได้
ความสำคัญมั่นหมายในความมี ความเป็น ย่อมหมดสิ้นไป

ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ทุกขัง

เมื่อเจอความทุกข์บีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
การหาทางออกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สำหรับผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน
เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง จะแก้ที่ตนเอง โดยการเจริญกรรมฐาน

.

เรื่องราวทางโลก ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
ทุกสรรพสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกัน
ล้วนเกิดจากกรรมที่ทำร่วมกันมา
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ตามความเห็นของตน

ไม่ควรไปข้องเกี่ยวหรือเข้ามีส่วนร่วม
ที่ทำได้คือ แผ่เมตตา กรวดน้ำ

.

วังวนของสังสารวัฏ
ล้วนเกิดจากอวิชชาที่มีอยู่

แก่นของสมถะ

แก่นของสมถะ ได้แก่ สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีรูปนามเป็นอารมณ์

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
เกิดความรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

กล่าวโดยย่อ กายและจิต

.

ไม่ว่าจะเป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นใน
รูปฌาน(เกิด-ดับ)
อรูปฌาน(เกิด-ดับ)
และนิโรธสมาบัติ(เกิด-ดับ)

สภาวะทั้งหมด ที่เพียงสองสิ่งที่เกิดขึ้น
กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น และ ใจที่รู้อยู่

.

เกินจากนั้น ล้วนเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

.

“สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจ อุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณก็ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น

ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ”

สภาวะเก่าๆคืนกลับมา

เรื่องราวของสภาวะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เมื่อรู้ชัดอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ก็สิ้นสงสัยทุกสภาวะที่มีเกิดขึ้น

มีแต่สภาวะเดิมๆซ้ำๆ ที่ห่างหายไปนาน กลับมีเกิดขึ้นอีก
เช่นสภาวะสันตติขาดและฆนบัญญัติแตก อาการเสียวฝ่าเท้า
ความรู้ชัดที่ฝ่าเท้า ทุกย่างก้าว โดยไม่ได้ตั้งใจที่จะรู้แต่อย่างใด

กำลังสมาธิ ฟื้นคืนกลับมาเรื่อยๆ เริ่มจะใกล้เคียงของเดิม
ตอนนี้ความแนบแน่นของกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น จะอยู่ประมาณ ๑ ชม.

อาการสัปหงก ขณะจิตเป็นสมาธิมีเกิดขึ้นน้อยมาก
มีเกิดขึ้นที่จิตแทน จิตสัปหงก นี่ก็สภาวะเดิมๆ มีเกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง
โอภาสสว่างมากขึ้น รู้สึกตัวตลอด มีบางช่วงดับลงไป

เวลาที่จิตแนบแน่น ความคิดจะหายไปหมด รู้ชัดอยู่ภายในกาย มีสติรู้อยู่
สภาวะมีเพียงสองสิ่งที่เกิดขึ้น คือ สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่
เหมือนได้ทบทวนสภาวะเก่าๆไปในตัว

ถ้านั่งโซฟา นั่งได้หลายชม. บางครั้งนั่งตั้งแต่เช้าถึงมืด
รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง สลับไปมา

การนั่งพื้น พอสมาธิคลายตัว จะเลิกนั่ง
ไม่ต้องตั้งเวลา สมาธิจึงจะคลายตัว ๑ ชม.เป๊ะ

จะเน้นเดินและยืน มากกว่านั่ง
เมื่อเช้า นำกางเกงเจ้านายมาขยายเอว
ยืนและเดินไปมา ทำโน่นทำนี่ มองนาฬิกา ๓ ชม.
นั่งสมาธิต่อ เพราะเหตุนี้ อาการสัปหงกจึงน้อยลง
เพราะสติ มีกำลังมากกว่าสมาธิ

มีกำลังมากขึ้น

หลังจากที่ทำความเพียรตามสัปปายะ มาสักระยะหนึ่ง
สิ่งที่รู้สึกได้ชัด กำลังสมาธิที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

เปลี่ยนจากเย็บผ้าด้วยมือ
มาใช้จักร(กระเป๋า) เย็บผ้าแทน
แต่ยังคงยืนเย็บ เหมือนสมัยเย้บมือ
เหตุผลคือ เป็นการรู้อยู่กับกิจที่ทำอยู่ในอิริยาบทยืน

พอเลิกเย็บผ้า เปลี่ยนเป็นอิริยาบทเดิน
รู้ชัดจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สภาวะที่เคยมีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นอีก
การเกิด เดินปกติ รู้ชัดที่ฝ่าเท้า ไมได้ใช้คำบริกรรมหรือการกำหนดใดๆ
รู้สึกเสียวที่ฝ่าเท้า รู้ชัดการแยกขาดออกจากกันทุกย่างก้าว ที่ก้าวเดิน

เมื่อนั่งลง หลับตาลง โอภาสสว่างจ้า รู้สึกหน่วงในใจ
รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ระหว่างนี้มีแต่ความสงบ โอภาสเกิดอยู่
สักระยะ รู้สึกถึงกำลังสมาธิที่อ่อนตัวลง ความคิดเริ่มเกิด
มีแต่คิดพิจรณานั่นนี่ ก็รู้ไป รู้สึกตึงๆที่ขา ก็รู้ไป
จนกระทั่งคิดว่า พอละ แล้วลุกขึ้น มองนาฬิกาผ่านไป ๑ ชม.

เดินไปนั่งที่โซฟา จิตยังคงเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง
พอนั่งลง หลับตา โอภาสสว่างจ้า นั่งไปจนรู้สึกว่าพอแล้ว
แผ่เมตตา กรวดน้ำ ลืมตามองนาฬิกา ผ่านไป ๔ ชม.

วันนี้สมาธิดี หลังจากเลิกนั่ง เดินทำโน่นนี่
จิตยังคงเป็นสมาธิต่อเนื่อง มีเกิดขึ้นพอดี ไม่มาก ไม่น้อย
รู้ชัดที่โพรงจมูก มีปีติ สุข สลับกับความสงบ เป็นระยะๆ

Previous Older Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: